ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

ซีโมน พรรคชาตินิยม (คนคานาอัน) หรือ ซีโมน ผู้คลั่งชาติ อดีตนักปฏิวัติ ผู้เรียนรู้หนทางแห่งอาณาจักรพระเจ้า

ตอนที่ 11 ซีโมน พรรคชาตินิยม (คนคานาอัน) หรือ ซีโมน ผู้คลั่งชาติ อดีตนักปฏิวัติ ผู้เรียนรู้หนทางแห่งอาณาจักรพระเจ้า

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:4 มาระโก 3:18 ลูกา 6:15



ซีโมน พรรคชาตินิยม (คนคานาอัน) หรือ ซีโมน ผู้คลั่งชาติ
อดีตนักปฏิวัติ ผู้เรียนรู้หนทางแห่งอาณาจักรพระเจ้า

    ในรายชื่ออัครสาวกสิบสองคนของพระเยซูคริสต์ มีชายผู้หนึ่งที่ชื่อของเขาเผยให้เห็นอดีตที่ร้อนแรงทางการเมืองและความเชื่ออย่างลึกซึ้ง เขาคือ ซีโมน พรรคชาตินิยม หรือที่พระคัมภีร์บางตอนเรียกว่า ซีโมน คนคานาอัน (มัทธิว 10:4, มาระโก 3:18, ลูกา 6:15) คำว่า “คนคานาอัน” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงชาวคานาอันตามเชื้อชาติ แต่เป็นคำที่ถอดมาจากคำอาราเมอิก qan’an ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้กระตือรือร้น” หรือ “ผู้คลั่งไคล้ในอุดมการณ์” ส่วนพระกิตติคุณลูกาใช้คำกรีกว่า zelotes ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ผู้คลั่งชาติ” หรือ “ผู้รักชาติอย่างแรงกล้า”

    คำนี้ทำให้นักประวัติศาสตร์พระคัมภีร์เข้าใจว่า ซีโมนอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาตินิยมยิวที่เรียกว่า ซีลอท กลุ่มผู้ต่อต้านการปกครองของจักรวรรดิโรมันอย่างดุเดือด ในศตวรรษแรก ปาเลสไตน์เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมือง ชาวยิวจำนวนมากใฝ่ฝันถึงการปลดปล่อยชาติ และเชื่อว่าพระเมสสิยาห์จะมาเป็นกษัตริย์นักรบเหมือนดาวิด เพื่อขับไล่โรมออกจากแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ คนหนุ่มจำนวนหนึ่งจึงเข้าร่วมขบวนการใต้ดินที่ใช้การต่อต้าน การปลุกระดม หรือแม้แต่การลอบสังหารเจ้าหน้าที่โรมัน

    หากซีโมนเคยอยู่ในกระแสเช่นนี้จริง ชีวิตของเขาก่อนพบพระเยซูคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นทางการเมืองและความเกลียดชังต่ออำนาจจักรวรรดิ แต่แล้ววันหนึ่ง เขาได้พบกับพระอาจารย์จากนาซาเร็ธ ผู้ประกาศว่า “อาณาจักรของพระเจ้าเข้ามาใกล้แล้ว” พระเยซูมิได้เรียกร้องให้ลุกขึ้นจบดาบต่อสู้กับโรม แต่ทรงสอนเรื่องการกลับใจ การรักศัตรู และการวางใจในพระราชอำนาจของพระเจ้า

    สำหรับชายผู้เคยฝันถึงการปฏิวัติทางการเมือง การติดตามพระเยซูจึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์อย่างลึกซึ้ง จากการต่อสู้ด้วยกำลัง สู่การสร้างอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ

    สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ ในกลุ่มอัครสาวกของพระเยซู มีชายอีกคนหนึ่งที่เคยอยู่คนละฝั่งของสังคมโดยสิ้นเชิง นั่นคือ มัทธิว คนเก็บภาษี ผู้ทำงานให้กับจักรวรรดิโรมัน ชายที่เคยร่วมมือกับผู้ยึดครอง กลับนั่งโต๊ะเดียวกับชายที่อาจเคยต่อต้านโรมด้วยความเกลียดชัง นี่คือภาพสะท้อนอันลึกซึ้งของอาณาจักรพระเจ้า ที่ซึ่งศัตรูทางสังคมสามารถกลายเป็นพี่น้องกันได้

    พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกคำพูดหรือเหตุการณ์เด่นของซีโมนมากนัก แต่ชื่อของเขาอยู่ในรายชื่ออัครสาวกทุกครั้งอย่างมั่นคง แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่เดินเคียงข้างพระเยซูตลอดการทรงงาน

    ตามธรรมเนียมของคริสตจักรยุคแรก ซีโมนยังคงประกาศข่าวประเสริฐหลังการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ มีรายงานหลากหลายว่าท่านอาจเดินทางไปประกาศในซีเรีย เปอร์เซีย อียิปต์ หรือแม้แต่แอฟริกาเหนือ บางธรรมเนียมกล่าวว่าเขาร่วมประกาศกับยูดา ธัดเดอัส และเสียชีวิตเป็นมรณสักขีเพื่อความเชื่อ

    ไม่ว่ารายละเอียดทางประวัติศาสตร์จะเป็นเช่นไร สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ชายผู้เคยทุ่มเทชีวิตเพื่อการปลดปล่อยทางการเมือง ได้ค้นพบภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการประกาศอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งไม่ถูกจำกัดด้วยพรมแดนชาติพันธุ์หรืออำนาจจักรวรรดิใดๆ

    ชีวิตของซีโมนจึงสะท้อนความจริงสำคัญของประวัติศาสตร์คริสเตียนยุคแรก พระเยซูมิได้เลือกเฉพาะนักปราชญ์หรือผู้นำศาสนาเท่านั้น แต่ทรงเรียกทั้งชาวประมง คนเก็บภาษี และแม้แต่อดีตนักปฏิวัติ เพื่อสร้างชุมชนใหม่ที่มีรากฐานอยู่บนความรัก ความจริง และพระคุณของพระเจ้า

ข้อคิดสำหรับวันนี้
    พระเจ้าสามารถเปลี่ยนความร้อนแรงของมนุษย์ให้กลายเป็นพลังเพื่ออาณาจักรของพระองค์ได้ ไม่ว่าความหลงใหลในอดีตของเราจะเป็นเรื่องการเมือง อำนาจ หรือความทะเยอทะยานเพียงใด หากเรานำมันมอบไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระองค์สามารถเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเครื่องมือแห่งความรัก ความจริง และการรับใช้โลกใบนี้ได้.

















วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569

ธัดเดอัส หรือ ยูดาส บุตรยากอบ ผู้ตั้งคำถามแทนผู้เชื่อทั้งหลาย

ตอนที่ 10 ธัดเดอัส หรือ ยูดาส บุตรยากอบ ผู้ตั้งคำถามแทนผู้เชื่อทั้งหลาย

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 ลูกา 6:16 ยอห์น 14:22



    ธัดเดอัส หรือ ยูดาส บุตรยากอบ คือหนึ่งในอัครสาวกสิบสองที่พระเยซูทรงเลือกจากท่ามกลางสาวกทั้งหลาย ชื่อของเขาปรากฏในรายชื่ออัครสาวกใน มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 และ ลูกา 6:16 โดยบางตอนเรียกว่า “ธัดเดอัส” และบางตอนเรียกว่า “ยูดาส บุตรยากอบ” เพื่อแยกจากยูดาส อิสคาริโอท ผู้ทรยศ

    คำว่า “ธัดเดอัส” เชื่อว่ามีความหมายเกี่ยวกับความกล้าหาญหรือจิตใจอบอุ่น ขณะที่ชื่อ “ยูดาส” ในภาษาฮีบรูว่า เยฮูดาห์ หมายถึง “การสรรเสริญ” ชื่อของเขาจึงสะท้อนทั้งความเข้มแข็งและความศรัทธา แม้พระคัมภีร์จะบันทึกเรื่องราวของเขาไว้น้อย แต่ความเงียบในหน้าประวัติศาสตร์ไม่ได้แปลว่าไร้ความหมาย ตรงกันข้าม เขาคือภาพแทนของผู้รับใช้ที่ไม่แสวงหาชื่อเสียง แต่ยืนอยู่ในกลุ่มผู้นำแห่งคริสตจักรยุคแรก

    ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของเขาปรากฏใน ยอห์น 14:22 ในห้องชั้นบน คืนก่อนการตรึงกางเขน เมื่อพระเยซูตรัสถึงการสำแดงพระองค์แก่สาวก ธัดเดอัสจึงทูลถามว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า เหตุใดพระองค์จะทรงสำแดงพระองค์แก่พวกข้าพระองค์ และไม่ทรงสำแดงแก่โลก?” คำถามนี้ไม่ใช่คำถามของความสงสัยเชิงต่อต้าน แต่เป็นคำถามแทนใจผู้เชื่อทุกยุคทุกสมัย เขาคาดหวังเมสสิยาห์ผู้จะสำแดงพระสิริอย่างเปิดเผยต่อชนทั้งปวง ตามความเข้าใจของชาวยิวในศตวรรษที่หนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ภายใต้อำนาจของโรมัน

    บริบททางประวัติศาสตร์ในเวลานั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังทางการเมือง หลายคนรอคอยพระเมสสิยาห์ผู้จะปลดปล่อยอิสราเอลจากจักรวรรดิโรมัน แต่พระเยซูทรงเปิดเผยแผนการที่ลึกกว่านั้น คือการสำแดงพระองค์ผ่านความรักและการเชื่อฟัง “ถ้าผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะประพฤติตามคำของเรา” คำตอบนี้พลิกความคิดจากการสำแดงภายนอกสู่การทรงสถิตภายใน ธัดเดอัสจึงกลายเป็นกระบอกเสียงของการเปลี่ยนผ่านความเข้าใจจากความหวังทางการเมืองสู่ความรอดฝ่ายจิตวิญญาณ

    ตามธรรมประเพณีคริสเตียนยุคแรก มีความเชื่อว่าธัดเดอัสออกไปประกาศข่าวประเสริฐในแคว้นซีเรีย เมโสโปเตเมีย และอาจถึงเปอร์เซีย บางธรรมประเพณีกล่าวว่าเขาเป็นมรณสักขี แม้ข้อมูลเหล่านี้มาจากบันทึกหลังยุคอัครสาวก แต่ก็สะท้อนภาพของชายผู้ซื่อสัตย์ต่อการทรงเรียกจนถึงที่สุด

    ในประวัติศาสตร์คริสตจักรตะวันตก โดยเฉพาะในธรรมประเพณีคาทอลิก ธัดเดอัสหรือยูดาส บุตรยากอบ ได้รับการยกย่องในฐานะองค์อุปถัมภ์ของผู้สิ้นหวังและกรณียากลำบาก เพราะชื่อ “ยูดาส” ทำให้ผู้คนลังเลจะเอ่ยนามเขา จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังในสถานการณ์ที่ดูหมดหนทาง เรื่องนี้สะท้อนความจริงฝ่ายวิญญาณว่า พระเจ้าทรงใช้แม้ผู้ที่ถูกมองข้ามในสายตาของมนุษย์
    
    ชีวประวัติของธัดเดอัสจึงไม่ได้โดดเด่นด้วยปาฏิหาริย์หรือถ้อยคำยาวเหยียดในพระคัมภีร์ แต่โดดเด่นด้วยคำถามเพียงประโยคเดียวที่เปิดประตูสู่คำสอนสำคัญเรื่องการทรงสถิตของพระเจ้าในชีวิตผู้เชื่อ เขาเป็นภาพของผู้เรียนรู้ ผู้ถาม และผู้เชื่อฟัง

ข้อคิดสำหรับวันนี้
บางครั้งคำถามที่จริงใจของเรา อาจเป็นประตูสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม อย่ากลัวที่จะทูลถามพระเจ้า แต่จงพร้อมรับคำตอบที่อาจเปลี่ยนมุมมองทั้งชีวิต เพราะพระองค์มิได้สำแดงพระองค์ผ่านอำนาจภายนอกเท่านั้น หากแต่ผ่านความรักและการเชื่อฟังในชีวิตประจำวันของผู้เชื่อทุกคน










วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ยากอบ บุตรอัลเฟอัส สาวกเงียบ ผู้ซื่อสัตย์โดยไม่โดดเด่น

ตอนที่ 9 ยากอบ บุตรอัลเฟอัส สาวกเงียบ ผู้ซื่อสัตย์โดยไม่โดดเด่น
พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 ลูกา 6:15



ยากอบ บุตรอัลเฟอัส
สาวกเงียบ ผู้ซื่อสัตย์โดยไม่โดดเด่น

    ยากอบ บุตรอัลเฟอัส เป็นหนึ่งในสิบสองอัครสาวกของพระเยซูคริสต์ ชื่อของท่านปรากฏอยู่ในรายชื่อสาวกใน มัทธิว 10:3 มาระโก 3:8 และลูกา 6:15 แต่แทบไม่มีรายละเอียดใดเกี่ยวกับคำพูด การอัศจรรย์ หรือบทบาทเด่นของท่านถูกบันทึกไว้เลย ความเงียบนี้เองทำให้ยากอบ บุตรอัลเฟอัส กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกมองข้าม มากที่สุดในพระคัมภีร์ใหม่
    ตามธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรยุคแรก ยากอบผู้นี้มักถูกเรียกว่า “ยากอบน้อย” เพื่อแยกจากยากอบ บุตรเศเบดี นักวิชาการบางสายเสนอว่า คำว่า “น้อย” หรือ “คนเล็ก” อาจหมายถึงรูปร่าง ฐานะ หรือบทบาทในสายตาของสังคม มิใช่ความสำคัญฝ่ายจิตวิญญาณ สิ่งนี้สะท้อนรูปแบบการทรงเรียกของพระเยซูอย่างชัดเจน คือพระองค์ทรงเลือกคนธรรมดา ผู้ไม่เป็นที่จับตา เพื่อร่วมในพระราชกิจอันยิ่งใหญ่
    แม้พระคัมภีร์จะไม่บันทึกผลงานของยากอบ บุตรอัลเฟอัสไว้อย่างชัดเจน แต่การที่ชื่อของท่านถูกรวมอยู่ในกลุ่มอัครสาวกจนถึงที่สุดเป็นพยานถึงความซื่อสัตย์ และความเพียรในการติดตามพระคริสต์อย่างเงียบงัน คริสตจักรยุคต้นเชื่อว่า ยากอบยังคงประกาศข่าวประเสริฐ หลังการเป็นขึ้นจากความตาย และจบชีวิตด้วยการเป็นพยานความเชื่อ แม้ไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่ตามธรรมเนียมประเพณียืนยันว่าความเงียบของท่าน ไม่ได้หมายถึงความไร้ค่า หากคือความมั่นคงที่ไม่สั่นคลอน
    ยากอบ บุตรอัลเฟอัส จึงเป็นภาพสะท้อนของสาวกจำนวนมาก ในประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา ผู้ไม่ถูกจารึกชื่อในหน้าประวัติศาสตร์ แต่เป็นรากฐานที่ทำให้คริสตจักรเติบโตอย่างมั่นคง

ข้อคิดสำหรับวันนี้
    ชีวิตของยากอบ บุตรอัลเฟอัส เตือนใจเราว่า พระเจ้ามิได้ทรงประเมินคุณค่าของมนุษย์จากความโดดเด่น หรือการได้รับการยอมรับจากสาธารณชน แต่ทรงมองที่ความซื่อสัตย์ ในการดำเนินชีวิตต่อหน้าพระองค์ ผู้รับใช้ที่ไม่มีใครเห็น อาจเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงพอพระทัยยิ่งที่สุด
    ในโลกที่ยกย่องเสียงดัง ความสำเร็จ และภาพลักษณ์ ยากอบสอนเราว่าการติดตามพระคริสต์อย่างเงียบสงบ ทำหน้าที่ของตนด้วยความสัตย์ซื่อทุกวัน คือการนมัสการรูปแบบหนึ่ง หากวันนี้งานของท่านดูเล็กน้อยไม่มีใครกล่าวถึง จงระลึกว่าพระเจ้าทรงเห็นและความซื่อสัตย์นั้น ไม่เคยสูญเปล่าในสายพระเนตรของพระองค์











วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

โธมัส ผู้สงสัย แต่จบลงด้วยคำสารภาพความเชื่อยิ่งใหญ่

ตอนที่ 8 โธมัส ผู้สงสัย แต่จบลงด้วยคำสารภาพความเชื่อยิ่งใหญ่

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 ลูกา 6:15 และ ยอห์น 20:24–29



โธมัส ผู้สงสัย แต่จบลงด้วยคำสารภาพความเชื่ออันยิ่งใหญ่
    โธมัสเป็นหนึ่งในอัครสาวกสิบสองคน ที่พระเยซูทรงเลือกอย่างเป็นทางการ รายชื่อของเขาปรากฏ ในบัญชีอัครสาวกทั้งสามชุดคือ มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 และลูกา 6: 15 แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นศิษย์วงใน มิใช่ผู้ติดตามชายขอบ แม้พระคัมภีร์จะไม่ได้เล่าเรื่องชีวิตของโธมัสมากเท่าบางคน แต่ทุกครั้งที่เขาปรากฏ กลับสะท้อนบุคลิกที่ชัดเจน หนักแน่น และจริงใจอย่างยิ่ง
    ชื่อของเขา โธมัส มาจากภาษา อรา-เมอิก แปลว่า แฝด และในพระกิตติคุณยอห์น มีการแปลซ้ำเป็นภาษากรีกว่า ดิดุโมส ซึ่งก็แปลว่า แฝด เช่นกัน นักวิชาการหลายท่าน เห็นว่าชื่อเล่นเช่นนี้ อาจสะท้อนบุคลิกสองด้านคือ ระหว่างความเชื่อกับคำถามระหว่างความกล้าหาญกับความลังเล แต่สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เขาอ่อนแอ ตรงกันข้าม มันเผยให้เห็นมนุษย์ที่ไม่ยอมรับความจริงแบบผิวเผิน
    ก่อนเหตุการณ์การเป็นขึ้นจากตาย โธมัสเคยแสดงความกล้าหาญอย่างเงียบเงียบ เมื่อพระเยซูทรงตั้งพระทัยจะเสด็จกลับไปแคว้นยูเดีย ทั้งที่มีภัยอันตราย โธมัสเป็นคนพูดว่า ให้เราไปตายกับพระองค์เถิด คำพูดนี้ ไม่ใช่คำพูดของคนขี้สงสัย แต่เป็นคำพูดของผู้ภักดีที่พร้อมเดินไปจนสุดทาง แม้จะไม่เข้าใจทุกอย่างก็ตาม
    ภาพจำของโธมัส ในประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา มักผูกติดกับเหตุการณ์ หลังการเป็นขึ้นจากตาย เมื่อพระเยซูทรงปรากฏแก่บรรดาศิษย์ แต่โธมัสไม่ได้อยู่ด้วย เขาปฏิเสธที่จะเชื่อ คำบอกเล่าของผู้อื่น และกล่าวว่า หากไม่ได้เห็นรอยตะปู และเอามือแตะสีข้าง ก็จะไม่เชื่อ เหตุการณ์นี้ใน ยอห์น 20:24-29 ไม่ได้บันทึก เพื่อประณามโธมัส แต่เพื่อเผยให้เห็นการเดินทางของความเชื่อ ที่ต้องผ่านความซื่อสัตย์ต่อความจริง
    แปดวันต่อมา พระเยซูทรงปรากฏอีกครั้ง และครั้งนี้โธมัสอยู่ด้วยพระองค์ไม่ทรงตำหนิ ไม่ทรงลดคุณค่า แต่ทรงเชื้อเชิญ ให้โธมัสตรวจสอบตามที่เขาร้องขอ และในขณะนั้น โธมัสไม่ได้บันทึกว่าได้เอามือแตะจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือ การทรุดลงของหัวใจ พร้อมคำสารภาพของความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคำหนึ่ง ในพระคัมภีร์ใหม่ "องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์" คำสารภาพนี้ไม่ได้เป็นเพียงการยอมรับการเป็นขึ้นจากตาย แต่เป็นการยอมรับ พระลักษณะของพระคริสต์ อย่างเต็มรูปแบบ
    ในประวัติศาสตร์คริสเตียนยุคแรก โธมัสไม่ได้หยุดอยู่แค่คำสารภาพนั้น ตามธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรตะวันออก โดยเฉพาะในอินเดีย ระบุว่าโธมัสเป็นผู้นำข่าวประเสริฐ ไปไกลถึงชายฝั่งมาลาบาร์ และวางรากฐานคริสตจักรในดินแดนที่อยู่นอกอาณาจักรโรมัน เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้ที่เคยถูกเรียกว่า ผู้สงสัย กลับกลายเป็นผู้ประกาศความเชื่ออย่างกล้าหาญในพื้นที่ที่ยากลำบากที่สุด

ข้อคิดสำหรับเราในวันนี้
    โธมัสสอนเราว่า ความสงสัยที่ซื่อสัตย์ ไม่ใช่ศัตรูของความเชื่อ แต่เป็นสะพานไปสู่ความเชื่อที่หยั่งรากลึก พระเยซูไม่ได้ทรงผลักไสผู้ที่ตั้งคำถาม แต่ทรงสำแดงพระองค์ แก่ผู้ที่แสวงหาความจริงด้วยใจจริง ในโลกปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยข่าวสาร ความคลุมเครือ และความเชื่อแบบสำเร็จรูป โธมัสเตือนเราว่า ความเชื่อที่แท้ ไม่ใช่การเชื่อตามกันไป แต่คือการพบพระคริสต์ด้วยตนเอง และเมื่อเราได้พบแล้ว ความสงสัยจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นคำสารภาพจากใจว่า พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นพระเจ้าของชีวิตเราเอง










วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มัทธิว คนเก็บภาษี ผู้ได้รับพระคุณเหนือความคาดหมาย

ตอนที่ 7 มัทธิว คนเก็บภาษี ผู้ได้รับพระคุณเหนือความคาดหมาย
พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:3 มาระโก 3:18 ลูกา 6:15 มัทธิว 9:9–13



มัทธิว คนเก็บภาษี ผู้ได้รับพระคุณเหนือความคาดหมาย

    ในรายชื่ออัครสาวกทั้งสิบสองคน ชื่อหนึ่งที่ชวนให้ผู้อ่านสะดุดใจเสมอ คือ มัทธิว หรือที่พระกิตติคุณมาระโก และลูกาเรียกว่า เลวี ชายผู้นี้ไม่ได้มาจากตระกูลรับบี ไม่ได้เป็นธรรมาจารย์ และไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมยิวในยุคนั้นเลย ตรงกันข้ามเขาเป็นคนเก็บภาษี ผู้ซึ่งถูกมองว่าเป็นคนบาป เป็นผู้ทรยศ และเป็นเครื่องมือของอำนาจโรมัน

    มัทธิว บทที่ 10 ข้อ 3 มาระโก บทที่ 3 ข้อ 18 และลูกา บทที่ 6 ข้อ 15 ระบุชื่อเขาไว้ ในรายชื่ออัครสาวก อย่างเรียบง่าย ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีการปกป้องภาพลักษณ์ใดใด แต่เมื่อย้อนกลับไป ดูจุดเริ่มต้นใน มัทธิว บทที่ 9 ข้อ 9 ถึง 13 เราจะพบเรื่องราวที่เผย ให้เห็นพระทัยของพระเยซูอย่างลึกซึ้ง และเผยความหมาย ของพระคุณที่เกินความคาดหมายของมนุษย์

    ในศตวรรษที่หนึ่ง ระบบเก็บภาษีของจักรวรรดิโรมัน ในแคว้นยูเดียและกาลิลี ใช้วิธีประมูลสิทธิ์การเก็บภาษี ผู้ที่ชนะการประมูลต้องส่งเงินตามที่กำหนดให้โรมัน และสามารถเก็บเกินจากนั้น เพื่อเป็นกำไรของตนเอง ระบบนี้เปิดช่องให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบอย่างกว้างขวาง

