งานวันเสาร์ที่ 17 ตค. ที่ผ่านมา มีคุณหมู ดิลก ดาราดังที่มีบทบาทการแสดงมากมายนานนับ 10 ปี มาเป็นแขกพิเศษในวันนั้น ที่พี่เขามาได้เพราะเป็นเพื่อนสนิทกับผอ.มูลนิธิสื่อใจไทย พี่เกษียรของเรานั่นเอง และยังเป็นนักเรียนการแสดงช่อง 3 รุ่น 1 ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของผม (ของผมรุ่น 6)
ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552
แนะนำหนังสือใหม่ของโซเฟีย บุ๊คส์

หลายท่านที่เป็นแฟนหนังสือของโซเฟีย บุ๊คส์ อาจจะงงเล็กน้อย ว่าเดี๋ยวนี้ เรามาทำตำราทำขนมหวานแล้วหรือ ขอบอกว่า แค่เราเพิ่มสิ่งที่น่าสนใจแบบผู้หญิงๆ บ้าง ต้องบอกว่างานนี้บก.คือภรรยาของผมเอง เธออยากทำหนังสือแบบนี้ และใฝ่ฝันมานาน จนมีโอกาสเหมาะได้ตีพิมพ์ เป็นผลงานของน้องคนไทยคนหนึ่งที่อยู่ที่อิตาลี ผลงานของน้องคนนี้ไม่ธรรมดาครับ แล้วต้องแนะนำกันในบล็อกนี้ด้วยครับ
ตามไปดูรายละเอียดได้ที่ http://sophiabake.blogspot.com/
ตามไปดูรายละเอียดได้ที่ http://sophiabake.blogspot.com/
มาดูหนัง 2012 วันสิ้นโลก รอบการกุศล
"2012 วันสิ้นโลก"ที่จะเปิดฉายรอบการกุศลทั้งหมด 4 รอบ คือ
1. วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009 เวลา 18.30-22.30 น.
2. วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2009 เวลา 10.30-14.30 น.
3. วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2009 เวลา 14.30-18.30 น
4. วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2009 เวลา 18.30-22.30 น
หลังรับชมภาพยนตร์ มีการบรรยายพิเศษแบบเจาะลึกเกี่ยวกับภาพยนตร์ 2012
ทั้งในมุมมองคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ และวิทยาศาตร์ (ความยาวหนังประมาณ 3 ชม.และบรรยาย 1 ชม.)
ฉาย ณ โรงภาพยนตร์ กรุงศรี ไอแมกซ์ พารากอน ชั้น 5
ตั๋วราคาพิเศษ !! เฉพาะในงานวันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 09 นี้เท่านั้น
ปกติ 250 บาท เหลือ 220 บาท
290 บาท เหลือ 250 บาท
700 บาท เหลือ 600 บาท
จัดรายการโดย มูลนิธิสื่อใจไทย
วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Endtime Movie Project 17 ตค.09
ภาพยนตร์หลากหลายเรื่องที่ถูกสร้างขึ้น ที่สะท้อนภาพของเหตุการณ์ในอนาคตของโลก
ซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกพยากรณ์ไว้แล้วในพระคัมภีร์
คุณคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ ......
ขอเชิญร่วมดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูพระคัมภีร์ในงาน "Endtime movie project"
ร่วมเจาะลึกถึงที่มาที่ไปของภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ที่ได้นำไปสู่เหตุการณ์ในยุคสุดท้ายที่ถูกพยากรณ์ไว้ในพระคัมภีร์
อาทิ Armageddon วันโลกาวินาศ, The day affer tommorrow วิกฤตวันสิ้นโลก, Deep Impact วันสิ้นโลก, Knowing รหัสวินาศโลก
สุดท้ายคงหนีไม่พ้นเรื่องที่กำลังมีกระแสมากที่สุดอย่าง 2012 ซึ่งหนังกำลังจะเข้าฉายในเดือนพฤศจิกายนนี้
ภาพยนตร์เหล่านี้เชื่อได้มากน้อยแค่ไหน และหากเหตุการณ์ในภาพยนตร์เหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้นจริง คุณจะทำอย่างไร.....
ไม่ควรพลาดในงานวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมนี้ ณ คริสตจักรใจสมาน สุขุมวิท 6 เวลา 13.30-17.00 น.
** หลังจากงาน"Endtime movie project" พบกับงาน Israel Variety ครั้งที่ 11 เวลา 17.00-19.00 น.
เรื่องราวเล่าสู่กันฟัง "จากเยรูซาเล็มสู่อิสราเอลวาไรตี้" พบกับเรื่องราวที่เป็นพระพรที่จะมาแบ่งปัน
ทั้งพันธกิจแรงงานไทยที่อิสราเอล (โดยท่านอ.เทริยา) และคำแบ่งปันของผู้ร่วมเดินทางไปอิสราเอล
สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-722-8744, 086-011-8557
ซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกพยากรณ์ไว้แล้วในพระคัมภีร์
คุณคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ ......
ขอเชิญร่วมดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูพระคัมภีร์ในงาน "Endtime movie project"
ร่วมเจาะลึกถึงที่มาที่ไปของภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ที่ได้นำไปสู่เหตุการณ์ในยุคสุดท้ายที่ถูกพยากรณ์ไว้ในพระคัมภีร์
อาทิ Armageddon วันโลกาวินาศ, The day affer tommorrow วิกฤตวันสิ้นโลก, Deep Impact วันสิ้นโลก, Knowing รหัสวินาศโลก
สุดท้ายคงหนีไม่พ้นเรื่องที่กำลังมีกระแสมากที่สุดอย่าง 2012 ซึ่งหนังกำลังจะเข้าฉายในเดือนพฤศจิกายนนี้
ภาพยนตร์เหล่านี้เชื่อได้มากน้อยแค่ไหน และหากเหตุการณ์ในภาพยนตร์เหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้นจริง คุณจะทำอย่างไร.....
ไม่ควรพลาดในงานวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมนี้ ณ คริสตจักรใจสมาน สุขุมวิท 6 เวลา 13.30-17.00 น.
** หลังจากงาน"Endtime movie project" พบกับงาน Israel Variety ครั้งที่ 11 เวลา 17.00-19.00 น.
เรื่องราวเล่าสู่กันฟัง "จากเยรูซาเล็มสู่อิสราเอลวาไรตี้" พบกับเรื่องราวที่เป็นพระพรที่จะมาแบ่งปัน
ทั้งพันธกิจแรงงานไทยที่อิสราเอล (โดยท่านอ.เทริยา) และคำแบ่งปันของผู้ร่วมเดินทางไปอิสราเอล
สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-722-8744, 086-011-8557
วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552
MGF ออก 2 รายการ (อีกแล้ว)
รายการแรกคือ "คำตอบชีวิต" ซึ่งเป็นรายการออกอากาศ อาทิตย์เว้นอาทิตย์ตอนตี 5 ช่อง 9
และรายการ "คนดีมีสาระ" ซึ่งครั้งนี้คุยกันเรื่องที่มาของเรื่อง "2012"
ปีที่คนทั้งโลกกำลังจับตาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น และภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากค่ายโซนี่ พิกเจอร์ส จะออกฉายในวันพฤหัสบดีที่ 12 พย. 09 ทางมูลนิธิสื่อใจไทยก็จัดรอบพิเศษด้วยทั้งหมด 4 รอบ คือวันที่ 12 และ 14 พย. ใครสนใจก็สามารถจองบัตรร่วมกิจกรรมได้ เพราะมีบรรยายในโรงหนังด้วยอีก 1 ชม.ทุกรอบ
พฤหัสบดี 12 พฤศจิกายน มี 1 รอบ คือรอบ 18.30 น.
เสาร์ 14 พฤศจิกายน มี 3 รอบ คือรอบ 10.30 น., 14.30 น. และ 18.30 น.
สถานที่ โรงภาพยนตร์ กรุงศรี ไอแมกซ์ สยามพารากอน ชั้น 5
จัดโดย มูลนิธิสื่อใจไทย

ภาพโปสเตอร์หนัง "2012" ซึ่งจะฉายพร้อมกันทั่วโลกวันที่ 13 พย. 09
วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552
สัมภาษณ์พิเศษ Rabbi Glick ที่สถานบันพระวิหาร
มูลนิธิสื่อใจไทย โดยผป.วีรศักดิ์ได้ไปสัมภาษณ์พิเศษที่สถาบันพระวิหารหลังที่ 3 ที่เมืองเยรูซาเล็ม เนื้อหาเป็นอย่างไร โปรดติดตามเร็วๆ นี้ ดูภาพนิ่งไปก่อนนะครับ
Rabbi Yehuda Glick, Director of the Temple Institute
ดูต่อได้ที่ http://www.ynetnews.com/articles/0,7340,L-3575972,00.html
ที่เก็บพระคัมภีร์โบราณ
ด้านนอกคือโดมขาวที่พรมน้ำตลอดเวลา
ผมถ่ายภาพกับพี่เกษียร และผป.วีรศักดิ์ (3 หนุ่ม 3 มุม)
ที่ใกล้ๆ กับโมเดลเมืองเยรูซาเล็ม เป็นที่เก็บคัมภีร์โบราณ (ที่ค้นพบเมื่อปี 1947 ที่คุมราน อยู่ใกล้ๆ กับเดดซี) ที่นั่นสร้างเป็นโดมสีขาว และพรมน้ำตลอดเวลา เพื่อหล่อเย็นภายในเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิให้เย็นตลอดเวลา
การค้นพบคัมภีร์โบราณ เป็นการยืนยันว่าพระคัมภีร์เดิม มีข้อความที่ยังคงความสัตย์จริงไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแต่งเติม และยังคงคำพยากรณ์ที่เคยเผยเอาไว้ โดยเฉพาะพระธรรม "อิสยาห์"
เมืองโบราณที่เยรูซาเล็ม
ถูกย่อส่วนเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ด้านภูมิศาสตร์ของเมืองที่ Israel Museum
สถานที่แห่งนี้มีขนาดใหญ่พอสมควร
มีเครื่องมือคล้ายโทรศัพท์ที่เขามอบให้แขวนคอ
จะอธิบายโดยเรากดเลขสถานที่ตรงจุดที่กำหนด
แล้วยกฟัง จะมีเสียงบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ
ผมประทับใจสถานที่แห่งนี้มาก เพราะทำให้เข้าใจตำแหน่งสถานที่ต่างๆ ในพระคัมภีร์ใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะที่เยรูซาเล็ม กลับมาถึงเมืองไทยก็ดูหนังอีก 4 เรื่องเกี่ยวกับพระเยซู ยิ่งซาบซึ้งเข้าไปอีก ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552
ประตูทองคำ
วันรุ่งขึ้นเมื่อคนเป็นอันมากที่มาในงานเทศกาลนั้น ได้ยินว่าพระเยซูเสด็จมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม เขาก็พากันถือทางอินทผลัมออกไปต้อนรับพระองค์ ร้องว่า "โฮซันนา ขอให้พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือ พระมหากษัตริย์แห่งอิสราเอล ทรงพระเจริญ" และพระเยซูทรงพบลูกลาตัวหนึ่ง จึงทรงลานั้นเหมือนดังที่มีคำเขียนไว้ว่า "ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวเลย จงดู กษัตริย์ของเธอทรงลูกลาเสด็จมา"
ยอห์น 12:12-15
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552
บุกเยรูซาเล็ม
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552
บรรยายที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินทร
ผมไปบรรยายเรื่องโลกร้อนอีกครั้งแล้วในรอบปีนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน เป็นเด็กนักเรียนจากอยุธยา จัดโดยอบจ.อยุธยาฯ ชอบสถานที่ดูโหญ่โตและทันสมัย ที่สำคัญติดทะเลด้วย ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อยู่เลยชะอำไป 11 กม.เอง
MGF ออก 2 รายการ
สัมภาษณ์ผู้ก่อตั้ง และคณะผู้บริหารงานมูลนิธิสื่อใจไทย
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 20 กันยานี้ TTV2 เวลา 21.00-22.00 น.
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มูลนิธิสื่อใจไทย ได้ทำการบันทึกเทป 2 รายการ คือ "นัดพบคนดี" และ "Behind the Praise" ซึ่งเป้นรายการทีวี (Cable TV) ซึ่งออกอากาศในสถานีของ "เนชั่น" ทั้ง 2 รายการ
วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ความเชื่อเกี่ยวกับยุคก่อนพันปีคืออะไร?
คำถาม: ความเชื่อเกี่ยวกับยุคก่อนพันปีคืออะไร?
คำตอบ: ความเชื่อเกี่ยวกับยุคก่อนพันปีคือความเชื่อที่ว่าการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์จะเกิดขึ้นก่อนอาณาจักรพันปีของพระองค์จะมาถึง และพระองค์จะทรงปกครองอาณาจักรพันปีเป็นเวลา 1,000 ปีตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ เพื่อที่เราจะเข้าใจและตีความหมายข้อพระคัมภีร์ที่พูดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในยุคสุดท้ายได้ มีสองประการที่เราจะต้องทำความเข้าใจเสียก่อน นั่นคือ
1. วิธีตีความหมายข้อพระคัมภีร์ที่เหมาะสม
และ 2 . ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างชนชาติอิสราเอล (คนยิว) และ คริสตจักร (ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ทุกคน)ประการแรก วิธีตีความหมายของพระคัมภีร์ที่ถูกต้อง คือ ข้อพระคัมภีร์จะต้องถูกตีความหมายตรงกับท้องเรื่อง นั้นหมายความว่าข้อพระคัมภีร์จะต้องถูกตีความหมายตามความเข้าใจของผู้ที่พระคัมภีร์ข้อนั้นเขียนถึง, และเขียนเกี่ยวกับ, ใครเป็นผู้เขียน เป็นต้น มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้ว่าผู้เขียนเป็นใคร, เขาเขียนถึงใคร, และประวัติศาสตร์เบื้องหลังข้อพระคัมภีร์นั้นเป็นอย่างไร
มีหลายครั้งที่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังจะเปิดเผยความหมายที่ถูกต้องของข้อพระคัมภีร์นั้นเอง เรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งที่เราจะต้องจำไว้คือข้อพระคัมภีร์จะตีความหมายข้อพระคัมภีร์ด้วยกันเอง นั่นคือ, มีหลายครั้งที่ข้อความในตอนหนึ่งจะคลุมไปถึงหัวข้อหรือเรื่องราวเดียวกันในอีกตอนหนึ่ง ที่สำคัญคือเราจะต้องตีความหมายข้อพระคัมภีร์ทุกตอนเหล่านั้นให้ตรงกันด้วยท้ายที่สุด และสำคัญที่สุด คือ ข้อพระคัมภีร์ต่าง ๆ จะต้องถูกตีความหมายอย่างธรรมดา, สม่ำเสมอ, เรียบง่าย และตรงตามที่เขียน นอกจากว่าข้อความนั้นจะเป็นคำอุปมาเท่านั้น การตีความหมายตรงตามตัวอักษรไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้คำเปรียบเทียบไม่ได้ อันที่จริงแล้วคำเปรียบเทียบช่วยไม่ให้ผู้ตีความหมายแปลเนื้อความของคำอุปมาว่าเป็นความหมายของข้อพระคัมภีร์ นอกจากว่ามันจะเหมาะสมสำหรับท้องเรื่องเท่านั้น ที่สำคัญคือผู้แปลจะต้องไม่พยายามค้นหาความหมายที่ “ลึกขึ้น, หรือเกี่ยวกับฝ่ายวิญญาณมากขึ้น” เกินกว่าที่ข้อพระคัมภีร์เองได้กล่าวไว้
การตีความหมายแบบนั้นเป็นเรื่องอันตราย เพราะมันจะทำให้ผู้อ่านมัวแต่คิดถึงมาตรฐานการตีความหมายที่ถูกต้องแทนที่จะคิดถึงข้อพระคัมภีร์เอง และมันจะทำให้การตีความหมายไม่มีเป้าหมายที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังทำให้ผู้ตีความหมายแปลความหมายข้อพระคัมภีร์ตามใจตัวเองด้วย ข้อพระคัมภีร์ 2 เปโตร 1:20-21 เตือนเราว่า “…: คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้ เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา”เมื่อนำหลักการนี้มาใช้ เราจะเห็นว่าคนอิสราเอล (ลูกหลานโดยตรงของอับราฮัม) และคริสตจักร (ผู้เชื่อทุกคน) เป็นคนสองกลุ่มที่แตกต่างกัน
ที่สำคัญคือเราจะต้องรับรู้และเข้าใจว่าคนอิสราเอลและคริสตจักรเป็นกลุ่มคนคนละกลุ่ม เพราะหากมีการเข้าใจผิด ข้อพระคัมภีร์ก็จะต้องถูกตีความหมายผิดไปด้วย โดยเฉพาะข้อพระคัมภีร์ที่พูดถึงพระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับคนอิสราเอล (ทั้งที่สำเร็จลงแล้วและยังไม่สำเร็จ) ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะถูกตีความหมายผิดอยู่แล้วหากผู้ตีความหมายพยายามที่จะแปลให้มันเข้ากับคริสตจักร หรือเข้ากับคนอิสราเอล จงจำไว้ว่าข้อความในบริบทนั้น ๆ จะเป็นตัวตัดสินเองว่าข้อความนั้นเขียนถึงใคร และมันจะบอกเองว่าการตีความหมายที่ถูกต้องควรมีทิศทางไปทางไหน!เมื่อเข้าใจแล้ว
เราจะมาดูกันที่ข้อพระคัมภีร์หลาย ๆ ข้อที่พูดเกี่ยวกับยุคก่อนพันปี
ให้เราเริ่มต้นกันที่หนังสือปฐมกาลบทที่ 12 ข้อ 1-3 “พระเจ้าตรัสแก่อับรามแล้วว่า "เจ้าจงออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังแผ่นดินที่เราจะบอกให้เจ้ารู้ เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า ทำให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไปแล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า"
ในที่นี้พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมไว้สามประการ คือ อับราฮัมจะมีลูกหลานมากมาย, ประชาชาติของเขาจะเป็นเจ้าของและเข้าครอบครองแผ่นดินหนึ่ง และพระพรจะมาถึงคนทั่วแผ่นดินโลกเพราะพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม (คนยิว) ในหนังสือปฐมกาล 15:9-17 พระเจ้าทรงยืนยันพระสัญญากับอับราฮัม วิธีของพระองค์คือ พระเจ้าทรงรับผิดชอบพระสัญญาทั้งหมด นั่นคือไม่มีอะไรที่อับราฮัมจะทำได้หรือไม่ได้เพื่อให้พระสัญญาเป็นโมฆะ และในข้อพระคัมภีร์นี้พระเจ้าได้ทรงกำหนดขอบเขตของดินแดนที่คนยิวจะได้เข้าครอบครองเอาไว้
สำหรับรายละเอียดของขอบเขตของดินแดนผืนนั้น จงดูหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติข้อ 34 ส่วนข้อพระคัมภีร์อื่น ๆ ที่พูดถึงดินแดนแห่งพันธสัญญา จงดู เฉลยธรรมบัญญัติ 30:3-5 และ เอเสเคียล 20:42-44หนังสือ 2 ซามูเอลบทที่ 7 พูดเกี่ยวกับการครอบครองของพระคริสต์ในระหว่างยุคพันปี
หนังสือ 2 ซามูเอล ข้อ 11-17 บันทึกพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงกระทำกับกษัตริย์ดาวิด ที่นี่พระเจ้าทรงสัญญาว่าดาวิดจะมีพงศ์พันธุ์มากมาย และจากพงศ์พันธุ์นี้พระเจ้าจะทรงสถาปนาอาณาจักรนิรันดร์ขึ้น พระสัญญานี้หมายถึงการครอบครองของพระคริสต์ในระหว่างช่วงพันปีและตลอดไป ที่สำคัญคือเราจะต้องจำไว้ว่าพระสัญญานี้จะเกิดขึ้นจริงแต่มันยังไม่เกิดขึ้นเท่านั้น
บางคนเชื่อว่าการครอบครองของกษัตริย์โซโลมอนคือพระสัญญาที่สำเร็จลง แต่ความเชื่อนี้มีปัญหาว่าอาณาจักรที่กษัตริย์โซโลมอนเคยทรงครอบครองนั้นไม่ได้เป็นของคนอิสราเอลในปัจจุบัน และกษัตริย์โซโลมอนก็ไม่ได้ทรงครอบครองคนอิสราเอลในขณะนี้เช่นกัน!
จงจำไว้ว่าพระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่าพงพันธุ์ของท่านจะได้ครอบครองแผ่นดินหนึ่งตลอดไป แต่พระสัญญานี้ยังไม่ได้เกิดขึ้น และหนังสือ 2 ซามูเอล 7 บอกว่าพระเจ้าจะสถาปนากษัตริย์ผู้ที่จะทรงครอบครองชั่วนิรันดร์ ดังนั้นกษัตริย์โซโลมอนจึงไม่น่าจะใช่ผู้ที่ทำให้พระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับกษัตริย์ดาวิดสำเร็จลง ดังนั้นพระสัญญาข้อนี้ยังคงรอคอยเวลาที่จะสำเร็จลงอยู่!
เมื่อเราจำเรื่องทั้งหมดนี้ได้แล้ว ให้เราดูว่าหนังสือวิวรณ์ 20:1-7 บันทึกอะไรไว้บ้าง “แล้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ ท่านถือลูกกุญแจของบาดาลนั้น และถือโซ่ใหญ่ และท่านได้จับพญานาคซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งเป็นพญามารและซาตานและมัดมันไว้พันปี แล้วทิ้งมันลงไปในบาดาลนั้น แล้วได้ลั่นกุญแจประทับตรา เพื่อไม่ให้มันล่อลวงบรรดาประชาชนได้อีกต่อไป จนครบกำหนดพันปีแล้วจึงจะต้องปล่อยมันออกไปชั่วขณะหนึ่ง ข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้น เป็นผู้ที่จะพิพากษา และข้าพเจ้ายังได้เห็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะ เพราะเป็นพยานของพระเยซู และเพราะพระวจนะของพระเจ้า และเป็นผู้ที่ไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน และไม่ได้ติดเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี นอกจากคนเหล่านี้คนอื่นๆ ที่ตายแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี ครั้นพันปีล่วงไปแล้ว ก็จะปล่อยซาตานออกจากคุกที่ขังมันไว้”
เวลาหนึ่งพันปีที่ข้อพระคัมภีร์วิวรณ์ 20:1-7 พูดถึงหลายครั้ง ตรงกับช่วงเวลาครองราชย์ 1000 ปีของพระคริสต์บนโลกตามที่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้
จงนึกถึงพระสัญญาที่ทรงให้ไว้กับดาวิดเกี่ยวกับผู้ครอบครอง ที่จะต้องเกิดขึ้นแต่ยังไม่ได้เกิดขึ้นตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ ผู้ที่เชื่อในยุคก่อนพันปีมองข้อพระคัมภีร์นี้ว่าเป็นคำอธิบายพระสัญญาที่จะสำเร็จลงในอนาคตโดยมีพระคริสต์เป็นผู้ครองครองบัลลัง พระเจ้าทรงสัญญาแบบไม่มีเงื่อนไขกับอับราฮัมและดาวิด พระสัญญาเหล่านี้ยังไม่สำเร็จบริบูรณ์หรือถาวร ทางเดียวที่พระสัญญาจะสำเร็จลงได้ คือ ได้เห็นการครองบัลลังก์ของพระคริสต์ดังที่พระคัมภีร์บันทึกไว้เท่านั้น
การนำวิธีตีความหมายตามตัวอักษรมาใช้กับข้อพระคัมภีร์ ทำให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของภาพปริศนาต่อเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น คำพยากรณ์ทั้งหมดในพันธสัญญาเดิมเกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งแรกของพระคริสต์ได้เกิดขึ้นแล้วตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้
ดังนั้นเราจึงควรคาดหวังว่าคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สองจะสำเร็จลงเช่นกัน ความเชื่อในยุคก่อนพันปีเป็นระบบเดียวที่เห็นด้วยกับการตีความหมายตามตัวอักษรเกี่ยวกับพระสัญญาของพระเจ้าและการเผยพระวจนะเกี่ยวกับยุคสุดท้าย
ข้อมูลจาก http://www.gotquestions.org/Thai/Thai-premillennialism.html
คำตอบ: ความเชื่อเกี่ยวกับยุคก่อนพันปีคือความเชื่อที่ว่าการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์จะเกิดขึ้นก่อนอาณาจักรพันปีของพระองค์จะมาถึง และพระองค์จะทรงปกครองอาณาจักรพันปีเป็นเวลา 1,000 ปีตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ เพื่อที่เราจะเข้าใจและตีความหมายข้อพระคัมภีร์ที่พูดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในยุคสุดท้ายได้ มีสองประการที่เราจะต้องทำความเข้าใจเสียก่อน นั่นคือ
1. วิธีตีความหมายข้อพระคัมภีร์ที่เหมาะสม
และ 2 . ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างชนชาติอิสราเอล (คนยิว) และ คริสตจักร (ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ทุกคน)ประการแรก วิธีตีความหมายของพระคัมภีร์ที่ถูกต้อง คือ ข้อพระคัมภีร์จะต้องถูกตีความหมายตรงกับท้องเรื่อง นั้นหมายความว่าข้อพระคัมภีร์จะต้องถูกตีความหมายตามความเข้าใจของผู้ที่พระคัมภีร์ข้อนั้นเขียนถึง, และเขียนเกี่ยวกับ, ใครเป็นผู้เขียน เป็นต้น มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้ว่าผู้เขียนเป็นใคร, เขาเขียนถึงใคร, และประวัติศาสตร์เบื้องหลังข้อพระคัมภีร์นั้นเป็นอย่างไร
มีหลายครั้งที่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังจะเปิดเผยความหมายที่ถูกต้องของข้อพระคัมภีร์นั้นเอง เรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งที่เราจะต้องจำไว้คือข้อพระคัมภีร์จะตีความหมายข้อพระคัมภีร์ด้วยกันเอง นั่นคือ, มีหลายครั้งที่ข้อความในตอนหนึ่งจะคลุมไปถึงหัวข้อหรือเรื่องราวเดียวกันในอีกตอนหนึ่ง ที่สำคัญคือเราจะต้องตีความหมายข้อพระคัมภีร์ทุกตอนเหล่านั้นให้ตรงกันด้วยท้ายที่สุด และสำคัญที่สุด คือ ข้อพระคัมภีร์ต่าง ๆ จะต้องถูกตีความหมายอย่างธรรมดา, สม่ำเสมอ, เรียบง่าย และตรงตามที่เขียน นอกจากว่าข้อความนั้นจะเป็นคำอุปมาเท่านั้น การตีความหมายตรงตามตัวอักษรไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้คำเปรียบเทียบไม่ได้ อันที่จริงแล้วคำเปรียบเทียบช่วยไม่ให้ผู้ตีความหมายแปลเนื้อความของคำอุปมาว่าเป็นความหมายของข้อพระคัมภีร์ นอกจากว่ามันจะเหมาะสมสำหรับท้องเรื่องเท่านั้น ที่สำคัญคือผู้แปลจะต้องไม่พยายามค้นหาความหมายที่ “ลึกขึ้น, หรือเกี่ยวกับฝ่ายวิญญาณมากขึ้น” เกินกว่าที่ข้อพระคัมภีร์เองได้กล่าวไว้
การตีความหมายแบบนั้นเป็นเรื่องอันตราย เพราะมันจะทำให้ผู้อ่านมัวแต่คิดถึงมาตรฐานการตีความหมายที่ถูกต้องแทนที่จะคิดถึงข้อพระคัมภีร์เอง และมันจะทำให้การตีความหมายไม่มีเป้าหมายที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังทำให้ผู้ตีความหมายแปลความหมายข้อพระคัมภีร์ตามใจตัวเองด้วย ข้อพระคัมภีร์ 2 เปโตร 1:20-21 เตือนเราว่า “…: คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้ เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา”เมื่อนำหลักการนี้มาใช้ เราจะเห็นว่าคนอิสราเอล (ลูกหลานโดยตรงของอับราฮัม) และคริสตจักร (ผู้เชื่อทุกคน) เป็นคนสองกลุ่มที่แตกต่างกัน
ที่สำคัญคือเราจะต้องรับรู้และเข้าใจว่าคนอิสราเอลและคริสตจักรเป็นกลุ่มคนคนละกลุ่ม เพราะหากมีการเข้าใจผิด ข้อพระคัมภีร์ก็จะต้องถูกตีความหมายผิดไปด้วย โดยเฉพาะข้อพระคัมภีร์ที่พูดถึงพระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับคนอิสราเอล (ทั้งที่สำเร็จลงแล้วและยังไม่สำเร็จ) ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะถูกตีความหมายผิดอยู่แล้วหากผู้ตีความหมายพยายามที่จะแปลให้มันเข้ากับคริสตจักร หรือเข้ากับคนอิสราเอล จงจำไว้ว่าข้อความในบริบทนั้น ๆ จะเป็นตัวตัดสินเองว่าข้อความนั้นเขียนถึงใคร และมันจะบอกเองว่าการตีความหมายที่ถูกต้องควรมีทิศทางไปทางไหน!เมื่อเข้าใจแล้ว
เราจะมาดูกันที่ข้อพระคัมภีร์หลาย ๆ ข้อที่พูดเกี่ยวกับยุคก่อนพันปี
ให้เราเริ่มต้นกันที่หนังสือปฐมกาลบทที่ 12 ข้อ 1-3 “พระเจ้าตรัสแก่อับรามแล้วว่า "เจ้าจงออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังแผ่นดินที่เราจะบอกให้เจ้ารู้ เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า ทำให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไปแล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า"
ในที่นี้พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมไว้สามประการ คือ อับราฮัมจะมีลูกหลานมากมาย, ประชาชาติของเขาจะเป็นเจ้าของและเข้าครอบครองแผ่นดินหนึ่ง และพระพรจะมาถึงคนทั่วแผ่นดินโลกเพราะพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม (คนยิว) ในหนังสือปฐมกาล 15:9-17 พระเจ้าทรงยืนยันพระสัญญากับอับราฮัม วิธีของพระองค์คือ พระเจ้าทรงรับผิดชอบพระสัญญาทั้งหมด นั่นคือไม่มีอะไรที่อับราฮัมจะทำได้หรือไม่ได้เพื่อให้พระสัญญาเป็นโมฆะ และในข้อพระคัมภีร์นี้พระเจ้าได้ทรงกำหนดขอบเขตของดินแดนที่คนยิวจะได้เข้าครอบครองเอาไว้
สำหรับรายละเอียดของขอบเขตของดินแดนผืนนั้น จงดูหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติข้อ 34 ส่วนข้อพระคัมภีร์อื่น ๆ ที่พูดถึงดินแดนแห่งพันธสัญญา จงดู เฉลยธรรมบัญญัติ 30:3-5 และ เอเสเคียล 20:42-44หนังสือ 2 ซามูเอลบทที่ 7 พูดเกี่ยวกับการครอบครองของพระคริสต์ในระหว่างยุคพันปี
หนังสือ 2 ซามูเอล ข้อ 11-17 บันทึกพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงกระทำกับกษัตริย์ดาวิด ที่นี่พระเจ้าทรงสัญญาว่าดาวิดจะมีพงศ์พันธุ์มากมาย และจากพงศ์พันธุ์นี้พระเจ้าจะทรงสถาปนาอาณาจักรนิรันดร์ขึ้น พระสัญญานี้หมายถึงการครอบครองของพระคริสต์ในระหว่างช่วงพันปีและตลอดไป ที่สำคัญคือเราจะต้องจำไว้ว่าพระสัญญานี้จะเกิดขึ้นจริงแต่มันยังไม่เกิดขึ้นเท่านั้น
บางคนเชื่อว่าการครอบครองของกษัตริย์โซโลมอนคือพระสัญญาที่สำเร็จลง แต่ความเชื่อนี้มีปัญหาว่าอาณาจักรที่กษัตริย์โซโลมอนเคยทรงครอบครองนั้นไม่ได้เป็นของคนอิสราเอลในปัจจุบัน และกษัตริย์โซโลมอนก็ไม่ได้ทรงครอบครองคนอิสราเอลในขณะนี้เช่นกัน!
จงจำไว้ว่าพระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่าพงพันธุ์ของท่านจะได้ครอบครองแผ่นดินหนึ่งตลอดไป แต่พระสัญญานี้ยังไม่ได้เกิดขึ้น และหนังสือ 2 ซามูเอล 7 บอกว่าพระเจ้าจะสถาปนากษัตริย์ผู้ที่จะทรงครอบครองชั่วนิรันดร์ ดังนั้นกษัตริย์โซโลมอนจึงไม่น่าจะใช่ผู้ที่ทำให้พระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับกษัตริย์ดาวิดสำเร็จลง ดังนั้นพระสัญญาข้อนี้ยังคงรอคอยเวลาที่จะสำเร็จลงอยู่!
เมื่อเราจำเรื่องทั้งหมดนี้ได้แล้ว ให้เราดูว่าหนังสือวิวรณ์ 20:1-7 บันทึกอะไรไว้บ้าง “แล้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ ท่านถือลูกกุญแจของบาดาลนั้น และถือโซ่ใหญ่ และท่านได้จับพญานาคซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งเป็นพญามารและซาตานและมัดมันไว้พันปี แล้วทิ้งมันลงไปในบาดาลนั้น แล้วได้ลั่นกุญแจประทับตรา เพื่อไม่ให้มันล่อลวงบรรดาประชาชนได้อีกต่อไป จนครบกำหนดพันปีแล้วจึงจะต้องปล่อยมันออกไปชั่วขณะหนึ่ง ข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้น เป็นผู้ที่จะพิพากษา และข้าพเจ้ายังได้เห็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะ เพราะเป็นพยานของพระเยซู และเพราะพระวจนะของพระเจ้า และเป็นผู้ที่ไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน และไม่ได้ติดเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี นอกจากคนเหล่านี้คนอื่นๆ ที่ตายแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี ครั้นพันปีล่วงไปแล้ว ก็จะปล่อยซาตานออกจากคุกที่ขังมันไว้”
เวลาหนึ่งพันปีที่ข้อพระคัมภีร์วิวรณ์ 20:1-7 พูดถึงหลายครั้ง ตรงกับช่วงเวลาครองราชย์ 1000 ปีของพระคริสต์บนโลกตามที่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้
จงนึกถึงพระสัญญาที่ทรงให้ไว้กับดาวิดเกี่ยวกับผู้ครอบครอง ที่จะต้องเกิดขึ้นแต่ยังไม่ได้เกิดขึ้นตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ ผู้ที่เชื่อในยุคก่อนพันปีมองข้อพระคัมภีร์นี้ว่าเป็นคำอธิบายพระสัญญาที่จะสำเร็จลงในอนาคตโดยมีพระคริสต์เป็นผู้ครองครองบัลลัง พระเจ้าทรงสัญญาแบบไม่มีเงื่อนไขกับอับราฮัมและดาวิด พระสัญญาเหล่านี้ยังไม่สำเร็จบริบูรณ์หรือถาวร ทางเดียวที่พระสัญญาจะสำเร็จลงได้ คือ ได้เห็นการครองบัลลังก์ของพระคริสต์ดังที่พระคัมภีร์บันทึกไว้เท่านั้น
การนำวิธีตีความหมายตามตัวอักษรมาใช้กับข้อพระคัมภีร์ ทำให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของภาพปริศนาต่อเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น คำพยากรณ์ทั้งหมดในพันธสัญญาเดิมเกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งแรกของพระคริสต์ได้เกิดขึ้นแล้วตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้
ดังนั้นเราจึงควรคาดหวังว่าคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สองจะสำเร็จลงเช่นกัน ความเชื่อในยุคก่อนพันปีเป็นระบบเดียวที่เห็นด้วยกับการตีความหมายตามตัวอักษรเกี่ยวกับพระสัญญาของพระเจ้าและการเผยพระวจนะเกี่ยวกับยุคสุดท้าย
ข้อมูลจาก http://www.gotquestions.org/Thai/Thai-premillennialism.html
วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ยุคพันปี ที่คริสเตียนรอคอย?

เตรียมตัวให้พร้อม บ่ายวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2009 รายการที่หาเรียนยากมาก ทั้งตำรา ผู้ค้นคว้า ทุกอย่างดูคลุมเครือ และห่างไกล
ความกระจ่างจะปรากฏแก่ผู้แสวงหาความจริง
ทัศนะบางอย่างของท่านอาจจะต้องเปลี่ยนไปเมื่อรู้เรื่องราวเหล่านี้
ศาสนศาสตร์ที่ไม่ได้คิดเหมาเอาเอง.. ตายแล้วไปไหน?
ก. สวรรค์
ข. ปากแดนผู้ตาย เพื่อรอวันพิพากษา
ค. เป็นขึ้นมาอีก เพื่อครอบครองพันปี
ง. ดับสูญสิ้นทุกอย่าง
จะเลือกข้อไหนดี คำตอบมีถูกเพียงข้อเดียว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
