ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561

ศิลปิน ไม่ใช่นักวิชาการพระคัมภีร์! บางครั้งดูดี แต่อาจผิดหลักศาสนศาสตร์นะจ๊ะ!


"Jesus came to destroy sin, not to manage it"
"พระเยซูมาเพื่อทําลายบาป ไม่ได้มาเพื่อบริหารจัดการบาป"
ศิลปิน ไม่ใช่นักวิชาการพระคัมภีร์! บางครั้งดูดี แต่อาจผิดหลักศาสนศาสตร์นะจ๊ะ

ขอชี้แจงนะครับ หลังจากอ่านข้อความนี้แล้ว รู้สึกขัดใจหลายอย่าง เพราะหากเราเข้าใจความหมายของบาปตามพระคัมภีร์เดิม และใหม่ อาจมีความหมายไปอีกแบบ

จริงๆ "พระเยซูไม่ได้มาเพื่อทำลายบาป" นะครับ

เพราะ ถ้าพระเยซูมาเพื่อทำลายบาป บาปก็ควรหมดไปจากโลกนี้ แต่ทุกวันนี้เราเองก็ยังอยู่ในบาปที่ต้องตาย

บาป = ความผิดพลาด ตามความหมายของพระบัญญัติ แก้ได้โดยจ่ายค่าชดเชยคือความตาย ถือว่าเคลียร์กันไป

อาดัมทำบาป ค่าจ้างของการทำบาปคือความตาย ถึงจะเอาแกะมาฆ่า มาทำชุดหนังสัตว์ บาปที่ต้องตายก็ยังคงอยู่ แค่ช่วยได้ชั่วคราว วันต่อวัน เดือนต่อเดือน ปีต่อปี จึงถูกพัฒนาเป็นการถวายสัตวบูชาเพื่อลบล้างบาปในแต่ละครั้งที่มนุษย์กระทำ

แต่ขอบคุณพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่า เราจะเป็นขึ้นมาอีกเหมือนกับพระองค์ พระองค์ชนะบาปของอาดัมและส่งผลถึงเราด้วย

แม้ว่าจะเจอพระเยซูแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหายขาดออกจากบาปที่ต้องตาย เรายังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความบาปที่เราเองพร้อมจะผิดพลาดทำบาปตลอดเวลา วิธีเดียวก็คือเราต้องไม่ทำเพิ่ม หรือสารภาพบาปทุกวัน

บาปจึงถูกแบ่งเป็น 2 ระดับ
1. บาปอดีต ที่เราติดเชื้อบาปมาจากอาดัม คือมนุษย์ฺทุกคนต้องตาย
2. บาปปัจจุบัน ที่เราต้องพยายามไม่สร้างเพิ่ม

ในตัวอย่างจากพระคัมภีร์ใหม่ หลายๆ ครั้งพระเยซูยกบาปให้หลายๆ คน ทั้งคนป่วย คนเป็นง่อย หญิงล่วงประเวณี พระองค์พูดเหมือนๆ กันคือ

"...บาปของท่านได้ยกแล้ว จงไปเถิด และอย่าทำบาปอีก"

การไม่ทำบาปอีก จึงเป็นภารกิจของเรา ที่ต้องทำให้ได้ เป็นคนบริสุทธิ์สมกับที่พระองค์ลงมาทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อเตรียมคนของพระองค์เข้าอาณาจักรของพระองค์ในยุคพันปี

วาทกรรมทางศาสนา อาจดูดี แต่ต้องเอาพระคัมภีร์มาตรวจสอบ

หากจะใช้วาทกรรมที่เหมาะสม ควรกล่าวว่า "พระเยซูมาเพื่อยกหนี้บาปในอดีต และเราก็ควรเป็นคนชอบธรรมให้สมกับที่พระองค์ทรงยกหนี้บาปให้่" อาเมน