ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

โหราศาสตร์ คำพยากรณ์ และปฏิทินมายัน

เรื่องราวเกี่ยวกับคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ตามทัศนะของคนยิวนั้น มักจะเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ที่จะมาปลดปล่อยชนชาติออกจากการเป็นทาส หรือจากการถูกข่มเหงรังแกจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า

“เพราะฉะนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง ดูเถิด หญิงสาว (ในฉบับเสปตัวยินต์ คือฉบับกรีกโบราณใช้คำที่แปลว่า สาวพรหมจารีได้) คนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล (แปลว่า พระเจ้าทรงสถิตกับเราทั้งหลาย)” อิสยาห์ 7:14

จากคำพยากรณ์นี้ใช้เวลานานถึง 800 ปี กว่าสิ่งที่กล่าวไว้จะเกิดขึ้นจริง แน่นอนว่า คนยิวจำนวนมากลืมเลือนกับคำพยากรณ์นี้ เพราะระยะเวลาที่เนิ่นนาน ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคมของพวกเขา
จนกระทั่งมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินทางมายังเยรูซาเล็ม พร้อมกับวิชาโหราศาสตร์ ได้ติดตามดวงดาวเพื่อค้นหากษัตริย์ที่กำลังจะมาบังเกิดพร้อมกับการเคลื่อนที่ของดาวประหลาดดวงหนึ่ง

“...ภายหลังมีพวกโหราจารย์จากทิศตะวันออกมายังกรุงเยรูซาเล็ม ถามว่า “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” มัทธิว 2:1-2

พวกเขาเป็นชาวต่างชาติ ไม่ใช่ยิว ดังนั้นวิชาโหราศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่มีพวกเขาได้ใช้ในการค้นหาความหมายของความเป็นไปในโลกใบนี้

พวกยิวขอเห็นหมายสำคัญ และพวกกรีกเสาะหาปัญญา” 1 โครินธ์ 1:22

ข้อพระคัมภีร์นี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนะหรืออัตลักษณ์ประจำชนชาติ พวกต่างชาติใช้สติปัญญาตามวิชาของพวกเขา พวกโหราจารย์ เป็นพวกที่มีความรู้ดาราศาสตร์และโหราศาสตร์จากเปอร์เซีย ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของปาเลสไตน์ พวกเขาคงมีความรู้ทางพระคัมภีร์เดิมที่ได้จากเชลยชาวยิวในบาบิโลนและเปอร์เซียเกี่ยวกับคำพยากรณ์ที่ว่าจะมีดาวออกมาจากยาโคบ (กดว.24:17) พระเจ้าทรงใช้ความรู้เหล่านี้เปิดเผยถึงการประสูติของพระเยซู

เผ่ามายัน อีกชนเผ่าหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของชาวยิว แต่ในปัจจุบันมีนักวิชาการมากมายโดยเฉพาะแวดวงดาราศาสตร์ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องวันสิ้นสุดปีปฏิทินมายัน ซึ่งจารึกโบราณได้ระบุว่า วันที่ 21 ธันวาคม ปี 2012 เป็นวันสิ้นสุดระบบปฏิทินของมายัน

ความชำนาญในเรื่องดาราศาสตร์ของชนเผ่านี้น่าทึ่งมาก เพราะสามารถทำนายการเกิดสุริยคราสได้อย่างแม่นยำ ในภาพยนตร์เรื่อง “Apocalypto” ของเมล กิ๊บสัน ได้สื่อเรื่องราวของชนเผ่านี้

ภาพยนตร์อีกเรื่องของเมล กิ๊บสัน
ที่กำลังสื่ออะไรบางอย่างให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงความสามารถทางดาราศาสตร์ของพวกมายัน

การทำนายการเกิดสุริยคราสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ก็ทำให้ชื่อเสียงของพระองค์ปรากฏไปทั่วยุโรปถึงความสามารถของชาวสยาม จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งวิทยาศาสตร์”

เกิดสุริยคราสเต็มดวงที่ตำบลหว้ากอ รัชกาลที่ 4 สามารถทำนายการเกิดปรากฏการณ์นี้ ด้วยวิชาโหราศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ จนทำให้ชาวต่างชาติทึ่ง

หลักโหราศาสตร์ที่แท้จริงก็คือหลักสถิติโดยมีดวงดาวเป็นตัวกำหนด สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สนใจเรื่องวันสิ้นสุดของปฏิทินมายันก็คือ ในวันนั้น “ระบบสุริยจักรวาล” จะมาบรรจบพบกับ “ทางช้างเผือก” จนเกิดปรากฏการณ์ที่เกินคำบรรยายเกิดขึ้นนั่นคือ
• ระบบอิเล็กโทรนิคจำนวนมากจะทำงานผิดปกติ (ระบบขีปนาวุธ ,computer)
• การอพยพของฝูงสัตว์ เช่น นก หรือปลาวาฬ ทำให้สูญเสียทิศทางและอื่นๆ
• ระบบภูมิคุ้มกันโรคในบรรดาสัตว์รวมถึงมนุษย์จะทำให้อ่อนแออย่างมาก (ลูกา 21:11)
• ทำให้ภูเขาไฟเพิ่มขึ้น, เกิดการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก แผ่นดินไหว และแผ่นดินถล่ม (วิวรณ์ 16:18)
• สนามแม่แหล็กโลก (Magnetosphere) จะอ่อนแอลง และการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์จะเพิ่มปริมาณถึงระดับอันตราย ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังตามมา ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ (วิวรณ์ 16:9)
• กลุ่มวัตถุในอวกาศมากมายจะเฉียดเข้าใกล้โลกได้ง่ายขึ้น (มัทธิว 24:29)
• แรงดึงดูดของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (1 เธสะโลนิกา 4:17-18)


จากข้อมูลที่เป็นเหมือนคำพยากรณ์และการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ที่เอ่ยถึงปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นนั้นดูจะสอดคล้องกับข้อพระคัมภีร์หลายตอนที่เอ่ยถึงเหตุการณ์ในช่วงวันสิ้นยุค หนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง “แรงดึงดูดของโลก”

“...หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่ จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์ เหตุฉะนั้นจงปลอบใจกันด้วยถ้อยคำเหล่านี้เถิด” 1 เธสะโลนิกา 4:17-18

การถูกรับขึ้น (Rapture) เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย

ถ้าเรื่องนี้มีเค้าความจริง ก็น่าจับตาว่า ระหว่างช่วงเวลาจากวันนี้จนไปถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2012 จะมีเหตุการณ์อะไรบ้าง ซึ่งนับเวลาดูก็ประมาณอีก 4 ปี ก็ต้องติดตามกันต่อไป

ตารางเวลาที่น่าสนใจนี้กำลังบอกอะไรกับเรา?

การสร้างพระวิหารหลังที่ 3


การสร้างพระวิหารหลังที่ 3 สัญญาณเริ่มต้นของยุคสุดท้ายในช่วงปี 2000 ที่ผ่านมา ผู้คนในโลกต่างหวาดกลัวถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของยุคพันปี เพราะข้อมูลและคำทำนาย รวมไปถึงคำพยากรณ์จากพระคัมภีร์เล็งถึงวันนั้นคำว่า “วันสิ้นโลก” จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และการคำนวณถึงวันเวลาดังกล่าวก็ตามมาด้วยเช่นกัน แน่นอนว่า “ปี ค.ศ. 2000” จึงถูกระบุว่าเป็น “วันสิ้นโลก” ของหลายๆ ผู้ทำนาย รวมไปถึงคริสเตียนบางกลุ่มที่เชื่อเรื่องนี้ด้วยแต่โลกก็ผ่านมาแล้วถึง 9 ปี (2009) เรื่อง “วันสิ้นโลก” ก็ถูกปลุกกระแสอีกครั้ง เมื่อพม่าประสบภัยพิบัติพายุถล่มเมืองย่างกุ้งเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม มีชาวบ้านเสียชีวิตมากมาย และต่อมาอีก 10 วันก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองจีน ในวันที่ 12 พฤษภาคม คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 80,000 คน ทั้งสองเหตุการณ์ได้ปลุกกระแสวันสิ้นโลกอีกครั้งในพระคัมภีร์เองได้ระบุถึงวันเปลี่ยนแปลงโลกเอาไว้เช่นกัน แต่ไม่ได้กล่าวว่าเป็นวันสิ้นโลกแต่อย่างใด แต่กล่าวว่าเป็น “วันสิ้นยุค”

“...แต่จงเข้าใจข้อนี้ คือว่าในสมัยจะสิ้นยุคนั้น จะเกิดเหตุการณ์กลียุค...” 2 ทิโมธี 3:1

กลียุค คือยุคแห่งความวุ่นวายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยพิบัติต่างๆ อย่างเช่นแผ่นดินไหว น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนภูมิศาสตร์โลกเปลี่ยนไป อีกทั้งระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังปั่นป่วน หุ้นตก บริษัทยักษ์ใหญ่ล่มสลาย รวมไปถึงปัญหาการเมืองทั้งภายในและนอกประเทศที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ราวกับว่าเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้กำลังส่งสัญญาณเตือนเราเป็นระยะๆ

แล้วอะไรกันแน่ที่จะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของ “ยุคสุดท้าย” ว่ามันได้เริ่มขึ้นแล้ว

พวกสาวกมาเฝ้าส่วนตัวกราบทูลว่า “ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบว่า เหตุการณ์เหล่านี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อไรสิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และยุคเก่าจะสิ้นสุดลง” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านให้หลง ด้วยว่าจะมีหลายคนมา ต่างอ้างนามของเราว่าตัวเขาเป็นพระคริสต์ เขาจะให้คนเป็นอันมากหลงไป ท่านทั้งหลายจะได้ยินเสียงสงคราม และข่าวลือเรื่องสงคราม คอยระวังอย่าตื่นตระหนกเลย ด้วยว่าบรรดาสิ่งเหล่านี้จำต้องบังเกิดขึ้น แต่ที่สุดปลายยุคยังไม่มาถึง เพราะประชาชาติต่อประชาชาติ ราชอาณาจักรต่อราชอาณาจักรจะต่อสู้กัน ทั้งจะเกิดกันดารอาหารและแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ เหตุการณ์ทั้งปวงนี้เป็นขั้นแรกแห่งความทุกข์ลำบาก ซึ่งต้องมีมาก่อนกำเนิดยุคใหม่..” มัทธิว 24:3-8

แม้ในพระคัมภีร์จะได้กล่าวเตือนไว้หลายประการถึงสัญญาณต่างๆ แต่หลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ว่าจะมี พระคริสต์เทียมเท็จ สงคราม การกันดารอาหาร หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งจะต้องมีก่อนยุคใหม่

...ท่านผู้หนึ่งจึงเอาไม้อ้อท่อนหนึ่งให้ข้าพเจ้ารูปร่างเหมือนไม้วัด แล้วสั่งข้าพเจ้าว่า “จงลุกขึ้นไปวัดพระวิหารของพระเจ้า และแท่นบูชาและคำนวณคนทั้งหลายซึ่งนมัสการในนั้น แต่ไม่ต้องวัดลานชั้นนอกพระวิหารนั้น เพราะว่าที่นั่นได้มอบให้แก่คนต่างชาติแล้ว และเขาจะเหยียบย่ำวิสุทธนคร ตลอดสี่สิบสองเดือน..” วิวรณ์ 11:1-2

42 เดือน เท่ากับ 3 ปีครึ่ง จากพระคัมภีร์ใหม่ตอนนี้ไปสอดคล้องกับพระคัมภีร์เดิมอีกตอนหนึ่ง ..ที่สุดปลายของมันจะมาถึงด้วยน้ำท่วม จนกระทั่งที่สุดจะมีสงคราม มีความวิบัติกำหนดไว้ มันจะทำพันธสัญญาเข้มแข็งกับคนเป็นอัน มากอยู่หนึ่งสัปตะ ท่านจะกระทำให้การถวายสัตวบูชา และเครื่องบูชาอื่นๆ หยุดไปครึ่งสัปตะ... ดาเนียล 9:26-27

1 สัปตะ เท่ากับ 7 ปี ครึ่งสัปตะ จึงเท่ากับ 3 ปีครึ่ง

จากพระธรรมทั้งสองข้อที่สอดคล้องกันนี้ ทำให้เราทราบแบบคร่าวๆ ว่า จะต้องมีการสร้างพระวิหารขึ้นมา ภายใน 7 ปี และมีการหยุดพักครึ่งทาง คือ 3 ปีครึ่ง

ดังนั้น การสร้างพระวิหารหลังที่ 3 จึงกลายเป็นสัญญาณเตือนให้เราทราบถึงกำหนดของยุคสุดท้าย เพราะหลังจากปี ค.ศ. 2000 ที่ผ่านมาได้มีการเคลื่อนไหวมากมายเกี่ยวกับการสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ในอิสราเอล มีการแห่ก้อนศิลาสำหรับทำพระวิหารในเยรูซาเล็ม

อีกทั้งยังมีกลุ่มสมาคมลับกลุ่มหนึ่งซึ่งเคยอ้างว่าจะสร้างพระวิหารเมื่อปี ค.ศ. 1909 และจะครบกำหนด 100 ปี ในปี 2009 นั่นคือ “สมาคมฟรีเมสัน (FREE MASON)”

สมาคมนี้เป็นสมาคมเกี่ยวกับช่างก่อสร้าง และอ้างว่าพวกเขาได้ค้นพบแปลนพระวิหารตั้งแต่สมัยสงครามครูเสดโดยกลุ่มอัศวินเทมปลาร์ (Knight Templar) จึงมีเป้าหมายที่จะสร้างพระวิหารมาตลอด และสมาคมนี้ยกย่อง ฮีราม (Hiram) หรือ หุราม ให้เป็นดังศาสดาของพวกเขา ฮีรามคือช่างฝีมือในยุคของโซโลมอนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพระวิหารหลังแรก