ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

ฟีลิป ผู้ตั้งคำถาม และเรียนรู้ความเชื่อผ่านประสบการณ์

ตอนที่ 5 ฟีลิป ผู้ตั้งคำถาม และเรียนรู้ความเชื่อผ่านประสบการณ์
พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 ลูกา 6:14 ยอห์น 1:43–46 ยอห์น 14:8–9



ฟีลิป ผู้ตั้งคำถาม และเรียนรู้ความเชื่อผ่านประสบการณ์
    ฟีลิปเป็นหนึ่งในอัครสาวกสิบสองคนที่มักถูกมองข้าม เพราะไม่มีปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่หรือคำเทศนาที่ยาวโดดเด่นเหมือนเปโตรหรือยอห์น แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ฟีลิปคือภาพสะท้อนของผู้เชื่อจำนวนมาก คือผู้ที่เดินตามพระเยซูด้วยหัวใจที่จริงใจ แต่เต็มไปด้วยคำถาม และเรียนรู้ความเชื่อผ่านกระบวนการของชีวิตจริง

    พระกิตติคุณทั้งสามเล่มแรกกล่าวถึงฟีลิปในฐานะหนึ่งในสิบสองอัครสาวก มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 และลูกา 6:14 ระบุชื่อของเขาเคียงข้างบารโธโลมิว ซึ่งสอดคล้องกับพระกิตติคุณยอห์นที่เชื่อมโยงฟีลิปกับนาธานาเอล แสดงให้เห็นความสัมพันธ์เชิงพันธกิจมากกว่าความโดดเด่นส่วนบุคคล

    ฟีลิปมาจากเมืองเบธไซดา เมืองเดียวกับเปโตรและอันดรูว์ ยอห์น 1:43–46 เล่าเหตุการณ์สำคัญที่พระเยซูทรงเรียกฟีลิปด้วยพระองค์เอง คำตรัสสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า “จงตามเรามาเถิด” ฟีลิปตอบสนองทันที และสิ่งแรกที่เขาทำคือไปหานาธานาเอล ไม่ใช่ด้วยถ้อยคำเทศนาที่ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยประโยคเรียบง่ายว่า “เราพบผู้นั้นแล้ว”

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ฟีลิปโดดเด่นคือวิธีที่เขาเผชิญกับความสงสัย นาธาเนลตอบกลับด้วยความไม่เชื่อว่า “จะมีอะไรดีมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” ฟีลิปไม่โต้แย้ง ไม่ยกเหตุผลเชิงศาสนศาสตร์ ไม่อ้างพระคัมภีร์ยาวเหยียด แต่กล่าวเพียงว่า “มาดูเถิด” นี่คือหัวใจของฟีลิป ความเชื่อที่เชิญชวนให้พิสูจน์ผ่านการพบเจอ ไม่ใช่การถกเถียง

    ในพระกิตติคุณยอห์น ฟีลิปมักเป็นคนที่ตั้งคำถามแทนคนอื่น ในเหตุการณ์เลี้ยงคนห้าพันคน ฟีลิปเป็นผู้ที่พระเยซูทรงทดสอบด้วยคำถามเรื่องอาหาร เพื่อเปิดเผยข้อจำกัดของการคิดแบบมนุษย์ และในยอห์น 14:8–9 ฟีลิปทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงสำแดงพระบิดาแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด” คำถามนี้ไม่ใช่ความดื้อรั้น แต่เป็นความหิวกระหายที่จะเข้าใจ

    คำตอบของพระเยซูสำคัญยิ่ง “ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดาแล้ว” ฟีลิปเรียนรู้ว่าความเชื่อคริสเตียนไม่ได้เริ่มจากการเข้าใจทุกอย่าง แต่เริ่มจากการรู้จักพระคริสต์อย่างแท้จริง ผ่านการอยู่กับพระองค์ เดินกับพระองค์ และยอมให้ประสบการณ์เปลี่ยนมุมมองชีวิต

    ในบริบทของคริสตจักรยุคแรก ฟีลิปจึงเป็นตัวแทนของผู้เชื่อที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่เติบโตผ่านคำถาม ผ่านความสับสน และผ่านการเผชิญหน้ากับความจริงของพระเยซูคริสต์ ความเชื่อของเขาไม่ใช่ความเชื่อที่สำเร็จรูป แต่เป็นความเชื่อที่ก่อตัวขึ้นจากความสัมพันธ์

ข้อคิดสำหรับวันนี้
    ฟีลิปสอนเราว่า การมีคำถามไม่ได้หมายความว่าเราขาดความเชื่อ ตรงกันข้าม คำถามที่ซื่อสัตย์อาจเป็นประตูสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า พระเยซูไม่ได้ปฏิเสธฟีลิปเพราะเขาถาม แต่ทรงนำเขาให้รู้จักพระบิดาผ่านพระองค์เอง

    วันนี้ หากเรายังไม่เข้าใจทุกอย่างในความเชื่อ จงอย่าท้อใจ จงทำเหมือนฟีลิป คือเดินตามพระคริสต์ต่อไป เชิญชวนผู้อื่นมาดู และยอมให้ประสบการณ์กับพระองค์หล่อหลอมความเชื่อของเรา เพราะในที่สุด ผู้ที่ได้เห็นพระคริสต์ ก็จะได้เห็นความจริงที่เปลี่ยนชีวิตตลอดไป










วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569

ยอห์น บุตรเศเบดี สาวกที่พระเยซูทรงรัก และพยานแห่งความรัก

ตอนที่ 4 ยอห์น บุตรเศเบดี สาวกที่พระเยซูทรงรัก และพยานแห่งความรัก

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:2 มาระโก 3:17 ลูกา 6:14 ยอห์น 13:23 ยอห์น 19:26–27 และ วิวรณ์ 1:1–2

  

ยอห์น บุตรเศเบดี สาวกที่พระเยซูทรงรัก และพยานแห่งความรัก

    ยอห์น บุตรเศเบดี เป็นหนึ่งในสาวกสิบสองคน ที่มีบทบาทลึกซึ้งที่สุดทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ และศาสนศาสตร์ เขาเป็นน้องชายของยากอบ บุตรเศเบดี และเป็นชาวประมงจากแคว้นกาลิลี พระกิตติคุณบันทึกตรงกันว่ายอห์น ถูกพระเยซูทรงเรียกตั้งแต่ระยะแรกของพันธกิจ และทรงจัดเขาไว้ในกลุ่มแกนกลางร่วมกับเปโตรและยากอบ ตามที่ปรากฏใน มัทธิว 10:2 มาระโก 3:17 และลูกา 6:14

    ในช่วงแรกของการติดตามพระเยซู ยอห์นมีบุคลิกเร่าร้อน เด็ดขาด และไม่ประนีประนอม สมญานามที่พระเยซูประทานให้เขาและยากอบคือ โบอาเนอเย แปลว่า ลูกฟ้าร้อง สะท้อนถึงจิตใจที่แรงกล้า คล้ายผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ การทรงงานของพระคริสต์ไม่ได้ทำลายลักษณะนี้ หากแต่หล่อหลอมให้พลังแห่งฟ้าร้องกลายเป็นเสียงแห่งความรัก

    ในพระกิตติคุณยอห์น ผู้เขียนไม่เอ่ยชื่อตนเองโดยตรง แต่ใช้ถ้อยคำว่า สาวกที่พระเยซูทรงรัก ตามที่ปรากฏใน ยอห์น 13:23 ภาพของยอห์นเอนกาย ใกล้พระทรวงของพระเยซู ในอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ไม่ได้เป็นเพียงภาพแห่งความสนิทสนมส่วนตัว แต่สะท้อนวัฒนธรรมตะวันออกกลางโบราณ ที่การเอนกายเช่นนี้หมายถึง ความไว้วางใจอย่างลึกซึ้ง ยอห์นจึงเป็นพยานที่ใกล้ชิดพระทัยของพระคริสต์ ทั้งในคำสอน ความทุกข์ และความรัก

    จุดสูงสุดของความสัมพันธ์นี้ ปรากฏที้ใต้ไม้กางเขน ในขณะที่สาวกคนอื่นกระจัดกระจาย ยอห์นยืนอยู่กับมารีย์ มารดาของพระเยซู ตามที่บันทึกใน ยอห์น 19:26–27 พระเยซูทรงมอบหมายให้ยอห์นดูแลมารดาของพระองค์ นี่ไม่ใช่เพียงการจัดการเรื่องครอบครัว แต่เป็นการถ่ายทอดความรับผิดชอบฝ่ายจิตวิญญาณ ยอห์นกลายเป็นแบบอย่างของผู้รับใช้ที่ยืนหยัดอยู่ในความทุกข์ ไม่หนีจากกางเขน และเรียนรู้ความรักผ่านความเจ็บปวด

    หลังการฟื้นคืนพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู ยอห์นกลายเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณของคริสตจักรยุคแรก โดยเฉพาะในแคว้นเอเชียไมเนอร์ ตามหลักฐานจากประเพณีคริสตจักรยุคแรกและบิดาแห่งคริสตจักร ยอห์นเป็นสาวกเพียงคนเดียวในกลุ่มสิบสองคน ที่ไม่ได้ตายเป็นผู้พลีชีพ แต่ดำรงชีวิตยืนยาวจนถึงปลายศตวรรษที่หนึ่ง

    การถูกเนรเทศไปยังเกาะปัทมอส กลายเป็นฉากหลังของหนังสือวิวรณ์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยถ้อยคำว่า การสำแดงของพระเยซูคริสต์ ตามที่กล่าวใน วิวรณ์ 1:1–2 ยอห์นจากชาวประมงกาลิลี กลายเป็นผู้เห็นนิมิตสวรรค์ ความยุติธรรมสุดท้าย และชัยชนะของความรักเหนือความมืด หนังสือวิวรณ์ จึงไม่ใช่เพียงคำพยากรณ์ยุคสุดท้าย แต่เป็นพยานของชายชรา ผู้เดินกับพระคริสต์มายาวนาน และรู้จักพระองค์ในฐานะพระเมษโปดกที่ถูกฆ่า แต่ทรงมีชัย

    เมื่อพิจารณาชีวิตของยอห์นทั้งเส้นทาง จะเห็นการเปลี่ยนผ่านจาก ลูกฟ้าร้อง ไปสู่ อัครทูตแห่งความรัก จดหมาย 1 ยอห์น 2 ยอห์น และ 3 ยอห์น เต็มไปด้วยถ้อยคำว่า ความรัก ความจริง และการดำเนินชีวิตในความสว่าง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากอารมณ์อ่อนโยนโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากการถูกหล่อหลอม ด้วยการอยู่ใกล้พระคริสต์อย่างยาวนาน

    ข้อคิดสำหรับวันนี้

    ชีวิตของยอห์น สอนเราว่า ความใกล้ชิดกับพระเยซู สามารถเปลี่ยนธรรมชาติภายในของมนุษย์ ได้อย่างแท้จริง จากความรุนแรงสู่ความรัก จากไฟแห่งอารมณ์สู่แสงแห่งความจริง การเป็นสาวกไม่ได้หมายถึงการไม่มีจุดอ่อน แต่คือการยอมให้พระคริสต์ ทรงเปลี่ยนเราอย่างต่อเนื่อง

    ยอห์นยังเตือนใจคริสตจักรทุกยุคสมัยว่า ความรักไม่ใช่ถ้อยคำสวยงาม แต่คือการยืนอยู่ใต้กางเขน รับผิดชอบต่อผู้อื่น และซื่อสัตย์ แม้ในยามถูกเนรเทศหรือโดดเดี่ยว ท่ามกลางโลกที่เสียงฟ้าร้องแห่งความเกลียดชังดังขึ้นเรื่อยๆ พยานแห่งความรัก อย่างยอห์น ยังคงเรียกเราให้กลับไปสู่ หัวใจของพระกิตติคุณ คือ ความรักที่ยืนหยัดจนถึงที่สุด











วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

ยากอบ บุตรเศเบดี สาวกผู้เร่าร้อน ได้รับสมญา “ลูกฟ้าร้อง”

ตอนที่ 3 ยากอบ บุตรเศเบดี สาวกผู้เร่าร้อน ได้รับสมญา “ลูกฟ้าร้อง”

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:2 มาระโก 3:17 ลูกา 6:14 มาระโก 10:35–41 กิจการของอัครทูต 12:1–2



    ยากอบ บุตรเศเบดี : สาวกผู้เร่าร้อน สมญา “ลูกฟ้าร้อง”
    
    ยากอบ บุตรเศเบดี เป็นหนึ่งใน สาวกสิบสองคน ของพระเยซู (มัทธิว 10:2, ลูกา 6:14) และเป็นพี่ชายของยอห์น ซึ่งทั้งสองอยู่ใน กลุ่มวงในของพระเยซู ร่วมกับเปโตร มีส่วนในเหตุการณ์สำคัญ เช่น การจำแลงพระกายบนภูเขา และการอธิษฐานในเกธเสมนี

    พระเยซูทรงตั้งชื่อยากอบและยอห์นว่า “ลูกฟ้าร้อง” (โบ​อา​เนอ​เย มาระโก 3:17) ซึ่งสะท้อนถึง ความเร่าร้อนและความกล้าหาญของเขา ความร้อนแรงนี้ปรากฏชัดในการกระทำหลายครั้ง เช่น ต้องการให้ไฟลงมาจากฟ้าเผาชาวสะมาเรีย และในการขอให้นั่งข้างพระเยซูในอาณาจักรสวรรค์ (มาระโก 10:35–41) แม้ความเข้าใจในราชอาณาจักรยังไม่สมบูรณ์ แต่ความมุ่งมั่นและแรงปรารถนานี้สะท้อนจิตวิญญาณของสาวกผู้กล้า

    ยากอบตอบสนองต่อการทรงเรียกด้วย ความเด็ดเดี่ยวและการละทิ้งสิ่งมั่นคง ทั้งอาชีพและครอบครัว ทำให้เขาเป็นตัวอย่างของการติดตามพระคริสต์อย่างเต็มใจ แม้ว่าความร้อนแรงนั้นต้องผ่านการขัดเกลาและเรียนรู้

    สุดท้าย ยากอบเป็น ผู้พลีชีพคนแรกในหมู่อัครทูต ถูกประหารด้วยดาบโดยเฮโรด อากริปปาที่ 1 (กิจการ 12:1–2) การเสียชีวิตของเขาเป็นพยานถึงความเชื่อมั่นและความกล้าหาญอย่างไม่มีเงื่อนไข และสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า การติดตามพระคริสต์มาพร้อมราคาที่ต้องจ่าย แต่เป็นทางนำไปสู่ความยิ่งใหญ่ทางจิตวิญญาณ

    ข้อคิดสำหรับวันนี้
    1. ความเร่าร้อนทางจิตวิญญาณต้องขัดเกลา – อารมณ์แรงกล้าและความปรารถนาที่ดี ควรถูกนำไปสู่การรับใช้และความถ่อมใจ ไม่ใช่เพื่อความเห็นแก่ตัว
    2. ตอบสนองต่อการเรียกอย่างเด็ดเดี่ยว – การติดตามพระคริสต์อาจต้องละทิ้งความมั่นคงบางอย่าง แต่ความเชื่อที่มั่นคงจะให้รางวัลทางจิตวิญญาณที่ยั่งยืน
    3. กล้าหาญแม้ต้องเผชิญอุปสรรค – การยืนหยัดในความเชื่อ แม้ต้องเผชิญความยากลำบากหรือความเสี่ยง เป็นพยานถึงความศรัทธาที่แท้จริง










วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569

อันดรูว์ ผู้พาคนอื่นมาพบพระคริสต์เสมอ

ตอนที่ 2 อันดรูว์ ผู้พาคนอื่นมาพบพระคริสต์เสมอ

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:2 มาระโก 3:18 ลูกา 6:14 ยอห์น 1:40–42 ยอห์น 6:8–9



    อันดรูว์ เป็นหนึ่งในอัครทูตสิบสองคน แต่แทบไม่เคยอยู่แถวหน้าของเวทีประวัติศาสตร์ เขาไม่ใช่คนที่เทศนาในวันเพ็นเทคอสต์ ไม่ใช่ผู้เขียนหนังสือพระกิตติคุณ และไม่ใช่ผู้นำหลักของคริสตจักรยุคแรก หากแต่พระคัมภีร์จดจำเขาด้วยบทบาทที่สม่ำเสมอและชัดเจนอย่างยิ่ง คือ “ผู้พาคนอื่นมาพบพระคริสต์”

    ในยอห์น บทที่ 1 อันดรูว์ปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะศิษย์ของยอห์นผู้ให้บัพติศมา เมื่อได้ยินคำประกาศว่า “ผู้นี้แหละคือพระเมษโปดกของพระเจ้า” อันดรูว์ไม่ได้หยุดแค่การเชื่อส่วนตัว แต่รีบไปหาซีโมนพี่ชายของตน และกล่าวประโยคที่เรียบง่าย แต่เปลี่ยนประวัติศาสตร์คริสตจักรว่า “เราพบพระเมสสิยาห์แล้ว” จากนั้นเขาพาซีโมนไปหาพระเยซู ชายผู้นั้นต่อมาจะถูกเรียกว่า เปโตร ศิลาแห่งคริสตจักร

    ในเชิงประวัติศาสตร์ ชาวกาลิลีอย่างอันดรูว์อยู่ชายขอบของสังคมยิว ทั้งด้านการศึกษาและอำนาจทางศาสนา แต่พระเจ้าไม่ทรงเลือกเขาเพราะตำแหน่ง หากเลือกเพราะความไวต่อเสียงเรียก และความเต็มใจที่จะเชื่อมคนธรรมดา เข้ากับพระคริสต์ นี่สะท้อนรูปแบบของคริสตจักรยุคแรก ที่เติบโตขึ้นโดยไม่ใช่ด้วยโครงสร้างใหญ่โต แต่ด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว

    ในยอห์น บทที่ 6 เมื่อฝูงชนหิวโหย อันดรูว์เป็นคนเดียวที่สังเกตเห็นเด็กชายที่มีขนมปังห้าก้อนและปลาเล็กสองตัว เขาไม่ได้แก้ปัญหาด้วยตนเอง แต่พาสิ่งเล็กน้อยนั้นมาวางไว้ในพระหัตถ์ของพระเยซู และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น อันดรูว์ไม่ใช่ผู้ทำการอัศจรรย์ แต่เป็นผู้เชื่อมทรัพยากรเล็กน้อยของมนุษย์เข้ากับฤทธานุภาพของพระเจ้า

    ในประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา บทบาทแบบอันดรูว์มักถูกมองข้าม แต่แท้จริงแล้วคือรากฐานของการขยายคริสตจักร ไม่ใช่ทุกคนถูกเรียกให้ยืนหน้าเวที แต่ทุกคนถูกเรียกให้เป็นสะพาน

    ข้อคิดสำหรับวันนี้คือ โลกไม่ได้ขาดคนพูดเก่ง แต่ขาดคนที่เต็มใจพาผู้อื่นไปพบพระคริสต์อย่างเงียบๆ ไม่ต้องอธิบายเก่ง ไม่ต้องมีตำแหน่ง ขอเพียงรู้จักพระเยซูจริงๆ และกล้าพูดว่า “มาดูเถิด” ชีวิตแบบอันดรูว์ อาจไม่ถูกจารึกยิ่งใหญ่ในสายตามนุษย์ แต่ในสายตาของพระเจ้า คนที่พาผู้อื่นมาพบพระคริสต์เสมอ คือคนที่กำลังร่วมเขียนประวัติศาสตร์แห่งความรอดอย่างแท้จริง










วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

ซีโมน เปโตร ผู้ถูกเรียกว่า “ศิลา” แต่ยังต้องเรียนรู้ความมั่นคง

ซีโมน เปโตร ผู้ถูกเรียกว่า “ศิลา” แต่ยังต้องเรียนรู้ความมั่นคง

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:2 มาระโก 3:16 ลูกา 6:14 ยอห์น 1:40–42



    เมื่อกล่าวถึงอัครทูตของพระเยซู ชื่อแรกที่พระคัมภีร์กล่าวถึงแทบทุกครั้งคือ ซีโมน ผู้ซึ่งพระเยซูทรงเรียกว่า เปโตร หรือ ศิลา ชื่อนี้ไม่ได้เป็นเพียงฉายา แต่สะท้อนถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในประวัติศาสตร์คริสตจักรยุคแรก

    ในบริบทประวัติศาสตร์ ซีโมนเป็นชาวประมงจากกาลิลี ชนชั้นแรงงานธรรมดา อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางศาสนาอย่างเยรูซาเล็ม เขาไม่ได้รับการฝึกฝนแบบพวกธรรมาจารย์ ไม่ได้มีสถานะทางศาสนา แต่พระเยซูกลับทรงเลือกเขา และเปลี่ยนชื่อเขาเสียใหม่ การเปลี่ยนชื่อในโลกยิวโบราณหมายถึงการได้รับพันธกิจใหม่ เช่นเดียวกับอับราฮัม ยาโคบ หรือโฮเชยา

    ยอห์นบันทึกว่า เมื่อซีโมนพบพระเยซูครั้งแรก พระองค์ตรัสว่า เจ้าเป็นซีโมน บุตรของโยฮานัน แต่เจ้าจะถูกเรียกว่า เคฟาส แปลว่า ศิลา ชื่อใหม่นี้ไม่ได้อธิบายสิ่งที่ซีโมนเป็นในเวลานั้น แต่ประกาศถึงสิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำผ่านเขา

    เมื่อเรามองชีวิตของเปโตรตามลำดับเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ จะเห็นความย้อนแย้งอย่างชัดเจน ชายที่ถูกเรียกว่า ศิลา กลับเป็นคนใจร้อน พูดก่อนคิด กล้าหาญแต่หวั่นไหวง่าย เขาสามารถประกาศความเชื่ออย่างยิ่งใหญ่ และในเวลาไม่นานก็สามารถปฏิเสธพระอาจารย์ของตนเองได้

    นี่คือมุมมองทางศาสนศาสตร์ที่สำคัญ ศิลาไม่ได้หมายถึงความสมบูรณ์แบบ แต่หมายถึงความมั่นคงที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นทีละขั้น พระคริสต์ไม่ได้ทรงสร้างคริสตจักรด้วยคนที่พร้อมแล้ว แต่ทรงสร้างผ่านคนที่ยังต้องเรียนรู้ เติบโต และถูกขัดเกลา

    ในบริบทของจักรวรรดิโรมันยุคแรก เปโตรกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของคริสตจักร ท่ามกลางการกดขี่ การเบียดเบียน และความไม่แน่นอนของโลกโบราณ ความมั่นคงของเขาไม่ได้มาจากนิสัยเดิม แต่มาจากการทรงงานของพระเจ้าในชีวิตจริง

    ข้อคิดสำหรับวันนี้ คือ พระเจ้าทรงเรียกเราตามสิ่งที่พระองค์ทรงเห็น ไม่ใช่ตามสิ่งที่เราเป็นอยู่ในวันนี้ หากชีวิตยังไม่มั่นคง ยังสั่นไหว ยังล้มเหลว นั่นไม่ได้ตัดสิทธิ์จากการทรงเรียก แต่กลับเป็นพื้นที่ที่พระเจ้าจะทรงสำแดงฤทธานุภาพ

    ศิลา ไม่ได้เกิดจากความแข็งแกร่งของมนุษย์ แต่เกิดจากพระหัตถ์ของพระเจ้า และชีวิตของซีโมน เปโตร ยังคงยืนยันความจริงนี้ตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักรจนถึงวันนี้