ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาพวาด "The Last Supper" ของศิลปินคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ดาวินชี

ผลงานภาพวาดที่เกี่ยวข้องกับคริสตศาสนานั้น มาจากการว่าจ้างของขุนนาง เศรษฐี และนักบวชระดับสันตปาปา ศิลปินเพียงทำหน้าที่ของตน และทำงาน ซึ่งแต่ละภาพย่อมมีทัศนะของศิลปินอยู่บ้าง และอิงกับข้อพระคัมภีร์ที่จะวาดด้วย

หนังสือการ์ตูนเล่มนี้เล่าเรื่องประวัติของดาวินชี

ตอนนี้กำลังเล่าถึงที่มาของภาพ The Last Supper

ภาพร่าง ผลงานของดาวินชี

ภาพร่างก่อนวาด ดาวินชีวางแผนก่อนเสมอ


ผลงานของ Domenico Ghirlando (1482) วาดก่อนดาวินชี 13 ปี

แนวคิดของภาพมาจาก ยอห์น บทที่ 13 ข้อ 21-29

ผลงานของ Andrea del Castagno (1477) วาดก่อน 18 ปี

เล่าเรื่องเหมือนๆ กัน ซึ่งยอห์นต้องนอนแบบนี้เสมอ
ตามการตีความจากพระคัมภีร์

ผลงานของ Pietro Perugino (1480) วาดก่อน 15 ปี

ศิลปินทุกคนจะยึดแนวทางนี้วาดภาพแบบนี้

ภาพสเก็ตของดาวินชี

ภาพสเก็ตอีกภาพ

ผลงานของ Cosimo Rosslli (1481-1482) วาดก่อน 12-13 ปี

ดาวินชีมีผู้ช่วยในการวาด และไม่ได้วาดเพียงผู้เดียว
ยังมีศิลปินอีกคนวาดในฝั่งตรงข้าม


ภาพฝั่งตรงข้ามมีชื่อว่้า "Crucifixion" (1495)
เป็นผลงานของ Gioranni Bellini (1430-1516)

ภาพของดาวินชี วาดอยู่ที่โรงอาหารโบสถ์
ซานตามาเรีย เดอกราซิเอ ตามคำสั่งของ ลูโดวิโก

ผลงานของ Giovanni Battista Moroni

ผลงานของ Jaume Huguet

ผลงานของ Jacopo Bassano

ผลงานของ Valentin de Boulogne

ผลงานของ Jean Penicaud I

ผลงานของ Bouts Dirk Louvain

ผลงานของ William Blake

ถอดรหัสภาพวาดดาวินชี

ถอดรหัสภาพวาดของลีโอนาโด ดา วินชี  "เดอะ ลาส ซัปเปอร์" เรามาดูกันว่าเหตุผลที่ภาพในชื่อนี้เอาแนวคิดการวาดมาจากไหนในพระคัมภีร์ และคนไหนคือใครในภาพ เชิญมาศึกษาร่วมกันได้เลยครับ










วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

แกะรอยมารีย์ ชาวมักดาลา (ดิฉันมิใช่โสเภณี)

เมื่อเราเรียนพระคัมภีร์หรือฟังคำเทศนาเกี่ยวกับหญิงโสเภณีที่นำน้ำมันหอมนารดามาชโลมที่เท้าของพระเยซู หลายคนก็นึกถึงหญิงโสเภณีทันที และหนังเกี่ยวกับพระเยซูหลายเรื่องก็อ้างถึงเธอเหมือนกัน โดยสรุปไปเลยว่าเธอคือหญิงโสเภณี แต่พอมาศึกษาอย่างละเอียด โดยการค้นหาจากข้อพระคัมภีร์และเปรียบเทียบจะพบว่า เธอไม่เกี่ยวอะไรกับโสเภณีเลย

ลองมาดูข้อมูลเหล่านี้กันครับ

คำถามที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ
จนหนังสือเรื่อง "ดาวินชีโค้ด" บอกว่าเธอคือภรรยาของพระเยซู?

ในหนัง ก็กำหนดให้มารีย์ มักดาลาเป็นหญิงโสเภณี

ในพระคัมภีร์ใหม่มีผู้หญิง 6 คน ที่ใช้ชื่อ "มารีย์"

ข้อมูลของมารีย์ ชาวมักดาลา

ตรวจสอบข้อมูลจากพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม
เพื่อค้นหามารีย์ชาวมักดาลา
ค้นหามารีย์ชาวเบธานี

ผู้หญิงที่มีน้ำหอมนารดา ซึ่งเธออยู่หมู่บ้านเบธานี

คำถามน่าคิด

ภาพวาดจากทัศนะที่ตีความผิด

เหตุผลที่มารีย์มารวมเป็นคนเดียว

เรื่องนี้อิงประวัติศาสตร์

เป็นประวัติศาสตร์ของชาวฝรั่งเศส

เขารวมมารีย์แห่งเบธานี และมารีย์ชาวมักดาลาเป็นคนๆ เดียวกัน

ศพของเธอถูกฝังอยู่ที่ฝรั่งเศส ตามความเชื่อของคนที่นั่น
ในหนังสือท่องเที่ยวเล่มนี้แนะนำสถานที่ฝังศพของเธอ

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

แผ่นศิลาที่โมเสสนำลงมาจากภูเขาซีนาย บันทึกแค่ "บัญญัติสิบประการ" เพียงเท่านั้นเองหรือ

มีใครเคยคิดอย่างผมบ้างไหมว่า แผ่นศิลาที่โมเสสนำลงมาจากภูเขาซีนาย บันทึกแค่ "บัญญัติสิบประการ" เพียงเท่านั้นเองหรือ แล้วกฎหมายอื่นๆ บันทึกใ่ส่อะไร เพราะมีมากมายจนเป็นหนังสือได้เลย นั่นก็คือ "เลวีนิติ" มีใครรู้บ้างครับ มาร่วมกันค้นหาคำตอบ...

ภาพวาดก็วาดเพียงด้านเดียว

ในภาพยนตร์ก็สื่อเพียงบัญญัติ 10 ประการ

ในอพยพบทที่ 20 ข้อ 1 พระเจ้าตรัสพระวจนะทั้งสิ้นต่อไปนี้ว่า
ข้อ 2 “เราคือพระเจ้าของเจ้า ผู้ได้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์คือจากแดนทาส
ข้อ 3 “อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา...

ในข้อ 1 บอกเราว่า "พระเจ้าตรัส...

ในข้อ 18 คนทั้งหลายเมื่อได้ยิน ได้เห็นฟ้าร้อง ฟ้าแลบ เสียงแตร และควันที่พลุ่งขึ้นจากภูเขาเช่นนั้น ต่างก็ยืนตัวสั่นอยู่แต่ไกล
ข้อ 19 เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า “ท่านจงนำความมาเล่าเถิด พวกข้าพเจ้าจะฟัง แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย”

แสดงว่าบัญญัติสิบประการประชาชนก็ได้ยินเหมือนกัน

ในอพยพ บทที่ 24 ข้อ 3 โมเสสจึงนำพระวจนะของพระเจ้าและกฎหมายทั้งสิ้นมาชี้แจงให้ประชาชนทราบ ประชาชนทั้งปวงก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พระวจนะทั้งหมดซึ่งพระเจ้าตรัสไว้นั้น พวกเราจะกระทำตาม”
ข้อ 4 โมเสสจึงจารึกพระวจนะของพระเจ้าไว้ทุกคำ แล้วตื่นขึ้นแต่เช้าจัดแจงสร้างแท่นบูชาขึ้นที่เชิงภูเขา ปักเสาหินขึ้นสิบสองก้อนตามจำนวนเผ่าทั้งสิบสองของอิสราเอล
ข้อ 5 ท่านใช้ให้หนุ่มๆ ชนชาติอิสราเอลถวายเครื่องเผาบูชาและถวายโคเป็นเครื่องศานติบูชาแด่พระเจ้า
ข้อ 6 โมเสสเก็บเลือดโคครึ่งหนึ่งไว้ในชาม อีกครึ่งหนึ่งประพรมที่แท่นบูชานั้น ท่านถือหนังสือพันธสัญญาอ่านให้ประชาชนฟัง พวกเขากล่าวว่า “สิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้นั้น พวกเราจะกระทำตาม และเราจะเชื่อฟัง”

ในข้อ 4 โมเสสจารึกพระวจนะไว้ทุกคำ ในข้อ 6 ท่านถือหนังสือพันธสัญญาอ่านให้ประชาชนฟัง

ในอพยพบทที่ 31 ข้อ 18 เมื่อพระองค์ตรัสแก่โมเสสบนภูเขาซีนายเสร็จแล้ว พระองค์ได้ประทานแผ่นพระโอวาทสองแผ่นเป็นแผ่นศิลาจารึกด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้า

สรุปว่าประชาชนอิสราเอล รู้จักบัญญัติสิบประการ และกฎหมายต่างๆ ก่อนที่พระเจ้าจะประทานแผ่นพระโอวาทสองแผ่นเสียอีก

ในอพยพ บทที่ 32 ข้อ 15 ฝ่ายโมเสสกลับลงมาจากภูเขาถือแผ่นศิลาพระโอวาทมาสองแผ่นซึ่งจารึกทั้งสองด้าน จารึกทั้งด้านนี้และด้านนั้น
ข้อ 16 แผ่นศิลาเหล่านั้น เป็นงานจากฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า และอักษรที่จารึกนั้น เป็นลายพระหัตถ์ของพระองค์สลักไว้บนแผ่นศิลานั้น

ในข้อ 15 บอกว่า...แผ่นศิลา...จารึกทั้งสองด้าน จารึกทั้งด้านนี้และด้านนั้น

แสดงว่าไม่ได้จารึกด้านเดียวแบบในภาพวาดทั่วไปที่คนทั้งโลกเรียนรู้พระคัมภีร์จากภาพวาด หรือภาพยนตร์

ส่วนเรื่องที่ว่าโมเสสเป็นคนเขียนหรือไม่นั้น น่าจะเป็นความเห็นของคนต่างความเชื่อ ไม่น่าจะมาจากคนที่เชื่อพระเจ้า เพราะทุกครั้งที่มีการอ้างถึงพระคัมภีร์ 5 เล่มแรก จะถูกเรียกดังนี้

ในพระคัมภีร์เดิม
- หนังสือธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- ธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- บัญญัติของโมเสส (the commandment of Moses)
- บทบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- หนังสือของโมเสส (the book of Moses)
- คำของโมเสส (the word of Moses)

ในพระคัมภีร์ใหม่
- คัมภีร์ของโมเสส (the book of Moses)
- คัมภีร์ธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- ธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- บัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- จารีตของโมเสส (the custom of Moses)

เจตนาของหัวข้อนี้คือ อยากให้คนที่เชื่อถือในพระเจ้า อ่านพระวจนะของพระองค์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์มากกว่าการดูภาพวาด หรือดูจากภาพยนตร์ หรือฟังคำเทศนา หรือฟังจากอาจารย์ที่สอน ดูแล้ว ฟังแล้ว ก็กลับมาเช็คที่พระคัมภีร์เพื่อความถูกต้อง

หากผู้เชื่ออ่านพระคัมภีร์เองก็จะพบคำตอบมากมายมหาศาล และที่ผมยกตัวอย่างมา ก็นำมาจากพระคัมภีร์ทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นทฤษฎีที่ตีความ หรือถอดรหัสลับออกมา

การที่หนังทำออกมาเช่นนั้น เป็นการสรุปความ ย่นย่อให้เข้าใจง่ายๆ เช่นเดียวกับศิืลปินที่วาดภา่พออกมามีเพียงบัญญัติ 10 ประการ และที่แย่ก็คือ ผู้คนทั่วไปก็เข้าใจเพียงศิลาจารึกเพียงแค่บัญญัติ 10 ประการ แถมยังเอามาสอนต่อกันอีกว่า เหลือเพียง 2 ข้อ ที่พระเยซูบอก (ไปกันใหญ่) หากเราอ่านพระคัมภีร์ดีๆ พระเยซูไม่ได้บอกเราแค่นั้น

ในมัทธิว 5:17-18 พระเยซูกล่าวว่า..
“อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ตราบใดที่ฟ้าและดินดำรงอยู่ แม้อักษรหนึ่งหรือขีดๆ หนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าสิ่งที่จะต้องเกิด ได้เกิดขึ้นแล้ว..

และ..ในข้อ 19 ผู้ใดได้ทำให้ข้อเล็กน้อยสักข้อหนึ่ง
ในธรรมบัญญัตินี้เบาขึ้น ทั้งสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย
ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้น้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์
แต่ผู้ใดที่ประพฤติและสอนตามธรรมบัญญัติ
ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ ในแผ่นดินสวรรค์

บทเรียนจากคำเทศนาจากคจ.พันธมิตรดอนเมือง

อาทิตย์ที่ 2 กย. 2012 ผมได้รับเชิญให้ไปแบ่งปันที่คจ.พันธมิตรดอนเมือง และได้นำเสนอเรื่อง "พระคัมภีร์ 5 เล่มแรก" แต่ที่ทำให้ต้องศึกษาต่อก่อนไปก็คือเรื่อง "Dead Sea Scroll" หรือที่เรียกกันว่า "ม้วนหนังสือแห่งทะเลตาย" ที่ถูกค้นพบในปี 1947 แถวถ้ำหินใกล้ทะเลตาย ต่อมาจึงทราบว่าคือนิคมคุมราน แหล่งคัดลอกพระคัมภีร์ของชาวแอซซีน และถูกเก็บซ่อนไว้ในไหอย่างดี จนเป็นที่มาของการเรียกพระนามของพระเจ้าจากอักษร 4 ตัวว่า "YHWH" (ยาห์เวห์)

ที่ตั้งนิคมคุมรานอยู่ใกล้ทะเลตาย
ห่างเยรูซาเล็มประมาณ 21 กม.

ถ้ำที่นิคมคุมราน

เล่ากันว่าเด็กเลี้ยงแกะไปค้นหาแกะในถ้ำและค้นพบไหโบราณ

หลังจากนั้นก็ถูกนำไปขายในตลาดค้าของเก่า

ตัวอย่างไหโบราณ

ที่นั่นมีการคัดลอกพระคัมภีร์

พวกเขาอุทิศตัวให้กับการคัดลอกพระคัมภีร์

ในปี 1947 หลังจากค้นพบแล้ว พระคัมภีร์ถูกแปลโดยนักวิชาการ

ชิ้นส่วนของพระคัมภีร์ที่มีอายุประมาณ 2,000 ปี

พระคัมภีร์ดังกล่้าวคือหนังสือ "อิสยาห์"

ถูกเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์ในเยรูซาเล็ม

 YHWH อักษร 4 ตัว ที่ใช้เรียกพระเจ้า

ตัวอักษรที่เอ่ยแทนพระนามของพระเจ้า
(ตัวอักษรภาษาฮีบรู ต้องอ่านจากขวาไปซ้าย)