ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทความจากนักศึกษาป.โท เกี่ยวกับวิชา อวสานวิทยาและอนาคตศาสตร์

เป็นคำตอบของนักศึกษา ป.โท ในวิชา อวสานวิทยา และอนาคตศาสตร์ เขียนไว้ดีมาก จึงขออนุญาตผู้เขียน นำมาเผยแพร่ ณ ที่นี้


1.  ในช่วงชีวิตของท่านรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับ “วันสิ้นโลก” มากี่ครั้ง แต่ละครั้งเตรียมตัวอย่างไร
ข้าพเจ้ารับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับ “วันสิ้นโลก” มาประมาณ 4 ครั้ง
    ที่ 1   เมื่อข้าพเจ้าเป็นคริสเตียนได้ประมาณ 7 ปี ได้เรียนวิชา “ถ้าพยากรณ์ในพระคัมภีร์”
จากอาจารย์ประยูร ลิมมะหุตะเศรณี  ที่คริสตจักรใจสมาน ในเวลานั้นยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก ทำให้ความอยากรู้เหตุการณ์ในวันสิ้นโลกเป็นอย่างไร การเรียนในครั้งนั้นเกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ทำให้ไม่มีการเตรียมตัวคิดว่าเหตุการณ์วันสิ้นโลกยังอยู่อีกหลายปี เป็นการเรียนเรื่องวันสิ้นโลกเป็นครั้งแรก
    ที่ 2 มีการสัมมนาเรื่อง “ยุคสุดท้าย” (Endtime Warning) จัดขึ้นในปี....(จำไม่ได้) ที่สถาบันพระคริสตธรรมเชียงราย ซึ่งขณะนั้นข้าพเจ้าได้ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดเชียงรายมาหลายปีและได้เป็นอาจารย์สอนที่สถาบันแห่งนี้ มีวิทยากร 2 ท่าน ที่มาให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องยุคสุดท้าย คือ อาจารย์ชนะ ชัยประเสริฐ และอาจารย์อภิรักษ์  สอนพรินทร์
     การสัมมนาครั้งนั้นใช้เวลา 2 วัน ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความเข้าใจในเรื่องวันสิ้นโลกมากขึ้น ตื่นตัวมากขึ้น มีการเตรียมตัวชีวิตด้วยการเฝ้าระวังในการอธิษฐานมากขึ้น อ่านพระคัมภีร์มากขึ้น ก่อนหน้านั้นอ่านพระคัมภีร์ตามอารมณ์ มีเวลาก็อ่าน ไม่มีเวลาก็ไม่อ่าน ไม่มีการตั้งเป้าหมาย หลังจากสัมมนาครั้งนั้นแล้วชีวิตการอธิษฐานและการอ่านพระคัมภีร์เพิ่มขึ้น มีการตั้งเป้าหมายในการดำเนินชีวิตตามคำสอนในพระคัมภีร์ มีภาวะใจประกาศข่าวประเสริฐให้กับญาติพี่น้อง เพื่อนและคนทั่วไป ด้วยวิธีการเป็นพยานส่วนตัว แจกใบปลิวตามสวนสาธารณะ เพราะรู้สึกว่าใกล้เวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาเร็วๆนี้ มีความรักห่วงใยต่อคนหลงหาย ทั้งพี่น้องคริสเตียนที่หลงหายหรืออ่อนแอและคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า
    ครั้งที่ 3 มีการสัมมนาเรื่อง “ยุคสุดท้าย” อีกที่คริสตจักรใจสมาน สุขุมวิทซอย 6 จัดเมื่อวันที่... ....(จำไม่ได้) วิทยากร คือ ผป.วีรศักดิ์  กิตะพาณิชย์และทีม ซึ่งท่านก็เป็นผู้ปกครองของคริสตจักรใจสมานคนหนึ่ง มีการเทศนา จัด Broad ภาพเหตุการณ์ในพระคัมภีร์วิวรณ์และมัทธิว โดยเฉพาะข้าพเจ้าสนใจเรื่องแผ่นดินไหวเป็นพิเศษ เนื่องจากในเวลานั้นข่าวคราวเรื่องแผ่นดินไหวเพิ่มมากขึ้น มีความรุนแรงและความถี่สูงขึ้น ทำให้ข้าพเจ้าตื่นตัวด้วยการรอคอยรับฟังข่าวเรื่องแผ่นดินไหวเป็นประจำและมีการจดบันทึกในเรื่องนี้ตลอดมาจนปัจจุบันนี้ยังไม่เลิก เพราะตรงกับคำพยากรณ์ในพระธรรมมัทธิว 24:7-8 ในเวลานั้นข้าพเจ้าคิดว่าตนเองอยู่ในยุคสุดท้ายแล้ว