ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ยูโอเดียและสินทิเค ผู้นำหญิงที่ต้องคืนดีกัน

ยูโอเดียและสินทิเค ผู้นำหญิงที่ต้องคืนดีกัน

ฟีลิปปี 4:2–3 ผู้ร่วมงานในการประกาศ • ความขัดแย้ง • การคืนดี • เอกภาพของคริสตจักร



    สตรีผู้เคยเคียงบ่าเคียงไหล่: บทเรียนแห่งความขัดแย้งและการคืนดีของยูโอเดียและสินทิเค
ในหน้าประวัติศาสตร์ของคริสตจักรยุคแรก เมืองฟีลิปปีถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่ง เพราะที่นี่คือคริสตจักรแห่งแรกในทวีปยุโรปที่ได้รับการสถาปนาขึ้นผ่านการประกาศของอัครสาวกเปาโล ทว่า เบื้องหลังความรุ่งเรืองและการเติบโตของชุมชนแห่งศรัทธานี้ กลับมีบันทึกหน้าหนึ่งที่สะท้อนความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ผ่านจดหมายที่เปาโลเขียนหนุนใจคริสตชนชาวฟีลิปปี โดยเฉพาะการกล่าวถึงสตรีสองคนที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งแต่กลับมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง นั่นคือ "ยูโอเดีย" และ "สินทิเค" (ฟีลิปปี บทที่ 4 ข้อ 2 ถึง 3)

    1. ผู้ร่วมงานในการประกาศ 
    ชื่อของยูโอเดีย (ซึ่งหมายถึง "กลิ่นหอม") และสินทิเค (ซึ่งหมายถึง "ผู้ร่วมชะตากรรม" หรือ "ผู้พบกันด้วยดี") ปรากฏขึ้นในบันทึกพระคัมภีร์ด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยเกียรติ อัครสาวกเปาโลไม่ได้มองพวกเธอเป็นเพียงสมาชิกทั่วไป แต่ยกย่องให้เป็น "ผู้ร่วมงานในการประกาศข่าวประเสริฐ" เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับเปาโล เคลเมนท์ และเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ

    ในบริบทสังคมกรีก-โรมันศตวรรษที่ 1 สตรีที่มีบทบาทนำในคริสตจักรต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและการข่มเหง ทั้งสองท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ อุทิศตนเพื่อรับใช้และหนุนใจพี่น้องในเมืองฟีลิปปี จนชื่อของพวกเธอมีบันทึกไว้อย่างมั่นคงใน "หนังสือแห่งชีวิต"
    
    2. รอยร้าวในชุมชนแห่งความเชื่อ
    แม้จะมีอดีตที่งดงามและรับใช้ร่วมกันมา แต่มนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใดก็ยังคงมีความเปราะบาง เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ทิฐิ หรือปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อาจสะสมจนกลายเป็น "ความขัดแย้ง"

    พระคัมภีร์ไม่ได้ระบุรายละเอียดที่แน่ชัดว่าความขัดแย้งระหว่างยูโอเดียและสินทิเคเกิดจากเรื่องใด อาจเป็นความเห็นต่าง ด้านการบริหารคริสตจักร ปัญหาเชิงบุคลิกภาพ หรือความขัดแย้งทางสังคม แต่ที่แน่ชัดคือ ปัญหานี้ลุกลามจนสร้างแรงกระเพื่อมและส่งผลกระทบต่อ "เอกภาพของคริสตจักรฟีลิปปี" ทั้งหมด ความบาดหมางของสตรีระดับผู้นำทั้งสองทำให้บรรยากาศแห่งความรักเริ่มจืดจางลง และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเป็นพยานฝ่ายวิญญาณ

    3. เสียงร้องขอและสะพานแห่งการคืนดี
    เมื่อปัญหาล่วงรู้ถึงหูของอัครสาวกเปาโล ผู้กำลังถูกจองจำอยู่ในกรุงโรม ท่านไม่ได้เพิกเฉยหรือปล่อยให้ปัญหาลุกลาม แต่ได้ส่งเสียงร้องขอผ่านจดหมายด้วยความรักและความห่วงใยอย่างลึกซึ้งว่า

    "ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และขอเตือนนางสินทิเค ให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า" (ฟีลิปปี บทที่ 4 ข้อ 2)

    เปาโลไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มองเห็นคุณค่าของทั้งสองท่านเท่าเทียมกัน ท่านยังได้ขอร้อง "สหายร่วมงานแท้" ให้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสตรีทั้งสองนี้ เนื่องจากพวกเธอเคยตรากตรำและต่อสู้ร่วมกันมาในงานของพระเจ้า ขอให้ช่วยประคับประคองให้ทั้งคู่สามารถก้าวข้ามความบาดหมางและ "คืนดีกัน" ได้สำเร็จ

    4. บทเรียนสู่เอกภาพของคริสตจักร
    เรื่องราวของยูโอเดียและสินทิเคไม่ได้เป็นเพียงบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนตัว แต่เป็น "บทเรียนอมตะ" สำหรับคริสตจักรทุกยุคทุกสมัย
     ความขัดแย้งเกิดขึ้นได้แม้ในหมู่ผู้รับใช้: แสดงให้เห็นว่าผู้นำที่เคยร่วมงานรับใช้ยิ่งใหญ่ก็ยังมีความเป็นมนุษย์ที่อาจขัดแย้งกันได้
     เอกภาพต้องมาก่อนอีโก้: เปาโลเน้นย้ำให้ทั้งสองกลับมา "มีน้ำหนึ่งใจเดียวกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า" โดยวางตัวตนและทิฐิลง
     พลังแห่งการหนุนใจจากชุมชน: การคืนดีบางครั้งต้องการ "คนกลาง" หรือเพื่อนร่วมเชื่อที่คอยหนุนใจและช่วยเชื่อมสัมพันธ์

    ชีวิตของยูโอเดียและสินทิเคสอนให้เราตระหนักว่า งานของพระเจ้ายิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะปล่อยให้ความบาดหมางส่วนตัวมาทำลายพันธกิจ ท้ายที่สุดแล้ว ความงดงามที่แท้จริงของผู้นำหญิงทั้งสองท่านนี้จึงไม่ได้อยู่แค่การเริ่มต้นที่ดีในการประกาศ แต่เป็นการมีใจกว้างพอที่จะอภัย ยอมถ่อมตัว และจับมือกันก้าวเดินต่อไป เพื่อรักษา "เอกภาพอันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน" ของคริสตจักรให้คงอยู่สืบไป












วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ลิเดีย – ผู้สนับสนุนคนแรกในยุโรป

ลิเดีย – ผู้สนับสนุนคนแรกในยุโรป



    ในหน้าประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป มีจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเงียบๆ ริมฝั่งแม่น้ำนอกกำแพงเมืองฟีลิปปี ณ ที่แห่งนั้น เสียงเพลงและคำอธิษฐานได้นำพาหัวใจดวงหนึ่งให้เปิดต้อนรับแสงสว่างใหม่จากดินแดนตะวันออก

    เธอคือ "ลิเดีย" สตรีผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด ผู้ซึ่งถูกจารึกไว้ว่าเป็น "ผู้สนับสนุนคนแรกในยุโรป"

    เมืองฟีลิปปีในสมัยนั้น เป็นศูนย์กลางการค้าที่คึกคักและมีความเจริญรุ่งเรือง ท่ามกลางความมั่งคั่งและชนชั้นทางสังคม ลิเดียปรากฏตัวในฐานะหญิงแกร่งผู้เป็นเจ้าของกิจการ

    เธอมีอาชีพเป็น "แม่ค้าผ้าสีม่วง" ซึ่งในโลกยุคโบราณ สีม่วงไม่ใช่แค่สีสันธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสูงศักดิ์ ความมั่งคั่ง และอำนาจ เพราะสีย้อมผ้าสีม่วงนั้นหายากและมีราคาแพงลิบลิ่ว สงวนไว้เฉพาะสำหรับชนชั้นสูงและราชวงศ์เท่านั้น

    ลิเดีย จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่หญิงหาเช้ากินค่ำ แต่เธอคือ นักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ มีความสามารถ พึ่งพาตนเองได้ และเป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมเมืองฟีลิปปี

    วันหนึ่ง ณ สถานที่นมัสการริมแม่น้ำ ลิเดียได้พบกับเปาโลและคณะผู้เดินทาง ในหนังสือ กิจการ 16:14–15 ได้บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ไว้ว่า

    "มีหญิงคนหนึ่งในพวกที่ฟังเรา ชื่อลิเดีย มาจากเมืองธิยาทิรา เป็นคนขายผ้าสีม่วง เป็นคนที่ถือพระเจ้า หญิงนั้นได้ฟังเรา และพระเจ้าได้ทรงเปิดใจของเขาให้สนใจในถ้อยคำซึ่งเปาโลได้กล่าว เมื่อหญิงคนนั้นกับทั้งครอบครัวของเขาได้รับบัพติศมาแล้ว จึงอ้อนวอนเราว่า “ถ้าท่านเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า เชิญเข้ามาพักอาศัยในตึกของข้าพเจ้าเถิด” และเขาได้วิงวอนจนเราขัดไม่ได้“

    การเปิดบ้านของลิเดียในครั้งนั้น ไม่ใช่แค่การเปิดประตูต้อนรับแขกแปลกหน้า แต่เป็นการเอาตำแหน่งหน้าที่การงาน ชื่อเสียง และความปลอดภัยของตนเองมาเดิมพัน เธอจึงกลายเป็น "สะพานเชื่อม" ที่สำคัญ ซึ่งทำให้ข่าวประเสริฐได้หยั่งรากลึกและแพร่สะพัดออกไปทั่วทวีปยุโรป

    จากหญิงผู้ขายผ้าสีม่วงริมแม่น้ำ สู่ผู้อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนพันธกิจครั้งใหญ่ ลิเดียได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พลังแห่งศรัทธาและการมีใจกว้างขวางสามารถเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของอารยธรรมได้

    บ้านของเธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่พักพิง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคริสตจักรแห่งแรกในยุโรป และเรื่องราวของเธอยังคงส่องประกายเจิดจ้า เปรียบเสมือนสีม่วงอันทรงคุณค่า ที่ไม่มีวันจางหายไปตามกาลเวลา











วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โสสเธเนส – อดีตนายธรรมศาลาที่กลายเป็นผู้ร่วมงาน

โสสเธเนส – อดีตนายธรรมศาลาที่กลายเป็นผู้ร่วมงาน
จากนายธรรมศาลา...สู่ผู้รับใช้พระคริสต์



    หากเราพูดถึงเมืองโครินธ์ในยุคพันธสัญญาใหม่ มันคือเมืองแห่งความวุ่นวาย การค้า การบูชารูปเคารพ และความขัดแย้งทางศาสนา และในบรรดาผู้นำชาวยิวในเมืองนั้น ชายคนหนึ่งชื่อ โสสเธเนส ดำรงตำแหน่งเป็น "นายธรรมศาลา" ผู้ซึ่งเคยยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับข่าวประเสริฐอย่างสิ้นเชิง

    1. ความขัดแย้งที่บัลลังก์พิพากษา (กิจการ 18:17)
    ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่อัครทูตเปาโลเดินทางมาประกาศข่าวประเสริฐในเมืองโครินธ์ ชาวยิวที่ไม่เชื่อได้รวมตัวกันนำตัวเปาโลไปเข้าพบกัลลิโอ ผู้ว่าราชการเมือง เพื่อกล่าวหาว่าเปาโลสั่งสอนศาสนาที่ขัดต่อกฎหมาย

    แต่กัลลิโอปฏิเสธที่จะตัดสินเรื่องราวทางศาสนาของชาวยิว และไล่พวกเขารวมถึงโสสเธเนส ออกจากบัลลังก์พิพากษา ในความวุ่นวายนั้น ฝูงชนได้กรูเข้าทำร้ายและ "โบยตีโสสเธเนส" ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษา ขณะที่กัลลิโอกลับทำเป็นไม่แยแส

    โสสเธเนส ต้องเผชิญกับทั้งความอัปยศ ความเจ็บปวดทางกาย และความผิดหวังจากทั้งฝูงชนและผู้นำโรมัน ในจุดนั้น เขาคือผู้นำฝ่ายต่อต้านเปาโลอย่างชัดเจน

   2. พระคุณที่เปลี่ยนแปลงชีวิต (1 โครินธ์ 1:1)
    ทว่า เรื่องราวของโสสเธเนส ไม่ได้จบลงที่การถูกโบยตี...
เวลาผ่านไป เมื่อเปาโลเขียนจดหมายฝาก 1 โครินธ์ ส่งกลับมายังคริสตจักรโครินธ์ ข้อแรกของจดหมายฉบับนั้นได้บันทึกคำทักทายที่น่าอัศจรรย์ไว้ว่า

    "เปาโล ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกให้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ และโสสเธเนสผู้เป็นพี่น้องของเรา..."

    ชายคนเดียวกับที่เคยต่อต้านข่าวประเสริฐ บัดนี้กลายมาเป็น "พี่น้องในพระคริสต์" และเป็น "ผู้ร่วมงาน" เคียงข้างอัครทูตเปาโล!

    หัวใจที่เคยแข็งกระด้างและต่อต้านพระเจ้า ได้ถูกละลายด้วยพระคุณและความรักของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเปลี่ยนชายผู้เคยเป็นศัตรูให้กลายเป็นเพื่อนร่วมพันธกิจที่เปาโลไว้วางใจและเรียกว่า "พี่น้อง" อย่างเต็มภาคภูมิ

    ข้อคิดสำหรับวันนี้

    1. ไม่มีใครที่อยู่ไกลเกินกว่าพระคุณของพระเจ้าจะเข้าถึง ไม่ว่าอดีตใครคนนั้นจะเคยต่อต้าน พระเจ้า หรือมีหัวใจที่แข็งกระด้างเพียงใด พระเจ้าทรงสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของเขาได้ เหมือนที่ทรงเปลี่ยนโสสเธเนส 

    2. รอยแผลในอดีตอาจกลายเป็นพระพรในอนาคต ความเจ็บปวดและการถูกปฏิเสธที่โสสเธเนส เผชิญหน้าบัลลังก์พิพากษา อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากลับมาทบทวนชีวิต จนได้พบกับความจริงในพระเยซู

    3. ส่งต่อพระคุณเหมือนที่เปาโลทำ เปาโลไม่ได้มีอคติต่อโสสเธเนส เพราะความขัดแย้งในอดีต แต่ยินดีต้อนรับและสวมกอดเขาในฐานะพี่น้อง ร่วมรับใช้พระเจ้าไปด้วยกัน










วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

กายอัส – เจ้าของบ้านผู้เปิดประตูให้ข่าวประเสริฐ

 กายอัส – เจ้าของบ้านผู้เปิดประตูให้ข่าวประเสริฐ

"บ้านที่เปิดรับพระเจ้า สามารถเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้"


   "กายอัส เจ้าของบ้านผู้เลี้ยงดูข้าพเจ้า และเป็นผู้บำรุงคริสตจักรทั้งหมดฝากความคิดถึงมายังท่าน..." -โรม 6:23

    "ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้า ที่ข้าพเจ้ามิได้ให้บัพติศมาแก่ผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่าน เว้นแต่คริสปัสและกายอัส" - 1 โครินธ์ 1:14

    หากพูดถึงผู้รับใช้พระเจ้าในพันธสัญญาใหม่ เรามักจะนึกถึงผู้ประกาศที่ยิ่งใหญ่ นักศาสนศาสตร์ชั้นยอด หรืออัครทูตที่เดินทางไปทั่วโลกเพื่อบุกเบิกคริสตจักรอย่างเปาโล แต่ในเงาเบื้องหลังของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เหล่านั้น ยังมีบุคคลสำคัญอีกหลายคนที่พระเจ้าทรงใช้ด้วยหัวใจที่เงียบสงบ ทว่ามีแรงสั่นสะเทือนยิ่งใหญ่ต่ออาณาจักรของพระองค์ ชายคนนั้นชื่อ "กายอัส"

    กายอัส คือใคร? ในคริสตจักรที่เมืองโครินธ์ ซึ่งเป็นเมืองท่าที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ความวุ่นวาย และความสับสนทางจริยธรรม กายอัสคือหนึ่งในกลุ่มคนกลุ่มแรกที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ และได้รับการรับบัพติศมาด้วยมือของเปาโลเอง แต่อะไรคือสิ่งที่ทำให้ชื่อของชายคนนี้ได้รับการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ด้วยความซาบซึ้งใจ?

    คำตอบอยู่ในคำอธิบายของเปาโลที่กล่าวว่า "กายอัส เจ้าของบ้านผู้เลี้ยงดูข้าพเจ้า และเป็นผู้บำรุงคริสตจักรทั้งหมดฝากความคิดถึงมายังท่าน" โรม 16:23

    ในยุคเริ่มแรก คริสตจักรยังไม่มีอาคารโบสถ์ที่โอ่อ่า ไม่มีไมโครโฟน หรือเวทีใหญ่โต การขยายตัวของข่าวประเสริฐขึ้นอยู่กับสิ่งเดียว นั่นคือ "ประตูบ้านที่เปิดออก"

    กายอัส ไม่ได้เพียงแต่เปิดประตูบ้านของเขาเพื่อให้เปาโลได้มีที่พักผ่อนหรือเขียนจดหมาย (ซึ่งเชื่อกันว่าจดหมายถึงชาวโรมก็ถูกเขียนขึ้น ณ บ้านของกายอัสแห่งนี้) แต่เขายังเปิดบ้านให้กลายเป็น "คริสตจักร" สถานที่ที่ธรรมิกชนและผู้เชื่อมากมายได้มารวมตัวกัน นมัสการ ร่วมรับประทานอาหาร หนุนใจ และได้รับการเยียวยาบาดแผลทางจิตวิญญาณ

    บ้านของกายอัส ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้างที่ทำจากอิฐและปูน แต่เป็น "พื้นที่แห่งพระคุณ" ที่ซึ่งผู้คนเดินเข้ามาด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่กลับออกไปด้วยความหวัง เป็นสถานที่ที่ผู้คนแปลกหน้ากลายเป็นพี่น้อง และคนบาปได้รับการอภัย

    การเปิดบ้านของกายอัส อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการเทศนาต่อหน้าคนนับพัน แต่มันคือ "รากฐาน" ที่ทำให้การเผยแพร่ข่าวประเสริฐดำเนินต่อไปได้ หัวใจแห่งการต้อนรับของเขา ได้กลายเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าใช้เปลี่ยนชีวิตผู้คนมากมาย เพราะเมื่อเราเปิดพื้นที่ที่เรามีให้พระเจ้า ทรัพยากรธรรมดาๆ ในมือของเราจะกลายเป็นสถานที่แห่งการอัศจรรย์ของพระองค์ทันที

    ข้อคิดสำหรับวันนี้

    1. บ้านไม่ได้กว้างเพราะขนาดของห้อง แต่น่าอยู่เพราะขนาดของหัวใจ

    เราไม่ต้องรอให้มีบ้านหลังใหญ่หรือมีเงินทองมากมายจึงจะรับใช้พระเจ้าได้ กายอัสสอนเราว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรามี อะไร แต่อยู่ที่เรายินดี แบ่งปัน สิ่งที่มีเพื่อพระเจ้าและผู้อื่นมากแค่ไหน

    2. ทุกพื้นที่ในชีวิตเรา สามารถเป็น "ช่องทางแห่งพระคุณ" ได้

    บ้านของคุณ โต๊ะทำงานของคุณ ร้านกาแฟที่คุณนั่ง หรือแม้แต่คำพูดต้อนรับสั้นๆ ของคุณ สามารถกลายเป็นสถานที่ที่เปลี่ยนชีวิตคนอื่นได้เสมอ หากคุณยอมมอบพื้นที่นั้นให้เป็นของพระเจ้า

    3. การรับใช้เบื้องหลัง มีคุณค่าที่ไม่แพ้การรับใช้เบื้องหน้า

    โลกอาจจำชื่อคนพูดบนเวที แต่พระเจ้าทรงบันทึกชื่อของผู้ที่ตั้งใจเปิดประตูต้อนรับ วันนี้อย่าด้อยค่าสิ่งที่คุณทำเบื้องหลัง เพราะพระเจ้าทรงเห็นและทรงใช้มันเปลี่ยนโลกอย่างแน่นอน

    "ท่านทั้งหลายจงต้อนรับเลี้ยงดูซึ่งกันและกันโดยไม่บ่น ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า" - 1เปโตร 4:9-10











เดมาส – ผู้จากไปเพราะรักโลก

เดมาส – ผู้จากไปเพราะรักโลก
ครั้งหนึ่งเป็นผู้ร่วมงานของเปาโล แต่ภายหลังละทิ้งพันธกิจ



    ในหน้าประวัติศาสตร์ของคริสตจักรยุคแรก ชื่อของ “เดมาส” อาจไม่ได้เป็นที่รู้จักโดดเด่นเท่ากับเปาโล ทิโมธี หรือลูกา แต่เรื่องราวชีวิตของเขากลับเป็นบทเรียนและอุทาหรณ์ที่ทรงพลังที่สุดบทหนึ่งในพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งถูกบันทึกไว้ผ่านจดหมายฝากของอัครทูตเปาโลใน 3 ช่วงเวลาสำคัญ

    1. ยุคเริ่มต้น ผู้ร่วมงานที่สัตย์ซื่อ

    “ลูกา แพทย์ที่รัก กับเดมาส ฝากความคิดถึงมายังพวกท่าน” — โคโลสี 4:14

    ในจดหมายถึงคริสตจักรโคโลสี เราได้เห็นชื่อของเดมาสเคียงคู่มากับ “ลูกา” (ผู้เขียนหนังสือลูกาและกิจการ) เขาเป็นหนึ่งในทีมงานของเปาโล ยืนหยัดร่วมทุกข์ร่วมสุขและรับใช้พระเจ้าอยู่ในกรุงโรม ในเวลานั้น เดมาสคือสาวกผู้ศรัทธาที่ได้รับการยอมรับและเป็นกำลังสำคัญในการขยายพระกิตติคุณ

    2. ยุคแห่งการร่วมต่อสู้ สหายร่วมงานในเรือนจำ

    “มาระโก อาริสทารคัส เดมาส และลูกา ผู้เป็นเพื่อนร่วมงานกับข้าพเจ้า ก็ฝากความคิดถึงมายังท่านเช่นเดียวกัน” — ฟีเลโมน 24

    ต่อมาในจดหมายถึงฟีเลโมน เปาโลได้ระบุชื่อเดมาสอย่างชัดเจนว่าเป็น “เพื่อนร่วมงาน” (Fellow-laborer) ร่วมกับมาระโกและลูกา ในช่วงเวลานี้ อัครทูตเปาโลถูกจำคุกอยู่ที่กรุงโรม การสืบทอดพันธกิจท่ามกลางการข่มเหงต้องอาศัยความกล้าหาญและความสัตย์ซื่อเป็นอย่างมาก การที่เดมาสยังคงยืนหยัดเคียงข้างเปาโลในยามยากลำบาก สะท้อนว่าเขาเริ่มต้นเส้นทางความเชื่อด้วยความจริงจังและตั้งใจจริง
สาม. จุดพลิกผัน การล้มลงและหลงไป

    “เพราะว่าเด-มาสได้หลงรักโลกปัจจุบันนี้เสียแล้ว และได้ทิ้งข้าพเจ้าไปยังเมืองเธสะโลนิกา…” — 2 ทิโมธี 4:10

    นี่คือบทสรุปอันน่าสลดใจในจดหมายฉบับสุดท้ายของเปาโล ก่อนที่ท่านจะถูกประหารชีวิต วินาทีที่เปาโลต้องการกำลังใจและมิตรภาพมากที่สุด เดมาสกลับตัดสินใจละทิ้งท่านไป สาเหตุไม่ได้เกิดจากการถูกบีบบังคับด้วยการทรมาน แต่เกิดจาก “หัวใจที่หลงรักโลกปัจจุบัน” ความสุขสบาย ความปลอดภัย หรือค่านิยมของโลกได้ค่อยๆ กัดกร่อนความศรัทธา จนในที่สุดเขาก็เลือกทิ้งทางของพระเจ้าเพื่อกลับไปหาโลกใบเดิม

    ข้อคิดสำหรับวันนี้
    ชีวิตของเดมาสเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคริสตชนและผู้รับใช้ทุกคนอย่างลึกซึ้ง

     การเริ่มต้นที่ดีไม่ได้การันตีชัยชนะในตอนจบ เดมาสเคยเป็นผู้ร่วมงานของอัครทูตผู้ยิ่งใหญ่ และเคยรับใช้เคียงข้างศิษย์เอกอย่างลูกา แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้เขารอดพ้นจากการหลงลืมเป้าหมาย สิ่งสำคัญในวิถีแห่งความเชื่อไม่ใช่แค่ว่าเรา เริ่มต้นอย่างไร แต่คือเรา วิ่งไปจนถึงหลักชัยหรือไม่

     ระวังสิ่งล่อลวงของ "โลกปัจจุบัน" ความรักในโลกไม่ได้เข้ามาทำลายความเชื่อของเราในข้ามคืน แต่มันคือการค่อยๆ ยอมรับค่านิยม ความสบาย และความเห็นแก่ตัวทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งพระเจ้าไม่ได้เป็นที่หนึ่งในหัวใจอีกต่อไป

     เฝ้าระวังหัวใจของตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าวันนี้เราจะยืนหยัดรับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อเพียงใด เราทุกคนมีโอกาสที่จะล้มลงเหมือนเดมาสหากเราประมาท จงขอพระคุณและกำลังจากพระเจ้าในทุกๆ วัน เพื่อให้เราสามารถยืนหยัดและกล่าวได้อย่างเปาโลว่า "ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว” 2 ทิโมธี บทที่ 4 ข้อ 7