ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569

ยอห์น บุตรเศเบดี สาวกที่พระเยซูทรงรัก และพยานแห่งความรัก

ตอนที่ 4 ยอห์น บุตรเศเบดี สาวกที่พระเยซูทรงรัก และพยานแห่งความรัก

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:2 มาระโก 3:17 ลูกา 6:14 ยอห์น 13:23 ยอห์น 19:26–27 และ วิวรณ์ 1:1–2

  

ยอห์น บุตรเศเบดี สาวกที่พระเยซูทรงรัก และพยานแห่งความรัก

    ยอห์น บุตรเศเบดี เป็นหนึ่งในสาวกสิบสองคน ที่มีบทบาทลึกซึ้งที่สุดทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ และศาสนศาสตร์ เขาเป็นน้องชายของยากอบ บุตรเศเบดี และเป็นชาวประมงจากแคว้นกาลิลี พระกิตติคุณบันทึกตรงกันว่ายอห์น ถูกพระเยซูทรงเรียกตั้งแต่ระยะแรกของพันธกิจ และทรงจัดเขาไว้ในกลุ่มแกนกลางร่วมกับเปโตรและยากอบ ตามที่ปรากฏใน มัทธิว 10:2 มาระโก 3:17 และลูกา 6:14

    ในช่วงแรกของการติดตามพระเยซู ยอห์นมีบุคลิกเร่าร้อน เด็ดขาด และไม่ประนีประนอม สมญานามที่พระเยซูประทานให้เขาและยากอบคือ โบอาเนอเย แปลว่า ลูกฟ้าร้อง สะท้อนถึงจิตใจที่แรงกล้า คล้ายผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ การทรงงานของพระคริสต์ไม่ได้ทำลายลักษณะนี้ หากแต่หล่อหลอมให้พลังแห่งฟ้าร้องกลายเป็นเสียงแห่งความรัก

    ในพระกิตติคุณยอห์น ผู้เขียนไม่เอ่ยชื่อตนเองโดยตรง แต่ใช้ถ้อยคำว่า สาวกที่พระเยซูทรงรัก ตามที่ปรากฏใน ยอห์น 13:23 ภาพของยอห์นเอนกาย ใกล้พระทรวงของพระเยซู ในอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ไม่ได้เป็นเพียงภาพแห่งความสนิทสนมส่วนตัว แต่สะท้อนวัฒนธรรมตะวันออกกลางโบราณ ที่การเอนกายเช่นนี้หมายถึง ความไว้วางใจอย่างลึกซึ้ง ยอห์นจึงเป็นพยานที่ใกล้ชิดพระทัยของพระคริสต์ ทั้งในคำสอน ความทุกข์ และความรัก

    จุดสูงสุดของความสัมพันธ์นี้ ปรากฏที้ใต้ไม้กางเขน ในขณะที่สาวกคนอื่นกระจัดกระจาย ยอห์นยืนอยู่กับมารีย์ มารดาของพระเยซู ตามที่บันทึกใน ยอห์น 19:26–27 พระเยซูทรงมอบหมายให้ยอห์นดูแลมารดาของพระองค์ นี่ไม่ใช่เพียงการจัดการเรื่องครอบครัว แต่เป็นการถ่ายทอดความรับผิดชอบฝ่ายจิตวิญญาณ ยอห์นกลายเป็นแบบอย่างของผู้รับใช้ที่ยืนหยัดอยู่ในความทุกข์ ไม่หนีจากกางเขน และเรียนรู้ความรักผ่านความเจ็บปวด

    หลังการฟื้นคืนพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู ยอห์นกลายเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณของคริสตจักรยุคแรก โดยเฉพาะในแคว้นเอเชียไมเนอร์ ตามหลักฐานจากประเพณีคริสตจักรยุคแรกและบิดาแห่งคริสตจักร ยอห์นเป็นสาวกเพียงคนเดียวในกลุ่มสิบสองคน ที่ไม่ได้ตายเป็นผู้พลีชีพ แต่ดำรงชีวิตยืนยาวจนถึงปลายศตวรรษที่หนึ่ง

