ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ที่ตั้งของพระวิหารหลังที่สาม ทั้ง 3 ทฤษฎี

หลังจากที่คำพยากรณ์ของรับไบพลากไปว่าพระวิหารหลังที่สาม จะถูกสร้างขึ้นหลังจากธรรมศาลาเฮอวาถูกซ่อมสร้างขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2010 แต่ก็เลยมาแล้วสร้างปี และในวันที่ 26 สิงหาคม 2012 ก็จะครบรอบข่าวเรื่องการสร้างพระวิหารของชาวเมสัน (26 สค.1909) จึงนำภาพทฤษฎีที่ตั้งพระวิหารมาให้ชมกันครับ

ทฤษฎีแรก ที่ตั้งเดิมพระวิหารซ้อนทับกับโดมศิลา

ทฤษฎีนี้ พระวิหารอิงกับกำแพงร้องไห้ที่ยังเหลืออยู่

ทฤษฎีนี้อิงประตูทองคำทางทิศตะวันออก

ภาพนี้จะมองเห็นว่าประตูทองคำชัดเจน

หากเกิดสนธิสัญญา ภาพนี้ก็จะเกิดขึ้น

สันติสุขในเยรูซาเล็ม

ประตูทองคำที่เคยเปิด ตอนนี้ปิดสนิท

ประตูทองคำในปัจจุบัน

นี่แหละครับ ต้องไปให้ถึงที่

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เยี่ยมโบสถ์เจริญกรุงไมตรีจิตร

อาทิตย์ที่ 5 สค. มาเยี่ยมโบสถ์เจริญกรุง เพราะอ.ดุสิตมาเทศน์ที่นี่

เพลงพิเศษด้วยเครื่องสาย

บรรยากาศในโบสถ์ครับ

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โคโลสีศึกษา ว่าด้วยเรื่องทูตสวรรค์

เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะฉบับแปล 2002 และกลายเป็น 2011 ก็ยังใช้เหมือนเดิม จึงนำมาวิเคราะห์กันครับ

โคโลสี เป็นจดหมายฝากจากเปาโลถึงชาวเมืองที่นั่น

ทูตสวรรค์ที่เมืองนี้คืออะไรกันแน่?


คนในสมัยนั้นยังมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้ากรีก
ยูเรนัสคือเทพเจ้าผู้สร้างโลกตามความเชื่อนั้น
เมื่อความเชื่อแบบคริสต์เข้ามาในเมือง
เรื่องนี้จึงยังคงค้างอยู่ เมื่อมาเป็นคริสต์จึงยังความเชื่อแบบนั้นอยู่
คล้ายๆ กับคนไทยที่มาเป็นคริสต์ ยังคงมีนิสัยบางอย่างผสมอยู่ด้วย


ฉบับแปลนี้ คงแปลแบบกลางๆ ไม่ใส่ทัศนะลงไป

แต่เมื่อใส่ทัศนะในเชิงศาสนศาสตร์ลงไปด้วย จึงเป็นแบบนี้
จนใช้มาเรื่อยจนถึงฉบับ 2011 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน
ซึ่งคงเป็นปัญหาแน่นอน

เปรียบเทียบกับฉบับแปลไทยอื่นๆ

ลองไปเช็คกับต้นฉบับภาษากรีก ซึ่งไม่เกี่ยวกับพวกภูติผีเลย



วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

รูเบนเสียสิทธิ์บุตรหัวปี


ใน ปฐมกาล 35:22
อยู่มาเมื่ออิสราเอลอาศัยอยู่ที่แคว้นนั้น รูเบนไปนอนกับนางบิลฮาห์ภรรยาน้อยของบิดา อิสราเอลก็รู้เรื่องนี้

มีใครเคยสงสัยไหมว่าทำไม รูเบน ถึงไปนอนกับนางบิลฮาห์ บางคนอาจจะคิดว่าก็รูเบนเป็นหนุ่ม บิลฮาห์ก็ยังสาว และเธอก็เป็นเพียงสาวใช้หรือทาสสาว สมบัติของพ่อ ก็คือสมบัติบุครหัวปี เขาจึงใช้สิทธิ์นั้นทันทีที่มีโอกาส สุดท้ายเรื่องก็แดงขึ้น เพราะยาโคบรู้เรื่องนี้

แต่มีเหตุการณ์หนึ่งก่อนหน้านั้นเกิดขึ้น และเป็นที่มาของเรื่องนี้

ปฐมกาล 30:14
ในฤดูเกี่ยวข้าวสาลี รูเบนออกไปที่นาพบมะเขือดูดาอิม
จึงเก็บผลมาให้นางเลอาห์มารดา
ราเชลจึงพูดกับเลอาห์ว่า
“ขอมะเขือดูดาอิมของบุตรชายของพี่ให้ฉันบ้าง”

แน่นอนว่าไม่เคยมีใครอธิบายเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องเป็นราวว่า "มะเขือดูดาิอิม" คืออะไร? ทำไมรูเบนเก็บไปให้แม่ของตน และน้ามาขอแบ่งไปใช้บ้าง

ในภาษาอังกฤษเรียก 'MANDRAKE'
ฮีบรูเรียก 'dudaim'
หมายถึง 'apple of Sodom'
หรือ love-apple
ภาษาอาหรับ "Satan's apple"
หรือแปลตรงๆ ว่า "ยาปลุกเซ็กซ์" นั่นเอง บ้างก็ว่าถ้ากินแมนเดร็กเข้าไปจะทำให้มีลูก ตอนนั้นราเชลไม่มีลูกจึงอยากได้บ้าง เพราะเห็นพี่สาวมีลูกตั้งหลายคน


อย่างไม่ต้องสงสัยให้ลึกซึ้ง รูเบนคงกินแมนเดร็กที่ว่าเข้าไปด้วย และเกิดความต้องการ เมื่อหาทางออกไม่ได้ ก็เลยไปลงที่ บิลฮาห์หญิงรับใช้ของน้าราเชล จนยาโคบเองไม่ค่อยจะพอใจในเรื่องนี้ ดังนั้น ลูกของบิลฮาห์จึงเป็นเรื่องคาใจให้ยาโคบยิ่งนัก และเด็กคนนั้นก็คือ "ดาน"

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

CE คืออะไร?


เครื่องหมาย CE ย่อมาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า “Conformite Europeene" ซึ่งมีความหมายเดียวกับคำใน ภาษาอังกฤษคือ “European Conformity” เดิมทีใช้เครื่องหมาย EC แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นเครื่องหมาย CE อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2536

เครื่องหมาย CE ที่ปรากฏอยู่บนสินค้าเป็นเครื่องหมายที่แสดงการรับรองจากผู้ผลิต (Manufacturer’s Declaration) ว่าสินค้านั้น มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรป การมีเครื่องหมาย CE กำกับบนสินค้าจะทำให้สินค้านั้นสามารถวางจำหน่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีในเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ European Economic Area (EEA) ซึ่งประกอบด้วยสหภาพยุโรป หรือ European Community (EU) และ สมาคมการค้าเสรียุโรป หรือ European Free Trade Association (EFTA) ยกเว้นประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยสมาชิกแต่ละประเทศจะดำเนินการออกกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของสหภาพยุโรป หรือ EC Directives ที่กี่ยวข้องกับการใช้เครื่องหมาย CE

สินค้าที่อยู่ในข่ายต้องใช้เครื่องหมาย CE มีสินค้า 23 กลุ่ม ซึ่งจะต้องมีเครื่องหมาย CE จึงจะสามารถวางจำหน่ายและเคลื่อนย้ายภายในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ได้ ซึ่งรวมถึงสินค้านำเข้าด้วย และในแต่ละสินค้าจะมีกฎหมายเฉพาะสินค้า หรือที่เรียกว่า Product Directives ซึ่งให้รายละเอียดข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละสินค้า (technical specifications) ที่กำหนดขึ้นมาจากมาตรฐานความสอดคล้อง (Harmonized Standards) ขององค์การมาตรฐานต่างๆ ในยุโรป อาทิ European Committee for Standardization (CEN), European Committee for Electrotechnical Standardization (CENELEC) เป็นต้น โดยสินค้าที่ต้องมีเครื่องหมาย CE มีดังนี้

