ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ซาโลมอน ปัญญาและการสร้างพระนิเวศ

ซาโลมอน ปัญญาและการสร้างพระนิเวศ

ประเด็นหลัก: ซาโลมอนเป็นผู้สร้างพระวิหาร และแสวงหาปัญญาจากพระเจ้า

ประยุกต์ใช้: ดำเนินชีวิตด้วยการแสวงหาพระปัญญา ไม่ใช่เพียงความรู้ของโลก



    ซาโลมอนเป็นกษัตริย์ผู้สืบราชสมบัติจากดาวิด พระบิดา เขาไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงเพราะความมั่งคั่งหรืออำนาจทางการเมือง แต่เพราะพระพรที่พระเจ้าประทานแก่เขา ในคืนหนึ่งที่กิเบโอน พระเจ้าทรงปรากฏแก่ซาโลมอนและตรัสว่า “จงทูลสิ่งใดตามใจปรารถนา เราจะให้แก่เจ้า” หากเป็นมนุษย์ทั่วไป คำตอบคงหนีไม่พ้นความร่ำรวยหรือชัยชนะเหนือศัตรู แต่ซาโลมอนกลับเลือกสิ่งที่สูงส่งกว่า เขาทูลขอสติปัญญาเพื่อจะปกครองประชากรของพระเจ้าได้อย่างเที่ยงธรรม พระเจ้าจึงพอพระทัยและประทานทั้งปัญญาที่ไม่มีใครเสมอเหมือน รวมถึงความมั่งคั่งและเกียรติยศที่เกินกว่ากษัตริย์ทั้งปวงในยุคนั้น

    ด้วยพระปัญญานี้ ซาโลมอนจึงสามารถสร้างพระวิหารในเยรูซาเล็มได้สำเร็จ พระนิเวศแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางการนมัสการพระเจ้า และเป็นสัญลักษณ์ถึงพระสัญญาที่พระเจ้าทรงมีต่ออิสราเอล การสร้างพระวิหารไม่ใช่เพียงการก่อสร้างอาคารอันวิจิตร แต่เป็นการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ ให้มีสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์สำหรับการถวายบูชาและการนมัสการ

    สำหรับเราในวันนี้ เรื่องราวของซาโลมอนเตือนใจว่า สิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการแสวงหาพระปัญญา ปัญญาที่นำมาซึ่งการตัดสินใจที่ถูกต้อง และการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า ความรู้ของโลกมีค่า แต่หากขาดพระปัญญาแล้วก็อาจนำไปสู่ความหลงผิดได้ ดังนั้น ขอให้เราทุกคนเลือกแสวงหาพระปัญญาจากพระเจ้าในทุกเรื่องราวของชีวิต เพื่อให้เราสามารถสร้างชีวิตที่มั่นคง และเป็นพยานแห่งความเชื่อเหมือนดังที่ซาโลมอนได้สร้างพระนิเวศถวายแด่พระเจ้า










วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ดาวิด กษัตริย์ผู้มีใจเหมือนพระเจ้า

ดาวิด – กษัตริย์ผู้มีใจเหมือนพระเจ้า

ข้อพระคัมภีร์: 1 ซามูเอล 13:14, 2 ซามูเอล 7:12–16

ประเด็นหลัก: ดาวิดจากเผ่ายูดาห์ คือผู้วางรากฐานสำหรับราชอาณาจักรของพระเจ้า

ประยุกต์ใช้: ความสัตย์ซื่อและการกลับใจเป็นหัวใจของการเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณ


ดาวิด – กษัตริย์ผู้มีใจเหมือนพระเจ้า

    ดาวิด บุตรชายคนเล็กของเจสซีจากเผ่ายูดาห์ เติบโตขึ้นมาในทุ่งทุรกันดารเบธเลเฮม ท่ามกลางฝูงแกะที่เขาดูแล เมื่อซามูเอลผู้เผยพระวจนะมาถึง เขาไม่ใช่คนที่ใครคาดคิด แต่พระเจ้าทรงตรัสว่า “คนนี้แหละคือผู้ที่เราเลือก” (1 ซามูเอล 13:14) ดาวิดจึงได้รับการเจิมเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล

    ชีวิตของดาวิดเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทั้งการต่อสู้และการนมัสการ เขาเอาชนะโกลิอัทด้วยความเชื่อในพระนามพระเจ้า และต่อมาได้รวบรวมชนอิสราเอลให้เป็นหนึ่งเดียว แม้ดาวิดจะเป็นนักรบ แต่หัวใจของเขากลับเป็นนักนมัสการ เพลงสดุดีที่เขาเขียนยังคงเป็นเสียงแห่งความเชื่อ ความทุกข์ และความหวังของผู้เชื่อมาจนทุกวันนี้

    อย่างไรก็ตาม ดาวิดก็เป็นมนุษย์ที่ล้มลงด้วยบาปใหญ่หลวง การล่วงประเวณีและการฆาตกรรมทำให้เขาต้องเผชิญการตักเตือนจากพระเจ้า แต่สิ่งที่ทำให้ดาวิดแตกต่าง คือการกลับใจอย่างแท้จริง เขาถ่อมใจลงต่อพระเจ้าและร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสร้างใจบริสุทธิ์ในข้าพระองค์” (สดุดี 51) การกลับใจนี้ทำให้เขายังคงเป็นกษัตริย์ผู้มีใจเหมือนพระเจ้า

    พระเจ้าทรงสัญญากับดาวิดว่า “เราจะสถาปนาราชบัลลังก์ของเจ้าไว้เป็นนิตย์” (2 ซามูเอล 7:12–16) คำสัญญานี้ไม่เพียงชี้ไปถึงราชวงศ์ของดาวิด แต่ยังชี้ไปถึงพระเยซูคริสต์ พระเมสสิยาห์ ผู้ที่จะมาปกครองในแผ่นดินของพระเจ้าอย่างเป็นนิตย์

    สิ่งที่เราเรียนรู้จากดาวิดคือ ความสัตย์ซื่อและการกลับใจคือหัวใจของการเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณ ไม่ว่าชีวิตเราจะสูงหรือต่ำ จะสำเร็จหรือล้มเหลว หากเราหันกลับมาหาพระเจ้าด้วยใจจริง พระองค์สามารถเปลี่ยนความอ่อนแอของเราให้กลายเป็นเครื่องมือในการสถาปนาราชอาณาจักรของพระองค์บนโลกนี้ได้









วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568

เปเรศ ผู้ที่บุกทะลวง

เปเรศ ผู้ที่บุกทะลวง ปฐมกาล บทที่ 38



    เปเรศ เป็นชื่อที่หลายคนอาจไม่คุ้น แต่เขามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ความรอดของพระเจ้า
    เขาเป็นบุตรชายคนโตของยูดาห์และทามาร์ เรื่องราวนี้บันทึกไว้ใน ปฐมกาล บทที่ 38—ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ผิดปกติและไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม

    ทามาร์เป็นลูกสะใภ้ของยูดาห์ สามีของเธอซึ่งเป็นบุตรของยูดาห์เสียชีวิต และตามธรรมเนียมเลวิเรตโบราณ ญาติฝ่ายชายต้องรับผิดชอบแต่งงานกับหญิงม่ายเพื่อสืบตระกูล แต่ยูดาห์ไม่ทำตามพันธสัญญานั้น ทามาร์จึงวางแผนปลอมตัว และในที่สุดก็มีบุตรกับยูดาห์เอง

    เมื่อเธอให้กำเนิดบุตร เป็นลูกแฝด ระหว่างการคลอด น้องชายยื่นมือออกมาก่อนและมีด้ายแดงผูกไว้ แต่กลับดึงมือกลับ และพี่ชายก็ “บุกออกมา” ก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้เขาได้ชื่อว่า เปเรศ ซึ่งแปลว่า “การบุกทะลวง” หรือ “ผู้บุกออก”

    แม้การกำเนิดของเปเรศจะมาจากสถานการณ์ที่ผิดบาปในสายตาของคน แต่พระคัมภีร์บอกเราว่า พระเจ้าทรงสามารถทำให้สิ่งที่ดูวุ่นวายและน่าละอาย กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการอันยิ่งใหญ่ เปเรศจึงกลายเป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์ดาวิด และในที่สุดก็ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้ไถ่ของเรา (นางรูธ 4:18–22 และ มัทธิว 1:3–16)

    นี่คือภาพสะท้อนของพระคุณและพระสัญญาของพระเจ้า ที่ไม่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับความสัตย์ซื่อของพระองค์ พระเจ้าทรงใช้ทั้งความผิดพลาดและความสำเร็จของผู้คน เพื่อทำให้พระสัญญาที่ให้ไว้กับอับราฮัมและยูดาห์สำเร็จ คือการส่งพระเมสสิยาห์มาช่วยไถ่บาปโลก

    เรื่องของเปเรศจึงสอนเราว่า ไม่มีอดีตใดที่พระเจ้าทรงแก้ไขไม่ได้ และไม่มีเส้นทางใดที่พระองค์ไม่สามารถใช้เพื่อสำแดงพระประสงค์ของพระองค์









วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568

โบอาส บุรุษแห่งความเมตตา

โบอาส บุรุษแห่งความเมตตา (นางรูธ 2:1-12)



    ในช่วงสมัยของผู้วินิจฉัย ซึ่งเป็นยุคแห่งความวุ่นวายและความเสื่อมถอยฝ่ายวิญญาณ มีบุรุษคนหนึ่งที่ยืนหยัดในความสัตย์ซื่อและความชอบธรรม เขาคือ โบอาส ผู้มั่งคั่งจากเบธเลเฮมในเผ่ายูดาห์ ชื่อของเขาหมายถึง "กำลัง" หรือ "ความว่องไว" และชีวิตของเขาก็สะท้อนความหมายของชื่อนั้นอย่างแท้จริง

    เราพบโบอาสครั้งแรกใน นางรูธ บทที่ 2 หลังจากที่รูธ สตรีชาวโมอับตามนางนาโอมีแม่ผัวของนางกลับมายังอิสราเอล รูธเป็นหญิงต่างชาติ เป็นม่าย และยากจน แต่เธอมีความจงรักภักดีและพร้อมทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว นางจึงเข้าไปเก็บเศษข้าวในนาของโบอาสโดยไม่รู้ว่าเขาเป็นญาติฝ่ายสามีของนาโอมี

    โบอาสเมื่อเห็นรูธก็ตั้งใจฟังถึงเรื่องราวของเธอ เขารู้ว่าเธอเป็นหญิงที่ละทิ้งบ้านเมืองและพระของตน มายึดถือพระเจ้าของอิสราเอลและปรนนิบัติแม่ผัวอย่างสุดหัวใจ โบอาสจึงกล่าวกับนางว่า:

    “ขอ​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​ตอบ​แทน​การ​กระ​ทำ​ของเจ้า และ​ขอ​ให้​พระ​ยาห์​เวห์​พระ​เจ้า​ของ​ชน​ชาติ​อิส​รา​เอล ซึ่ง​เจ้า​เข้า​มา​พึ่ง​พระ​บาร​มี​ของ​พระ​องค์​นั้น ประ​ทาน​บำ​เหน็จ​บริ​บูรณ์​แก่​เจ้า” นางรูธ 2:12

    โบอาสไม่ได้เป็นเพียงคนพูดดี แต่เขาแสดงออกถึง ความเมตตาในทางปฏิบัติ เขาสั่งให้คนงานไม่รังแกนาง ให้นางได้เก็บข้าวอย่างปลอดภัย และแม้ในเวลาพัก ก็เชิญนางมากินอาหารร่วมกับเขา เขาปฏิบัติต่อรูธในฐานะของมนุษย์ที่มีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ใช่เพียงแค่หญิงม่ายต่างชาติ

    แต่ความเป็นบุรุษแห่งเมตตาของโบอาสไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อรูธมาขอให้เขาทำหน้าที่ "ผู้ไถ่" ตามธรรมเนียมของชาวยิว โบอาสก็ไม่ลังเล เขายินดีรับหน้าที่นั้นโดยเต็มใจ ทั้งแม้จะมีญาติอีกคนที่มีสิทธิก่อน โบอาสก็จัดการเรื่องนี้อย่างซื่อตรง เปิดเผย และให้เกียรติรูธอย่างที่สุด สุดท้ายเขาได้แต่งงานกับรูธ และทั้งสองก็กลายเป็นบรรพบุรุษของดาวิด และในเวลาต่อมาก็เป็นต้นตระกูลของพระเมสสิยาห์ คือพระเยซูคริสต์

    โบอาสจึงเป็นภาพของพระคริสต์อย่างชัดเจน
    - เขาเป็น "เจ้านายแห่งการเก็บเกี่ยว" เหมือนพระเยซูผู้เป็นเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยววิญญาณ
    - เขาเป็น "ผู้ไถ่" ผู้รับเอาภาระและสิทธิตามกฎหมายเพื่อไถ่ผู้ที่ไร้พลังจะไถ่ตนเอง
    - เขาเป็น "เจ้าบ่าว" ที่รับหญิงต่างชาติซึ่งถูกมองว่าต่ำต้อย มาเป็นภรรยาอย่างมีเกียรติ

    ข้อคิดสำหรับคริสเตียนในปัจจุบัน
    ชีวิตของโบอาสชี้ให้เราเห็นว่า ความชอบธรรมไม่ใช่แค่การหลีกเลี่ยงความผิดบาป แต่คือการกระทำความดีโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เป็นการแสดงความเมตตาออกมาด้วยหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า คริสเตียนทุกคนจึงควรถามตนเองเสมอว่า
    - เราแสดงน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตประจำวันอย่างไร?
    - เราเห็นคุณค่าของคนรอบข้าง แม้เขาจะแตกต่างจากเราหรือไม่?
    - เรากำลังเป็น "ผู้ไถ่" ในความหมายของการช่วยเหลือผู้อื่นในยามยากหรือเปล่า?

    ขอให้เราทุกคนเป็นเหมือนโบอาส — บุรุษแห่งความเมตตา ที่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ผ่านการดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวัน

อาเมน