นางเฟบี ผู้รับใช้หญิงแห่งคริสตจักร
"เฟบี... แสงสว่างแห่งเคนเครีย ผู้แบกรับถ้อยคำเปลี่ยนโลก"
แสงสว่างในความมืด
ท่ามกลางความพลุกพล่านของคอคอดโครินธ์ในศตวรรษที่ 1 เสียงคลื่นกระทบฝั่งและเสียงตะโกนของฝีพายดังก้องไปทั่ว "เมืองท่าเคนเครีย" ประตูเมืองฝั่งตะวันออกของจักรวรรดิโรมัน ที่นี่คือศูนย์กลางแห่งการค้า คลุกเคล้าไปด้วยความหลากหลายของวัฒนธรรมยิว กรีก และโรมัน และในความเจริญรุ่งเรืองที่เต็มไปด้วยแสงสีและวิหารของรูปเคารพโบราณ... กลับมีแสงสว่างดวงเล็กๆ ดวงหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้น
แสงสว่างดวงนั้นมีชื่อว่า "เฟบี" (Phoebe) นามในภาษากรีกที่แปลว่า "ผู้เจิดจรัสและสว่างไสว" เธอไม่ใช่เพียงสตรีธรรมดาในหน้าประวัติศาสตร์ แต่เธอคือภาพสะท้อนของมหาบุรุษและสตรีผู้พลิกฟื้นแผ่นดินของพระเจ้าในยุคแรกเริ่ม
บริบทโลกโรมัน – เพดานแก้วที่ถูกทำลาย
ในโลกยุคโบราณ สถานภาพของสตรีถูกตีกรอบไว้ด้วยจารีตประเพณีอย่างหนาแน่น สังคมยิวและกรีกมักจำกัดสิทธิ์ของพวกเธอให้อยู่แต่ในร่มเรือน แม้ในโลกโรมันจะเปิดโอกาสให้สตรีชนชั้นสูงมีบทบาททางเศรษฐกิจ บริหารทรัพย์สิน และเป็นเจ้าของกิจการได้มากขึ้น ทว่า... ประตูทางการเมืองและอำนาจในโครงสร้างรัฐยังคงปิดตายสำหรับพวกเธอ
แต่ในอาณาจักรของพระเจ้า กำแพงและเพดานแก้วเหล่านั้นกลับถูกทลายลงอย่างสิ้นเชิง ที่คริสตจักรเคนเครีย เฟบีไม่ได้เป็นเพียงสมาชิกที่นั่งนิ่งเงียบอยู่เบื้องหลัง แต่อัครทูตเปาโลได้ขนานนามเธออย่างเป็นทางการว่าเป็น "Diakonos" หรือ "ผู้รับใช้และมัคนายก" ซึ่งแสดงถึงบทบาทผู้นำที่ชุมชนความเชื่อให้การยอมรับอย่างเต็มภาคภูมิ ควบคู่ไปกับบทบาท "Prostatis" หรือผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ ที่ใช้ทรัพย์สิน บ้าน และอิทธิพลทางสังคมของเธอ คอยปกป้องและหนุนหลังงานมิชชันนารี
ภารกิจเชิงกลยุทธ์ – ผู้แบกรับจดหมายโรม
ความสัตย์ซื่อและศักยภาพของเฟบี นำมาซึ่งภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา เมื่ออัครทูตเปาโลเขียนจดหมายฝากถึงชาวโรมจากเมืองโครินธ์ เอกสารที่บรรจุแก่นแท้ทางศาสนศาสตร์ที่ลึกซึ้งที่สุดชิ้นนี้ ไม่ได้ถูกส่งผ่านระบบไปรษณีย์ของทหารโรมัน แต่มันถูกม้วนและวางลงในย่ามเดินทางของสตรีที่ชื่อเฟบี
นักวิชาการโบราณคดีและประวัติศาสตร์ตระหนักดีว่า การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากกรีซไปยังกรุงโรมในยุคนั้นเต็มไปด้วยอันตราย เฟบีไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง "คนส่งสาร" แต่เธอคือ "ผู้แทนทางการทูต" เมื่อเธอไปถึงกรุงโรม เธอคือผู้อ่านข้อความอันทรงพลังนั้นต่อหน้าคริสตจักรตามบ้าน และเธอคือ "นักศาสนศาสตร์คนแรก" ที่คอยอธิบาย ขยายความ และตอบคำถามเกี่ยวกับจดหมายโรมให้แก่คริสเตียนในเมืองหลวงของจักรวรรดิ
เครือข่ายแห่งของประทาน – สายสัมพันธ์แห่งความเท่าเทียม
เฟบีไม่ได้เดินอยู่อย่างโดดเดี่ยว บนเส้นทางแห่งความเชื่อนี้ยังมีเครือข่ายผู้นำสตรีอีกมากมายที่ร่วมถักทอประวัติศาสตร์ เราเห็น "ลิเดีย" นักธุรกิจหญิงผู้มั่งคั่งที่เปิดบ้านตั้งคริสตจักรแรกในยุโรป เราเห็น "ปริสสิลลา" เป็นครูผู้สอนและนักศาสนศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องที่เคียงข้างสามีขยายคริสตจักรไปทั่วโลกโรมัน และเราเห็น "ยูนีอัส" ผู้ตรากตรำจนได้ชื่อว่าเป็นคนเด่นในหมู่พวกอัครทูต
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจทางศาสนศาสตร์อันลึกซึ้ง ดังที่พระคัมภีร์ กาลาเทีย บทที่ 3 ข้อ 28 ได้ประกาศไว้ว่า “จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระเยซูคริสต์” พระเจ้าทรงเรียกและใช้ผู้เชื่อทุกคนตามของประทาน โดยไม่จำกัดด้วยเพศ เชื้อชาติ หรือฐานะทางสังคม และหลักฐานทางโบราณคดี ทั้งแผ่นจารึกหินและซากเมืองโครินธ์ ล้วนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า สตรีในยุคแรกมีบทบาทอุปถัมภ์และนำทางศาสนาอย่างโดดเด่นจริง
บทสรุป – เสียงเรียกสู่ปัจจุบัน
เมื่อเรามองย้อนกลับไปที่ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงใน โรม บทที่ 16 ข้อ 1 ถึง 2 ที่เปาโลเขียนแนะนำเฟบี หรือประวัติศาสตร์ที่เมืองเคนเครียใน กิจการ บทที่ 18 ข้อ 18 เรื่องราวของเฟบีได้ทิ้งบทเรียนล้ำค่าไว้ให้พวกเราในปัจจุบัน
นั่นคือการท้าทายให้เรา "รับใช้ด้วยความสัตย์ซื่อ" ในบทบาทที่พระเจ้าทรงมอบให้ ให้เราเรียนรู้ที่จะ "สนับสนุนพันธกิจร่วมกัน" แบบพหุภาคี และที่สำคัญที่สุด คือการสะท้อนหัวใจการเป็นผู้จัดการที่ดี "ใช้ทรัพยากร สติปัญญา และคอนเนกชันทางโลกที่เรามี เพื่อขับเคลื่อนอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้า"
เฟบีได้ทำหน้าที่ของเธอเสร็จสิ้นแล้ว ม้วนจดหมายที่เธอแบกข้ามโลกในวันนั้น ได้กลายเป็นคัมภีร์ที่เปลี่ยนชีวิตคนนับล้านในวันนี้ และในส่งท้ายบทบรรยาย คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้กับเราทุกคนก็คือ... ในยุคปัจจุบัน เราพร้อมแล้วหรือยังที่จะลุกขึ้นมาเป็น "ผู้เจิดจรัส" นำความสว่างและสัตย์ซื่อมารับใช้พระเจ้าในบริบทของเรา เหมือนอย่างที่เฟบีแห่งเคนเครียเคยทำมาแล้วในอดีต
ขอพระเจ้าอวยพระพร