ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มัทธิว คนเก็บภาษี ผู้ได้รับพระคุณเหนือความคาดหมาย

ตอนที่ 7 มัทธิว คนเก็บภาษี ผู้ได้รับพระคุณเหนือความคาดหมาย
พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 ลูกา 6:15 มัทธิว 9:9–13



มัทธิว คนเก็บภาษี ผู้ได้รับพระคุณเหนือความคาดหมาย

    ในรายชื่ออัครสาวกทั้งสิบสองคน ชื่อหนึ่งที่ชวนให้ผู้อ่านสะดุดใจเสมอ คือ มัทธิว หรือที่พระกิตติคุณมาระโก และลูกาเรียกว่า เลวี ชายผู้นี้ไม่ได้มาจากตระกูลรับบี ไม่ได้เป็นธรรมาจารย์ และไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมยิวในยุคนั้นเลย ตรงกันข้ามเขาเป็นคนเก็บภาษี ผู้ซึ่งถูกมองว่าเป็นคนบาป เป็นผู้ทรยศ และเป็นเครื่องมือของอำนาจโรมัน

    มัทธิว บทที่ 10 ข้อ 3 มาระโก บทที่ 3 ข้อ 18 และลูกา บทที่ 6 ข้อ 15 ระบุชื่อเขาไว้ ในรายชื่ออัครสาวก อย่างเรียบง่าย ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีการปกป้องภาพลักษณ์ใดใด แต่เมื่อย้อนกลับไป ดูจุดเริ่มต้นใน มัทธิว บทที่ 9 ข้อ 9 ถึง 13 เราจะพบเรื่องราวที่เผย ให้เห็นพระทัยของพระเยซูอย่างลึกซึ้ง และเผยความหมาย ของพระคุณที่เกินความคาดหมายของมนุษย์

    ในศตวรรษที่หนึ่ง ระบบเก็บภาษีของจักรวรรดิโรมัน ในแคว้นยูเดียและกาลิลี ใช้วิธีประมูลสิทธิ์การเก็บภาษี ผู้ที่ชนะการประมูลต้องส่งเงินตามที่กำหนดให้โรมัน และสามารถเก็บเกินจากนั้น เพื่อเป็นกำไรของตนเอง ระบบนี้เปิดช่องให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบอย่างกว้างขวาง

    ในสายตาของชาวยิว คนเก็บภาษี ไม่เพียงเป็นคนโลภ แต่ยังเป็นมลทินทางศาสนา พวกเขาต้องติดต่อ กับคนต่างชาติ ทำงานให้จักรวรรดิผู้กดขี่ และมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนบาปและหญิงแพศยา การคบหากับคนเก็บภาษี จึงหมายถึงการยอมรับความไม่บริสุทธิ์ทั้งทางสังคมและศาสนา

    มัทธิว จึงเป็นบุคคลที่แทบไม่มีคุณสมบัติใดๆ ที่โลกศาสนา ในยุคนั้นจะยอมรับว่าเหมาะสมสำหรับการเป็นสาวกของพระเมสสิยาห์

การทรงเรียกที่พลิกชีวิต
    มัทธิว บทที่ 9 ข้อ 9 บรรยายเหตุการณ์อย่างกระชับ พระเยซูทรงเห็นมัทธิวกำลังนั่งอยู่ที่ด่านเก็บภาษี และตรัสกับเขาว่า จงตามเรามา ข้อความสั้นสั้นนี้ ซ่อนพลังมหาศาลไว้ มัทธิวลุกขึ้น และตามพระองค์ไปทันที ไม่มีการต่อรอง ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีการขอเวลา จัดการชีวิตเดิม

    ในมุมของประวัติศาสตร์ศาสนายิว การตอบสนองเช่นนี้ เทียบได้กับการละทิ้งอัตลักษณ์เดิมอย่างสิ้นเชิง คนเก็บภาษีไม่อาจกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก หากเขาละงานนั้นแล้ว เขาก็สูญเสียทั้งรายได้ และที่ยืนในระบบโรมัน มัทธิวเลือกพระเยซูเหนือความมั่นคงทั้งหมดที่เขาเคยมี

    ต่อมา เมื่อพระเยซูเสวยร่วมกับคนเก็บภาษีและคนบาป ฟาริสีตั้งคำถามด้วยกรอบศาสนศาสตร์แบบเดิม แต่พระเยซูทรงตอบ ด้วยคำประกาศที่เป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ พระองค์ไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป  และทรงอ้างคำของผู้เผยพระวจนะว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยความเมตตามากกว่าพิธีกรรม

มัทธิวในฐานะพยานแห่งพระคุณ
    สิ่งที่น่าประทับใจคือ เมื่อมัทธิวเขียนพระกิตติคุณ เขาไม่พยายามลบอดีตของตนเอง ตรงกันข้าม เขาเรียกตัวเองตรงตรงว่า มัทธิว คนเก็บภาษี ชื่อที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตราบาป กลับกลายเป็นพยานแห่งพระคุณ

    ในมุมประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา มัทธิว เป็นตัวอย่างของการทรงเลือก ที่ไม่เป็นไปตามตรรกะของมนุษย์ พระเจ้าทรงใช้ผู้ที่สังคมรังเกียจ มาเป็นผู้บันทึกเรื่องราวของพระเมสสิยาห์ สำหรับคริสตจักรยุคแรก และสำหรับคริสตชน ทุกยุคทุกสมัย

ข้อคิดสำหรับวันนี้
    เรื่องราวของ มัทธิวเตือนใจเราว่า พระคุณของพระเจ้า ไม่ได้ตั้งอยู่บนภาพลักษณ์อดีต หรือการยอมรับ จากสังคม พระเยซูทรงเห็นค่าของมนุษย์ก่อนที่โลกจะติดป้ายตัดสินเขา

    วันนี้ ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าตนเองอยู่ไกลจากพระเจ้ามากเพียงใด หรือแบกประวัติชีวิตที่ไม่น่าภูมิใจไว้แค่ไหน เสียงเรียก จงตามเรามา ยังดังอยู่เสมอ พระคุณที่เปลี่ยนมัทธิว จากด่านเก็บภาษี ให้เป็นอัครสาวก ยังเป็นพระคุณเดียวกันที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้ ในวันนี้ หากเรากล้าลุกขึ้น และก้าวตามพระองค์ด้วยใจที่ยอมจำนน










วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

บารโธโลมิว หรือ นาธานาเอล คนอิสราเอลแท้ ผู้ไม่มีอุบายในใจ

ตอนที่ 6 บารโธโลมิว หรือ นาธานาเอล คนอิสราเอลแท้ ผู้ไม่มีอุบายในใจ

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 ลูกา 6:14 ยอห์น 1:45–49



บารโธโลมิว หรือ นาธานาเอล คนอิสราเอลแท้ ผู้ไม่มีอุบายในใจ
    ท่ามกลางรายชื่อสาวกทั้งสิบสองคน มีชื่อหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึง แต่กลับได้รับคำรับรองจากพระเยซูที่ลึกซึ้งและตรงไปถึงหัวใจที่สุด ชายผู้นั้นคือ บารโธโลมิว หรือที่พระกิตติคุณยอห์นเรียกว่า นาธานาเอล เขาไม่ได้เป็นที่จดจำจากปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่หรือถ้อยคำเทศนาทรงพลัง แต่เป็นที่จดจำจากคุณสมบัติฝ่ายในที่หายากยิ่ง คือ ใจที่ซื่อตรงต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง

    บารโธโลมิว และ นาธานาเอล ชื่อเดียวกัน คนเดียวกัน ในพระกิตติคุณมัทธิว มาระโก และลูกา ชื่อ บารโธโลมิว ปรากฏอยู่ในรายชื่ออัครสาวกเสมอ และมักถูกวางไว้คู่กับฟีลิป ขณะที่พระกิตติคุณยอห์นกลับไม่เอ่ยชื่อบารโธโลมิวเลย แต่กล่าวถึงชายชื่อ นาธานาเอล ผู้ถูกฟีลิปพามาพบพระเยซู ตามธรรมประเพณีคริสเตียนและการศึกษาพระคัมภีร์จึงเข้าใจว่า บารโธโลมิว เป็นชื่อเชื้อสาย ส่วน นาธานาเอล เป็นชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมีความหมายว่า พระเจ้าทรงประทาน ชื่อที่สะท้อนชีวิตและการทรงเรียกของเขาอย่างลึกซึ้ง

    ชายผู้ตั้งคำถามจากพระคัมภีร์ เมื่อฟีลิปบอกว่า ได้พบพระเมสสิยาห์ ผู้มาจากนาซาเร็ธ นาธานาเอลตอบด้วยคำถามที่ตรงไปตรงมา นาซาเร็ธจะมีสิ่งดีอะไรออกมาได้หรือ คำพูดนี้ไม่ได้เกิดจากการดูหมิ่น แต่เกิดจากจิตใจของคนที่รู้จักพระคัมภีร์และเอาพระวจนะเป็นบรรทัดฐาน เขาเป็นตัวแทนของชาวยิวผู้เคร่งครัด ที่รอคอยพระสัญญาด้วยความจริงใจ

ต้นมะเดื่อ และการถูกมองเห็นในที่ลับ
    เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นนาธานาเอลเสด็จมา พระองค์ตรัสว่า ดูเถิด คนอิสราเอลแท้ ผู้ไม่มีอุบายในใจ ยอห์น 1:47

    ในโลกยิวสมัยศตวรรษที่หนึ่ง ต้นมะเดื่อเป็นสถานที่สงบ ที่ผู้แสวงหาพระเจ้ามักนั่งใคร่ครวญพระคัมภีร์และอธิษฐาน พระเยซูทรงสำแดงพระญาณรู้ว่า นาธานาเอล เป็นผู้แสวงหาพระเจ้าอย่างจริงใจ แม้ในยามที่ไม่มีผู้ใดเห็น คำว่า ไม่มีอุบายในใจ จึงหมายถึงคนที่ไม่เสแสร้ง ไม่สวมบทศาสนา แต่มีความจริงใจต่อพระเจ้าในส่วนลึกของชีวิต

จากการถูกเปิดเผย สู่การสารภาพความเชื่อ
    สิ่งที่ทำให้นาธานาเอลเปลี่ยนใจ ไม่ใช่การโต้เถียงเชิงศาสนศาสตร์ แต่คือการที่พระเยซูทรงมองเห็นตัวตนแท้จริงของเขา ผลคือ การสารภาพความเชื่อที่ชัดเจนและหนักแน่น พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ยอห์น 1:49

    นี่คือความเชื่อที่เกิดจากใจซื่อตรง ไม่ใช่จากแรงกดดันหรือการชักจูง

    ร่องรอยของอัครสาวกผู้ไม่แสวงหาชื่อเสียง พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกบทบาทของบารโธโลมิวไว้มากนัก แต่ธรรมประเพณีคริสเตียนยุคแรกกล่าวว่า เขาออกประกาศข่าวประเสริฐไปไกลถึงเอเชียไมเนอร์ บางสายกล่าวถึงอินเดียหรืออาร์เมเนีย และจบชีวิตด้วยการเป็นพยานด้วยเลือดของตนเอง ชีวิตที่ไม่โดดเด่นในบันทึก แต่หนักแน่นในความสัตย์ซื่อ

ข้อคิดสำหรับวันนี้
    พระเจ้าทรงมองเห็นชีวิตฝ่ายใน มากกว่าภาพลักษณ์ภายนอก ความสงสัยที่ซื่อตรง ไม่ได้พาเราออกห่างจากความเชื่อ แต่พาเราเข้าใกล้พระคริสต์มากขึ้น และคนที่ไม่มีอุบายในใจ อาจไม่เป็นที่กล่าวถึงมาก        
    เรื่องราวของบารโธโลมิว หรือ นาธานาเอล เชิญชวนเรากลับไปสู่รากฐานของความเชื่อ คือ ความซื่อตรงต่อพระเจ้าในส่วนลึกของหัวใจ เพราะในสายพระเนตรของพระองค์ ความจริงใจ มีค่ามากกว่าความยิ่งใหญ่ใดๆ ในสายตามนุษย์










วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

ฟีลิป ผู้ตั้งคำถาม และเรียนรู้ความเชื่อผ่านประสบการณ์

ตอนที่ 5 ฟีลิป ผู้ตั้งคำถาม และเรียนรู้ความเชื่อผ่านประสบการณ์
พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 ลูกา 6:14 ยอห์น 1:43–46 ยอห์น 14:8–9



ฟีลิป ผู้ตั้งคำถาม และเรียนรู้ความเชื่อผ่านประสบการณ์
    ฟีลิปเป็นหนึ่งในอัครสาวกสิบสองคนที่มักถูกมองข้าม เพราะไม่มีปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่หรือคำเทศนาที่ยาวโดดเด่นเหมือนเปโตรหรือยอห์น แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ฟีลิปคือภาพสะท้อนของผู้เชื่อจำนวนมาก คือผู้ที่เดินตามพระเยซูด้วยหัวใจที่จริงใจ แต่เต็มไปด้วยคำถาม และเรียนรู้ความเชื่อผ่านกระบวนการของชีวิตจริง

    พระกิตติคุณทั้งสามเล่มแรกกล่าวถึงฟีลิปในฐานะหนึ่งในสิบสองอัครสาวก มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 และลูกา 6:14 ระบุชื่อของเขาเคียงข้างบารโธโลมิว ซึ่งสอดคล้องกับพระกิตติคุณยอห์นที่เชื่อมโยงฟีลิปกับนาธานาเอล แสดงให้เห็นความสัมพันธ์เชิงพันธกิจมากกว่าความโดดเด่นส่วนบุคคล

    ฟีลิปมาจากเมืองเบธไซดา เมืองเดียวกับเปโตรและอันดรูว์ ยอห์น 1:43–46 เล่าเหตุการณ์สำคัญที่พระเยซูทรงเรียกฟีลิปด้วยพระองค์เอง คำตรัสสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า “จงตามเรามาเถิด” ฟีลิปตอบสนองทันที และสิ่งแรกที่เขาทำคือไปหานาธานาเอล ไม่ใช่ด้วยถ้อยคำเทศนาที่ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยประโยคเรียบง่ายว่า “เราพบผู้นั้นแล้ว”

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ฟีลิปโดดเด่นคือวิธีที่เขาเผชิญกับความสงสัย นาธาเนลตอบกลับด้วยความไม่เชื่อว่า “จะมีอะไรดีมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” ฟีลิปไม่โต้แย้ง ไม่ยกเหตุผลเชิงศาสนศาสตร์ ไม่อ้างพระคัมภีร์ยาวเหยียด แต่กล่าวเพียงว่า “มาดูเถิด” นี่คือหัวใจของฟีลิป ความเชื่อที่เชิญชวนให้พิสูจน์ผ่านการพบเจอ ไม่ใช่การถกเถียง

    ในพระกิตติคุณยอห์น ฟีลิปมักเป็นคนที่ตั้งคำถามแทนคนอื่น ในเหตุการณ์เลี้ยงคนห้าพันคน ฟีลิปเป็นผู้ที่พระเยซูทรงทดสอบด้วยคำถามเรื่องอาหาร เพื่อเปิดเผยข้อจำกัดของการคิดแบบมนุษย์ และในยอห์น 14:8–9 ฟีลิปทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงสำแดงพระบิดาแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด” คำถามนี้ไม่ใช่ความดื้อรั้น แต่เป็นความหิวกระหายที่จะเข้าใจ

    คำตอบของพระเยซูสำคัญยิ่ง “ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดาแล้ว” ฟีลิปเรียนรู้ว่าความเชื่อคริสเตียนไม่ได้เริ่มจากการเข้าใจทุกอย่าง แต่เริ่มจากการรู้จักพระคริสต์อย่างแท้จริง ผ่านการอยู่กับพระองค์ เดินกับพระองค์ และยอมให้ประสบการณ์เปลี่ยนมุมมองชีวิต

    ในบริบทของคริสตจักรยุคแรก ฟีลิปจึงเป็นตัวแทนของผู้เชื่อที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่เติบโตผ่านคำถาม ผ่านความสับสน และผ่านการเผชิญหน้ากับความจริงของพระเยซูคริสต์ ความเชื่อของเขาไม่ใช่ความเชื่อที่สำเร็จรูป แต่เป็นความเชื่อที่ก่อตัวขึ้นจากความสัมพันธ์

ข้อคิดสำหรับวันนี้
    ฟีลิปสอนเราว่า การมีคำถามไม่ได้หมายความว่าเราขาดความเชื่อ ตรงกันข้าม คำถามที่ซื่อสัตย์อาจเป็นประตูสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า พระเยซูไม่ได้ปฏิเสธฟีลิปเพราะเขาถาม แต่ทรงนำเขาให้รู้จักพระบิดาผ่านพระองค์เอง

    วันนี้ หากเรายังไม่เข้าใจทุกอย่างในความเชื่อ จงอย่าท้อใจ จงทำเหมือนฟีลิป คือเดินตามพระคริสต์ต่อไป เชิญชวนผู้อื่นมาดู และยอมให้ประสบการณ์กับพระองค์หล่อหลอมความเชื่อของเรา เพราะในที่สุด ผู้ที่ได้เห็นพระคริสต์ ก็จะได้เห็นความจริงที่เปลี่ยนชีวิตตลอดไป










วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569

ยอห์น บุตรเศเบดี สาวกที่พระเยซูทรงรัก และพยานแห่งความรัก

ตอนที่ 4 ยอห์น บุตรเศเบดี สาวกที่พระเยซูทรงรัก และพยานแห่งความรัก

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:2 มาระโก 3:17 ลูกา 6:14 ยอห์น 13:23 ยอห์น 19:26–27 และ วิวรณ์ 1:1–2

  

ยอห์น บุตรเศเบดี สาวกที่พระเยซูทรงรัก และพยานแห่งความรัก

    ยอห์น บุตรเศเบดี เป็นหนึ่งในสาวกสิบสองคน ที่มีบทบาทลึกซึ้งที่สุดทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ และศาสนศาสตร์ เขาเป็นน้องชายของยากอบ บุตรเศเบดี และเป็นชาวประมงจากแคว้นกาลิลี พระกิตติคุณบันทึกตรงกันว่ายอห์น ถูกพระเยซูทรงเรียกตั้งแต่ระยะแรกของพันธกิจ และทรงจัดเขาไว้ในกลุ่มแกนกลางร่วมกับเปโตรและยากอบ ตามที่ปรากฏใน มัทธิว 10:2 มาระโก 3:17 และลูกา 6:14

    ในช่วงแรกของการติดตามพระเยซู ยอห์นมีบุคลิกเร่าร้อน เด็ดขาด และไม่ประนีประนอม สมญานามที่พระเยซูประทานให้เขาและยากอบคือ โบอาเนอเย แปลว่า ลูกฟ้าร้อง สะท้อนถึงจิตใจที่แรงกล้า คล้ายผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ การทรงงานของพระคริสต์ไม่ได้ทำลายลักษณะนี้ หากแต่หล่อหลอมให้พลังแห่งฟ้าร้องกลายเป็นเสียงแห่งความรัก

    ในพระกิตติคุณยอห์น ผู้เขียนไม่เอ่ยชื่อตนเองโดยตรง แต่ใช้ถ้อยคำว่า สาวกที่พระเยซูทรงรัก ตามที่ปรากฏใน ยอห์น 13:23 ภาพของยอห์นเอนกาย ใกล้พระทรวงของพระเยซู ในอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ไม่ได้เป็นเพียงภาพแห่งความสนิทสนมส่วนตัว แต่สะท้อนวัฒนธรรมตะวันออกกลางโบราณ ที่การเอนกายเช่นนี้หมายถึง ความไว้วางใจอย่างลึกซึ้ง ยอห์นจึงเป็นพยานที่ใกล้ชิดพระทัยของพระคริสต์ ทั้งในคำสอน ความทุกข์ และความรัก

    จุดสูงสุดของความสัมพันธ์นี้ ปรากฏที้ใต้ไม้กางเขน ในขณะที่สาวกคนอื่นกระจัดกระจาย ยอห์นยืนอยู่กับมารีย์ มารดาของพระเยซู ตามที่บันทึกใน ยอห์น 19:26–27 พระเยซูทรงมอบหมายให้ยอห์นดูแลมารดาของพระองค์ นี่ไม่ใช่เพียงการจัดการเรื่องครอบครัว แต่เป็นการถ่ายทอดความรับผิดชอบฝ่ายจิตวิญญาณ ยอห์นกลายเป็นแบบอย่างของผู้รับใช้ที่ยืนหยัดอยู่ในความทุกข์ ไม่หนีจากกางเขน และเรียนรู้ความรักผ่านความเจ็บปวด

    หลังการฟื้นคืนพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู ยอห์นกลายเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณของคริสตจักรยุคแรก โดยเฉพาะในแคว้นเอเชียไมเนอร์ ตามหลักฐานจากประเพณีคริสตจักรยุคแรกและบิดาแห่งคริสตจักร ยอห์นเป็นสาวกเพียงคนเดียวในกลุ่มสิบสองคน ที่ไม่ได้ตายเป็นผู้พลีชีพ แต่ดำรงชีวิตยืนยาวจนถึงปลายศตวรรษที่หนึ่ง

    การถูกเนรเทศไปยังเกาะปัทมอส กลายเป็นฉากหลังของหนังสือวิวรณ์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยถ้อยคำว่า การสำแดงของพระเยซูคริสต์ ตามที่กล่าวใน วิวรณ์ 1:1–2 ยอห์นจากชาวประมงกาลิลี กลายเป็นผู้เห็นนิมิตสวรรค์ ความยุติธรรมสุดท้าย และชัยชนะของความรักเหนือความมืด หนังสือวิวรณ์ จึงไม่ใช่เพียงคำพยากรณ์ยุคสุดท้าย แต่เป็นพยานของชายชรา ผู้เดินกับพระคริสต์มายาวนาน และรู้จักพระองค์ในฐานะพระเมษโปดกที่ถูกฆ่า แต่ทรงมีชัย

    เมื่อพิจารณาชีวิตของยอห์นทั้งเส้นทาง จะเห็นการเปลี่ยนผ่านจาก ลูกฟ้าร้อง ไปสู่ อัครทูตแห่งความรัก จดหมาย 1 ยอห์น 2 ยอห์น และ 3 ยอห์น เต็มไปด้วยถ้อยคำว่า ความรัก ความจริง และการดำเนินชีวิตในความสว่าง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากอารมณ์อ่อนโยนโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากการถูกหล่อหลอม ด้วยการอยู่ใกล้พระคริสต์อย่างยาวนาน

    ข้อคิดสำหรับวันนี้

    ชีวิตของยอห์น สอนเราว่า ความใกล้ชิดกับพระเยซู สามารถเปลี่ยนธรรมชาติภายในของมนุษย์ ได้อย่างแท้จริง จากความรุนแรงสู่ความรัก จากไฟแห่งอารมณ์สู่แสงแห่งความจริง การเป็นสาวกไม่ได้หมายถึงการไม่มีจุดอ่อน แต่คือการยอมให้พระคริสต์ ทรงเปลี่ยนเราอย่างต่อเนื่อง

    ยอห์นยังเตือนใจคริสตจักรทุกยุคสมัยว่า ความรักไม่ใช่ถ้อยคำสวยงาม แต่คือการยืนอยู่ใต้กางเขน รับผิดชอบต่อผู้อื่น และซื่อสัตย์ แม้ในยามถูกเนรเทศหรือโดดเดี่ยว ท่ามกลางโลกที่เสียงฟ้าร้องแห่งความเกลียดชังดังขึ้นเรื่อยๆ พยานแห่งความรัก อย่างยอห์น ยังคงเรียกเราให้กลับไปสู่ หัวใจของพระกิตติคุณ คือ ความรักที่ยืนหยัดจนถึงที่สุด











วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

ยากอบ บุตรเศเบดี สาวกผู้เร่าร้อน ได้รับสมญา “ลูกฟ้าร้อง”

ตอนที่ 3 ยากอบ บุตรเศเบดี สาวกผู้เร่าร้อน ได้รับสมญา “ลูกฟ้าร้อง”

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:2 มาระโก 3:17 ลูกา 6:14 มาระโก 10:35–41 กิจการของอัครทูต 12:1–2



    ยากอบ บุตรเศเบดี : สาวกผู้เร่าร้อน สมญา “ลูกฟ้าร้อง”
    
    ยากอบ บุตรเศเบดี เป็นหนึ่งใน สาวกสิบสองคน ของพระเยซู (มัทธิว 10:2, ลูกา 6:14) และเป็นพี่ชายของยอห์น ซึ่งทั้งสองอยู่ใน กลุ่มวงในของพระเยซู ร่วมกับเปโตร มีส่วนในเหตุการณ์สำคัญ เช่น การจำแลงพระกายบนภูเขา และการอธิษฐานในเกธเสมนี

    พระเยซูทรงตั้งชื่อยากอบและยอห์นว่า “ลูกฟ้าร้อง” (โบ​อา​เนอ​เย มาระโก 3:17) ซึ่งสะท้อนถึง ความเร่าร้อนและความกล้าหาญของเขา ความร้อนแรงนี้ปรากฏชัดในการกระทำหลายครั้ง เช่น ต้องการให้ไฟลงมาจากฟ้าเผาชาวสะมาเรีย และในการขอให้นั่งข้างพระเยซูในอาณาจักรสวรรค์ (มาระโก 10:35–41) แม้ความเข้าใจในราชอาณาจักรยังไม่สมบูรณ์ แต่ความมุ่งมั่นและแรงปรารถนานี้สะท้อนจิตวิญญาณของสาวกผู้กล้า

    ยากอบตอบสนองต่อการทรงเรียกด้วย ความเด็ดเดี่ยวและการละทิ้งสิ่งมั่นคง ทั้งอาชีพและครอบครัว ทำให้เขาเป็นตัวอย่างของการติดตามพระคริสต์อย่างเต็มใจ แม้ว่าความร้อนแรงนั้นต้องผ่านการขัดเกลาและเรียนรู้

    สุดท้าย ยากอบเป็น ผู้พลีชีพคนแรกในหมู่อัครทูต ถูกประหารด้วยดาบโดยเฮโรด อากริปปาที่ 1 (กิจการ 12:1–2) การเสียชีวิตของเขาเป็นพยานถึงความเชื่อมั่นและความกล้าหาญอย่างไม่มีเงื่อนไข และสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า การติดตามพระคริสต์มาพร้อมราคาที่ต้องจ่าย แต่เป็นทางนำไปสู่ความยิ่งใหญ่ทางจิตวิญญาณ

    ข้อคิดสำหรับวันนี้
    1. ความเร่าร้อนทางจิตวิญญาณต้องขัดเกลา – อารมณ์แรงกล้าและความปรารถนาที่ดี ควรถูกนำไปสู่การรับใช้และความถ่อมใจ ไม่ใช่เพื่อความเห็นแก่ตัว
    2. ตอบสนองต่อการเรียกอย่างเด็ดเดี่ยว – การติดตามพระคริสต์อาจต้องละทิ้งความมั่นคงบางอย่าง แต่ความเชื่อที่มั่นคงจะให้รางวัลทางจิตวิญญาณที่ยั่งยืน
    3. กล้าหาญแม้ต้องเผชิญอุปสรรค – การยืนหยัดในความเชื่อ แม้ต้องเผชิญความยากลำบากหรือความเสี่ยง เป็นพยานถึงความศรัทธาที่แท้จริง