ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

บันทึกการบรรยายสด "สำรวจวิวรณ์เบื้องต้น" เสร็จแล้ว

ท่านใดที่สนใจศึกษาพระคัมภีร์ด้วยตนเอง ต้องไม่พลาดบันทึกการบรรยายสดชุดนี้ เพราะเป็นการปูพื้นฐานการศึกษาพระธรรม "วิวรณ์" หนังสือเล่มสุดท้ายที่พยากรณ์ถึงอนาคตโลก และการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์ ความยาวเกือบ 4 ชม. DVD 2 แผ่น

ภาพปก
ตัวอย่างบางส่วนของ DVD แผ่นที่ 1

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

บันทึกการบรรยายสด "การเสด็จกลับมาครั้งที่สอง" เสร็จแล้ว

ท่านใดสนใจบันทึกการบรรยายสดเรื่อง "การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์" สามารถสั่งซื้อได้แล้ว เพราะตัดต่อเสร้จแล้ว ความยาว 1 ชม. 57 นาที 44 วินาที ราคาชุดละ 150 บาท เป็นการบรรยายสดที่คริสตจักรตรัง อ.เมือง จ.ตรัง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2011 เป็นการบรรยายช่วงเช้า ส่วนตอนบ่าย เป็นเนื้อหาเดียวกันกับเรื่อง "36 คำอุปมา" ที่เคยบรรยายไปแล้วที่กรุงเทพฯ จึงไม่ได้ตัดต่อใหม่ แต่สามารถสั่งซื้อทั้ง 2 ชุดได้ในราคาพิเศษ เพียง 200 บาทเท่านั้น

ภาพปก

 ดูตัวอย่าง คลิปการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง

ภาพปก

ดูตัวอย่าง คลิป 36 คำอุปมา

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

งานของทูตสวรรค์ในช่วงยุคสุดท้าย

ช่วงนี้ผมได้ไปบรรยายหลายที่ทั่วประเทศ และเรื่องหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงเสมอเมื่อพูดถึงการเสด็จกลับมาของพระเยซู นั่นคือการมาของทูตสวรรค์พร้อมกับพระเยซู

แทบจะทุกครั้งที่พระองค์มายังโลก นับตั้งแต่สมัยปฐมกาลที่นักศาสนศาสตร์เชื่อว่า บุคคลที่มาพบอับราฮัม นั่นคือพระเยซูและทูตสวรรค์

อับราฮัมต้อนรับชายแปลกหน้าสามคน

และเมื่อพระองค์จะมายังโลกในฐานะมนุษย์ (เด็กน้อย) ก็ต้องให้ทูตสวรรค์มาบอกกับมารีย์ก่อน

ทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวแก่มารีย์ เพื่อการยอมรับการเสด็จมาของพระองค์
และการรับหน้าที่มารดา

แน่นอนว่าต้องบอกโยเซฟด้วย เพราะเขากำลังวางแผนจะถอนหมั้นกับมารีย์อย่างลับๆ

ทูตสวรรค์แจ้งข่าวเดียวกันกับมารีย์ แต่ผ่านความฝัน

เมื่อพระเยซูมาประสูติก็ต้องหาพยานรู้เห็นในการประสูติของพระองค์ เพราะแค่มารีย์-โยเซฟคงไม่พอ เหล่าทูตสวรรค์จึงมากันมากมาย และแจ้งข่าวดีแก่คนเลี้ยงแกะที่อยู่ในทุ่งนา

ทูตสวรรค์แจ้งข่าวดีกับคนเลี้ยงแกะ เพราะถ้ามีเพียง 2 คนทราบข่าวดีนี้
ก็คงเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาก็ได้

และบอกให้ทั้งมารีย์-โยเซฟหลบหนีออกจากเมืองไปอยู่อียิปต์เพื่อหลบการตามล่าของทหารของเฮโรดที่สั่งสังหารเด็กเพราะการหากษัตริย์ของพวกโหราจารย์ต่างแดน

มารีย์และโยเซฟนำพระกุมารเยซูหนีไปยู่อียิปต์ ตามการเตือนของทูตสวรรค์

และในช่วงยุคสุดท้าย ทูตสวรรค์ของพระเจ้าจะกลับมาอย่างมากมายอีกครั้ง เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับมาครั้งที่สอง

พระคัมภีร์ใหม่บันทึกการมาของเหล่าทูตสวรรค์
ในยุคสุดท้ายอย่างชัดเจน แต่กลับไม่มีใครรู้หรือสนใจเรื่องนี้เท่าใดนัก

ทูตสวรรค์มาพร้อมกับพระเยซู

ทูตสวรรค์มารับคนที่พระองค์ทรงเลือกสรร

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะไดัรับการเลือกสรร แม้แต่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นคริสเตียน
(ดูเรื่องหญิงพรหมจารี 10 คน)

ทูตสวรรค์จะนำเราไปบนเมฆ เพราะเราบินเองไม่ได้

ในยุคสุดท้ายทูตสวรรค์จะประกาศข่าวประเสริฐแทนคริสเตียน เพราะเหตุกลียุค

เป็นที่น่้าเสียดายที่ผู้นำคริสตจักรหลายแห่ง ไม่ได้สอนเรื่องราวเหล่านี้แก่สาวกของพระองค์ ดังนั้นจึงมีคริสเตียนบางคนเท่านั้นที่จะรับข้อมูลข่าวสารจากเรื่องราวเหล่านี้ได้

การสักกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล

พอดีมีคนถามผมถึงเรื่องนี้ก็เลยหาข้อมูลมาให้อ่านกันสำหรับแฟนบล็อกครับผม


พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่าอย่างไรเกี่ยวกับการสัก/เจาะ ร่างกาย?



คำถาม: พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่าอย่างไรเกี่ยวกับการสัก/เจาะ ร่างกาย?

คำตอบ:
กฎในพันธสัญญาเดิมสั่งคนอิสราเอลไว้ว่า “เจ้าอย่าเชือดเนื้อของเจ้าเพราะเหตุมีคนตาย หรือสักเป็นเครื่องหมายใดๆลงที่ตัวเจ้า เราคือพระเยโฮวาห์” ” (เลวีนิติ 19:28) ดังนั้นถึงแม้ว่าผู้เชื่อในปัจจุบันจะไม่ต้องถือกฎในพันธสัญญาเดิมแล้วก็ตาม (โรม 10:4; กาลาเทีย 3:23-25; เอเฟซัส 2:15) แต่ความจริงที่ว่าได้มีการสั่งห้ามการสักไว้จึงเป็นสิ่งที่เราควรถาม พันธสัญญาใหม่ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับว่าผู้เชื่อควรหรือไม่ควรสัก

เมื่อพูดถึงการสักหรือเจาะร่างกาย ข้อตรวจสอบที่ดีคือให้เราพิจารณาดูว่าเราสามารถขอพระเจ้าอย่างจริงใจและไม่ รู้สึกผิด ให้อวยพรเราและใช้สิ่งที่เราทำนั้นเพื่อการดีของพระองค์ได้หรือไม่ “เหตุฉะนั้นเมื่อท่านจะรับประทาน จะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า” (1 โครินธ์ 10:31) พระคัมภีร์ไม่ได้สั่งห้ามการสักหรือเจาะร่างกาย แต่ก็ไม่ได้ให้เหตุผลที่ทำให้เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงอนุญาตให้เราสักหรือเจาะ ร่างกายเช่นกัน

อีกข้อหนึ่งที่สมควรจะได้รับการพิจารณาคือ ความพอสัณฐานประมาณ พระคัมภีร์สอนให้เราแต่งตัวอย่างพอสัณฐานประมาณ (1 ทิโมธี 2:9) แง่หนึ่งเกี่ยวกับการแต่งตัวอย่างพอสัณฐานประมาณ คือ การแน่ใจว่าสิ่งที่ควรปกปิดด้วยเสื้อผ้าได้รับการปกปิดอย่างสมควร แต่ความหมายที่สำคัญของความพอสัณฐานประมาณคือ การไม่เรียกร้องความสนใจเข้ามาสู่ตนเอง คนที่แต่งตัวอย่างพอสัณฐานประมาณคือคนที่ไม่ได้แต่งตัวเพื่อดึงดูดความสนใจ การสักและการเจาะร่างกายเป็นการดึงดูดความสนใจแน่นอน ดังนั้นจากมุมมองนี้ การสักหรือเจาะร่างกายจึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่พอสัณฐานประมาณ

หลักสำคัญจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับเรื่องที่พระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึงตรง ๆ คือ หากการกระทำนั้นมีช่องว่างให้สงสัยว่าจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าหรือไม่ การไม่ทำก็จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพราะ “การกระทำใด ๆ ก็ตามที่มิได้กระทำด้วยความเชื่อก็เป็นบาปทั้งสิ้น” (โรม 14:23) เราจำเป็นที่จะต้องจำไว้ว่าร่างกายของเรา, รวมทั้งจิตวิญญาณของเรา, ได้รับการไถ่ไว้แล้วและเป็นของพระเจ้า ถึงแม้ว่าข้อพระคัมภีร์ 1 โครินธ์ 6:19-20 ไม่ได้พูดถึงการสักหรือเจาะร่างกายโดยตรงก็ตาม แต่มันให้หลักการกับเรา, “หลักการอะไรหรือ? ก็หลักการที่ว่า ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง นั่นไง” ความจริงที่ยิ่งใหญ่นี้ควรมีผลอย่างแท้จริงในสิ่งที่เราทำและสถานที่ ๆ เราไป หากร่างกายของเราเป็นของพระเจ้า เราควรมั่นใจว่าเราได้รับ “อนุญาต” จากพระองค์อย่างชัดเจน ก่อนที่เราจะ “ทำเครื่องหมายใด ๆ ลงที่ตัว” ด้วยรอยสักหรือการเจาะร่างกาย

ข้อมูลจาก http://www.gotquestions.org/Thai/Thai-tattoos-sin.html

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

คืนสุดท้ายที่สวนเกทเสมนี

เป็นสถานที่สำคัญทางพระคัมภีร์ เป็นที่ที่พระเยซูไปอธิษฐาน




วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

บ้านมหาปุโรหิตคายาฟาส

เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์พระคัมภีร์ พระเยซูถูกจับมาสอบสวน หลังจากนั้นพระองค์ก็ถูกส่งไปหาปิลาต และเป็นที่เปโตรปฏิเสธพระองค์ด้วย



วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ใช้ชีวิตคริสเตียนได้คุ้มจริงๆ ที่ตรัง

ต้องบอกว่าไปตรังครั้งนี้คุ้มจริงๆ เพราะได้แบ่งปันพระคัมภีร์ให้พี่น้ิองในหลายคริสตจักรและโรงเรียนถึง 4 วันเต็มๆ ข้อมูลและเนื้อหาพระคัมภีร์ที่เคยสะสมมาได้ใช้เต็มที่ในครั้งนี้

กลับมากรุงเทพฯ ด้วยความสบายใจ แม้จะไม่ได้เที่ยวทะเลตรังเลย แต่ก็หวังว่าคราวหน้าคงได้ไปตรังอีก

เดินขึ้นเครื่องบินที่ตรัง 

วิวเมืองตรัง 

ถึงกรุงเทพฯ ตอน 11 โมงเช้า 

วิวถนนพหลโยธินตรงตลาดไท 

ผมกับน้องปาม ผู้มีความเชื่อว่าจะเกิดการสัมมนาที่ตรัง
และเป็นผู้ประสานงานทุกอย่าง
ขอขอบคุณด้วยใจจริงมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

สอน "วิวรณ์" ครั้งแรกที่ตรัง

วันที่ 30 สิงหาคม ผมยังอยู่ที่ตรัง พี่น้องเรียกร้องที่อยากจะเรียนพระคัมภีร์ต่อ จึงจัดพิเศษขึ้น และคาดว่าจะมีพี่น้องเข้าร่วมประมาณ 10 กว่าคน (ยังมักน้อย) แต่เมื่อเริ่มบรรยายก็มีคนทยอยเข้ามาจากหลายจังหวัด บางคนถึงกับลางานมาเรียนพระคัมภีร์ในครั้งนี้ และมาไกลจากคลองท่อม จ.กระบี่ จนมีคนเข้าร่วมประชุมเต็มห้องเหมือนเดิม

สรรเสริญขอบคุณพระเจ้าจริงๆ ที่คนที่นั่นรักการเรียนพระคัมภีร์

อาคารคริสตจักรตรังที่กลายเป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัด 

แต่เราเรียนพระคัมภีร์ที่อาคารนี้ครับ 

พี่น้องยังมาเต็มห้องเหมือนเดิม 

มีบางคน ลางานมา เพื่อมาเรียนพระคัมภีร์
ผมเองได้ยินถึงกับน้ำตาไหล 

ช่วงเที่ยงพักทานอาหาร เลยมีเวลามาถ่ายภาพที่โบสถ์เก่าแก่บ้าง 

เก็กหล่อถ่ายภาพหน้าโบสถ์ 

เราใช้เวลาตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหา บรรยายอีก 2 คริสตจักรที่ตรัง

ช่วงเช้าผมไปบรรยายที่คริสตจักรโคกสะบ้า ส่วนตอนบ่ายไปที่คริสตจักรธารพระพร

ฝนตกแต่เช้าที่คริสตจักรโคกสะบ้า 

บรรยายเรื่องการเสด็จกลับมาแบบย่อ 

 ที่ธารพระพรฟังเรื่องคำพยากรณ์ของพระเยซูเรื่องยุคเก่า-ยุคใหม่

พี่น้องตามมาฟังจากเมื่อวันเสาร์จนเต็มโบสถ์

บรรยายเรื่อง "การเสด็จกลับมา" ที่ตรัง

วันที่ 27 สิงหาคม น้องปามเป็นคนที่ตรังโดยกำเนิด มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่อยากจะให้พี่น้องที่นั่นได้พระพรจากข้อพระคัมภีร์และบทเรียนจึงคิดจัดงานสัมมนานี้ขึ้นมา ซึ่งผมเองไม่มีปัญหา แต่อุปสรรคก็คือ ที่นั่นไม่มีใครรู้จักผม พระเจ้าจึงส่งอาจารย์ปราชญา เพื่อนอาจารย์จากขอนแก่นไปเทศน์ที่นั่นพอดีในวันที่ 5 สิงหาล่วงหน้าหลายวัน และได้ประชาสัมพันธ์งานสัมมนาดังกล่าว

จากที่หวังว่าจะมีคนมาสัมมนาแค่ 10-20 คน ก็มีคนมาฟังกว่า 100 คน ขอบคุณพระเจ้า

ห้องประชุมที่คริสตจักรตรัง 

พี่น้องมาจากหลายจังหวัดในภาคใต้ เพราะการบอกต่อ 

พี่น้องท่านนี้เดินทางมาจากยะลาเพื่อเข้าร่วมสัมมนา
และยังเป็นแฟนหนังสือ "ปี 2000 ไม่ใช่วันสิ้นโลก" 


หนังสือเล่มนี้ กล่าวถึงหนังสือ ปฐมกาล และวิวรณ์

มีเด็กมานั่งฟังด้วย 

เนื้อหาเข้มข้น 10 โมงเช้าถึง 6 โมงครึ่งตอนเย็น 

ยุคพันปีคือไฮไลท์ของการสัมมนาครั้งนี้
เพราะการเสด็จกลับมาของพระเยซูก็คือ
การมาครองโลกเป็นเวลาพันปี 

พี่น้องร่วมสัมมนาแบบไม่ถอยจนกระทั่งเย็น
ขอบพระคุณพระเจ้า

ภารกิจหาดใหญ่

เมื่อวันที่ 25-26 สิงหาคม ผมมีโปรแกรมต้องไปหาดใหญ่เพื่อไปบรรยายให้กับกลุ่มเกษตรกรฟังเรื่อง "ปัญหาภาวะโลกร้อน และผลกระทบต่อเมืองไทย" แต่ความไม่พร้อมของผู้จัดจึงเลื่อนไป แต่ผมเลื่อนไม่ได้จึงขอผู้จัดนั่งเครื่องบินที่เขาจองไว้ให้และพักที่หาดใหญ่ 1 คืน ก่อนจะมาจังหวัดตรัง ตามโปรแกรมที่ตั้งเอาไว้ คือการสัมมนาพระคัมภีร์ "การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์"

ไปนกแอร์ครับ ขึ้นที่ดอนเมือง

มองเห็นวัดพระศรีมหาธาตุ 

ไปคุยกับครูที่โรงเรียน มอว. เรื่องการกำจัดขยะอินทรีย์
เพื่อน้ำหมักชีวภาพด้วย BeztDM 

 ไปเอาเปลือกผลไม้มาหมัก

ไปดูพื้นที่ปลูกต้นไม้ที่บ่อบำบัดด้วย
ที่นี่ปลูกต้นไม้ไม่ไก้มากว่า 10 ปีแล้ว
เพราะดินไม่มีธาตุอาหาร 

แวะเยี่ยมนางเงือกที่หาดสมิหลาช่วงกลางวัน 

 ช่วงบ่ายเดินทางไปตรังด้วยรถตู้โดยสาร

เป็นรถตู้ขนาด 25 ที่นั่ง 

ออกจากหาดใหญ่บ่าย 3 กว่าๆ มาถึงตรัง เกือบ 6 โมงเย็น
นานมากๆ เพราะฝนตกตลอดทาง

หลงมาลงที่หอนาฬิกา แล้วน้องปามก็มารับ 

คืนแรกที่ตรัง ได้แบ่งปันที่โบสถ์เก่าแก่ของตรังเลย
ประมาณครึ่งชั่วโมง