  1. ระบบและอุปกรณ์เกี่ยวกับการจัดการจราจรทางอากาศ ซึ่งรวมถึงระบบการสื่อสาร ระบบการตรวจสอบระบบการให้ความช่วยเหลืออัตโนมัติในการควบคุมการจราจรทางอากาศ และระบบการให้ทิศทาง รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/65/EEC ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537
  2. อุปกรณ์เครื่องใช้ที่จุดไฟโดยใช้แก๊ส ซึ่งหมายถึงเครื่องใช้ทุกชนิดที่ใช้ในการทำอาหาร ทำความร้อน ผลิตน้ำร้อน ตู้เย็น แสงสว่าง หรือซักล้าง และที่ซึ่งระดับอุณหภูมิของน้ำไม่เกิน 105 องศาเซลเซียส รายละเอียดปรากฏใน Directive 90/396/EEC ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มกราคม 2539
  3. ระบบการติดตั้งเคเบิลสำหรับบรรทุกผู้โดยสาร รายละเอียดปรากฏใน Directive 2000/9/EC แต่ยังไม่มีผลใช้บังคับทางกฎหมาย
  4. อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้า หรือโวลต์ต่ำ ซึ่งรวมถึง อุปกรณ์ที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้กับระดับแรงดันไฟฟ้าระหว่าง 50-1,000 โวลต์ หรือ 75-1,500 โวลต์ รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากที่ใช้ภายในประเทศและเชิงพาณิชย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 73/23/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2540
  5. ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการก่อสร้าง รายละเอียดปรากฏใน Directive 89/106/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2534
  6. อุปกรณ์และระบบป้องกันสำหรับการใช้ในบรรยากาศที่อาจเกิดการระเบิด ซึ่งหมายถึง เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่สามารถทำให้เกิดการระเบิดผ่านแหล่งกำเนิด ที่ทำให้เกิดการเผาไหม้และระบบป้องกันนี้ถูกออกแบบให้สามารถระงับการระเบิดนั้นได้ รายละเอียดปรากฏใน Directive 94/9/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2546
  7. วัตถุระเบิดสำหรับพลเมืองใช้ ซึ่งถูกนิยามรายละเอียดในเอกสารข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/15/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2546
  8. ภาชนะหุงต้มน้ำร้อน (ปริมาณระหว่าง 4 กิโลวัตต์ ถึง 400 กิโลวัตต์ เผาไหม้โดยของเหลวหรือเชื้อเพลงแก๊ส) รายละเอียดปรากฏใน Directive 92/42/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2541
  9. ตู้เย็นและเครื่องทำความเย็นใช้ภายในครัวเรือน รายละเอียดปรากฏใน Directive 96/57/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนกันยายน 2542
  10. ลิฟต์สำหรับขนผู้โดยสารหรือสินค้า รายละเอียดปรากฏใน Directive 95/16/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2542 
  11. เครื่องจักรกลทุกชนิดที่มีส่วนประกอบใช้ในการแปรรูป รักษา เคลื่อนย้าย หรือการบรรจุหีบห่อวัสดุรายละเอียดปรากฏใน Directive 1998/37/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนมกราคม 2538
  12. อุปกรณ์เกี่ยวกับการเดินเรือ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายการเดินเรือระหว่างประเทศ รายละเอียดปรากฏในDirective 96/98/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2541 
  13. เครื่องมือทางการแพทย์ หมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการวินิจฉัย การ ป้องกัน การติดตาม การรักษา หรือการบรรเทาโรค การบาดเจ็บ หรือความบกพร่องทางร่างกาย ซึ่งรวมถึงการทดแทนแขนขา หรือข้อต่อ และการคุมกำเนิด รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/42/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนมกราคม 2541
  14. เครื่องมือทางการแพทย์เกี่ยวกับการฝังที่มีลักษณะเป็นกัมมันตภาพรังสี ซึ่งรวมถึงเครื่องมือที่อาศัยแหล่งพลังงานไฟฟ้า หรือ แหล่งพลังงานอื่นๆ นอกเหนือไปจากที่ผลิตได้โดยตรงจากร่างการมนุษย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 90/385/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2538
  15. เครื่องมือทางการแพทย์ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค หมายถึง เครื่องมือที่ ใช้ในการตรวจสอบสิ่งต่างๆ เช่น เลือด เนื้อเยื่อจากร่างกายมนุษย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 98/79/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546 
  16. เครื่องชั่งแบบไม่อัตโนมัติ หมายถึง เครื่องชั่งที่ต้องมีผู้ควบคุมเครื่องใน กระบวนการชั่ง รายละเอียดปรากฏใน Directive 90/384/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2546
  17. อุปกรณ์ป้องกันตัวส่วนบุคคล หมายถึง เครื่องมือใดๆ ที่บุคคลใช้ใน การป้องกันความปลอดภัยหรือต่อต้านสิ่งที่เป็นอันตราย รายละเอียดปรากฏใน Directive 89/686/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2538
  18. อุปกรณ์เกี่ยวกับแรงดัน ซึ่งรวมถึงท่อ หรืออุปกรณ์ด้านความปลอดภัย และอุปกรณ์/ส่วนประกอบเกี่ยวกับแรงดันทุกชนิด รายละเอียดปรากฏใน Directive 97/23/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2545
  19. อุปกรณ์เกี่ยวกับวิทยุ และอุปกรณ์เกี่ยวกับสถานีโทรคมนาคม รายละเอียดปรากฏใน Directive1999/5/EC ซึ่งในแต่ละตัวสินค้ามีผลใช้ บังคับทางกฎหมายในระยะเวลาที่แตกต่างกัน
  20. เรือขนาดความยาวของลำเรือตั้งแต่ 2.5 – 24 เมตร ที่ใช้สำหรับการ กีฬา หรือ การพักผ่อน รายละเอียดปรากฏใน Directive 95/25/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2541
  21. ท่อแรงดัน ซึ่งรวมถึงท่อเชื่อมโลหะที่นำมาใช้บรรจุอากาศ หรือ ไนโตรเจน ณ ความดันที่เกินกว่า 0.5 บาร์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 87/404/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2535
  22. ของเล่น หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบและทำให้สำหรับเด็กอายุ ไม่เกิน 14 ปีเล่น รายละเอียดปรากฏใน Directive 88/378 ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มกราคม 2533
  23. ระบบรถไฟภายในยุโรป รายละเอียดปรากฏใน Directive 96/48/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539
นอกจากนี้ สหภาพยุโรปกำลังอยู่ระหว่างเตรียมการออกกฎระเบียบเครื่องหมาย CE สำหรับสินค้าโลหะมีค่า และ หลอดไฟเรืองแสง อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว EU Directives จะให้ระยะเวลาผ่อนผันกับผู้ประกอบการในการ ปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎระเบียบนั้น แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันแล้ว ผู้ผลิตจะต้องใช้เครื่องหมาย CE กำกับ บนสินค้า จึงจะสามารถวางขายได้ในตลาดยุโรป

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พระคัมภีร์ฉบับแปลไทยในเวอร์ชั่นต่างๆ ใครมีนอกเหนือจากนี้บ้าง


1. เวอร์ชั่นนี้ผู้ตีพิมพ์คือ หอพระคริสตธรรมไทย พิมพ์ในปี 1966 ปกแดง ใช้ภาษาเรียกพระคัมภีร์เล่มต่างๆ ที่คริสเตียนยุคใหม่ไม่ค่อยรู้จัก เช่น เยเนซิส เอ็กโซโด เลวีติโก อาฤธโม พระบัญญัติ ต่อมาพิมพ์รวมเล่มในปี 1992 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ปัจจุบันกลุ่มพยานพระยะโฮวาใช้เวอร์ชั่นนี้
2. ฉบับที่ใช้กันมากที่สุดน่าจะเป็นฉบับแปล 1971 ของสมาคมฯ
3. และฉบับล่าสุด 2011 แปลใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงที่ในเรื่องคำเรียกพระเจ้าที่เรียกว่า"พระยะโฮวา" เปลี่ยนเป็น "พระยาเวห์" เพราะทางสมาคมฯทั่วโลกให้มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการค้นพ้นหนังสือม้วนที่ทะเลตาย อีกทั้งอิสราเอลกลับเป็นประเทศและภาษาฮีบรูกลับมาใช้อีกครั้ง
4. ฉบับอมตธรรมเพื่อชีวิต พิมพ์ปี 1977 ฉบับนี้ชื่อเรียกพระคัมภีร์ใหม่ยังเป็นแบบเดิมเช่น มัดธาย โยฮัน ฟิลิปปอย โกโลซาย ...
5. ฉบับอมตธรรมเพื่อชีวิต แปลใหม่ พิมพ์ปี 1999
6. ฉบับแจกฟรี กีเดียน แปลไทยจาก RSV 1971 ซึ่งภาษาอังกฤษใช้ New King James 1982
7. ฉบับ Jerry and Chareeraat Crow YWAM พิมพ์ปี 1998 โดยกนกบรรณสาร
8. ฉบับอ่านเข้าใจง่าย พิมพ์โดยศูนย์กลางการแปลพระคัมภีร์โลก พิมพ์ปี 2002 ฉบับนี้โดดเด่นตรงที่ใช้ภาษาปัจจุบัน เช่นคุณ หรือผม พระเยซูเรียกตัวเองว่า "ผม" เรียกผู้สนทนาด้วยว่า "คุณ" หรือ "ท่าน"
9. ฉบับไทยคิงเจมส์ พิมพ์ปี 2006 แจกฟรีเหมือนกัน (จนมีใบปลิวโจมตีเวอร์ชั่นนี้ ไว้มาเล่าให้ฟังครับ)
10. ฉบับแปลของคาทอลิก เป็นพระคัมภีร์เดิม แบ่งเป็น 4 เล่ม คือ ปัญจบรรพ (2006) ประวัติศาสตร์ (2008) สารบบที่สอง (2007) ปรีชาญาณ (2009)
11. ฉบับพระคัมภีร์ใหม่ พิมพ์ครั้งแรกปี 2002 โดยคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกพระคัมภีร์
12. ฉบับประชานิยม เป็นของสมาคมพระคริสตธรรมไทย ฉบับนี้เป็นคำกลอนอ่านแล้วเพลินๆ ครับ

อาจจะมีนอกเหนือจากที่ผมสะสมหรือพบเจอ ไปขอแลกเขามาบ้าง ก็เชิญท่านทั้งหลายมาแบ่งปันกันครับ


วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แบ่งปันเรื่องเทคนิคการเป็นพยาน 7 แบบ ที่คจ.พันธมิตรดอนเมือง

วันอาิทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2012 ผมมาแบ่งปันพระคัมภีร์เรื่อง เทคนิคการประกาศ 7 แบบจากพระคัมภีร์
โหลดไฟล์ PowerPoint ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/329589640416623/412513052124281/ บทที่ 5 (05รวมเทคนิคการประกาศ.pptx)

บรรยากาศในการนมัสการ



หัวข้อการแบ่งปันวันนี้










วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ศึกษาพระธรรมวิวรณ์บทที่ 13

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 9 มิย. ผมไปบรรยายพิเศษเรื่อง "เจาะลึกวิวรณ์บทที่ 13" ที่เกาะสมุย เรียนกันตั้งแต่ 1 ทุ่ม จนถึง 4 ทุ่มครับ พี่น้องบอกว่าได้ความรู้กันอย่างยิ่ง ขอบคุณพระเจ้า




วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วันสะบาโตยังคงเป็นวันเสาร์ ไม่ใช่วันอาทิตย์ และไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย


คำถาม: คริสเตียนต้องร้กษาวันสะบาโตไหม?

คำตอบ: บ่อยครั้งมีการอ้างว่า “พระเจ้าทรงสถาปนาวันสะบาโตในสวนเอเดน” เนื่องจากการเกี่ยวข้องระหว่างวันสะบาโตและการทรงสร้างในหนังสืออพยพ 20:11 แม้ว่าการที่พระเจ้าจะทรงพักผ่อนในวันที่เจ็ด (ปฐมกาล 2:3) จะเป็นเงาในการตั้งกฎแห่งวันสะบาโตในอนาคตขึ้นมาก็ตาม ก่อนหน้าที่ชนชาติอิสราเอลจะออกจากอียิปต์พระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึงวันสะบาโตเลย ไม่มีพระคัมภีร์ตอนไหนที่บอกว่าผู้คนตั้งแต่สมัยอาดัมจนถึงโมเสสยึดถือวันสะบาโต

พระวจนะของพระเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนว่าการรักษาวันสะบาโตเป็นหมายสำคัญระหว่างพระเจ้าและชนชาติอิสราเอล

“โมเสสขึ้นไปเฝ้าพระเจ้า พระเจ้าตรัสจากภูเขานั้นว่า "บอกวงศ์วานยาโคบและชนชาติอิสราเอลดังนี้ว่า`พวกเจ้าได้เห็นกิจการซึ่งเรากระทำกับชาวอียิปต์แล้ว และที่เราเทิดชูเจ้าขึ้น ดุจดังด้วยปีกนกอินทรี เพื่อนำเจ้ามาถึงเรา เหตุฉะนั้นถ้าเจ้าฟังเสียงเรา และรักษาพันธสัญญาของเราไว้ เจ้าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของเราที่เราเลือกสรรท่ามกลางชนชาติทั้งปวง เพราะแผ่นดินทั้งสิ้นเป็นของเรา” (อพยพ 19:3–5)

“เหตุฉะนี้ ชนชาติอิสราเอลจึงถือวันสะบาโตตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเขาเป็นพันธสัญญาเนืองนิตย์ เป็นหมายสำคัญระหว่างเรากับชนชาติอิสราเอลว่า ในหกวันพระเจ้าได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก แต่ในวันที่เจ็ดพระองค์ได้ทรงงดการงานไว้ และได้ทรงหย่อนพระทัยในวันนั้น” (อพยพ 31:16–17)

ในเฉลยธรรมบัญญัติ 5 โมเสสโยงบัญญัติสิบประการไปถึงชนชาติอิสราเอลรุ่นถัดไป ในตอนนี้ หลังจากที่ได้สั่งให้พวกเขารักษาวันสะบาโตในข้อ 12-14 แล้ว โมเสสยังให้เหตุผลว่าทำไมคนอิสราเอลจึงต้องรักษาวันสะบาโต:

“จงระลึกว่าเจ้าเคยเป็นทาสอยู่ในแผ่นดินอียิปต์ และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้พาเจ้าออกมาจากที่นั่นด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และด้วยพระกรที่เหยียดออก เหตุฉะนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้ทรงบัญชาให้เจ้ารักษาวันสะบาโต” (เฉลยธรรมบัญญัติ 5:15)

จงสังเกตคำว่าเหตุฉะนี้ พระประสงค์ของพระเจ้าในการกำหนดวันสะบาโตให้กับคนอิสราเอลไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาจำการทรงสร้าง แต่เพื่อให้พวกเขาจำการเป็นทาสในอียิปต์และการทรงปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ จงสังเกตุข้อเรียกร้องในการรักษาวันสะบาโต: คนที่ถือวันสะบาโตออกจากที่พักของตนไม่ได้ (อพยพ 16:29), ก่อไฟไม่ได้ (อพยพ 35:3) ให้ใครทำการงานใด ๆ ไม่ได้ (อพยพ 5:14) ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎแห่งวันสะบาโตจะต้องถูกลงโทษถึงตาย (อพยพ 31:15; กันดารวิถี 15:32–35)

จากการค้นคว้าข้อพระคัมภีร์ในพันธสัญญาใหม่เราได้พบหัวข้อสำคัญสี่หัวข้อคือ:

     1) เมื่อใดที่พระคริสต์ปรากฏพระองค์ในสภาพหลังการฟื้นคืนพระชนม์และมีการบอกวันไว้ วันนั้นจะเป็นวันแรกของสัปดาห์เสมอ (มัทธิว 28:1, 9, 10; มาระโก 16:9; ลูกา 24:1, 13, 15; ยอห์น 20:19, 26) 

     2) ครั้งเดียวที่วันสะบาโตถูกกล่าวถึงตั้งแต่ในหนังสือกิจการจนถึงวิวรณ์ก็เพื่อการประกาศต่อคนยิว และสถานที่ในการประกาศก็คือในธรรมศาลา (กิจการบทที่ 13–18) ท่านเปาโลเขียนว่า “ต่อพวกยิว ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนยิว เพื่อจะได้พวกยิว” (1 โครินธ์ 9:20) ท่านเปาโลไม่ได้ไปที่ธรรมศาลาเพื่อมีสามัคคีธรรมและเสริมสร้างธรรมิกชน แต่เพื่อให้พวกเขารู้สึกผิดและช่วยผู้หลงหายให้รอด 

     3) ครั้งหนึ่งท่านเปาโลประกาศว่า “ตั้งแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะไปหาคนต่างชาติ” (กิจการ 18:6), วันสะบาโตไม่ได้ถูกกล่าวถึงอีกเลย

     4) แทนที่ส่วนที่เหลือในพระคัมภีร์ใหม่จะเสนอแนะให้ยึดติดกับวันสะบาโต, ข้อพระคัมภีร์กลับชี้แนะไปยังทิศทางตรงกันข้าม (รวมถึงข้อยกเว้นหนึ่งข้อจากหนังสือโคโลสี 2:26 สำหรับข้อ 3 ข้างต้น)

หากเราดูให้ละเอียดยิ่งขึ้น ข้อ 4 ข้างต้นจะเปิดเผยว่าไม่ได้มีการบังคับให้ผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่รักษาวันสะบาโต และแสดงให้เห็นด้วยว่าแนวความคิดที่ว่าวันอาทิตย์เป็นวัน “สะบาโตสำหรับคริสเตียน” ไม่มีในพระคัมภีร์เช่นเดียวกัน ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น มีอยู่ครั้งเดียวที่วันสะบาโตถูกนำมากล่าวถึงหลังจากที่ท่านเปาโลเริ่มเน้นที่คนต่างชาติ, “เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกินการดื่ม ในเรื่องเทศกาล วันต้นเดือน หรือวันสะบาโตสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของเหตุการณ์ที่จะมีมาในภายหลัง แต่กายนั้นเป็นของพระคริสต์” (โคโลสี 2:16–17) วันสะบาโตของชาวยิวได้ถูกลบล้างออกไปที่กางเขนที่ซึ่งพระคริสต์ “ทรงฉีกกรรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยบัญญัติต่างๆซึ่งขัดขวางเรา” (โคโลสี 2:14)

แนวความคิดนี้ได้ถูกย้ำมากกว่าหนึ่งครั้งในพันธสัญญาใหม่: 

“คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด ผู้ที่ถือวันก็ถือเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่กินก็กินเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขาขอบพระคุณพระเจ้า และผู้ที่ไม่ได้กิน ก็มิได้กิจเพื่อถวายเกียรติแค่องค์พระผู้เป็นเจ้า และยังขอบพระคุณพระเจ้า” (โรม 14:5–6ก) 

“แต่บัดนี้เมื่อท่านรู้จักพระเจ้าแล้ว หรือที่ถูกก็คือพระเจ้าทรงรู้จักท่านแล้ว เหตุไฉนท่านจึงจะกลับไปหาวิญญาณต่างๆซึ่งอ่อนแอและอเนจอนาถ และอยากจะเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นอีก ท่านถือวัน เดือน ฤดู และปี” (กาลาเทีย 4:9–10)

แต่บางคนอ้างว่ากษัตริย์คอนสแตนตินได้ “เปลี่ยน” วันสะบาโตจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์ในปี คศ. 321 คริสตจักรในยุคแรกประชุมนมัสการกันวันไหน? พระคัมภีร์ไม่เคยพูดถึงการเข้ามาชุมนุมกันของผู้เชื่อเพื่อมีสามัคคีธรรมและนมัสการในวันสะบาโต (วันเสาร์) ไหนเลย แต่มีข้อพระคัมภีร์หลายข้อที่กล่าวถึงวันแรกของสัปดาห์ ยกตัวอย่างเช่น,

หนังสือกิจการ 20:7 กล่าวว่า “ในวันต้นสัปดาห์เมื่อพวกสาวกประชุมกันทำพิธีหักขนมปัง” ใน 1 โครินธ์ 16:2 ท่านเปาโลหนุนใจผู้เชื่อชาวเมืองโครินธ์ว่า “ทุกวันต้นสัปดาห์ให้พวกท่านทุกคนเก็บผลประโยชน์ที่ได้รับไว้บ้าง” เนื่องจากท่านเปาโลได้ระบุให้การถวายทรัพย์นี้เป็น “การปรนิบัติ” ในหนังสือ 2 โครินธ์ 9:12 ดังนั้นการถวายนี้คงเกี่ยวข้องไปถึงการประชุมนมัสการของคริสเตียนในวันอาทิตย์

ตามประวัติศาสตร์ วันอาทิตย์ ไม่ใช่วันเสาร์ คือวันประชุมตามปกติของคริสเตียนในคริสตจักร และการปฏิบัตินี้ยึดถือกันมาตั้งแต่สมัยศตวรรษแรก

วันสะบาโตเป็นวันที่ถูกกำหนดไว้สำหรับคนอิสราเอล วันสะบาโตยังคงเป็นวันเสาร์ ไม่ใช่วันอาทิตย์ และไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย

แต่วันสะบาโตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิม และคริสเตียนเป็นอิสระแล้วจากพันธนาการแห่งธรรมบัญญัติ (กาลาเทีย 4:1-26; โรม 6:14) การรักษาวันสะบาโตไม่ได้เป็นข้อเรียกร้องสำหรับคริสเตียน ไม่ว่าจะเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์

วันแรกของสัปดาห์ (วันอาทิตย์, วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า) (วิวรณ์ 1:10) เป็นวันเฉลิมฉลองการทรงสร้างใหม่โดยมีพระคริสต์ทรงเป็นผู้นำที่ฟื้นคืนพระชนม์

เราไม่จำเป็นที่จะต้องยึดถือวันสะบาโตตามกฎของโมเสส (วันพักผ่อน) เพราะบัดนี้เราเป็นอิสระแล้วที่จะติดตามพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ (ปรนิบัติ) อัครทูตเปาโลบอกว่าคริสเตียนแต่ละคนควรตัดสินใจว่าจะรักษาวันสะบาโตหรือไม่ 

“คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด” (โรม 14:5)

เราสมควรที่จะนมัสการพระเจ้าทุกวัน ไม่ใช่เพียงแค่วันเสาร์หรือวันอาทิตย์เท่านั้น

คัดลอกมาจาก http://www.gotquestions.org/Thai/Thai-Sabbath-day.html

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สัมมนารอบที่สอง เตรียมรับมือภัยพิบัติ

วันอาทิตย์ที่ 20 พค. 2012 เป็นรอบที่สองของการสัมมนา และัเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว มีกิจกรรมจากกลุ่ม Sign-End มาช่วยแนะนำการทำน้ำยาเอนกประสงค์อีกด้วย เชิญชมบรรยากาศเลยครับ

อ.อภิรักษ์บรรยายรอบที่สองเรื่อง "การเตรียมรับมือภัยพิบัติ"

พี่ทิพย์ฺแนะนำกลุ่ม Sign-End กับผู้ร่วมสัมมนา

คุณบุ๋มและอ.อภิรักษ์ สาธิตการทำน้ำยาเอนกประสงค์
จากน้ำหมักชีวภาพ

พี่้น้องร่วมกันทำน้ำยา่เอนกประสงค์

วิทยากรและัทีมผู้รับใช้คจ.แห่งการทรงสถิตสมุทรปราการ

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สัมมนาพร้อมรับมือภัยพิบัติเริ่มแล้ว

เมื่อวันที่ 13 พค. ช่วงบ่าย SophiaMedia  เริ่มเปิดสัมมนาพร้อมรับมือภัยพิบัติครั้งแรกที่สมุทรปราการ และครั้งที่ 2 คือในอาทิตย์ที่ 20 พค. เชิญชมบรรยากาศในงานสัมมนาได้เลยครับ

 อ.สุริยัน ปะวะเสนะ ศิษยาภิบาล แนะนำรายการสัมมนา

อ.อภิรักษ์ กำลังบรรยายเรื่องการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ

ผู้ฟังตั้งใจฟังเต็มที่ตั้งแต่บ่ายครึ่งถึงห้าโมงเย็น (4 ชม.ครึ่ง)

สถานการณ์แผ่นดินไหวที่น่าจับตาที่เมืองกาญจน์

มีสอนการทำน้ำหมักชีวภาพด้วย
ทางออกอย่างหนึ่งของการลดโลกร้อน

ผู้เข้าร่วมสัมมนากำลังดมกลิ่นน้ำหมักกันอยู่

มีการอธิบายเรื่องที่มาของหมายเลข 666