ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้
วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
หนังหักมุม "ล่าแม่มด" กลับกลายเป็น "ซาตาน" หลอกใช้
เพิ่งเช่าหนังเรื่องนี้มาดู ทีแรกนึกว่าหนังล่าแม่มดทั่วไป กลับกลายเป็นซาตานแฝงตัวมาทำลายพระคัมภีร์ในยุคสงครามครูเสด
ใครที่ชอบดูหนังลึกลับซับซ้อน เขย่าขวัญเล็กน้อยต้องดู
ผมชอบตอนจบที่หักมุมเกี่ยวกับความเชื่อเรื่อง "การล่าแม่มด" ในยุคนั้น
เพราะคนในสมัยนี้ยังกลัวแม่มด และ (บางกลุ่ม) แอนตี้แม่มดกันอยู่เลย
เรื่องนี้สะท้อนอะไรหลายๆ อย่างในสังคมสมัยนี้ด้วย เราอาจเกลียดกลัวอะไรบางอย่าง จึงอยากจะทำลายหรือกำจัด แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเครื่องมือให้มารซะ กว่าจะรู้ก็เสียหาย ล้มตายกันไปหลายคน บทเรียนนี้ล้ำค่าจริงๆ
วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
คลิปรณรงค์ลดโลกร้อน
ผมทำคลิปนี้ขึ้นมาเพื่อหการรณรงค์ลดโลกร้อน ไม่น่าเชื่อเลยว่า ครั้งแรกที่เตรียมเนื้อหานี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว คนเชิญได้เชิญไปบรรยายที่มหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายก็ยกเลิก ไม่ได้ไปบรรยาย แต่ข้อมูลที่ได้ทำไปแล้วกลับได้ใช้จริงที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ไปบรรยายให้ัเด็กนักเรียนมัธยมฟัง พร้อมเรื่องอื่นๆ อีก 4 เรื่อง นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมยังบรรยายเรื่องนี้อยู่เลยครับ
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
เกาหลี ในหัตถ์พระเจ้า (รวมคลิปจากรายการพื้นที่ชีวิต)
เป็นคลิปรายการ "พื้นที่ชีวิต" ตอน "เกาหลี ในหัตถ์พระเจ้า" เรื่องราวที่บอกกล่าวว่าทำไมชาวเกาหลีถึง 25% มาเชื่อในพระเยซูคริสต์ น่าสนใจมาและน่าศึกษามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตในประเทศไำทย
วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
เสร็จแล้ว DVD 36คำอุปมากับยุคพันปี
เป็นบันทึกการบรรยายสดเรื่อง "36คำอุปมากับยุคพันปี" ความยาว 2 ชั่วโมง 49 นาที 58 วินาที เนื้อหามุ่งเน้นไปที่คำอุปมาของพระเยซูที่เล็งถึงยุคพันปี ในตัวอย่างนำบางส่วนของการสัมมนามาเผบแพร่ ใครอยากชมแบบเต็มๆ ก็สั่งจองได้เลยนะครับ
วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
เตรียมพบกับบันทึกการบบรยายสด "36คำอุปมา" เร็วๆ นี้
ผ่านไปแล้วการสัมมนาเชิงวิชาการ "36คำอุปมากับยุคพันปี" เมื่อวันที่ 2 กค. ที่ร้านอาหารนนทรีเรสเตอรองต์ ซึ่งเป็นการสัมมนาพืเศษครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นในที่แห่งนี้
การสัมมนาเกิดขึ้นเพราะความต้องการของผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้มีการบรรยายถึงเรื่องยุคพันปี และที่มา ประเด็นเนื้อหาในการบรรยายครั้งนี้ เน้นไปที่เรื่องคำอุปมาของพระเยซูที่พระองค์ตรัสเอาไว้กับสาวก และสรุปได้ว่าทุปคำอุปมาเล็งไปที่เดียวนั่นคือ "แผ่นดินของพระองค์" หรือ "ยุคพันปี" ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ
แต่เนื่องจากเนื้อหาของการสัมมนายังมีอีกมาก ประเด็นเรื่อง "ยุคพันปี" จึงได้นำเสนอเพียงช่วงสั้นๆ จึงจะมีการจัดสัมมนาในโอกาศต่อไป ผู้ที่สนใจบันทึกการสัมมนาก็สามารถสั่งจองได้ทาง e-mail นะครับ ส่วนการบรรยายครั้งต่อไปจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป
การสัมมนาเกิดขึ้นเพราะความต้องการของผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้มีการบรรยายถึงเรื่องยุคพันปี และที่มา ประเด็นเนื้อหาในการบรรยายครั้งนี้ เน้นไปที่เรื่องคำอุปมาของพระเยซูที่พระองค์ตรัสเอาไว้กับสาวก และสรุปได้ว่าทุปคำอุปมาเล็งไปที่เดียวนั่นคือ "แผ่นดินของพระองค์" หรือ "ยุคพันปี" ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ
แต่เนื่องจากเนื้อหาของการสัมมนายังมีอีกมาก ประเด็นเรื่อง "ยุคพันปี" จึงได้นำเสนอเพียงช่วงสั้นๆ จึงจะมีการจัดสัมมนาในโอกาศต่อไป ผู้ที่สนใจบันทึกการสัมมนาก็สามารถสั่งจองได้ทาง e-mail นะครับ ส่วนการบรรยายครั้งต่อไปจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554
เตรียมพบกับสารคดีชุดใหม่ "เรียนรู้อดีต ลิขิตอนาคต"
เป็นสารคดีเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ในมุมมองแบบประวัติศาสตร์ เหมาะกับนำไปประกอบการศึกษาพระคัมภีร์ช่วงเช้า (รวีวารศึกษา Sunday School) มีรายการที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
- Pentateuch รู้จักพระคัมภีร์เดิม 5 เล่มแรก
- Joseph in Egypt อาณาจักรอียิปต์กับคัมภีร์ไบเบิ้ล (1)
- Moses : Prince of Egypt อาณาจักรอียิปต์กับคัมภีร์ไบเบิ้ล (2)
- King David จากเด็กเลี้ยงแกะสู่บัลลังก์กษัตริย์แห่งอิสราเอล
- King Solomon สุภาษิตแห่งปราชญ์ราชัน กับเรื่องสามก๊ก
- Unseen Christmas ย้อนรอยกำเนิดคริสต์มาส ในมุมมองที่คุณไม่เคยรู้
- Mary Magdalene ดิฉันไม่ใช่เสโภณี
- Judas Iscariot ผู้ทรยศ หรือสหายผู้ภักดี?
- Paul of Tarsus ผู้พิชิตโรมันด้วยนามพระคริสต์
- Apocalypse วิวรณ์คำพยากรณ์ล้างโลก
วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554
DVD บันทึกการบรรยายพิเศษ Rapture
วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554
สัมมนาพิเศษ 2 กรกฎาคม คำอุปมาสู่ยุคพันปี

เป็นสัมมนาพิเศษ จัดขึ้นเพื่อเรียนรู้คำอุปมาของพระเยซูทั้ง 36 เรื่อง ที่มีเป้าหมายเล็งถึง "แผ่นดินของพระัเจ้า" แต่การแปลภาษาผ่านยุคสมัยทำให้ความเข้าใจคาดเคลื่อน หลายท่านจึงเข้าใจว่า "แผ่นดินของพระเจ้า" คือสวรรค์ โลกหลังความตาย
แต่เมื่อภาษาของพระคัมภีร์ถูกแปลความหมาย และเปิดเผยมากขึ้น การศึกษาค้นคว้ามากขึ้น จึงทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่พระเยซูทรงตรัสเป็นคำอุปมานั้น ก็คือ "ยุคพันปี" นั่นเอง
หาก "แผ่นดินของพระเจ้า" แท้ที่จริงก็คือ "ยุคพันปี" การตีความที่ผ่านมา คงต้องมาเรียนรู้กันใหม่
เพราะ "ยุคพันปี" กำลังใกล้เข้ามา..
แต่เรา ยังไม่เข้าใจคำอุปมาของพระองค์เลย ดังคำตรัสที่ว่า "ข้อความลับลึกแห่งแผ่นดินสวรรค์ ทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้ได้ แต่คนเหล่านั้น ไม่โปรดให้รู้ ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้คนผู้นั้นมีเหลือเฟือ แต่ผู้ที่ไม่มีนั้น แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่จะต้องเอาไปจากเขา เหตุฉะนั้น เราจึงกล่าวแก่เขาเป็นคำอุปมา เพราะว่าถึงเขาเห็นก็เหมือนไม่เห็น ถึงได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ" มัทธิว 13:11-13
เสาร์ที่ 2 กรกฎาคม 2011
เวลา 13.00 - 16.00 น.
ร้านอาหารนนทรีเรสเตอรองต์ บางเขน
คลิกดูแผนที่
สำรองที่นั่งได้ที่ คุณอ้อย 088 022 3523
ดูบทเรียนก่อนสัมมนา
ช่วงที่ 1 คำอุปมา
ช่วงที่ 2 ยุคพันปี
วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554
บทความที่น่าสนใจเรื่องการ "เทศนา"
เป็นเนื้อหาที่อยู่ในใจมาตลอด อยากบอกสมาชิกคริสตจักรให้รับรู้ ขอขอบคุณ ข่าวคริสตชน
*ข้อจำกัดของการเทศนา*
ทุกครั้งที่เราฟังคำเทศนา หรือเป็นผู้เทศนา เราควรถือว่านี่เป็นเวลาสำคัญ ที่พระเ้จ้ากำลังจะตรัสผ่านผู้เทศนาซึ่งก็ถือเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ผู้ฟังต้องฟังด้วยความตั้งใจและถ่อมใจพร้อมที่จะเชื่อฟัง และผู้เทศน์ก็ต้องเทศน์้ด้วยความถ่อมใจและยอมให้พระเจ้าตรัสผ่านอย่างแท้จริง
แต่ถึงกระนั้นเราก็ควรรู้เท่าทันเกี่ยวกับธรรมชาติของการเทศนาในบางแง่ เพื่อจะเห็นว่าโดยตัวธรรมชาติของการเทศนาเองก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการด้วย(นี่ยังไม่พูดถึงข้อจำกัดของตัวผู้เทศนาแต่ละท่านซึ่งก็ย่อมมีอีก มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป) การรู้ถึงข้อจำกัดของการเทศนา จะช่วยทั้งผู้เทศนาและผู้ฟังให้เกิดความระมัดระวัง ไม่เทศนาผิดๆ และไม่รับฟังไปผิดๆ ซึ่งก็จะก่อปัญหาให้แก่ทั้งตัวผู้เทศน์เอง แต่ที่แย่กว่าคือปัญหาที่จะเกิดแก่ผู้ฟังทั้งหลาย
ก่อนจะพูดถึงข้อจำกัดแต่ละข้อ ต้องขอบอกผลปลายทางล่วงหน้าเสียก่อนว่า ข้อจำกัดต่างๆ ตามธรรมชาติของการเทศนามีผลทำให้บ่อยครั้งที่การเทศนาจะไม่ได้ให้ความรู้ที่แท้จริง หรืออาจถึงกับให้ความรู้ที่ผิดพลาดได้เสียด้วยซ้ำ
ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักวิชาการด้านนี้ด้วยในส่วนหนึ่งใคร่ขอนำเสนอข้อจำกัดของการเทศนาซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในวงวิชาการด้านนี้ ดังต่อไปนี้
1. การเทศนามีข้อจำกัดเรื่องเวลา
ไม่ว่าจะพูดหัวข้ออะไรก็มักจะต้องพยายามทำให้จบภายใน 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ยากที่จะอธิบายหัวข้อนั้นได้อย่างละเอียดครอบคลุมเพียงพอ จนอาจนำเสนอบางประเด็นผิวเผินเกินไปซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปผิดๆ ได้นอกเสียจากว่าจะมีการขยายเวลา และทำเป็นหลายๆ ตอน เพื่อให้ครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ
2. การเทศนามีเป้าหมายหลักเพื่อการโน้มน้าวใจให้มีการตัดสินใจ
การนำเสนอข้อมูลก็จะเป็นแบบการสรุปข้อมูลรวบยอด ไม่ได้มุ่งการให้ความรู้ ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงในรายละเอียด ทุกแง่ทุกมุม หรือบอกที่มาที่ไปแสดงพัฒนาการเป็นขั้นๆ อีกทั้งการเทศนายังต้องเน้นให้คนตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง เน้นให้เกิดความรู้สึกร่วม ไม่ใช่เน้นให้คิดวิเคราะห์จนเกิดความรู้ความเข้าใจที่แตกฉาน
3. การเทศนาเป็นการพูดทางเดียว และพูดคนเดียว ไม่มีการถามตอบ
และไม่มีวิทยากรคนอื่นร่วมพูด ต่างจากการอภิปราย สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ เสริมได้ รวมทั้งโต้แย้งได้ หรือมองต่างมุมกันได้
4. การเทศนาเป็นการพูดต่อหน้าผู้ฟังแบบเผชิญหน้า
ทำให้ผู้เทศนามีแนวโน้มที่จะต้องเอาใจผู้ฟังเอาไว้ก่อน หรือสร้างความประทับใจต่อผู้ฟังเอาไว้ก่อน จนยากที่จะยึดความจริงที่ตนเชื่ออยู่อย่างสมบูรณ์ เพราะไม่อยากสร้างความขัดเคืองใจกัน รวมทั้งบางครั้งก็ต้องทำให้ผู้ฟังไม่หลับไว้ก่อน หรือต้องทำให้ผู้ฟังมีความหวังมีกำลังใจหรือสบายใจไว้ก่อนด้วย เป็นต้น ซึ่งนี่จะไม่เหมือนกับการสื่อสารบางแบบ เช่นการเขียน หรือการอัดเสียง ที่ผู้นำเสนอไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฟังโดยตรง หรือแม้แต่ไม่ต้องเปิดเผยตัวจริง ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำเสนออะไรได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจใคร หรือเอาใจใคร
5. ยิ่งกว่านั้นอีกคือ เมื่อการเทศนาเป็นการพูดต่อหน้าผู้ฟัง
ผู้เทศน์ก็มักต้องประเมินว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มไหน เพื่อจะได้เทศนาให้ตรงใจกับผู้ฟังส่วนใหญ่ไว้ก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะการจะเทศนาให้ตอบสนองผู้ฟังทุกคนทุกกลุ่มได้อย่างจุใจเท่ากันหมดเป็นเรื่องยากมากจนถึงแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ หากผู้เทศนาเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ฟังมีความเข้าใจเพียงผิวเผิน ผู้เทศนาก็มีแนวโน้มที่จะให้ข้อเท็จจริงที่ผิวเผินด้วยเช่นกัน
6. การเทศนาเป็นการพูดสด โอกาสนำเสนอผิดพลาดมีมาก
แม้ว่าอาจจะมีการเตรียมมาก็ตาม ในการนำเสนอในการประชุมหรือสัมนาที่สำคัญมากๆ โดยเฉพาะที่เป็นทางการ มักจะกำหนดให้ผู้พูดต้องเขียนมาอย่างละเอียดก่อน และบางครั้งถึงกับต้องอ่านตามที่เขียนมาเพื่อป้องกันการผิดพลาดในลักษณะที่เรียกว่า "กลอนพาไป" หรือ "ตื่นเต้นจนพูดผิด" หรือ "พูดแล้วมัน พูดเพลิน จนพูดเลยเถิด"
7. ในการเทศนาที่ผู้เทศน์เป็นผู้นำของคริสตจักรหรือองค์กร หรือเป็นบุคคลากรของคริสตจักรหรือองค์กร
เมื่อต้องเทศนากับคริสตจักรหรือองค์กรที่ตนทำงานอยู่ มักต้องคิดถึงผลประโยชน์ของตนที่มีอยู่กับคริสตจักรหรือองค์กร หรือต้องคิดเรื่องสายการบังคับบัญชา จนไม่ง่ายที่จะนำเสนอความจริงทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา หรืออาจพูดได้่ว่าการพูดในสถานการณ์ที่ตนมีผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมพูดความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ยาก
8. การเทศนามักกระทำในนามของพระเ้จ้า
ผู้เทศนามักฉวยโอกาสจากบทบาทนี้บอกว่าสิ่งที่เทศน์เป็นถ้อยคำที่มาจากพระเจ้าและได้รับการทรงนำจากพระเจ้า (ความจริงแล้วอาจจะมาจากพระเจ้าบางส่วน แต่ก็มีบางส่วนที่มาจากมนุษย์เองเติมเข้าไป โดยเฉพาะในส่วนอธิบายและประยุกต์ฺใช้) ซึ่งเท่ากับบอกว่าผู้ฟังต้องเชื่อถือและเชื่อฟังโดยปริยาย ไม่อาจตั้งข้อสงสัยหรือถกเถียงได้ และบางครั้งก็เลยเถิดไปถึงจุดที่ว่า ผู้เทศน์รู้สึกว่าตนเอง "เป็นเสียงพระเจ้า" จริงๆ ซึ่งหมายความว่า ผิดไม่ได้ (inerrant) และวิจารณ์ไม่ได้ (untouchable) ยิ่งถ้าผู้คนยกย่องให้เกียรติมากๆ
ด้วยแล้ว ผู้เทศน์ก็จะยิ่งหลงตนจนเสียคน ลืมข้อเท็จจริง กลายเป็นพระเจ้าไปเลย แล้วถ้าใครไปวิจารณ์ทักท้วงก็จะตอบโต้เขาด้วยข้อหา "กบฏ" (betrayer, treason) หรือ "ลบหลู่พระเจ้า (blasphemy) ไปเลย
9. การเทศนาถูกมองว่าเป็นการกระทำในนามพระเจ้า
ผู้เทศน์จึงมักต้องแสดงความมั่นใจและความกล้าหาญในสิ่งที่ตนเองพูดอยู่เสมอ แม้เรื่องนั้นตัวเองจะรู้จริงรู้ไม่จริงอย่างไรก็ต้องแสดงอาการมั่นใจในการเทศนา ต้องเทศน์อย่างกล้าหาญและมั่นใจ เพื่อใ้ห้สมกับเป็นเสียงจากพระเ้จ้า ผลก็คือ ถ้าผู้เทศนาเทศน์ผิดๆ ผู้ฟังก็ยังคงรู้สึกเชื่อมั่นด้วยความเข้าใจผิดว่านี่เป็นเสียงจากพระเจ้า
10. ผู้เทศนาที่ต้องเทศน์อยู่เสมอ เทศน์ทุกสัปดาห์
ก็ย่อมต้องเทศน์สารพัดเรื่องสารพัดหัวข้อ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อมไม่มีใครจะรู้จริงแตกฉานไปเสียทุกเรื่องทุกหัวข้อ ผู้เทศนาที่เทศน์เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจโดยมีนักธุรกิจฟังอยู่ด้วยก็อาจไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ตนพูดบางอย่างอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่นักธุรกิจต่างทราบกันดีก็ได้ ผู้เทศนาที่เทศน์เรื่ืองเกี่ยวกับวิชาการบางด้าน นักวิชาการด้านนั้นก็อาจไม่เห็นด้วยก็ได้
11. บุคคลิกและลีลาของผู้เทศนาีมักมีผลต่อความรู้สึกเชื่อถือของผู้ฟังมากกว่าความถูกต้องของเนื้อหา
โดยหลักจิตวิทยาการพูด ทำให้เราทราบความจริงเรื่องหนึ่งคือ คนส่วนใหญ่เชื่อถือผู้พูดจากความประทับใจในบุคคลิกของผู้พูด มากกว่าที่จะคิดถึงความน่าเชื่อถือของเนื้อหา
*ข้อจำกัดของการเทศนา*
ทุกครั้งที่เราฟังคำเทศนา หรือเป็นผู้เทศนา เราควรถือว่านี่เป็นเวลาสำคัญ ที่พระเ้จ้ากำลังจะตรัสผ่านผู้เทศนาซึ่งก็ถือเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ผู้ฟังต้องฟังด้วยความตั้งใจและถ่อมใจพร้อมที่จะเชื่อฟัง และผู้เทศน์ก็ต้องเทศน์้ด้วยความถ่อมใจและยอมให้พระเจ้าตรัสผ่านอย่างแท้จริง
แต่ถึงกระนั้นเราก็ควรรู้เท่าทันเกี่ยวกับธรรมชาติของการเทศนาในบางแง่ เพื่อจะเห็นว่าโดยตัวธรรมชาติของการเทศนาเองก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการด้วย(นี่ยังไม่พูดถึงข้อจำกัดของตัวผู้เทศนาแต่ละท่านซึ่งก็ย่อมมีอีก มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป) การรู้ถึงข้อจำกัดของการเทศนา จะช่วยทั้งผู้เทศนาและผู้ฟังให้เกิดความระมัดระวัง ไม่เทศนาผิดๆ และไม่รับฟังไปผิดๆ ซึ่งก็จะก่อปัญหาให้แก่ทั้งตัวผู้เทศน์เอง แต่ที่แย่กว่าคือปัญหาที่จะเกิดแก่ผู้ฟังทั้งหลาย
ก่อนจะพูดถึงข้อจำกัดแต่ละข้อ ต้องขอบอกผลปลายทางล่วงหน้าเสียก่อนว่า ข้อจำกัดต่างๆ ตามธรรมชาติของการเทศนามีผลทำให้บ่อยครั้งที่การเทศนาจะไม่ได้ให้ความรู้ที่แท้จริง หรืออาจถึงกับให้ความรู้ที่ผิดพลาดได้เสียด้วยซ้ำ
ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักวิชาการด้านนี้ด้วยในส่วนหนึ่งใคร่ขอนำเสนอข้อจำกัดของการเทศนาซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในวงวิชาการด้านนี้ ดังต่อไปนี้
1. การเทศนามีข้อจำกัดเรื่องเวลา
ไม่ว่าจะพูดหัวข้ออะไรก็มักจะต้องพยายามทำให้จบภายใน 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ยากที่จะอธิบายหัวข้อนั้นได้อย่างละเอียดครอบคลุมเพียงพอ จนอาจนำเสนอบางประเด็นผิวเผินเกินไปซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปผิดๆ ได้นอกเสียจากว่าจะมีการขยายเวลา และทำเป็นหลายๆ ตอน เพื่อให้ครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ
2. การเทศนามีเป้าหมายหลักเพื่อการโน้มน้าวใจให้มีการตัดสินใจ
การนำเสนอข้อมูลก็จะเป็นแบบการสรุปข้อมูลรวบยอด ไม่ได้มุ่งการให้ความรู้ ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงในรายละเอียด ทุกแง่ทุกมุม หรือบอกที่มาที่ไปแสดงพัฒนาการเป็นขั้นๆ อีกทั้งการเทศนายังต้องเน้นให้คนตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง เน้นให้เกิดความรู้สึกร่วม ไม่ใช่เน้นให้คิดวิเคราะห์จนเกิดความรู้ความเข้าใจที่แตกฉาน
3. การเทศนาเป็นการพูดทางเดียว และพูดคนเดียว ไม่มีการถามตอบ
และไม่มีวิทยากรคนอื่นร่วมพูด ต่างจากการอภิปราย สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ เสริมได้ รวมทั้งโต้แย้งได้ หรือมองต่างมุมกันได้
4. การเทศนาเป็นการพูดต่อหน้าผู้ฟังแบบเผชิญหน้า
ทำให้ผู้เทศนามีแนวโน้มที่จะต้องเอาใจผู้ฟังเอาไว้ก่อน หรือสร้างความประทับใจต่อผู้ฟังเอาไว้ก่อน จนยากที่จะยึดความจริงที่ตนเชื่ออยู่อย่างสมบูรณ์ เพราะไม่อยากสร้างความขัดเคืองใจกัน รวมทั้งบางครั้งก็ต้องทำให้ผู้ฟังไม่หลับไว้ก่อน หรือต้องทำให้ผู้ฟังมีความหวังมีกำลังใจหรือสบายใจไว้ก่อนด้วย เป็นต้น ซึ่งนี่จะไม่เหมือนกับการสื่อสารบางแบบ เช่นการเขียน หรือการอัดเสียง ที่ผู้นำเสนอไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฟังโดยตรง หรือแม้แต่ไม่ต้องเปิดเผยตัวจริง ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำเสนออะไรได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจใคร หรือเอาใจใคร
5. ยิ่งกว่านั้นอีกคือ เมื่อการเทศนาเป็นการพูดต่อหน้าผู้ฟัง
ผู้เทศน์ก็มักต้องประเมินว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มไหน เพื่อจะได้เทศนาให้ตรงใจกับผู้ฟังส่วนใหญ่ไว้ก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะการจะเทศนาให้ตอบสนองผู้ฟังทุกคนทุกกลุ่มได้อย่างจุใจเท่ากันหมดเป็นเรื่องยากมากจนถึงแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ หากผู้เทศนาเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ฟังมีความเข้าใจเพียงผิวเผิน ผู้เทศนาก็มีแนวโน้มที่จะให้ข้อเท็จจริงที่ผิวเผินด้วยเช่นกัน
6. การเทศนาเป็นการพูดสด โอกาสนำเสนอผิดพลาดมีมาก
แม้ว่าอาจจะมีการเตรียมมาก็ตาม ในการนำเสนอในการประชุมหรือสัมนาที่สำคัญมากๆ โดยเฉพาะที่เป็นทางการ มักจะกำหนดให้ผู้พูดต้องเขียนมาอย่างละเอียดก่อน และบางครั้งถึงกับต้องอ่านตามที่เขียนมาเพื่อป้องกันการผิดพลาดในลักษณะที่เรียกว่า "กลอนพาไป" หรือ "ตื่นเต้นจนพูดผิด" หรือ "พูดแล้วมัน พูดเพลิน จนพูดเลยเถิด"
7. ในการเทศนาที่ผู้เทศน์เป็นผู้นำของคริสตจักรหรือองค์กร หรือเป็นบุคคลากรของคริสตจักรหรือองค์กร
เมื่อต้องเทศนากับคริสตจักรหรือองค์กรที่ตนทำงานอยู่ มักต้องคิดถึงผลประโยชน์ของตนที่มีอยู่กับคริสตจักรหรือองค์กร หรือต้องคิดเรื่องสายการบังคับบัญชา จนไม่ง่ายที่จะนำเสนอความจริงทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา หรืออาจพูดได้่ว่าการพูดในสถานการณ์ที่ตนมีผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมพูดความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ยาก
8. การเทศนามักกระทำในนามของพระเ้จ้า
ผู้เทศนามักฉวยโอกาสจากบทบาทนี้บอกว่าสิ่งที่เทศน์เป็นถ้อยคำที่มาจากพระเจ้าและได้รับการทรงนำจากพระเจ้า (ความจริงแล้วอาจจะมาจากพระเจ้าบางส่วน แต่ก็มีบางส่วนที่มาจากมนุษย์เองเติมเข้าไป โดยเฉพาะในส่วนอธิบายและประยุกต์ฺใช้) ซึ่งเท่ากับบอกว่าผู้ฟังต้องเชื่อถือและเชื่อฟังโดยปริยาย ไม่อาจตั้งข้อสงสัยหรือถกเถียงได้ และบางครั้งก็เลยเถิดไปถึงจุดที่ว่า ผู้เทศน์รู้สึกว่าตนเอง "เป็นเสียงพระเจ้า" จริงๆ ซึ่งหมายความว่า ผิดไม่ได้ (inerrant) และวิจารณ์ไม่ได้ (untouchable) ยิ่งถ้าผู้คนยกย่องให้เกียรติมากๆ
ด้วยแล้ว ผู้เทศน์ก็จะยิ่งหลงตนจนเสียคน ลืมข้อเท็จจริง กลายเป็นพระเจ้าไปเลย แล้วถ้าใครไปวิจารณ์ทักท้วงก็จะตอบโต้เขาด้วยข้อหา "กบฏ" (betrayer, treason) หรือ "ลบหลู่พระเจ้า (blasphemy) ไปเลย
9. การเทศนาถูกมองว่าเป็นการกระทำในนามพระเจ้า
ผู้เทศน์จึงมักต้องแสดงความมั่นใจและความกล้าหาญในสิ่งที่ตนเองพูดอยู่เสมอ แม้เรื่องนั้นตัวเองจะรู้จริงรู้ไม่จริงอย่างไรก็ต้องแสดงอาการมั่นใจในการเทศนา ต้องเทศน์อย่างกล้าหาญและมั่นใจ เพื่อใ้ห้สมกับเป็นเสียงจากพระเ้จ้า ผลก็คือ ถ้าผู้เทศนาเทศน์ผิดๆ ผู้ฟังก็ยังคงรู้สึกเชื่อมั่นด้วยความเข้าใจผิดว่านี่เป็นเสียงจากพระเจ้า
10. ผู้เทศนาที่ต้องเทศน์อยู่เสมอ เทศน์ทุกสัปดาห์
ก็ย่อมต้องเทศน์สารพัดเรื่องสารพัดหัวข้อ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อมไม่มีใครจะรู้จริงแตกฉานไปเสียทุกเรื่องทุกหัวข้อ ผู้เทศนาที่เทศน์เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจโดยมีนักธุรกิจฟังอยู่ด้วยก็อาจไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ตนพูดบางอย่างอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่นักธุรกิจต่างทราบกันดีก็ได้ ผู้เทศนาที่เทศน์เรื่ืองเกี่ยวกับวิชาการบางด้าน นักวิชาการด้านนั้นก็อาจไม่เห็นด้วยก็ได้
11. บุคคลิกและลีลาของผู้เทศนาีมักมีผลต่อความรู้สึกเชื่อถือของผู้ฟังมากกว่าความถูกต้องของเนื้อหา
โดยหลักจิตวิทยาการพูด ทำให้เราทราบความจริงเรื่องหนึ่งคือ คนส่วนใหญ่เชื่อถือผู้พูดจากความประทับใจในบุคคลิกของผู้พูด มากกว่าที่จะคิดถึงความน่าเชื่อถือของเนื้อหา
วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554
สำรวจคลองเพื่อการบำบัดที่ราชบุรี
เมื่อวันที่ 6-7 มิย. ผมได้เดินทางไปจ.ราชบุรีเพื่อสำรวจคลอง 2 แห่ง นั่นคือคลองวัดประดู่ และคลองบัวงาม (โพหัก) ซึ่งเป็นงานวิจัยและต้องเขียนรายงานถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นั่น พร้อมแนวทางแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งผมเกี่ยวข้องอยู่ในช่วงนี้
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
สัมภาษณ์พิเศษ "ผ่าคำพยากรณ์วันสิ้นโลก" ออกรายการเสาร์ 5 ของกันตนา
ขอบคุณพระเจ้าที่เรามีโอกาสชี้ให้เห็นว่าคำพยากรณ์ดังกล่าวยังไม่ถูกต้องตามพระคัมภีร์ และเหตุการณ์ที่พระคัมภีร์บันทึกถึงวันสิ้นยุค (ไม่ใช่วันสิ้นโลก) มีมากกว่านั้นเยอะ!
ติดตามรายการได้หลังออกอากาศแล้ว จะนำมาเผยแพร่ให้พี่น้องได้รับฟังด้วยกัน
http://www.youtube.com/user/sao5tv#p/a/u/0/v5wY9RVIJkQ


วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
วันปิดงานคองเกรส 7.5
เมื่อวันที่ 13 พค. ที่ผ่านมานี้เป็นวันปิดการประชุมคองเกรส 7.5 ที่ ม.ธรรมศาสตร์รังสิต ผมไม่ได้ไปประชุมช่วงกลางวันหรอกครับ แต่ไปช่วงสุดท้ายของงาน เพราะเพื่อนชาวเกาหลีอยากให้ไปชมรายการพิเศษ "Love Sonata" ซึ่งสนุกดีครับ
วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
DVD พระวิหารหลังที่ 3 (ชุดใหม่) เสร็จแล้ว
เป็นการบรรยายกึ่งสารคดีเกี่ยวกับข่าวการสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ซึ่งนับวันใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว DVD ชุดนี้มีความยาว 2 ชม. 4 นาที 13 วินาที สนใจสั่งจองได้ที่ emagicclub@gmail.com
วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554
บันทึกการประกาศ และการพลีชีพในสยามประเทศ
เป็นคลิืปบางตอนของการบรรยายเรื่อง "การทุ่มเทเพื่อพระคริสต์" เป็นตอนที่พูดถึงมิชชั่นนารีในสยามประเทศ และการพลีชีพของชายสองคนที่เชียงใหม่ จนทำให้เกิดเสรีภาพในการประกาศในสมัยนั้น จวบจนปัจจุบัน
เอาให้ดูกันเผื่อจะลืมเลือน และไม่มีการสานต่อถึงเจตนารมณ์ในครั้งนั้น และเพื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้คริสเตียนยุคใหม่ในปัจจุบันอยากรับใช้พระเจ้่ามากขึ้น
วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554
เตรียมพบกับ DVD ชุดใหม่เดือนหน้า
พบกับ DVD ชุดใหม่ล่าสุด เป็นการรวมเนื้อหาของบทบรรยายเรื่อง "สมาคมลับกับลัทธิเทียมเท็จ" และ "พระวิหารหลังที่ 3" ซึ่งมีการเพิ่มเนื้อหาและอัพเดทข้อมูลล่าสุดถึงความคืบหน้าของการสร้างพระวิหาร2 เธสะโลนิกา 2:4 "ผู้กีดกั้นขัดขวางและยกตัวขึ้นต่อสู้อะไรๆที่ได้ชื่อว่าเป็นพระ หรืออะไรๆ ที่เขาไหว้นมัสการนั้น แล้วมันก็นั่งในพระวิหารของพระเจ้าประกาศตัวว่าเป็นพระเจ้า"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