    การถูกเนรเทศไปยังเกาะปัทมอส กลายเป็นฉากหลังของหนังสือวิวรณ์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยถ้อยคำว่า การสำแดงของพระเยซูคริสต์ ตามที่กล่าวใน วิวรณ์ 1:1–2 ยอห์นจากชาวประมงกาลิลี กลายเป็นผู้เห็นนิมิตสวรรค์ ความยุติธรรมสุดท้าย และชัยชนะของความรักเหนือความมืด หนังสือวิวรณ์ จึงไม่ใช่เพียงคำพยากรณ์ยุคสุดท้าย แต่เป็นพยานของชายชรา ผู้เดินกับพระคริสต์มายาวนาน และรู้จักพระองค์ในฐานะพระเมษโปดกที่ถูกฆ่า แต่ทรงมีชัย

    เมื่อพิจารณาชีวิตของยอห์นทั้งเส้นทาง จะเห็นการเปลี่ยนผ่านจาก ลูกฟ้าร้อง ไปสู่ อัครทูตแห่งความรัก จดหมาย 1 ยอห์น 2 ยอห์น และ 3 ยอห์น เต็มไปด้วยถ้อยคำว่า ความรัก ความจริง และการดำเนินชีวิตในความสว่าง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากอารมณ์อ่อนโยนโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากการถูกหล่อหลอม ด้วยการอยู่ใกล้พระคริสต์อย่างยาวนาน

    ข้อคิดสำหรับวันนี้

    ชีวิตของยอห์น สอนเราว่า ความใกล้ชิดกับพระเยซู สามารถเปลี่ยนธรรมชาติภายในของมนุษย์ ได้อย่างแท้จริง จากความรุนแรงสู่ความรัก จากไฟแห่งอารมณ์สู่แสงแห่งความจริง การเป็นสาวกไม่ได้หมายถึงการไม่มีจุดอ่อน แต่คือการยอมให้พระคริสต์ ทรงเปลี่ยนเราอย่างต่อเนื่อง

    ยอห์นยังเตือนใจคริสตจักรทุกยุคสมัยว่า ความรักไม่ใช่ถ้อยคำสวยงาม แต่คือการยืนอยู่ใต้กางเขน รับผิดชอบต่อผู้อื่น และซื่อสัตย์ แม้ในยามถูกเนรเทศหรือโดดเดี่ยว ท่ามกลางโลกที่เสียงฟ้าร้องแห่งความเกลียดชังดังขึ้นเรื่อยๆ พยานแห่งความรัก อย่างยอห์น ยังคงเรียกเราให้กลับไปสู่ หัวใจของพระกิตติคุณ คือ ความรักที่ยืนหยัดจนถึงที่สุด











วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

ยากอบ บุตรเศเบดี สาวกผู้เร่าร้อน ได้รับสมญา “ลูกฟ้าร้อง”

ตอนที่ 3 ยากอบ บุตรเศเบดี สาวกผู้เร่าร้อน ได้รับสมญา “ลูกฟ้าร้อง”

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:2 มาระโก 3:17 ลูกา 6:14 มาระโก 10:35–41 กิจการของอัครทูต 12:1–2



    ยากอบ บุตรเศเบดี : สาวกผู้เร่าร้อน สมญา “ลูกฟ้าร้อง”
    
    ยากอบ บุตรเศเบดี เป็นหนึ่งใน สาวกสิบสองคน ของพระเยซู (มัทธิว 10:2, ลูกา 6:14) และเป็นพี่ชายของยอห์น ซึ่งทั้งสองอยู่ใน กลุ่มวงในของพระเยซู ร่วมกับเปโตร มีส่วนในเหตุการณ์สำคัญ เช่น การจำแลงพระกายบนภูเขา และการอธิษฐานในเกธเสมนี

    พระเยซูทรงตั้งชื่อยากอบและยอห์นว่า “ลูกฟ้าร้อง” (โบ​อา​เนอ​เย มาระโก 3:17) ซึ่งสะท้อนถึง ความเร่าร้อนและความกล้าหาญของเขา ความร้อนแรงนี้ปรากฏชัดในการกระทำหลายครั้ง เช่น ต้องการให้ไฟลงมาจากฟ้าเผาชาวสะมาเรีย และในการขอให้นั่งข้างพระเยซูในอาณาจักรสวรรค์ (มาระโก 10:35–41) แม้ความเข้าใจในราชอาณาจักรยังไม่สมบูรณ์ แต่ความมุ่งมั่นและแรงปรารถนานี้สะท้อนจิตวิญญาณของสาวกผู้กล้า

    ยากอบตอบสนองต่อการทรงเรียกด้วย ความเด็ดเดี่ยวและการละทิ้งสิ่งมั่นคง ทั้งอาชีพและครอบครัว ทำให้เขาเป็นตัวอย่างของการติดตามพระคริสต์อย่างเต็มใจ แม้ว่าความร้อนแรงนั้นต้องผ่านการขัดเกลาและเรียนรู้

    สุดท้าย ยากอบเป็น ผู้พลีชีพคนแรกในหมู่อัครทูต ถูกประหารด้วยดาบโดยเฮโรด อากริปปาที่ 1 (กิจการ 12:1–2) การเสียชีวิตของเขาเป็นพยานถึงความเชื่อมั่นและความกล้าหาญอย่างไม่มีเงื่อนไข และสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า การติดตามพระคริสต์มาพร้อมราคาที่ต้องจ่าย แต่เป็นทางนำไปสู่ความยิ่งใหญ่ทางจิตวิญญาณ

    ข้อคิดสำหรับวันนี้
    1. ความเร่าร้อนทางจิตวิญญาณต้องขัดเกลา – อารมณ์แรงกล้าและความปรารถนาที่ดี ควรถูกนำไปสู่การรับใช้และความถ่อมใจ ไม่ใช่เพื่อความเห็นแก่ตัว
    2. ตอบสนองต่อการเรียกอย่างเด็ดเดี่ยว – การติดตามพระคริสต์อาจต้องละทิ้งความมั่นคงบางอย่าง แต่ความเชื่อที่มั่นคงจะให้รางวัลทางจิตวิญญาณที่ยั่งยืน
    3. กล้าหาญแม้ต้องเผชิญอุปสรรค – การยืนหยัดในความเชื่อ แม้ต้องเผชิญความยากลำบากหรือความเสี่ยง เป็นพยานถึงความศรัทธาที่แท้จริง










วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569

อันดรูว์ ผู้พาคนอื่นมาพบพระคริสต์เสมอ

ตอนที่ 2 อันดรูว์ ผู้พาคนอื่นมาพบพระคริสต์เสมอ

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:2 มาระโก 3:18 ลูกา 6:14 ยอห์น 1:40–42 ยอห์น 6:8–9



    อันดรูว์ เป็นหนึ่งในอัครทูตสิบสองคน แต่แทบไม่เคยอยู่แถวหน้าของเวทีประวัติศาสตร์ เขาไม่ใช่คนที่เทศนาในวันเพ็นเทคอสต์ ไม่ใช่ผู้เขียนหนังสือพระกิตติคุณ และไม่ใช่ผู้นำหลักของคริสตจักรยุคแรก หากแต่พระคัมภีร์จดจำเขาด้วยบทบาทที่สม่ำเสมอและชัดเจนอย่างยิ่ง คือ “ผู้พาคนอื่นมาพบพระคริสต์”

    ในยอห์น บทที่ 1 อันดรูว์ปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะศิษย์ของยอห์นผู้ให้บัพติศมา เมื่อได้ยินคำประกาศว่า “ผู้นี้แหละคือพระเมษโปดกของพระเจ้า” อันดรูว์ไม่ได้หยุดแค่การเชื่อส่วนตัว แต่รีบไปหาซีโมนพี่ชายของตน และกล่าวประโยคที่เรียบง่าย แต่เปลี่ยนประวัติศาสตร์คริสตจักรว่า “เราพบพระเมสสิยาห์แล้ว” จากนั้นเขาพาซีโมนไปหาพระเยซู ชายผู้นั้นต่อมาจะถูกเรียกว่า เปโตร ศิลาแห่งคริสตจักร

    ในเชิงประวัติศาสตร์ ชาวกาลิลีอย่างอันดรูว์อยู่ชายขอบของสังคมยิว ทั้งด้านการศึกษาและอำนาจทางศาสนา แต่พระเจ้าไม่ทรงเลือกเขาเพราะตำแหน่ง หากเลือกเพราะความไวต่อเสียงเรียก และความเต็มใจที่จะเชื่อมคนธรรมดา เข้ากับพระคริสต์ นี่สะท้อนรูปแบบของคริสตจักรยุคแรก ที่เติบโตขึ้นโดยไม่ใช่ด้วยโครงสร้างใหญ่โต แต่ด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว

    ในยอห์น บทที่ 6 เมื่อฝูงชนหิวโหย อันดรูว์เป็นคนเดียวที่สังเกตเห็นเด็กชายที่มีขนมปังห้าก้อนและปลาเล็กสองตัว เขาไม่ได้แก้ปัญหาด้วยตนเอง แต่พาสิ่งเล็กน้อยนั้นมาวางไว้ในพระหัตถ์ของพระเยซู และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น อันดรูว์ไม่ใช่ผู้ทำการอัศจรรย์ แต่เป็นผู้เชื่อมทรัพยากรเล็กน้อยของมนุษย์เข้ากับฤทธานุภาพของพระเจ้า

    ในประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา บทบาทแบบอันดรูว์มักถูกมองข้าม แต่แท้จริงแล้วคือรากฐานของการขยายคริสตจักร ไม่ใช่ทุกคนถูกเรียกให้ยืนหน้าเวที แต่ทุกคนถูกเรียกให้เป็นสะพาน

    ข้อคิดสำหรับวันนี้คือ โลกไม่ได้ขาดคนพูดเก่ง แต่ขาดคนที่เต็มใจพาผู้อื่นไปพบพระคริสต์อย่างเงียบๆ ไม่ต้องอธิบายเก่ง ไม่ต้องมีตำแหน่ง ขอเพียงรู้จักพระเยซูจริงๆ และกล้าพูดว่า “มาดูเถิด” ชีวิตแบบอันดรูว์ อาจไม่ถูกจารึกยิ่งใหญ่ในสายตามนุษย์ แต่ในสายตาของพระเจ้า คนที่พาผู้อื่นมาพบพระคริสต์เสมอ คือคนที่กำลังร่วมเขียนประวัติศาสตร์แห่งความรอดอย่างแท้จริง










วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

ซีโมน เปโตร ผู้ถูกเรียกว่า “ศิลา” แต่ยังต้องเรียนรู้ความมั่นคง

ซีโมน เปโตร ผู้ถูกเรียกว่า “ศิลา” แต่ยังต้องเรียนรู้ความมั่นคง

พระคัมภีร์อ้างอิงหลัก มัทธิว 10:2 มาระโก 3:16 ลูกา 6:14 ยอห์น 1:40–42



    เมื่อกล่าวถึงอัครทูตของพระเยซู ชื่อแรกที่พระคัมภีร์กล่าวถึงแทบทุกครั้งคือ ซีโมน ผู้ซึ่งพระเยซูทรงเรียกว่า เปโตร หรือ ศิลา ชื่อนี้ไม่ได้เป็นเพียงฉายา แต่สะท้อนถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในประวัติศาสตร์คริสตจักรยุคแรก

    ในบริบทประวัติศาสตร์ ซีโมนเป็นชาวประมงจากกาลิลี ชนชั้นแรงงานธรรมดา อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางศาสนาอย่างเยรูซาเล็ม เขาไม่ได้รับการฝึกฝนแบบพวกธรรมาจารย์ ไม่ได้มีสถานะทางศาสนา แต่พระเยซูกลับทรงเลือกเขา และเปลี่ยนชื่อเขาเสียใหม่ การเปลี่ยนชื่อในโลกยิวโบราณหมายถึงการได้รับพันธกิจใหม่ เช่นเดียวกับอับราฮัม ยาโคบ หรือโฮเชยา

    ยอห์นบันทึกว่า เมื่อซีโมนพบพระเยซูครั้งแรก พระองค์ตรัสว่า เจ้าเป็นซีโมน บุตรของโยฮานัน แต่เจ้าจะถูกเรียกว่า เคฟาส แปลว่า ศิลา ชื่อใหม่นี้ไม่ได้อธิบายสิ่งที่ซีโมนเป็นในเวลานั้น แต่ประกาศถึงสิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำผ่านเขา

    เมื่อเรามองชีวิตของเปโตรตามลำดับเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ จะเห็นความย้อนแย้งอย่างชัดเจน ชายที่ถูกเรียกว่า ศิลา กลับเป็นคนใจร้อน พูดก่อนคิด กล้าหาญแต่หวั่นไหวง่าย เขาสามารถประกาศความเชื่ออย่างยิ่งใหญ่ และในเวลาไม่นานก็สามารถปฏิเสธพระอาจารย์ของตนเองได้

    นี่คือมุมมองทางศาสนศาสตร์ที่สำคัญ ศิลาไม่ได้หมายถึงความสมบูรณ์แบบ แต่หมายถึงความมั่นคงที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นทีละขั้น พระคริสต์ไม่ได้ทรงสร้างคริสตจักรด้วยคนที่พร้อมแล้ว แต่ทรงสร้างผ่านคนที่ยังต้องเรียนรู้ เติบโต และถูกขัดเกลา

    ในบริบทของจักรวรรดิโรมันยุคแรก เปโตรกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของคริสตจักร ท่ามกลางการกดขี่ การเบียดเบียน และความไม่แน่นอนของโลกโบราณ ความมั่นคงของเขาไม่ได้มาจากนิสัยเดิม แต่มาจากการทรงงานของพระเจ้าในชีวิตจริง

    ข้อคิดสำหรับวันนี้ คือ พระเจ้าทรงเรียกเราตามสิ่งที่พระองค์ทรงเห็น ไม่ใช่ตามสิ่งที่เราเป็นอยู่ในวันนี้ หากชีวิตยังไม่มั่นคง ยังสั่นไหว ยังล้มเหลว นั่นไม่ได้ตัดสิทธิ์จากการทรงเรียก แต่กลับเป็นพื้นที่ที่พระเจ้าจะทรงสำแดงฤทธานุภาพ

    ศิลา ไม่ได้เกิดจากความแข็งแกร่งของมนุษย์ แต่เกิดจากพระหัตถ์ของพระเจ้า และชีวิตของซีโมน เปโตร ยังคงยืนยันความจริงนี้ตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักรจนถึงวันนี้














วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568

สิเมโอนและอันนา — ผู้เห็นพระเมสสิยาห์ในบั้นปลายชีวิต

“สิเมโอนและอันนา — ผู้เห็นพระเมสสิยาห์ในบั้นปลายชีวิต” ลูกา 2:25–38

แนวคิดหลัก : ทั้งสองเป็นบุคคลในพระวิหารที่โลกลืม แต่พวกเขาได้เห็นพระเยซูในวัยทารก เพราะใช้ชีวิตทั้งหมดในการรอคอยและอธิษฐาน พระเจ้าทรงให้ผู้ซื่อสัตย์ได้เห็นสิ่งที่ทรงสัญญาไว้

ประยุกต์ใช้ : อย่าประมาทการรับใช้ในเงียบๆ พระเจ้าให้รางวัลแก่ผู้เฝ้ารอด้วยความหวัง คริสตมาสแท้คือการเห็น “พระคริสต์” ไม่ใช่เพียง “เทศกาล”



    สิเมโอนและอันนา — ผู้เห็นพระเมสสิยาห์ในบั้นปลายชีวิต ลูกา 2:25–38
    
    ในพระวิหารกรุงเยรูซาเล็มวันนั้น ไม่มีเสียงแตร ไม่มีขบวนใหญ่ ไม่มีผู้มีอำนาจทางการเมืองมาร่วมพิธี แต่กลับมีชายชราคนหนึ่งชื่อสิเมโอน และหญิงชราผู้หนึ่งชื่ออันนา ทั้งสองไม่เป็นที่รู้จักของสังคม ไม่ได้มีตำแหน่งสำคัญใดๆ หากแต่พระคัมภีร์บอกว่า สิเมโอนเป็นคนชอบธรรม เกรงกลัวพระเจ้า และเฝ้าคอย “การปลอบโยนอิสราเอล” ส่วนอันนาเป็นหญิงม่ายที่ไม่เคยออกจากพระวิหาร แต่รับใช้พระเจ้าด้วยการอดอาหารและอธิษฐานทั้งกลางวันและกลางคืน

    โลกอาจมองว่าพวกเขาเป็นคนรุ่นเก่า คนที่หมดบทบาท หรือคนที่ถูกลืม แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาคือผู้เฝ้ายามฝ่ายวิญญาณ ผู้ยืนอยู่ ณ จุดนัดหมายของคำสัญญา สิเมโอนได้รับการสำแดงจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า เขาจะไม่ตายก่อนจะได้เห็นพระคริสต์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเมื่อโยเซฟกับมารีย์อุ้มทารกน้อยเข้ามาในพระวิหาร สิเมโอนอุ้มพระกุมารไว้ในอ้อมแขน และกล่าวสรรเสริญพระเจ้าอย่างสงบลึกว่า บัดนี้ผู้รับใช้ของพระองค์พร้อมจะไปอย่างสันติ เพราะได้เห็นความรอดที่พระองค์ทรงเตรียมไว้แล้ว

    อันนาก็เช่นเดียวกัน เมื่อเห็นพระกุมาร นางถวายพระคุณพระเจ้า และกล่าวถึงพระกุมารนั้นแก่ทุกคนที่กำลังเฝ้าคอยการไถ่ของกรุงเยรูซาเล็ม คนที่ทั้งชีวิตอยู่ในความเงียบ กลับกลายเป็นพยานคนสำคัญที่สุดของคริสตมาส เหตุการณ์นี้สำแดงให้เห็นว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงเลือกผู้มีชื่อเสียง แต่ทรงเลือกผู้ที่ซื่อสัตย์และพร้อมอยู่ต่อหน้าพระองค์

    เรื่องราวของสิเมโอนและอันนาหนุนใจว่า พระเจ้าไม่ทรงลืมการรับใช้ในที่ลับ การอธิษฐานที่ยาวนาน การเฝ้ารอที่ดูเหมือนไม่มีความคืบหน้า ล้วนถูกจดจำไว้ในสวรรค์ พระองค์ทรงให้ผู้ที่ซื่อสัตย์ได้เห็นสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ แม้ในบั้นปลายชีวิตก็ตาม คริสตมาสแท้จึงไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งบรรยากาศ แต่คือการได้เห็น “พระคริสต์” ด้วยสายตาแห่งความเชื่อ

    ข้อคิดสำหรับวันนี้
    – พระเจ้าทรงเห็นคุณค่าของการรับใช้ที่เงียบและซื่อสัตย์ แม้โลกจะไม่เห็น
    – การเฝ้ารอด้วยความหวังและการอธิษฐาน ไม่เคยสูญเปล่าในสายพระเนตรของพระเจ้า
    – ความสัตย์ซื่อในวันนี้ อาจกลายเป็นการได้เห็นพระสัญญาสำเร็จในวันหนึ่ง
    – คริสตมาสแท้ คือการเปิดใจให้ได้พบพระคริสต์ ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองตามฤดูกาล