เอรัสทัส ข้าราชการผู้สัตย์ซื่อและเหรัญญิกแห่งเมืองโครินธ์
ในบรรดาผู้ติดตามพระคริสต์ยุคแรกที่ได้รับการบันทึกไว้ในพันธสัญญาใหม่ บุคคลส่วนใหญ่มักมาจากกลุ่มคนระดับล่าง คนหาปลา คนงาน หรือทาส ทว่า “เอรัสทัส” (Erastus) กลับเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นที่โดดเด่นและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เขาคือผู้มีตำแหน่งสูงในราชการโรมัน ผู้ซึ่งตัดสินใจนำทั้งสถานะ ความรู้ และความภักดีมามอบไว้แทบพระบาทของพระเยซูคริสต์
ภูมิหลังและบทบาทหน้าที่ในนครโครินธ์
เอรัสทัสปรากฏชื่อครั้งสำคัญในจดหมายฝากของอัครทูตเปาโลถึงชาวโรม ซึ่งเขียนขึ้นจากนครโครินธ์เมื่อราว ค.ศ. 57 โดยเปาโลได้ระบุตำแหน่งของเขาไว้อย่างชัดเจนว่า
“เอรัสทัสหัวหน้าการคลังประจำเมือง และควารทัสน้องของเรา ฝากคำทักทายมายังท่านด้วย” (โรม บทที่ 16 ข้อ 23)
คำว่า “หัวหน้าการคลังประจำเมือง” มาจากภาษากรีกโบราณ oikonomos (หรือในภาษาละตินคือ aedile) ซึ่งหมายถึงตำแหน่งเหรัญญิกหรือผู้อำนวยการฝ่ายโยธาและการคลังของเทศบาลนครโครินธ์ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งนี้ต้องดูแลรายได้ภาษี การใช้จ่ายของรัฐ การจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะ ตลอดจนการบูรณะอาคาร ถนนหนทาง และสถานที่สำคัญของเมือง โครินธ์ในยุคนั้นคือศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน การที่เอรัสทัสขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ได้ ย่อมสะท้อนถึงฐานะทางสังคม การศึกษา ความไว้วางใจจากพลเมือง และความมั่งคั่งส่วนตัว
หลักฐานทางโบราณคดีที่สนับสนุนตัวตนของเขาถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1929 ณ ซากเมืองโครินธ์โบราณ นักโบราณคดีพบแผ่นหินจารึกบนลานปูหินใกล้โรงละคร ระบุข้อความว่า “ERASTVS PRO AEDILITATE S P STRAVIT” (เอรัสทัส ได้ปูหินลานนี้ด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อตอบแทนการได้รับเลือกเป็นเทศมนตรี/เอไดล์) ซึ่งตรงกับยุคสมัยที่เปาโลประกาศพระกิตติคุณอย่างยิ่ง
สะพานเชื่อมระหว่างศรัทธากับหน้าที่ทางโลก
ความท้าทายของเอรัสทัสอยู่ที่การรักษาความบริสุทธิ์ของความเชื่อท่ามกลางระบบราชการโรมัน ซึ่งมักพัวพันกับพิธีกรรมบูชารูปเคารพและธรรมเนียมการกราบไหว้จักรพรรดิ การเข้ามาเป็นสาวกของพระคริสต์ไม่ได้ทำให้เขาละทิ้งหน้าที่ทางโลกเพื่อหนีสังคม แต่เขากลับเลือกสำแดงพระคริสต์ผ่านการทำงานที่ซื่อสัตย์ โปร่งใส และเป็นธรรมในระบบราชการ
การเปิดบ้านต้อนรับและการส่งคำทักทายไปยังคริสตจักรที่กรุงโรม แสดงให้เห็นว่าเอรัสทัสใช้เครือข่าย สถานะ และทรัพยากรของตนสนับสนุนงานพันธกิจ เขาไม่เพียงแต่อยู่เบื้องหลังด้วยการบริหารเงิน แต่ยังร่วมเดินทางรับใช้กับเปาโลในบางช่วงเวลา ดังที่ปรากฏใน กิจการ บทที่ 19 ข้อ 22 เมื่อเปาโลส่งเอรัสทัสและทิโมธีไปยังแคว้นมาซิโดเนียเพื่อเตรียมงานพันธกิจ
บทพิสูจน์แห่งความสัตย์ซื่อในบั้นปลาย
ในจดหมายฉบับสุดท้ายของเปาโลก่อนจะพลีชีพเพื่อความเชื่อที่กรุงโรม ท่านได้กล่าวถึงเพื่อนร่วมงานที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงว่า
“เอรัสทัสยังค้างอยู่ที่เมืองโครินธ์...” (2ทิโมธี บทที่ 4 ข้อ 20)
ข้อความสั้นๆ นี้เผยให้เห็นบทบาทสำคัญในบั้นปลาย แม้ผู้ร่วมงานบางคนจะละทิ้งเปาโลไปด้วยความกลัวภัยทางการเมือง แต่เอรัสทัสยังคงปักหลักประจำการอยู่ที่โครินธ์ ทำหน้าที่เป็นเสาหลักให้แก่คริสตจักรท้องถิ่น พร้อมกับแบกรับภาระหน้าที่การงานในเมืองของตนจนถึงที่สุด
มรดกชีวิตและบทเรียนสำหรับคริสเตียนยุคปัจจุบัน
ชีวประวัติของเอรัสทัสให้บทเรียนแก่ผู้เชื่อในทุกยุคสมัยว่า
• การทรงเรียกในวิชาชีพ พระเจ้ารับและทรงใช้ผู้คนจากทุกชนชั้น การเป็นข้าราชการหรือนักการเมืองที่มีเกียรติสามารถเป็นพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ได้ หากทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
• การไม่ยอมประนีประนอม เขาสามารถบริหารการคลังของเมืองหลวงแห่งการค้าได้โดยไม่แปดเปื้อนความโลภหรือการคอร์รัปชัน
• การนำทรัพยากรรับใช้พระเจ้า เอรัสทัสนำทั้งสติปัญญา อิทธิพล และทุนทรัพย์มาเป็นฐานสนับสนุนคริสตจักรยุคแรกเริ่มให้หยั่งรากมั่นคง
เอรัสทัสจึงเป็นแบบอย่างของ "เกลือและแสงสว่าง" ในโครงสร้างอำนาจรัฐอย่างแท้จริง เป็นพยานที่มีชีวิตว่าความสัตย์ซื่อต่อพระคริสต์สามารถดำรงอยู่อย่างสง่างามควบคู่ไปกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ต่อสังคมเมือง