ใกล้เวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมา แต่ยังไม่ถึงเวลาของพระองค์ที่จะเสด็จมา สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงตักเตือนสาวกของพระองค์ คือ การเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ อย่าประมาท อย่าชะล่าใจ เพราะวันนั้นจะมาเหมือนอย่างขโมย วันเวลาที่พระองค์จะเสด็จมาไม่มีใครรู้ รู้แต่พระบิดาเท่านั้น สิ่งที่ข้าพเจ้าทำได้คือ เฝ้าระวังการอธิษฐานและดำเนินชีวิตเป็นเกลือและแสงสว่างของแผ่นดินโลก และการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซูคริสต์ให้มากๆ
    ครั้งที่ 4 การเรียนวิชา “อวสานศาสตร์และอนาคตศาสตร์” จากอาจารย์อภิรักษ์ สอนพรินทร์ เมื่อวันที่ 9-13 พฤษภาคม 2016  ที่สถาบันพระคริสตธรรมเชียงราย ทำให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้นและรู้สึกว่าเหตุการณ์ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สิ่งที่น่าตื่นเต้นของข้าพเจ้า คือ การสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ของชนชาติอิสราเอลในเร็วๆ นี้ นั่นทำให้ข้าพเจ้าตื่นเต้นมากขึ้น แต่ไม่ตื่นกลัว ถึงแม้ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับคริสเตียน นั่นก็คือ การข่มเหง (ด้านเศรษฐกิจ) จะมีการฝังชิฟที่มือขวาหรือที่หน้าผากเกิดขึ้น แต่ผู้เชื่อไม่ยอมฝังชิฟเพราะจะกลายเป็นสมุนของซาตานไป ข้าพเจ้าอธิษฐานขอพระเจ้าให้มีความอดทนมากๆ อย่ากลัวต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น แต่ให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอเหมือนหญิงพรหมจารี 5 คน ที่มีตะเกียงพร้อมกับน้ำมัน

2.  ประวัติศาสตร์ของโลกเกี่ยวโยงอะไรกับพระคัมภีร์ และนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร
    ปีก่อนประวัติศาสตร์ของโลก (Big Band) เกิดในปี 13,798 ล้านปี โดยการระเบิดของจักรวาล ทางด้านวิทยาศาสตร์มีการขยับของเปลือกโลก นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการทรงสร้างของพระเจ้า แต่เกิดจากการระเบิดของจักรวาล พอสะเก็ดที่หลุดออกมาเย็นตัวลง กลายเป็นโลกและดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ รวมไปถึงดวงดาวต่างๆ ในระบบสุริยจักรวาล ซึ่งค้านการทรงสร้างของพระเจ้า (ปฐก. 1:1-27)
    โลกในสมัยก่อนพระเยซูทรงบังเกิด เรียกว่า Before Christ (B.C) - 10,000 ปีแรกก่อนคริสตกาล ก่อนอาดัม-เอวา เกิดประมาณ 4,000 ปี กคศ. พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ต่างๆ ก่อนเพื่อเตรียมไว้สำหรับอาดัมและเอวา พระเจ้าของอับราฮาม อิคอัคและยาโคบ (ยุคบรรพบุรุษ) อยู่ในยุคสมัยเดียวกัน ทางประวัติศาสตร์ทั้ง 3 คน มาจากฮิบรู แปลว่า พวกเร่ร่อน ไม่ใช่เป็นคนยิว มาเรียกเป็นคนยิวนับจากยูดาห์ บุตรชายของยาโคบ ปฏิทินของคนยิวใช้ช่วงเวลาของฤดูกาลต่างๆ กำหนดเดือน เช่น ฤดูร้อน,ฝนหรือหนาว มีความแตกต่างจากปฏิทินของสากล กำหนดปีปฏิทินของทางโลก ในยุคแรกๆ ใช้โลกเป็นเส้นศูนย์กลาง คนในสมัยนั้นเชื่อว่าโลกแบน แต่ต่อมาเมื่อโคลัมบัสสำรวจทวีปอเมริกา จึงรู้ว่าโลกกลม ดังนั้น โลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล มนุษย์เริ่มนับวันทางจันทรคติ เริ่มจากเมืองบาบิโลนเนียที่กราบไหว้ดวงจันทร์ สำหรับปฏิทินรุ่นใหม่จะใช้การหมุนของดวงอาทิตย์ กำหนด วัน เดือน และปีตามจำนวนวันที่ของแต่ละเดือน
    ปฏิทินของพระคัมภีร์ มี 2 ช่วงใหญ่ๆ  คือ
    1.  BC  =   Before Christ  ภาษาไทยเรียกว่า  ก่อนคริสตศักราช
    2.  AD  =  Anno Domini  ภาษาไทยเรียกว่า  คริสตศักราช   ปัจจุบันกลายเป็นปฏิทินสากล

การนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
        1.  การเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของโลกและพระคัมภีร์ ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจถึงเรื่องราวเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นมาอย่างไร การดำเนินเรื่องราวต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เห็นภาพต่างๆ ในพระคัมภีร์ชัดเจนมากขึ้นด้วยการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ ไม่ประมาท ไม่ละเลยหรือเพิกเฉย
        2.  เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของโลกและพระคัมภีร์ เห็นถึงพระคุณ ความรัก ความยิ่งใหญ่ ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่ต้องการช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจากบาป โดยที่อาดัมและเอวาเป็นมนุษย์คู่แรกที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าส่งผลบาปถึงมนุษย์ทุกคนในทุกวันนี้ (Natural Sin) จนได้ประทานพระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เป็นการไถ่บาปของมนุษย์กลับมาคืนดีกับพระเจ้า (ยน. 3:16)  ไม่เพียงการไถ่บาปเท่านั้น พระเจ้าทรงมีแผนการมาปกครองโลกนี้ในยุคพันปี ก่อนจะถึงพันปีผู้เชื่อทุกคนจะต้องเข้าสู่กลียุค ทำให้ผู้เชื่อมีความหวังใจ
        3.  พระเจ้าทรงเป็นผู้ปิดประวัติศาสตร์ด้วยพระองค์เอง เมื่อพระองค์เสด็จมาครั้งที่ 2 จะมาปกครองโลกเป็นเวลา 1,000 ปี หลังจากยุค 1,000 ปี พระเจ้าทรงพิพากษาประชาชาติทั้งหมด แล้วพระองค์ทรงประทานบำเหน็จให้กับผู้เชื่อที่รักและสัตย์ซื่อต่อพระองค์ พระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ผู้เชื่อมีชีวิตนิรันดร์อยู่กับพระเจ้าตลอดไปเป็นนิตย์

3.  ทำไมศาสนาต่างๆ ในโลกจึงช่วยอะไรมนุษย์ชาติไม่ได้ ?
    กำเนิดมนุษย์   ปรากฏในปฐมกาลบทที่ 1-2, ยรม 1:5 , สดด 139:13-16 , โยบ 33:4
    ศาสนาโลก   เป็นศาสนาโบราณเริ่มจากสุเมเรียน เป็นจุดเริ่มต้น 6,000 BC เป็นศาสนาแรกในปฐมกาล พวกเขากราบไหว้ดวงจันทร์,ดวงดาว,ดวงอาทิตย์ มีนักบวชเป็นหัวหน้าทำศาสนพิธี เช่น ชาวอียิปต์ นับถือฟาโรห์เป็นเทพเจ้า มีการฟื้นคืนชีพ โดยการทำมัมมี่
    ศาสนายูดาย  โมเสสเป็นผู้เริ่มต้นศาสนานี้ ที่ภูเขาซีนาย ได้รับพระบัญญัติ 10  ประการจากพระเจ้าและโมเสสเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าที่นำชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ อิสราเอลตกเป็นทาสของอียิปต์เป็นเวลา 400 ปี  โมเสสนำชนชาติอิสราเอลเป็นไทกลับไปสู่แผ่นดินคานาอัน ดินแดนแห่งพันธสัญญาของพระเจ้าที่มีต่ออับราฮาม บรรพบุรุษของพวกเขา และโมเสสเป็นผู้เขียนพระธรรมโทราห์ 5 เล่ม  คือ  ปฐมกาล อพยพ เลวีนิติ กันดารวิถีและเฉลยธรรมบัญญัติ
    ศาสนาคริสต์  แยกออกจากศาสนายูดาย โดยมีพระเยซูคริสต์เป็นผู้ประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว พระองค์ทรงประกาศทางแห่งความรอดมาทางพระองค์เท่านั้น เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า 100% และมนุษย์ 100% พระเยซูทรงเสด็จลงมาในโลกเพื่อแผนการแห่งการไถ่บาปให้กับมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะแต่ชนชาติอิสราเอล โดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ผู้ใดเชื่อในพระองค์ก็จะรอดจากการพิพากษาของพระเจ้า ผู้ใดไม่เชื่อพระองค์จะได้รับการลงโทษในบึงไฟนรก
    ศาสนาอิสลาม  แยกมาจากศาสนายูดายและศาสนาคริสต์ อิสลามปฏิเสธหลักข้อเชื่อหลักๆ ของคริสเตียน เช่น ความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ อิสลามเชื่อว่าพระเยซูเป็นแค่นะบี ไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า เรื่องตรีเอกานุภาพ การตายและการเป็นขึ้นมาจากตายของพระเยซู ความบาป ความรอดพ้นบาปโดยพระคุณ อิสลามสอนให้กระทำความดี อิสลามมีพระคัมภีร์ของเขาเอง คือ คัมภีร์โกหร่าน
    ศาสนาพุทธ  สอนว่า มนุษย์เกิดเองไม่มีผู้สร้าง ไม่มีพระเจ้า มนุษย์ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีนรกสวรรค์ ความรอดในศาสนาพุทธหาหนทางที่จะหลุดพ้นจาการเวียนว่ายตายเกิดจากกงกรรมกงเกวียน เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เน้นการกระทำดีด้วยตนเอง โดยสอนว่า “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน”
    ศาสนาฮินดูและพราหมณ์  เริ่มต้นจากฤาษีหรือนักพรต มีพระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ ฯลฯ มีแนวความคิดคล้ายๆ กับศาสนาพุทธ ทำสิ่งใดไว้จะรับผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กงกรรมกงเกวียน เวียนว่ายตายเกิดไม่มีสิ้นสุดแล้วแต่กรรมกำหนด ชาวฮินดูส่วนใหญ่จะติดต่อกับพระพรหม คือ การทำสมาธิ

    ดังนั้นศาสนาต่างๆ ในโลกจึงช่วยอะไรมนุษย์ไม่ได้  เพราะ
    1.  ผู้นำศาสนาต่างๆ ยกเว้นศาสนาคริสต์  เป็นมนุษย์ไม่ใช่พระเจ้า ถึงแม้ว่าศาสนาฮินดูมีพระต่างๆ มากมาย แต่ไม่ใช่พระเจ้าองค์เที่ยงแท้ เป็นแค่ศักดิเทพ อิทธิเทพ เทพผู้ครอง เทพอาณาจักรเท่านั้น สำหรับพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าองค์เที่ยงแท้แต่องค์เดียวและเป็นมนุษย์ด้วยในเวลาเดียวกัน พระเยซูทรงยอมตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่คนบาปให้รอดจากการพิพากษาของพระเจ้า (ยน 3:16)
    2.  ทุกศาสนาสอนให้มนุษย์กระทำความดีด้วยตนเอง  หรือให้ทำบุญกุศลมากๆ ถึงจะได้ขึ้นสวรรค์ แต่คำสอนของพระเยซูทรงสอนว่า เพราะว่าทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว (รม 3:23-24) และใน รม 6:23 “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” และใน อฟ 2:8-9 “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง
แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” ถ้าพระเยซูคริสต์ไม่เสด็จลงมาช่วยมนุษย์ ก็จะไม่มีมนุษย์สักคนรอดได้ ทุกคนต้องถูกการพิพากษาโทษจากพระเจ้าอย่างแน่นอน
    3.  ศาสนาพุทธไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า  ดังนั้นคำถามที่ถามคนนับถือพุทธตอบไม่ได้ เช่น โลกและจักรวาลดำรงอยู่ถาวรหรือ จักรวาลมีที่สิ้นสุดไหม ร่างกายและวิญญาณเหมือนกันไหม เป็นต้น แต่คำสอนในพระคัมภีร์คริสเตียนบอกอย่างชัดเจนว่ามีพระผู้สร้างจักรวาล สรรพสิ่ง สรรพสัตว์รวมทั้งชีวิตมนุษย์ด้วย พระเจ้าเป็นพระผู้ไถ่ บาปให้กับมนุษย์
         โดยการส่งพระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ และตายบนไม้กางเขนเพื่อชดให้หนี้บาปของมนุษย์ ความดีของมนุษย์ไม่ถึงมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนด คือ ปราศจากบาป แต่มนุษย์ทำบาปสืบเชื้อสายบาปของอาดัม-เอวา เป็นธรรมชาติบาปมาตั้งแต่เกิด ผู้เชื่อในพระเยซูได้รับการชำระบาปกลายเป็นคนชอบธรรมได้โดยทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น ใน ยน 14:6 พระเยซูทรงตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา” ศาสนาพุทธสอนว่า มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิด แต่พระเยซูทรงตรัสสอนว่า “มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียวและหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด พระคริสต์ก็ฉันนั้น คือ พระองค์ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาครั้งเดียว เพื่อจะได้ทรงแบกบาปของคนเป็นอันมากไว้ พระองค์จะทรงปรากฏเป็นครั้งที่สอง มิใช่เพื่อกำจัดบาป แต่เพื่อช่วยบรรดาผู้ที่รอคอยพระองค์ด้วยใจจดจ่อให้ได้รับความรอด” (ฮบ 9:27-28) ดังนั้นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์เกิด 2 ครั้ง ตายครั้งเดียว จิตวิญญาณของคนนั้นไปอยู่ที่เมืองบรมสุขเกษม ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว
    4.  ศาสนายูดายและศาสนาอิสลาม  ทั้ง 2 ศาสนาเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว แต่ไม่ยอมเชื่อและยอมไม่รับพระ-เยซูคริสต์เสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อแผนการแห่งการไถ่บาปให้มนุษย์ ศาสนายูดายเชื่อว่าพระเจ้าจะปกครองโลกนี้ด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์โดยเป็นกษัตริย์ปกครองโลกนี้ เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงประกาศว่าพระองค์เป็นพระเจ้า ทรงประกาศแผ่นดินของพระเจ้าในฐานะคนธรรมดาสามัญ เป็นบุตรของช่างไม้ คือ โยเซฟ ไม่ใช่มาเป็นกษัตริย์ของเขา ส่วนศาสนาอิสลามยอมรับพระเยซูเป็นนะบี เป็นอาจารย์สอนศาสนาเท่านั้น ไม่ยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่เสด็จลงมาในโลกนี้ กลับไปยอมรับนะบีโมหะหมัด เป็นศาสดาพยากรณ์คนสุดท้าย

4.  เป้าหมายของพระเยซูในโลก คืออะไรกันแน่?
    พระเยซูคริสต์ผู้ทรงดำรงอยู่ตั้งแต่ปฐมกาลได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ เช่น ยน 1:14 “พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” ใน ฟป 2:6-7 “ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์” พระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาตามที่พระคัมภีร์เดิมได้พยากรณ์ไว้ ดังนั้นการเสด็จมารับสภาพมนุษย์เป็นหัวใจของคำเทศนาของอัครสาวก (กจ 17:3,18:5,28) นีคือเป้าหมายของพระเยซูในโลก คือ ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นการไถ่บาปให้มนุษย์
