ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

MGF ออก 2 รายการ (อีกแล้ว)

รายการ "คำตอบชีวิต"

รายการ "คนดีมีสาระ" พูดคุยกันเรื่อง ปฏิทินมายัน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในปี 2012

รายการแรกคือ "คำตอบชีวิต" ซึ่งเป็นรายการออกอากาศ อาทิตย์เว้นอาทิตย์ตอนตี 5 ช่อง 9
และรายการ "คนดีมีสาระ" ซึ่งครั้งนี้คุยกันเรื่องที่มาของเรื่อง "2012"
ปีที่คนทั้งโลกกำลังจับตาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น และภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากค่ายโซนี่ พิกเจอร์ส จะออกฉายในวันพฤหัสบดีที่ 12 พย. 09 ทางมูลนิธิสื่อใจไทยก็จัดรอบพิเศษด้วยทั้งหมด 4 รอบ คือวันที่ 12 และ 14 พย. ใครสนใจก็สามารถจองบัตรร่วมกิจกรรมได้ เพราะมีบรรยายในโรงหนังด้วยอีก 1 ชม.ทุกรอบ


พฤหัสบดี 12 พฤศจิกายน มี 1 รอบ คือรอบ 18.30 น.
เสาร์ 14 พฤศจิกายน มี 3 รอบ คือรอบ 10.30 น., 14.30 น. และ 18.30 น.
สถานที่ โรงภาพยนตร์ กรุงศรี ไอแมกซ์ สยามพารากอน ชั้น 5
จัดโดย มูลนิธิสื่อใจไทย

ภาพโปสเตอร์หนัง "2012" ซึ่งจะฉายพร้อมกันทั่วโลกวันที่ 13 พย. 09

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552

สัมภาษณ์พิเศษ Rabbi Glick ที่สถานบันพระวิหาร

ผป.วีรศักดิ์สัมภาษณ์ Rabbi Glick ถึงที่ ในเยรูซาเล็ม

มูลนิธิสื่อใจไทย โดยผป.วีรศักดิ์ได้ไปสัมภาษณ์พิเศษที่สถาบันพระวิหารหลังที่ 3 ที่เมืองเยรูซาเล็ม เนื้อหาเป็นอย่างไร โปรดติดตามเร็วๆ นี้ ดูภาพนิ่งไปก่อนนะครับ

Rabbi Yehuda Glick, Director of the Temple Institute

ดูต่อได้ที่ http://www.ynetnews.com/articles/0,7340,L-3575972,00.html

ที่เก็บพระคัมภีร์โบราณ

ภายในคือคัมภีร์โบราณ ภายใต้โดมสีขาว

ด้านนอกคือโดมขาวที่พรมน้ำตลอดเวลา

ผมถ่ายภาพกับพี่เกษียร และผป.วีรศักดิ์ (3 หนุ่ม 3 มุม)

ที่ใกล้ๆ กับโมเดลเมืองเยรูซาเล็ม เป็นที่เก็บคัมภีร์โบราณ (ที่ค้นพบเมื่อปี 1947 ที่คุมราน อยู่ใกล้ๆ กับเดดซี) ที่นั่นสร้างเป็นโดมสีขาว และพรมน้ำตลอดเวลา เพื่อหล่อเย็นภายในเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิให้เย็นตลอดเวลา

การค้นพบคัมภีร์โบราณ เป็นการยืนยันว่าพระคัมภีร์เดิม มีข้อความที่ยังคงความสัตย์จริงไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแต่งเติม และยังคงคำพยากรณ์ที่เคยเผยเอาไว้ โดยเฉพาะพระธรรม "อิสยาห์"

เมืองโบราณที่เยรูซาเล็ม

ที่ตั้ง Israel Museum

เมืองเยรูซาเล็มเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว
ถูกย่อส่วนเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ด้านภูมิศาสตร์ของเมืองที่ Israel Museum

สถานที่แห่งนี้มีขนาดใหญ่พอสมควร
มีเครื่องมือคล้ายโทรศัพท์ที่เขามอบให้แขวนคอ

จะอธิบายโดยเรากดเลขสถานที่ตรงจุดที่กำหนด
แล้วยกฟัง จะมีเสียงบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ


ผมประทับใจสถานที่แห่งนี้มาก เพราะทำให้เข้าใจตำแหน่งสถานที่ต่างๆ ในพระคัมภีร์ใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะที่เยรูซาเล็ม กลับมาถึงเมืองไทยก็ดูหนังอีก 4 เรื่องเกี่ยวกับพระเยซู ยิ่งซาบซึ้งเข้าไปอีก ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

ประตูทองคำ

วันรุ่งขึ้นเมื่อคนเป็นอันมากที่มาในงานเทศกาลนั้น ได้ยินว่าพระเยซูเสด็จมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม เขาก็พากันถือทางอินทผลัมออกไปต้อนรับพระองค์ ร้องว่า "โฮซันนา ขอให้พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือ พระมหากษัตริย์แห่งอิสราเอล ทรงพระเจริญ" และพระเยซูทรงพบลูกลาตัวหนึ่ง จึงทรงลานั้นเหมือนดังที่มีคำเขียนไว้ว่า "ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวเลย จงดู กษัตริย์ของเธอทรงลูกลาเสด็จมา"
ยอห์น 12:12-15
ในอดีตสมัยพระเยซู เคยเสด็จผ่านประตูแห่งนี้เพื่อเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต

ผมยืนอยู่ใกล้ประตูทองคำ (Golden Gate)

ประตูนี้เคยเป็นประตูที่พระเยซูเคยเสด็จเข้ากรุงอย่างผู้พิชิต

มุมมองประตูนี้จากยอดเขามะกอกเทศ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

บุกเยรูซาเล็ม

อยู่ที่คุมราม เป็นสถานที่ค้นพบไหที่ใส่ม้วนพระคัมภีร์โบราณ

ภูเขาลูกด้านหลังนี้ เชื่อกันว่าพระเยซูไปอดอาหาร 40 วันที่นั่นและถูกมารทดลอง

อุโมงค์ฝังพระศพของพระเยซูที่ว่างเปล่า

บนภูเขามะกอกเทศ ด้านหลังคือบริเวณที่ตั้งพระวิหารในอดีต
ตอนนี้ผมอยู่ถึงที่เยรูซาเล็ม เอาภาพมาลงไว้ เพื่อเป็นบันทึกให้ตัวเองว่าครั้งหนึ่งเคยมาที่อิสราเอล พรุ่งนี้ผมจะไปที่ทะเลสาบกาลิลี จะอยู่วันที่ 25 กันยา ยังไงจะลงเอาภาพมาให้ดูกันอีก

บรรยายเรื่องยุคพันปี

อธิษฐานเผื่อชาวยิวที่มาจากหอการค้าไทย-อิสราเอล

พี่น้องจากหลายคริสตจักรมาร่วมฟังการบรรยาย

อาทิตย์ที่ 13 กันยานี้ ผมได้ไปบรรยายเรื่องประตู 12 ประตู และยุคพันปี ซึ่งมีพี่น้องมาร่วมฟังอย่างมากมายหลายโบสถ์ หลายคนตื่นเต้นที่ได้ฟังเรื่องนี้

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

บรรยายที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินทร

ห่างจากชายหาดชะอำประมาณ 11 กม. แต่เป็นชายหาดเดียวกัน

ป้ายอุทยานนานาชาติ อยู่ห่างจากทางเข้าเพียงเล็กน้อย

ภายในอาคารสีขาวมีนิทรรศการถาวรหลายห้องแสดง

ผังของอุทยานนานาชาติ เป็นสถานที่ที่ใหญ่มาก

เด็กๆ นักเรียนจากอยุธยาหลายโรงเรียนถูกคัดเลือกมาเพื่อฟังและเรียนรู้เรื่องภาวะโลกร้อน

ผมไปบรรยายเรื่องโลกร้อนอีกครั้งแล้วในรอบปีนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน เป็นเด็กนักเรียนจากอยุธยา จัดโดยอบจ.อยุธยาฯ ชอบสถานที่ดูโหญ่โตและทันสมัย ที่สำคัญติดทะเลด้วย ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อยู่เลยชะอำไป 11 กม.เอง

MGF ออก 2 รายการ

รายการ "Behind The Praise"
สัมภาษณ์ผู้ก่อตั้ง และคณะผู้บริหารงานมูลนิธิสื่อใจไทย
รายการ "นัดพบคนดี" ก็เชิญมาสัมภาษณ์เป็นครั้งที่สอง
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 20 กันยานี้ TTV2 เวลา 21.00-22.00 น.

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มูลนิธิสื่อใจไทย ได้ทำการบันทึกเทป 2 รายการ คือ "นัดพบคนดี" และ "Behind the Praise" ซึ่งเป้นรายการทีวี (Cable TV) ซึ่งออกอากาศในสถานีของ "เนชั่น" ทั้ง 2 รายการ

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ความเชื่อเกี่ยวกับยุคก่อนพันปีคืออะไร?

คำถาม: ความเชื่อเกี่ยวกับยุคก่อนพันปีคืออะไร?

คำตอบ: ความเชื่อเกี่ยวกับยุคก่อนพันปีคือความเชื่อที่ว่าการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์จะเกิดขึ้นก่อนอาณาจักรพันปีของพระองค์จะมาถึง และพระองค์จะทรงปกครองอาณาจักรพันปีเป็นเวลา 1,000 ปีตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ เพื่อที่เราจะเข้าใจและตีความหมายข้อพระคัมภีร์ที่พูดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในยุคสุดท้ายได้ มีสองประการที่เราจะต้องทำความเข้าใจเสียก่อน นั่นคือ

1. วิธีตีความหมายข้อพระคัมภีร์ที่เหมาะสม

และ 2 . ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างชนชาติอิสราเอล (คนยิว) และ คริสตจักร (ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ทุกคน)ประการแรก วิธีตีความหมายของพระคัมภีร์ที่ถูกต้อง คือ ข้อพระคัมภีร์จะต้องถูกตีความหมายตรงกับท้องเรื่อง นั้นหมายความว่าข้อพระคัมภีร์จะต้องถูกตีความหมายตามความเข้าใจของผู้ที่พระคัมภีร์ข้อนั้นเขียนถึง, และเขียนเกี่ยวกับ, ใครเป็นผู้เขียน เป็นต้น มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้ว่าผู้เขียนเป็นใคร, เขาเขียนถึงใคร, และประวัติศาสตร์เบื้องหลังข้อพระคัมภีร์นั้นเป็นอย่างไร

มีหลายครั้งที่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังจะเปิดเผยความหมายที่ถูกต้องของข้อพระคัมภีร์นั้นเอง เรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งที่เราจะต้องจำไว้คือข้อพระคัมภีร์จะตีความหมายข้อพระคัมภีร์ด้วยกันเอง นั่นคือ, มีหลายครั้งที่ข้อความในตอนหนึ่งจะคลุมไปถึงหัวข้อหรือเรื่องราวเดียวกันในอีกตอนหนึ่ง ที่สำคัญคือเราจะต้องตีความหมายข้อพระคัมภีร์ทุกตอนเหล่านั้นให้ตรงกันด้วยท้ายที่สุด และสำคัญที่สุด คือ ข้อพระคัมภีร์ต่าง ๆ จะต้องถูกตีความหมายอย่างธรรมดา, สม่ำเสมอ, เรียบง่าย และตรงตามที่เขียน นอกจากว่าข้อความนั้นจะเป็นคำอุปมาเท่านั้น การตีความหมายตรงตามตัวอักษรไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้คำเปรียบเทียบไม่ได้ อันที่จริงแล้วคำเปรียบเทียบช่วยไม่ให้ผู้ตีความหมายแปลเนื้อความของคำอุปมาว่าเป็นความหมายของข้อพระคัมภีร์ นอกจากว่ามันจะเหมาะสมสำหรับท้องเรื่องเท่านั้น ที่สำคัญคือผู้แปลจะต้องไม่พยายามค้นหาความหมายที่ “ลึกขึ้น, หรือเกี่ยวกับฝ่ายวิญญาณมากขึ้น” เกินกว่าที่ข้อพระคัมภีร์เองได้กล่าวไว้

การตีความหมายแบบนั้นเป็นเรื่องอันตราย เพราะมันจะทำให้ผู้อ่านมัวแต่คิดถึงมาตรฐานการตีความหมายที่ถูกต้องแทนที่จะคิดถึงข้อพระคัมภีร์เอง และมันจะทำให้การตีความหมายไม่มีเป้าหมายที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังทำให้ผู้ตีความหมายแปลความหมายข้อพระคัมภีร์ตามใจตัวเองด้วย ข้อพระคัมภีร์ 2 เปโตร 1:20-21 เตือนเราว่า “…: คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้ เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา”เมื่อนำหลักการนี้มาใช้ เราจะเห็นว่าคนอิสราเอล (ลูกหลานโดยตรงของอับราฮัม) และคริสตจักร (ผู้เชื่อทุกคน) เป็นคนสองกลุ่มที่แตกต่างกัน

ที่สำคัญคือเราจะต้องรับรู้และเข้าใจว่าคนอิสราเอลและคริสตจักรเป็นกลุ่มคนคนละกลุ่ม เพราะหากมีการเข้าใจผิด ข้อพระคัมภีร์ก็จะต้องถูกตีความหมายผิดไปด้วย โดยเฉพาะข้อพระคัมภีร์ที่พูดถึงพระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับคนอิสราเอล (ทั้งที่สำเร็จลงแล้วและยังไม่สำเร็จ) ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะถูกตีความหมายผิดอยู่แล้วหากผู้ตีความหมายพยายามที่จะแปลให้มันเข้ากับคริสตจักร หรือเข้ากับคนอิสราเอล จงจำไว้ว่าข้อความในบริบทนั้น ๆ จะเป็นตัวตัดสินเองว่าข้อความนั้นเขียนถึงใคร และมันจะบอกเองว่าการตีความหมายที่ถูกต้องควรมีทิศทางไปทางไหน!เมื่อเข้าใจแล้ว

เราจะมาดูกันที่ข้อพระคัมภีร์หลาย ๆ ข้อที่พูดเกี่ยวกับยุคก่อนพันปี
ให้เราเริ่มต้นกันที่หนังสือปฐมกาลบทที่ 12 ข้อ 1-3 “พระเจ้าตรัสแก่อับรามแล้วว่า "เจ้าจงออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังแผ่นดินที่เราจะบอกให้เจ้ารู้ เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า ทำให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไปแล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า"

ในที่นี้พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมไว้สามประการ คือ อับราฮัมจะมีลูกหลานมากมาย, ประชาชาติของเขาจะเป็นเจ้าของและเข้าครอบครองแผ่นดินหนึ่ง และพระพรจะมาถึงคนทั่วแผ่นดินโลกเพราะพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม (คนยิว) ในหนังสือปฐมกาล 15:9-17 พระเจ้าทรงยืนยันพระสัญญากับอับราฮัม วิธีของพระองค์คือ พระเจ้าทรงรับผิดชอบพระสัญญาทั้งหมด นั่นคือไม่มีอะไรที่อับราฮัมจะทำได้หรือไม่ได้เพื่อให้พระสัญญาเป็นโมฆะ และในข้อพระคัมภีร์นี้พระเจ้าได้ทรงกำหนดขอบเขตของดินแดนที่คนยิวจะได้เข้าครอบครองเอาไว้

สำหรับรายละเอียดของขอบเขตของดินแดนผืนนั้น จงดูหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติข้อ 34 ส่วนข้อพระคัมภีร์อื่น ๆ ที่พูดถึงดินแดนแห่งพันธสัญญา จงดู เฉลยธรรมบัญญัติ 30:3-5 และ เอเสเคียล 20:42-44หนังสือ 2 ซามูเอลบทที่ 7 พูดเกี่ยวกับการครอบครองของพระคริสต์ในระหว่างยุคพันปี

หนังสือ 2 ซามูเอล ข้อ 11-17 บันทึกพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงกระทำกับกษัตริย์ดาวิด ที่นี่พระเจ้าทรงสัญญาว่าดาวิดจะมีพงศ์พันธุ์มากมาย และจากพงศ์พันธุ์นี้พระเจ้าจะทรงสถาปนาอาณาจักรนิรันดร์ขึ้น พระสัญญานี้หมายถึงการครอบครองของพระคริสต์ในระหว่างช่วงพันปีและตลอดไป ที่สำคัญคือเราจะต้องจำไว้ว่าพระสัญญานี้จะเกิดขึ้นจริงแต่มันยังไม่เกิดขึ้นเท่านั้น

บางคนเชื่อว่าการครอบครองของกษัตริย์โซโลมอนคือพระสัญญาที่สำเร็จลง แต่ความเชื่อนี้มีปัญหาว่าอาณาจักรที่กษัตริย์โซโลมอนเคยทรงครอบครองนั้นไม่ได้เป็นของคนอิสราเอลในปัจจุบัน และกษัตริย์โซโลมอนก็ไม่ได้ทรงครอบครองคนอิสราเอลในขณะนี้เช่นกัน!

จงจำไว้ว่าพระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่าพงพันธุ์ของท่านจะได้ครอบครองแผ่นดินหนึ่งตลอดไป แต่พระสัญญานี้ยังไม่ได้เกิดขึ้น และหนังสือ 2 ซามูเอล 7 บอกว่าพระเจ้าจะสถาปนากษัตริย์ผู้ที่จะทรงครอบครองชั่วนิรันดร์ ดังนั้นกษัตริย์โซโลมอนจึงไม่น่าจะใช่ผู้ที่ทำให้พระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับกษัตริย์ดาวิดสำเร็จลง ดังนั้นพระสัญญาข้อนี้ยังคงรอคอยเวลาที่จะสำเร็จลงอยู่!

เมื่อเราจำเรื่องทั้งหมดนี้ได้แล้ว ให้เราดูว่าหนังสือวิวรณ์ 20:1-7 บันทึกอะไรไว้บ้าง “แล้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ ท่านถือลูกกุญแจของบาดาลนั้น และถือโซ่ใหญ่ และท่านได้จับพญานาคซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งเป็นพญามารและซาตานและมัดมันไว้พันปี แล้วทิ้งมันลงไปในบาดาลนั้น แล้วได้ลั่นกุญแจประทับตรา เพื่อไม่ให้มันล่อลวงบรรดาประชาชนได้อีกต่อไป จนครบกำหนดพันปีแล้วจึงจะต้องปล่อยมันออกไปชั่วขณะหนึ่ง ข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้น เป็นผู้ที่จะพิพากษา และข้าพเจ้ายังได้เห็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะ เพราะเป็นพยานของพระเยซู และเพราะพระวจนะของพระเจ้า และเป็นผู้ที่ไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน และไม่ได้ติดเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี นอกจากคนเหล่านี้คนอื่นๆ ที่ตายแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี ครั้นพันปีล่วงไปแล้ว ก็จะปล่อยซาตานออกจากคุกที่ขังมันไว้”

เวลาหนึ่งพันปีที่ข้อพระคัมภีร์วิวรณ์ 20:1-7 พูดถึงหลายครั้ง ตรงกับช่วงเวลาครองราชย์ 1000 ปีของพระคริสต์บนโลกตามที่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้

จงนึกถึงพระสัญญาที่ทรงให้ไว้กับดาวิดเกี่ยวกับผู้ครอบครอง ที่จะต้องเกิดขึ้นแต่ยังไม่ได้เกิดขึ้นตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ ผู้ที่เชื่อในยุคก่อนพันปีมองข้อพระคัมภีร์นี้ว่าเป็นคำอธิบายพระสัญญาที่จะสำเร็จลงในอนาคตโดยมีพระคริสต์เป็นผู้ครองครองบัลลัง พระเจ้าทรงสัญญาแบบไม่มีเงื่อนไขกับอับราฮัมและดาวิด พระสัญญาเหล่านี้ยังไม่สำเร็จบริบูรณ์หรือถาวร ทางเดียวที่พระสัญญาจะสำเร็จลงได้ คือ ได้เห็นการครองบัลลังก์ของพระคริสต์ดังที่พระคัมภีร์บันทึกไว้เท่านั้น

การนำวิธีตีความหมายตามตัวอักษรมาใช้กับข้อพระคัมภีร์ ทำให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของภาพปริศนาต่อเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น คำพยากรณ์ทั้งหมดในพันธสัญญาเดิมเกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งแรกของพระคริสต์ได้เกิดขึ้นแล้วตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้

ดังนั้นเราจึงควรคาดหวังว่าคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สองจะสำเร็จลงเช่นกัน ความเชื่อในยุคก่อนพันปีเป็นระบบเดียวที่เห็นด้วยกับการตีความหมายตามตัวอักษรเกี่ยวกับพระสัญญาของพระเจ้าและการเผยพระวจนะเกี่ยวกับยุคสุดท้าย

ข้อมูลจาก http://www.gotquestions.org/Thai/Thai-premillennialism.html

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ยุคพันปี ที่คริสเตียนรอคอย?


เตรียมตัวให้พร้อม บ่ายวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2009 รายการที่หาเรียนยากมาก ทั้งตำรา ผู้ค้นคว้า ทุกอย่างดูคลุมเครือ และห่างไกล
ความกระจ่างจะปรากฏแก่ผู้แสวงหาความจริง
ทัศนะบางอย่างของท่านอาจจะต้องเปลี่ยนไปเมื่อรู้เรื่องราวเหล่านี้
ศาสนศาสตร์ที่ไม่ได้คิดเหมาเอาเอง.. ตายแล้วไปไหน?
ก. สวรรค์
ข. ปากแดนผู้ตาย เพื่อรอวันพิพากษา
ค. เป็นขึ้นมาอีก เพื่อครอบครองพันปี
ง. ดับสูญสิ้นทุกอย่าง
จะเลือกข้อไหนดี คำตอบมีถูกเพียงข้อเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โปรแกรมของ MGF

ในเดือนกันยายน ตุลาคม และพฤศจิกายน ปีนี้ MGF มีโปรแกรมน่าสนใจมากมาย ใครที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมบล็อกของผมก็อย่าพลาดนะครับ เจอกันตามรายการดังต่อไปนี้




วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ผู้ขี่ม้าขาวในวิวรณ์ไม่ใช่พระเมษโปดก


หากเปลี่ยนคำว่า "ท่าน" เป็นคำว่า "มัน"
จะเห็นภาพชัดเจนว่าผู้ที่ขี่ม้าขาวไม่ใช่พระเมษโปดก แต่เป็นผู้ได้รับอนุญาต

ตารางด้านบนนี้จะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้น
เพราะพระเยซูเป็นผู้ตรัสเอง (ในลูกา) และกระทำเอง (ทรงแกะตราประทับในวิวรณ์)

การตีความที่ตรงไปตรงมาอย่างชัดๆ
ทำให้สามารถนำไปใช้กับเรื่องผู้ขี่ม้าขาวในวิวรณ์ได้อย่างง่ายดาย

ในพระธรรมวิวรณ์บทที่ 6
ข้อ 1 เมื่อพระเมษโปดกทรงแกะตราดวงหนึ่งในเจ็ดดวงนั้นออกแล้ว ข้าพเจ้าก็แลเห็น และได้ยินสัตว์ตัวหนึ่งในสี่ตัวนั้นร้องเสียงดังดุจเสียงฟ้าร้องว่า "มาเถอะ"
ข้อ 2 ข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด มีม้าขาวตัวหนึ่งออกมา และท่านที่ขี่ม้านั้นถือธนู และได้รับพระราชทานมงกุฎ แล้วท่านก็ขี่ม้าออกไปอย่างมีชัย และเพื่อได้ชัยชนะ

ในพระธรรมตอนนี้ตำราและนักวิชาการพระคัมภีร์มักจะตีความว่าคือ "พระเยซู" หรือ "คริสตศาสนา" แต่หากเราดูในข้อ 1 ดีๆ จะพบว่า "พระเมษโปดก" เป็นผู้แกะตรา และต่อมาก็มีม้าขาวออกมา หากเป็นพระองค์จริงคงเป็นเรื่องแปลกประหลาด เพราะหลังจากที่พระองค์ขี่ม้าขาวแล้วต้องกลับมาแกะตราดวงที่ 2 อีก และตราต่อๆ ไปด้วย

ดังนั้นในข้อนี้มีการตีความใหม่เกิดขึ้นจากการสัมมนาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจได้ว่า "ผู้ขี่ม้าขาว" ไม่ใช่ "พระเมษโปดก" หรือ "พระเยซูคริสต์" อย่างแน่นอน

เหตุผลก็คือ
1. พระเยซูคงไม่แสดงบทบาทกลับไปกลับมาอย่างนี้
2. พระธรรมลูกา บทที่ 21 ข้อ 8 ได้เผยข้อข้องใจนี้
ลูกาบทที่ 21
ข้อ 8 พระองค์จึงตรัสว่า "ระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านให้หลง ด้วยว่าจะมีหลายคนมา ต่างอ้างนามของเราและว่า 'เราเป็นผู้นั้น' และว่า 'เวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว' อย่าตามเขาไปเลย
ข้อ 9 เมื่อท่านทั้งหลายจะได้ยินถึงการสงครามและการจลาจล อย่าตกใจกลัว เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นจำต้องเกิดขึ้นก่อนแต่ที่สุดปลายยังจะไม่มาทันที"
ข้อ 10 แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า "ประชาชาติต่อประชาชาติ ราชอาณาจักรต่อราชอาณาจักรจะต่อสู้กัน
ข้อ 11 ทั้งจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ และจะเกิดกันดารอาหารและโรคภัยในที่ต่างๆ และจะมีความวิบัติอันน่ากลัว และหมายสำคัญใหญ่ๆจากฟ้าสวรรค์

3. พระธรรมเยเรมีย์บทที่ 32 ข้อ 36 ได้ยืนยันลักษณะของผู้มีชัยชนะ
ข้อ 36"เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ตรัสเกี่ยวกับเมืองนี้แก่เจ้าทั้งหลายว่า 'เมืองนี้ได้ถูกยกให้ไว้ในมือของกษัตริย์แห่งบาบิโลน ด้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหาร และด้วยโรคระบาด'




วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ดร.ลาร์รี่ เบตส์ กับการสัมมนาครั้งแรกในกรุงเทพฯ


ดร.ลาร์รี่ เบตส์

ผู้ฟังเข้าร่วมสัมมนากว่า 100 คน ที่ Evergreen Place


เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 09 ดร.ลาร์รี่ เบตส์ นักการธนาคาร นักวิชาการ นักเขียน มาบรรยายเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจของอเมริกาที่ส่งผลกระทบกับโลกที่ Evergreen Place สถานที่แห่งใหม่ที่ใช้ในการสัมมนาของคจ. Living Streams การสัมมนาครั้งนี้ทาง MGF ได้ร่วมจัดขึ้นเป็นพิเศษสำหรับพี่น้องคริสเตียนที่เป็นนักธุรกิจ เพื่อรู้ถึงความเคลื่อนไหว และสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เอเปเนทัส โปรเจค 5 ตอน มีจำหน่ายแล้ว สั่งซื้อได้

เอเปเนทัส โปรเจค ตั้งชื่อใหม่ 5 ตอน ตามปกดังต่อไปนี้
ในแต่ละตอนมีความยาวมากกว่า 40 นาที บางตอนนานถึง 1.30 ชม.
ใครก็ตามที่ได้ชมและฟัง และนำเทคนิคไปใช้ย่อมจะเกิดผลแน่นอน

ตอนที่ 1 เจตนารมณ์ของพระคริสต์

ตอนที่ 2 เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์


ตอนที่ 3 กล้าพูดเพื่อพระคริสต์

ตอนที่ 4 ทุ่มเทเพื่อพระคริสต์

ตอนที่ 5 เป็นสาวกของพระคริสต์