ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2569

ยาโสน ผู้ให้ที่พักแก่เปาโล

ยาโสน – ผู้ให้ที่พักแก่เปาโล

เงาของผู้ต้อนรับในหน้าประวัติศาสตร์คริสตจักร



    เมื่อเอ่ยถึงชื่อ ยาโสน ในบันทึกพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ หลายคนอาจนึกถึงเรื่องราวความวุ่นวายทางการเมืองและการข่มเหงครั้งใหญ่ในเมืองเธสะโลนิกา แม้ว่าพระคัมภีร์จะบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเขาไว้เพียงไม่กี่ข้อในหนังสือกิจการอัครทูต แต่วิญญาณแห่งการต้อนรับ ความกล้าหาญ และความเชื่ออันมั่นคงของเขากลับสะท้อนเสียงก้องมาถึงผู้เชื่อในทุกยุคทุกสมัย ยาโสนไม่ได้เป็นอัครทูตผู้ประกาศข่าวประเสริฐแนวหน้า แต่เขาคือ "เบื้องหลัง" สำคัญผู้ขับเคลื่อนพันธกิจของเปาโลในแคว้นมาซิโดเนีย

    เบื้องหลังและบริบททางประวัติศาสตร์

    ชื่อ ยาโสน เป็นชื่อภาษากรีกที่พบได้ทั่วไปอย่างแพร่หลายในโลกยุคเฮลเลนิสติก ซึ่งทำให้ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเขาเป็นชาวยิวหรือคนต่างชาติ แต่บริบทในเมืองเธสะโลนิกา ซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของแคว้นมาซิโดเนีย แสดงให้เห็นว่ายาโสนน่าจะเป็นผู้ที่มีฐานะพอสมควร และมีที่พักอาศัยที่พร้อมจะเปิดต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

    เมื่อเปาโลและสิลาสเดินทางมาถึงเธสะโล-นิกาเพื่อประกาศข่าวประเสริฐตามธรรมเนียมของพวกเขา ยาโสนคือผู้ที่ เปิดบ้านของตนเอง ให้เป็นสถานที่พักพิง เป็นศูนย์กลางการประชุม และเป็นสถานที่ต้อนรับพี่น้องผู้เชื่อหน้าใหม่ บ้านของยาโสนจึงเปรียบเสมือนคริสตจักรยุคแรกในบ้าน ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยแรงกดดันจากทั้งศาสนาเดิมและอำนาจของจักรวรรดิโรมัน

    คืนแห่งความวุ่นวาย: ราคาของการเป็นสาวก

    ความสำเร็จในการประกาศของเปาโลทำให้ชาวยิวบางกลุ่มที่ไม่เชื่อเกิดความอิจฉาริษยา พวกอันธพาลตามตลาดมารวมตัวกันตั้งกลุ่มก้อนและบุกจู่โจมเข้าไปในบ้านของยาโสนด้วยความโกรธเกรี้ยว เพื่อต้องการตัวเปาโลและสิลาสมาให้ฝูงชนตัดสิน

    ตามบันทึกใน กิจการ 17:5-7

    "แต่พวกยิวมีความอิจฉาจึงไปคบคิดกับคนพาลตามตลาด รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ก่อการจลาจลในเมือง และบุกเข้าไปในบ้านของยาโสนเพื่อเอาตัวพวกท่านออกมาให้คนทั้งปวง เมื่อไม่พบ จึงฉุดลากยาโสนกับพวกพี่น้องบางคนไปหาคณะผู้ปกครองเมืองแล้วร้องว่า “พวกที่ก่อความวุ่นวายทั่วโลกก็มาที่นี่ด้วยและยาโสนรับรองพวกเขาไว้ คนพวกนี้ล้วนฝ่าฝืนคำสั่งของซีซาร์ โดยสอนว่ามีกษัตริย์อีกองค์หนึ่งคือเยซู”

    ความกล้าหาญของยาโสนปรากฏชัดเจนในจุดนี้ แม้ว่าเปาโลและสิลาสจะไม่อยู่ในบ้าน แต่เขากลับต้องรับเคราะห์แทน ยาโสนถูกลากตัวไปพบเจ้าเมืองและถูกปรับสินไหม (หรือค้ำประกันปล่อยตัว) ข้อกล่าวหาที่พวกเขานำมากล่าวหายาโสนนั้นรุนแรงมากในทางการเมือง เพราะเป็นการท้าทายอำนาจของซีซาร์โดยตรง ยาโสนจึงต้องเอาชื่อเสียง อิสรภาพ และความปลอดภัยของตนเองเข้าแลก เพียงเพื่อปกป้องผู้รับใช้ของพระเจ้าและรักษาประชาคมของผู้เชื่อเอาไว้

    มรดกแห่งความเชื่อของยาโสน

    แม้พระคัมภีร์จะไม่ได้บันทึกเรื่องราวของยาโสนหลังจากเหตุการณ์นั้นอีก แต่การกระทำเพียงไม่กี่ประโยคนี้ได้นิยามตัวตนของเขาอย่างสมบูรณ์ ยาโสนสอนให้เราเห็นว่า:
    1. การต้อนรับด้วยใจกว้างขวาง (Hospitality): การเปิดบ้านของตนเองให้เป็นสถานที่รับใช้พระเจ้ามีความหมายและทรงพลังเพียงใด
    2. ความกล้าหาญในการยืนหยัด (Courage): การยอมรับความเสี่ยงและผลกระทบที่ตามมาเพื่อปกป้องพี่น้องและข่าวประเสริฐ

    ข้อคิดสำหรับวันนี้

    "เปิดบ้าน เปิดใจ และพร้อมยืนหยัดเพื่อข่าวประเสริฐ"

    ในชีวิตประจำวันของเรา บางครั้งเราอาจคิดว่าการรับใช้พระเจ้าต้องเป็นงานใหญ่โตบนเวที หรือต้องเป็นการออกไปประกาศต่อหน้าคนหมู่มาก แต่วิถีชีวิตของยาโสนเตือนสติเราว่า การรับใช้ที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ ที่เราครอบครองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ทำงาน หรือชุมชนของเรา

    • พื้นที่ของคุณเปิดต้อนรับผู้อื่นหรือไม่? ยาโสนใช้บ้านของเขาให้เป็นประโยชน์สูงสุดในการหนุนใจผู้อื่น ในวันนี้เราสามารถใช้สิ่งที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เวลา หรือทรัพยากร เพื่อหนุนใจและช่วยเหลือพี่น้องที่กำลังต้องการความช่วยเหลือได้เช่นกัน

    • คุณกล้าแลกเพื่อสิ่งที่ถูกต้องแค่ไหน? เมื่อความเชื่อถูกทดสอบ ยาโสนไม่ได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเปาโลเพื่อความปลอดภัยส่วนตัว แต่เขายอมรับผลที่ตามมา ขอให้เรามีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดในความจริง แม้ว่าหนทางนั้นจะต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือแรงกดดันรอบตัวก็ตาม

    ให้ชีวิตของเราเป็นดั่งบ้านของยาโสน—เป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัย ความรัก และเป็นสถานที่ที่สะท้อนความงดงามของข่าวประเสริฐไปสู่คนรอบข้างในทุกๆ วัน











วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569

อเล็กซานเดอร์ช่างทองแดง ผู้ต่อต้านเปาโล

อเล็กซานเดอร์ช่างทองแดง ผู้ต่อต้านเปาโล



    รอยแผลแห่งการต่อต้านและบทเรียนแห่งความจริง

    ในบันทึกประวัติศาสตร์ของคริสตจักรยุคแรก ท่ามกลางรายชื่อของผู้ร่วมงานที่สัตย์ซื่อ กลับมีชื่อของบุคคลหนึ่งที่ถูกจารึกไว้ในฐานะศัตรูตัวฉกาจของข่าวประเสริฐ นั่นคือ “อเล็กซานเดอร์ช่างทองแดง” ชายผู้ไม่ได้เป็นเพียงช่างโลหะฝีมือดีในสังคมกรีก-โรมันโบราณ แต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของการขัดขวางและมุ่งร้ายต่อพันธกิจของอัครทูตเปาโลอย่างเปิดเผย

    ภูมิหลังของอาชีพช่างทองแดงในยุคนั้น โดยเฉพาะในเมืองศูนย์กลางการค้าอย่างเอเฟซัส มักผูกพันแนบแน่นอยู่กับการหล่อเทวรูป อุปกรณ์บูชาเทพเจ้า และเหรียญตราโลหะ เมื่อการประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ของเปาโลขยายวงกว้าง ความจริงที่ว่าพระเจ้าไม่ได้สถิตอยู่ในรูปเคารพที่สร้างด้วยมือมนุษย์ย่อมสั่นคลอนผลประโยชน์ทางการค้าและอุดมการณ์ความเชื่อเดิมของช่างฝีมือเหล่านี้อย่างรุนแรง ความขัดแย้งจึงก่อตัวขึ้นและลุกลามเป็นการต่อต้านอย่างดุเดือด

    เมื่อเปาโลตกอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต คือการถูกคุมขังครั้งสุดท้ายในคุกกรุงโรม ร่างกายอ่อนล้า เผชิญความหนาวเหน็บ และตระหนักดีว่าวาระสุดท้ายของตนใกล้เข้ามา ท่านได้เขียนจดหมายฝากฉบับสุดท้ายถึงทิโมธี ศิษย์เอกและบุตรฝ่ายวิญญาณ ใน 2 ทิโมธี 4:14-15 ด้วยถ้อยคำเตือนสติที่หนักแน่นว่า

    “อเล็กซานเดอร์ช่างทองแดงคนนั้นทำร้ายข้าพเจ้าอย่างมากมาย องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษเขาให้สมกับการกระทำของเขา ท่านจงระวังเขาให้ดีด้วย เพราะเขาคัดค้านคำสอนของเราอย่างรุนแรง”

    คำว่า “ทำร้ายอย่างมากมาย” ชี้ให้เห็นว่าการกระทำของอเล็กซานเดอร์ไม่ได้เป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ทั่วไป แต่นักวิชาการพระคัมภีร์หลายท่านเชื่อว่า เขาอาจเป็นพยานเท็จ ปรักปรำใส่ร้ายเปาโลต่อหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของจักรวรรดิโรมัน หรือแม้กระทั่งพยายามลอบทำลายความน่าเชื่อถือของข่าวประเสริฐในหมู่ผู้เชื่อ การต่อต้านของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและมุ่งหวังที่จะหยุดยั้งงานพันธกิจให้สิ้นซาก

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าทึ่งในชีวประวัติช่วงนี้ไม่ใช่เพียงความร้ายกาจของอเล็กซานเดอร์ แต่คือ ท่าทีและการตอบสนองของเปาโล ท่านไม่ได้เรียกร้องการแก้แค้น ไม่ได้สาปแช่งด้วยความโกรธแค้นส่วนตัว และไม่ได้สูญเสียสันติสุขในใจ แต่ท่านมอบความยุติธรรมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า (“องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษเขาให้สมกับการกระทำของเขา”) พร้อมทั้งเตือนทิโมธีด้วยสติปัญญาให้ระมัดระวังตัว เพื่อรักษาพันธกิจให้ดำเนินต่อไปได้

    ข้อคิดสำหรับวันนี้

    ชีวิตและการต่อต้านของอเล็กซานเดอร์ช่างทองแดง มอบบทเรียนสำคัญสำหรับเราในสามมิติ

    1. ระวังอย่าให้ผลประโยชน์บดบังความจริง อเล็กซานเดอร์อาจต่อต้านความจริงเพียงเพราะมันกระทบต่อผลประโยชน์ ศักดิ์ศรี หรือความเชื่อเดิมของตน ในชีวิตประจำวัน เราต้องสำรวจตนเองเสมอว่า เรากำลังปฏิเสธความจริงหรือขัดขวางสิ่งที่ดีงาม เพียงเพราะสิ่งนั้นไม่ถูกใจหรือทำให้เราเสียเปรียบหรือไม่

    2. เผชิญการขัดขวางด้วยสติปัญญา ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน เราไม่อาจหลีกเลี่ยงคนที่มีอคติหรือคิดร้ายได้ การ “ระวังให้ดี” ไม่ใช่การอยู่อย่างหวาดกลัว แต่คือการมีสติ สุขุมรอบคอบ และไม่ประมาทต่ออิทธิพลเชิงลบ

    3. มอบความยุติธรรมไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า เมื่อถูกเอาเปรียบ ใส่ร้าย หรือทำร้ายจิตใจ ท่าทีที่ดีที่สุดคือการไม่ปล่อยให้ความขมขื่นมาครอบงำจิตใจจนลงมือแก้แค้นด้วยตัวเอง จงวางใจในการจัดเตรียมและความยุติธรรมอันเที่ยงตรง แล้วมุ่งมั่นทำหน้าที่และส่งต่อสิ่งที่ดีงามต่อไปจนถึงที่สุด









วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

เอรัสทัส ข้าราชการผู้เชื่อในพระคริสต์

เอรัสทัส ข้าราชการผู้สัตย์ซื่อและเหรัญญิกแห่งเมืองโครินธ์



    เอรัสทัส ข้าราชการผู้สัตย์ซื่อและเหรัญญิกแห่งเมืองโครินธ์
    
    ในบรรดาผู้ติดตามพระคริสต์ยุคแรกที่ได้รับการบันทึกไว้ในพันธสัญญาใหม่ บุคคลส่วนใหญ่มักมาจากกลุ่มคนระดับล่าง คนหาปลา คนงาน หรือทาส ทว่า “เอรัสทัส” (Erastus) กลับเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นที่โดดเด่นและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เขาคือผู้มีตำแหน่งสูงในราชการโรมัน ผู้ซึ่งตัดสินใจนำทั้งสถานะ ความรู้ และความภักดีมามอบไว้แทบพระบาทของพระเยซูคริสต์

    ภูมิหลังและบทบาทหน้าที่ในนครโครินธ์

    เอรัสทัสปรากฏชื่อครั้งสำคัญในจดหมายฝากของอัครทูตเปาโลถึงชาวโรม ซึ่งเขียนขึ้นจากนครโครินธ์เมื่อราว ค.ศ. 57 โดยเปาโลได้ระบุตำแหน่งของเขาไว้อย่างชัดเจนว่า

    “เอรัสทัสหัวหน้าการคลังประจำเมือง และควารทัสน้องของเรา ฝากคำทักทายมายังท่านด้วย” (โรม บทที่ 16 ข้อ 23)

    คำว่า “หัวหน้าการคลังประจำเมือง” มาจากภาษากรีกโบราณ oikonomos (หรือในภาษาละตินคือ aedile) ซึ่งหมายถึงตำแหน่งเหรัญญิกหรือผู้อำนวยการฝ่ายโยธาและการคลังของเทศบาลนครโครินธ์ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งนี้ต้องดูแลรายได้ภาษี การใช้จ่ายของรัฐ การจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะ ตลอดจนการบูรณะอาคาร ถนนหนทาง และสถานที่สำคัญของเมือง โครินธ์ในยุคนั้นคือศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน การที่เอรัสทัสขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ได้ ย่อมสะท้อนถึงฐานะทางสังคม การศึกษา ความไว้วางใจจากพลเมือง และความมั่งคั่งส่วนตัว

    หลักฐานทางโบราณคดีที่สนับสนุนตัวตนของเขาถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1929 ณ ซากเมืองโครินธ์โบราณ นักโบราณคดีพบแผ่นหินจารึกบนลานปูหินใกล้โรงละคร ระบุข้อความว่า “ERASTVS PRO AEDILITATE S P STRAVIT” (เอรัสทัส ได้ปูหินลานนี้ด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อตอบแทนการได้รับเลือกเป็นเทศมนตรี/เอไดล์) ซึ่งตรงกับยุคสมัยที่เปาโลประกาศพระกิตติคุณอย่างยิ่ง

    สะพานเชื่อมระหว่างศรัทธากับหน้าที่ทางโลก

    ความท้าทายของเอรัสทัสอยู่ที่การรักษาความบริสุทธิ์ของความเชื่อท่ามกลางระบบราชการโรมัน ซึ่งมักพัวพันกับพิธีกรรมบูชารูปเคารพและธรรมเนียมการกราบไหว้จักรพรรดิ การเข้ามาเป็นสาวกของพระคริสต์ไม่ได้ทำให้เขาละทิ้งหน้าที่ทางโลกเพื่อหนีสังคม แต่เขากลับเลือกสำแดงพระคริสต์ผ่านการทำงานที่ซื่อสัตย์ โปร่งใส และเป็นธรรมในระบบราชการ

    การเปิดบ้านต้อนรับและการส่งคำทักทายไปยังคริสตจักรที่กรุงโรม แสดงให้เห็นว่าเอรัสทัสใช้เครือข่าย สถานะ และทรัพยากรของตนสนับสนุนงานพันธกิจ เขาไม่เพียงแต่อยู่เบื้องหลังด้วยการบริหารเงิน แต่ยังร่วมเดินทางรับใช้กับเปาโลในบางช่วงเวลา ดังที่ปรากฏใน กิจการ บทที่ 19 ข้อ 22 เมื่อเปาโลส่งเอรัสทัสและทิโมธีไปยังแคว้นมาซิโดเนียเพื่อเตรียมงานพันธกิจ

    บทพิสูจน์แห่งความสัตย์ซื่อในบั้นปลาย

    ในจดหมายฉบับสุดท้ายของเปาโลก่อนจะพลีชีพเพื่อความเชื่อที่กรุงโรม ท่านได้กล่าวถึงเพื่อนร่วมงานที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงว่า

    “เอรัสทัสยังค้างอยู่ที่เมืองโครินธ์...” (2ทิโมธี  บทที่ 4 ข้อ 20)

    ข้อความสั้นๆ นี้เผยให้เห็นบทบาทสำคัญในบั้นปลาย แม้ผู้ร่วมงานบางคนจะละทิ้งเปาโลไปด้วยความกลัวภัยทางการเมือง แต่เอรัสทัสยังคงปักหลักประจำการอยู่ที่โครินธ์ ทำหน้าที่เป็นเสาหลักให้แก่คริสตจักรท้องถิ่น พร้อมกับแบกรับภาระหน้าที่การงานในเมืองของตนจนถึงที่สุด
มรดกชีวิตและบทเรียนสำหรับคริสเตียนยุคปัจจุบัน

    ชีวประวัติของเอรัสทัสให้บทเรียนแก่ผู้เชื่อในทุกยุคสมัยว่า

    • การทรงเรียกในวิชาชีพ พระเจ้ารับและทรงใช้ผู้คนจากทุกชนชั้น การเป็นข้าราชการหรือนักการเมืองที่มีเกียรติสามารถเป็นพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ได้ หากทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

    • การไม่ยอมประนีประนอม เขาสามารถบริหารการคลังของเมืองหลวงแห่งการค้าได้โดยไม่แปดเปื้อนความโลภหรือการคอร์รัปชัน

    • การนำทรัพยากรรับใช้พระเจ้า เอรัสทัสนำทั้งสติปัญญา อิทธิพล และทุนทรัพย์มาเป็นฐานสนับสนุนคริสตจักรยุคแรกเริ่มให้หยั่งรากมั่นคง

    เอรัสทัสจึงเป็นแบบอย่างของ "เกลือและแสงสว่าง" ในโครงสร้างอำนาจรัฐอย่างแท้จริง เป็นพยานที่มีชีวิตว่าความสัตย์ซื่อต่อพระคริสต์สามารถดำรงอยู่อย่างสง่างามควบคู่ไปกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ต่อสังคมเมือง












วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

เทอร์ทิอัส ผู้เขียนจดหมายถึงชาวโรม ตามคำบอกของเปาโล

เทอร์ทิอัส ผู้เขียนจดหมายถึงชาวโรมตามคำบอกของเปาโล โรม 16:22 เลขานุการ / นักเขียนตามคำบอก (amanuensis) ผู้ทำงานเบื้องหลัง แต่มีส่วนสำคัญต่อการส่งต่อพระวจนะ



    เสียงที่แทรกผ่านปลายปากกา บทเรียนชีวิตจากเทอร์ทิอัส

    “ข้าพเจ้าเทอร์ทิอัสผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ตามคำบอก ขอฝากคำทักทายมายังท่านทั้งหลายในองค์พระผู้เป็นเจ้า” — โรม บทที่ 16 ข้อ 22

    ท่ามกลางจดหมายฝากถึงชาวโรม ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเอกสารทางศาสนศาสตร์ที่ทรงพลังและลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์คริสตจักร เรามักจดจำชื่อของอัครทูตเปาโลในฐานะผู้ถ่ายทอดความจริงอันยิ่งใหญ่เรื่องพระคุณ ความชอบธรรม และความรอด ทว่าในบทสุดท้ายของจดหมายเล่มนี้ มีชื่อหนึ่งที่ปรากฏขึ้นเพียงประโยคเดียวสั้นๆ ก่อนจะเลือนหายไปเบื้องหลัง นั่นคือชื่อของ เทอร์ทิอัส

    บทบาทของอามานูเอนซิสในโลกยุคโบราณ

    ในบริบทวัฒนธรรมกรีกและโรมันโบราณ การเขียนจดหมายที่มีเนื้อหายาวและซับซ้อนไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ส่งสารมักพึ่งพา อามานูเอนซิส หรือเลขานุการผู้เชี่ยวชาญการจดบันทึกตามคำบอก หน้าที่นี้เรียกร้องมากกว่าแค่ทักษะการสะกดคำ แต่ต้องอาศัย

    • ความแม่นยำและความอดทนสูง การเขียนบนแผ่นปาปิรัสด้วยน้ำหมึกโบราณต้องใช้สมาธิและความประณีต จดหมายโรมมีความยาวถึง 16 บท การบันทึกความคิดที่พรั่งพรูของเปาโลจึงต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์

    • ความเข้าใจในสาระสำคัญ ผู้เขียนตามคำบอกต้องจับจังหวะความคิด อารมณ์ และข้อถกเถียงทางศาสนศาสตร์ที่ซับซ้อน เพื่อเรียบเรียงตัวอักษรให้ออกมาตรงตามเจตนารมณ์ของผู้พูดอย่างไม่ผิดเพี้ยน

    ลายมือที่ส่งต่อพระวจนะข้ามยุคสมัย

    เมื่อเราอ่านถ้อยคำอมตะ เช่น "เหตุฉะนั้นจึงไม่มีการลงโทษแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์" หรือ "ข้าพเจ้ามั่นใจว่า แม้ความตาย หรือชีวิต... จะไม่สามารถกระทำให้เราขาดจากความรักของพระเจ้าได้" นิ้วมือที่จับก้านอ้อและจุ่มหมึกจดบันทึกถ้อยคำเหล่านั้นทีละตัวอักษร คือนิ้วมือของเทอร์ทิอัส

    เทอร์ทิอัสไม่ได้แต่งหลักข้อเชื่อขึ้นเอง แต่เขามอบทักษะ ความรู้ และเรี่ยวแรงเพื่อเป็น "เครื่องมือ" ให้แก่แผนการของพระเจ้า ความสัตย์ซื่อในรายละเอียดเล็กๆ ของเขาทำให้สารแห่งความรอดถูกส่งต่อไปยังคริสตจักรที่กรุงโรม และกลายเป็นรากฐานความเชื่อที่หล่อเลี้ยงคริสตชนทั่วโลกมานานกว่าสองพันปี

    คุณค่าของผู้รับใช้เบื้องหลัง

    เทอร์ทิอัสสะท้อนภาพของผู้รับใช้ที่โลกมักมองข้ามแต่พระเจ้าทรงเห็นคุณค่า

    • การรับใช้โดยไม่แสวงหาชื่อเสียง ตลอดทั้งเล่ม เขาซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเปาโลอย่างเงียบสงบ ทำหน้าที่รับผิดชอบในส่วนของตนให้ดีที่สุดโดยไม่เรียกร้องสปอตไลต์

    • ความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ ในข้อ 22 เมื่อเขาขอแทรกคำทักทายส่วนตัว "ในองค์พระผู้เป็นเจ้า" สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงลูกจ้างรับจ้างเขียน แต่เป็นพี่น้องร่วมความเชื่อที่ผูกพันกับผู้อ่านผ่านพันธกิจเดียวกัน

    ประวัติศาสตร์อาจจดจำชื่อของเทอร์ทิอัสไว้เพียงบรรทัดเดียว แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่มีงานรับใช้ใดที่เล็กน้อยเกินไป ปลายปากกาที่ซื่อสัตย์ของคนเบื้องหลังอย่างเทอร์ทิอัสเตือนใจเราว่า ทุกของประทานและความสามารถ ไม่ว่าจะอยู่หน้าเวทีหรืออยู่หลังม่าน ล้วนถูกใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าและขับเคลื่อนอาณาจักรของพระองค์ได้อย่างทรงพลังเท่าเทียมกัน










วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

มารีย์ ตรีเฟนา ตรีโฟสา และเปอร์ซีส ผู้รับใช้ที่ทำงานหนัก ในคริสตจักรกรุงโรม

มารีย์ ตรีเฟนา ตรีโฟสา และเปอร์ซีส ผู้รับใช้ที่ทำงานหนัก ในคริสตจักรกรุงโรม



    มารีย์, ตรีเฟนา, ตรีโฟสาและเปอร์ซีส: ผู้รับใช้ที่ตรากตรำในพระคริสต์

    ในหน้าประวัติศาสตร์คริสตจักรศตวรรษที่ 1 ภายใต้ร่มเงาของจักรวรรดิโรมันอันเกรียงไกร มีกลุ่มสตรีผู้เปี่ยมด้วยความเชื่อที่ไม่ได้ยืนอยู่บนเวทีใหญ่ ไม่ได้เป็นผู้เขียนจดหมายฝาก แต่เป็นกำลังขับเคลื่อนฝ่ายจิตวิญญาณที่แท้จริง อาจารย์เปาโลได้จารึกชื่อของพวกเธอไว้ใน โรม 16:6-12 เพื่อเป็นพยานถึงความรัก การเสียสละ และหยาดเหงื่อที่พวกเธอทุ่มเทให้กับพันธกิจของพระเจ้า

    มารีย์ ผู้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อชุมชนแห่งความเชื่อ

    "ขอฝากคำทักทายมายังมารีย์ ผู้ที่ตรากตรำเพื่อท่านทั้งหลาย" (โรม 16:6)

    มารีย์ในกรุงโรม (ซึ่งเป็นคนละคนกับมารีย์มารดาของพระเยซูหรือมารีย์ชาวมักดาลา) เป็นภาพสะท้อนของความพร้อมในการรับใช้ที่ไร้ข้อจำกัด คำว่า "ทำงานหนักมาก" ในภาษากรีกคือ kopiao หมายถึงการตรากตรำทำงานจนหมดเรี่ยวแรง ในบริบทของคริสตจักรในบ้าน (House Church) มารีย์น่าจะเป็นผู้ที่คอยจัดเตรียมสถานที่ ดูแลคนเจ็บป่วย จัดหาอาหาร ตลอดจนต้อนรับผู้เชื่อที่ลี้ภัยหรือเดินทางผ่านกรุงโรม ความเสียสละที่เงียบสงบแต่ต่อเนื่องของเธอทำให้ชุมชนผู้เชื่อสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ท่ามกลางแรงกดดันทางสังคม

    ตรีเฟนา และ ตรีโฟสาคู่แรงงานผู้ปรนนิบัติอย่างไม่หยุดยั้ง

    "ขอฝากคำทักทายมายังตรีเฟนาและตรีโฟสา ผู้ที่ตรากตรำในองค์พระผู้เป็นเจ้า" (โรม 16:12 ก)

    ชื่อ "ตรีเฟนา" และ "ตรีโฟสา" มีรากศัพท์ภาษากรีกที่แปลว่า "ความละเอียดอ่อน" หรือ "ความหรูหราสุขสบาย" ซึ่งเป็นชื่อที่นิยมตั้งในกลุ่มชนชั้นสูงหรือทาสในวังของจักรพรรดิ แต่ชีวิตจริงของพวกเธอทั้งสอง (ซึ่งตามประเพณีเชื่อว่าเป็นพี่น้องกัน) กลับเลือกวิถีชีวิตตรงข้ามกับความหมายของชื่อ พวกเธอละทิ้งความสบายเพื่อมาเป็น "ผู้ทำงานหนักในองค์พระผู้เป็นเจ้า" โดยใช้กริยาปัจจุบันกาล แสดงว่าในขณะที่เปาโลเขียนจดหมายนั้น ทั้งสองยังคงทำงานรับใช้อย่างกระตือรือร้นและไม่ลดละ

    เปอร์ซีส สตรีที่รักยิ่ง ผู้ตรากตรำเพื่อพระกิตติคุณ

    "ขอฝากคำทักทายมายังนางเปอร์ซีสที่รัก ผู้ที่ปฏิบัติงานมากมายในองค์พระผู้เป็นเจ้า" (โรม 16:12 ข)

    ชื่อ "เปอร์ซีส" หมายถึง "หญิงชาวเปอร์เซีย" แสดงถึงสถานะเดิมที่อาจเคยเป็นทาสต่างแดน แต่ในพระคริสต์ เธอคือ "ผู้เป็นที่รักยิ่ง" ของคริสตจักรและของเปาโล คำบรรยายการทำงานของเปอร์ซีสใช้คำว่า "ได้ทำงานหนักอย่างยิ่ง" (มากยิ่งกว่าใคร) เปอร์ซีสเป็นตัวแทนของความเชื่อที่ไม่มีพรมแดน ชนชั้น หรือเชื้อชาติมากั้น เธออุทิศตนจนกลายเป็นเสาหลักฝ่ายจิตวิญญาณที่ทุกคนให้ความเคารพรัก

    บทเรียนและมรดกฝ่ายวิญญาณ
    เมื่อพิจารณาควบคู่กับเรื่องราวของสตรีคนอื่นในยุคอัครทูต เช่น ปริสสิลลา ผู้ร่วมสร้างคริสตจักรและสอนหลักข้อเชื่ออย่างลึกซึ้ง (กิจการ 18:1-3 และ 18-26) หรือ ยูโอเดียและสินทิเค ผู้ร่วมต่อสู้เคียงข้างเปาโลในงานข่าวประเสริฐ (ฟีลิปปี 4:2-3) จะเห็นได้ชัดเจนว่า

    • การรับใช้ไม่จำกัดเพศหรือสถานะ: ในอาณาจักรของพระเจ้า ไม่มีงานใดที่เล็กเกินไป หรืองานของใครที่ไร้ค่า

    • คุณค่าของความสัตย์ซื่อเบื้องหลัง: แม้จะไม่มีการบันทึกคำเทศนาของพวกเธอ แต่ผลงานและความเหน็ดเหนื่อยของมารีย์ ตรีเฟนา ตรีโฟสาและเปอร์ซีส ได้รับการยกย่องและจดจำชั่วนิรันดร์

    • แบบอย่างแห่งหัวใจผู้รับใช้: พวกเธอสอนให้เราเห็นว่า การรับใช้ที่แท้จริงคือการยอมตรากตรำเพื่อเห็นแก่พระคริสต์และเสริมสร้างผู้อื่นด้วยความรักแท้