    ในสายตาของชาวยิว คนเก็บภาษี ไม่เพียงเป็นคนโลภ แต่ยังเป็นมลทินทางศาสนา พวกเขาต้องติดต่อ กับคนต่างชาติ ทำงานให้จักรวรรดิผู้กดขี่ และมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนบาปและหญิงแพศยา การคบหากับคนเก็บภาษี จึงหมายถึงการยอมรับความไม่บริสุทธิ์ทั้งทางสังคมและศาสนา

    มัทธิว จึงเป็นบุคคลที่แทบไม่มีคุณสมบัติใดๆ ที่โลกศาสนา ในยุคนั้นจะยอมรับว่าเหมาะสมสำหรับการเป็นสาวกของพระเมสสิยาห์

การทรงเรียกที่พลิกชีวิต
    มัทธิว บทที่ 9 ข้อ 9 บรรยายเหตุการณ์อย่างกระชับ พระเยซูทรงเห็นมัทธิวกำลังนั่งอยู่ที่ด่านเก็บภาษี และตรัสกับเขาว่า จงตามเรามา ข้อความสั้นสั้นนี้ ซ่อนพลังมหาศาลไว้ มัทธิวลุกขึ้น และตามพระองค์ไปทันที ไม่มีการต่อรอง ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีการขอเวลา จัดการชีวิตเดิม

    ในมุมของประวัติศาสตร์ศาสนายิว การตอบสนองเช่นนี้ เทียบได้กับการละทิ้งอัตลักษณ์เดิมอย่างสิ้นเชิง คนเก็บภาษีไม่อาจกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก หากเขาละงานนั้นแล้ว เขาก็สูญเสียทั้งรายได้ และที่ยืนในระบบโรมัน มัทธิวเลือกพระเยซูเหนือความมั่นคงทั้งหมดที่เขาเคยมี

    ต่อมา เมื่อพระเยซูเสวยร่วมกับคนเก็บภาษีและคนบาป ฟาริสีตั้งคำถามด้วยกรอบศาสนศาสตร์แบบเดิม แต่พระเยซูทรงตอบ ด้วยคำประกาศที่เป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ พระองค์ไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป  และทรงอ้างคำของผู้เผยพระวจนะว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยความเมตตามากกว่าพิธีกรรม

มัทธิวในฐานะพยานแห่งพระคุณ
    สิ่งที่น่าประทับใจคือ เมื่อมัทธิวเขียนพระกิตติคุณ เขาไม่พยายามลบอดีตของตนเอง ตรงกันข้าม เขาเรียกตัวเองตรงตรงว่า มัทธิว คนเก็บภาษี ชื่อที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตราบาป กลับกลายเป็นพยานแห่งพระคุณ

    ในมุมประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา มัทธิว เป็นตัวอย่างของการทรงเลือก ที่ไม่เป็นไปตามตรรกะของมนุษย์ พระเจ้าทรงใช้ผู้ที่สังคมรังเกียจ มาเป็นผู้บันทึกเรื่องราวของพระเมสสิยาห์ สำหรับคริสตจักรยุคแรก และสำหรับคริสตชน ทุกยุคทุกสมัย

ข้อคิดสำหรับวันนี้
    เรื่องราวของ มัทธิวเตือนใจเราว่า พระคุณของพระเจ้า ไม่ได้ตั้งอยู่บนภาพลักษณ์อดีต หรือการยอมรับ จากสังคม พระเยซูทรงเห็นค่าของมนุษย์ก่อนที่โลกจะติดป้ายตัดสินเขา

    วันนี้ ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าตนเองอยู่ไกลจากพระเจ้ามากเพียงใด หรือแบกประวัติชีวิตที่ไม่น่าภูมิใจไว้แค่ไหน เสียงเรียก จงตามเรามา ยังดังอยู่เสมอ พระคุณที่เปลี่ยนมัทธิว จากด่านเก็บภาษี ให้เป็นอัครสาวก ยังเป็นพระคุณเดียวกันที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้ ในวันนี้ หากเรากล้าลุกขึ้น และก้าวตามพระองค์ด้วยใจที่ยอมจำนน