        เหตุผลของการรับสภาพมนุษย์
        ก.  เพื่อยืนยันพระสัญญาของพระเจ้าต่อชนชาติอิสราเอลและคนต่างชาติ (โรม 5:8-12) พระสัญญานี้เริ่มตั้งแต่ ปฐก 3:15 ต่อเนื่องไปจนตลอดพระคัมภีร์เดิม (อสย 7:14,9:6) และคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมสำเร็จในพระคัมภีร์ใหม่ ที่พระเยซูทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ใน มธ 2:18
       ข.  เพื่อสำแดงพระบิดา  ในพระคัมภีร์เดิมพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เป็นพระผู้สร้าง และผู้ครอบครองเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง ผู้ทรงบริสุทธิ์ ทรงยิ่งใหญ่ ทรงพระเมตตาต่อมนุษย์ ยอห์นบันทึกว่า “ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย พระบุตรองค์เดียวผู้ทรงสถิตอยู่ในพระทรวงบิดา  พระองค์ได้ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว (ยน 1:18) เป็นความสัมพันธ์ที่พระคัมภีร์ใหม่นำมาใช้แบบพ่อกับลูกเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง
       ค.  เพื่อจะทรงเป็นมหาปุโรหิตที่สัตย์ซื่อ  เพราะพระเยซูทรงรับประสบการณ์ของมนุษย์ทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องความบาป เพื่อทรงปฏิบัติหน้าที่ของมหาปุโรหิตได้ ซึ่งเป็นปุโรหิตสูงสุดมีเพียงคนเดียว ที่มีสิทธิเข้าไปในห้องอภิสุทธิสถานปีละครั้ง เพื่อลบมลทินบาปให้กับชนชาติอิสราเอล (ลนต 16:2-3, ฮบ 9:7) ใน ฮบ 5:4-5 “และไม่มีผู้ใดตั้งตนเองเป็นปุโรหิตได้ แต่พระเจ้าทรงเรียกเหมือนอย่างทรงเรียกอาโรน ในทำนองเดียวกับพระคริสต์ก็ไม่ได้ ทรงยกย่องพระองค์เองขึ้นเป็นมหาปุโรหิต แต่ทรงรับพระเกียรตินี้จากพระเจ้า ผู้ได้ตรัสกับพระองค์ว่า ท่านเป็นบุตรของเรา วันนี้เราให้กำเนิดท่าน” พระเยซูทรงรู้ถึงความเหนื่อยยากของชีวิต การทดลองทุกชนิดที่มนุษย์ต้องรับ ทรงถูกเข้าใจผิด ถูกทอดทิ้ง ถูกข่มเหง และถูกมอบไว้กับความตาย ก็เพื่อเป็นการเตรียมพระองค์สำหรับพันธกิจปุโรหิตของพระองค์
       ง.  เพื่อกำจัดบาป  โดยการถวายชีวิตของพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา (ฮบ 9:26) พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า “บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะประนิบัติและประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่ของคนเป็นอันมาก (มก 10:45) พระคัมภีร์ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระเยซูคริสต์จำเป็นต้องเสด็จมารับสภาพมนุษย์เพื่อสิ้นพระชนม์เพราะบาปของมนุษยชาติ ใครก็ตามที่เชื่อตามนี้จะไม่ต้องชิมความตายเอง เพื่อเขาจะได้รับพระพรจากพระเจ้าได้
       จ.  เพื่อทำลายกิจการของมาร  พระราชกิจของพระเยซูที่ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ทำให้ซาตานประสบความพ่ายแพ้ (ยน 12:31, 14:30) ซาตานสูญเสียการปกครอง วันหนึ่งจะถูกโยนทิ้งลงในบึงไฟ (วว 20:10)
       ฉ.  เพื่อวางแบบอย่างชีวิตที่บริสุทธิ์  พระเยซูคริสต์ทรงประสูติจากหญิงพรหมจารีย์ พระองค์ทรงบริสุทธิ์ ปราศจากบาป การดำเนินชีวิตของพระองค์ขณะที่อยู่ในโลกเป็นการกระทำความดีทั้งสิ้น พระองค์ไม่กระทำบาปเลยทั้งความคิด การพูด ทุกครั้งที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า.... และการกระทำของพระองค์ล้วนแต่ทำดีทั้งสิ้น ด้วยการรักษาโรคต่างๆ ให้หาย ทรงขับผีต่างๆ เพื่อปลดปล่อยคนนั้นให้เป็นไทและทรงยอมตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของมนุษย์ทุกคน ดังนั้นแบบอย่างของพระองค์ทรงดียอดเยี่ยม
       ช.  เพื่อเตรียมการเสด็จมาครั้งที่ 2   ความรอดที่พระเยซูคริสต์ประทานให้ส่วนใหญ่กำลังเกิดขึ้นจริงในชีวิตปัจจุบัน คือ ผู้เชื่อรอดพ้นจากความผิดและการลงโทษเนื่องจากบาปทันทีทันใด เมื่อเขารับพระคริสต์ และการยอมมอบถวายชีวิตของพวกเขาให้กับพระองค์ แต่พวกเขายังไม่พ้นจากความบาปในโลกจนกว่าพวกเขาจะถูกรับขึ้นไปอยู่กับพระองค์ ถึงแม้ว่าพระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อทุกคน เพื่อให้พระเจ้าทรงกลับคืนดีกับทั้งโลก แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรอด เพราะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่าพวกเขาจะต้องกลับคืนดีกับพระเจ้าก่อน (2คร 5:18-20)
 
5.  การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์เพื่ออะไร
       การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์เพื่อ
       ก.  เพื่อทรงสำแดงพระองค์เองและคนของพระองค์  พระเยซูคริสต์ไม่ได้ปรากฏพระองค์ให้มนุษย์เห็นด้วยตามานานกว่า 19 ศตวรรษแล้ว ครั้งหนึ่งพระองค์เคยอยู่ท่ามกลางมนุษย์และคนของพระองค์ได้เห็นพระองค์ (ยน 1:14,1ยน 1:1-4) แต่บัดนี้พระองค์ทรงสถิตเบื้องขวาของพระเจ้า และจะเสด็จกลับมาอีก (ฮบ 9:24-28) พระคัมภีร์ได้กล่าวว่าทุกเผ่าพันธุ์ของมนุษย์โลกจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก (มธ 24:30) พระบาทของพระองค์จะยืนอยู่บนยอดเขามะกอกเทศ (ศคย 14:4) จะเป็นการปรากฎของพระคริสต์และคนของพระองค์อย่างโอ่อ่าตระการตา
       ข.  เพื่อจะทรงพิพากษาสัตว์ร้ายนั้น  ผู้เผยพระวจนะเท็จและกองทัพของมัน ในยุคสุดท้ายวิญญาณชั่วต่างๆ ที่มาจากพญานาค สัตว์ร้ายและผู้เผยพระวจนะเท็จจะออกไปรวบรวมกษัตริย์ทั้งโลกมาทำสงคราม (วว 16:12-16) เป้าหมายของมันคือ การยึดกรุงเยรูซาเล็มและจับชาวยิวในปาเลสไตน์เป็นเชลย (ศคย 12:1-9,13:8,14:2) ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีชัยอย่างแน่นอน พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาจากฟ้าสวรรค์ด้วยกองทัพของพระองค์ (วว 19:11-16) มาทำสงครามกับพระบุตรของพระเจ้า กองทัพของสัตว์ร้ายและผู้เผยพระวจนะเท็จพ่ายแพ้จะถูกจับและทิ้งลงในบึงไฟนรก (สดด 2:3-9,2อสย 2:8,วว 19:19-20) ดังนั้นคนเหล่านี้ที่เป็นศัตรูต่อพระคริสต์จะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง และเตรียมหนทางไว้ให้เข้าสู่ระบบปกครองใหม่
       ค.  เพื่อผูกมัดซาตาน  เมื่อสัตว์ร้ายและผู้เผยพระวจนะเท็จถูกโยนลงในบึงไฟนรกแล้ว มารซาตานจะถูกคุมขังเป็นเวลาพันปี (วว 20:1-3)
       ง.  เพื่อช่วยอิสราเอลให้รอด  เมื่อพระคริสต์เสด็จมา พระองค์จะทรงช่วยกู้อิสราเอลให้พ้นจากศัตรูของพวกเขาในแผ่นดินโลก (ยรม 30:1,สคย 14:1-3) ไม่เพียงแต่พระองค์จะช่วยเหลือพวกเขาเท่านั้น แต่พระองค์จะทรงรวบรวมคน อิสราเอลทุกคนด้วย และจะให้พงศ์พันธุ์อิสราเอลกับพงศ์พันธุ์ยูดาห์กลับมารวมเป็นชาติเดียวกันอีก (อสย 11:11-14, 62:4,ยรม 31:35-37,33:14-22,อสค 37:18-25) นอกจากนั้นพระองค์จะทรงช่วยเขาให้รอดและจะทำพันธสัญญาใหม่กับพวกเขา (อสย 66:8,ยรม 31:31-34,ศคย 12:10-13:1,ฮบ 8:8-12) พระสัญญาเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าพวกยิวทุกคนที่เคยมีชีวิตอยู่จะรอดทั้งหมด เพราะว่าความพินาศจะมาถึงชาวยิวที่ไม่เชื่อเช่นเดียวกับคนต่างชาติที่ไม่เชื่อด้วย หากแต่พระสัญญาเหล่านี้จะมีแก่เฉพาะผู้ที่เหลืออยู่ หลังจากพวกเขากบถได้ถูกขจัดออกไป (อสค 20:37-38) ในวันนั้นอิสราเอลจะกลับใจและหันมาหาพระเยซู (ศคย 12:10-13:1)
       จ.  เพื่อพิพากษาบรรดาประชาชาติ  เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาพระองค์จะพิพากษาสัตว์ร้าย ผู้เผยพระวจนะเท็จ และกองทัพของมัน แต่พวกกษัตริย์ แม่ทัพ และกองทัพของเขาไม่ได้รวมอยู่ด้วยกันกับคนเหล่านั้น เมื่อพระคริสต์ทรงจัดการกับพวกเหล่านั้นที่ต่อสู้กับพระองค์ในศึกอารมาเกดโดน พระองค์จะทรงรวบรวมบรรดาประชาชาติมาต่อหน้าพระองค์เพื่อพิพากษา การพิพากษาบรรดาประชาชาติ คือ การตัดสินดูว่าคนเหล่านั้นสมควรจะเข้าในอาณาจักรพันปีหรือไม่
       ฉ.  เพื่อปลดปล่อยและอวยพรสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง  คำสัญญาของพระคริสต์ที่กล่าวว่า “พระองค์จะทรงปรากฎเป็นครั้งที่สองมิใช่เพื่อกำจัดบาป แต่เพื่อช่วยบรรดาผู้ที่รอคอยพระองค์ด้วยใจจดจ่อให้ได้รับความรอด (ฮบ 9:28) แผ่นดินโลกถูกสาปเพราะมนุษย์และพืชหนามที่งอกขึ้นเป็นผลของความบาปของเขา (ปฐก 3:17-19, ฮบ 6:8) แต่เมื่อพระคริสต์จะเสด็จกลับมาพระองค์จะทรงขจัดคำแช่งสาป และจะทรงรื้อฟื้นธรรมชาติให้กลับสู่สภาพเดิมอันดีงามและรุ่งเรือง
      ช.  เพื่อตั้งราชอาณาจักรของพระองค์  พระเจ้าทรงสัญญากับเดวิดว่าจะตั้งอาณาจักรของท่านให้ยืนยาวตลอดไปเป็นนิตย์ (2ซมอ 7:8-16) พระเยซูคริสต์ทรงเป็นก้อนหินที่ตัดออกมาจากภูเขาแต่มิใช่ด้วยมือมนุษย์ และโค่นล้มอาณาจักรต่างๆ ทั่วโลก แล้วขยายราชอาณาจักรนั้นเต็มแผ่นดินโลก (ดนอ 2:44-45) กรุงเยรูซาเล็มจะกลายเป็นเมืองหลวงของแผ่นดินโลกที่จะรับการฟื้นฟูใหม่ (อสย 2:2-4, มคา 4:13) บรรดาประชาชาติจะมนมัสการที่เยรูซาเล็มและฉลองเทศกาลอยู่เพิง (ศคย 14:16-19) การปกครองของพระคริสต์จะเต็มไปด้วยสันติภาพและความชอบธรรม (อสย 9:6-7)

6.  เราจำเป็นต้องรู้ล่วงหน้าไหมกับเหตุการณ์กลียุค ?  ถ้าจำเป็นควรทำอย่างไรต่อไป
       คริสตจักรในสมัยอัครปิตาไม่ได้สอนเรื่องกลียุคอย่างชัดเจนและดูเหมือนสับสน แต่เน้นสอนการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นใกล้เข้ามาแล้ว คริสตจักรรอคอยการกลับมาของพระองค์ในชั่วอายุของพวกเขา และสอนว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาในเร็ววัน พวกเขาจึงไม่ห่วงเรื่องการมีหรือไม่มีกลียุคในภายหน้า เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินขึ้นครองราชย์ในอาณาจักรโรมัน จักรพรรดิได้ตั้งให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของรัฐ คริสตจักรในเวลานั้นมีความเจริญรุ่งเรืองมาก
พวกคริสเตียนไม่ถูกข่มเหงอีกต่อไป พวกคริสเตียนในยุคนั้นพากันตีความหมายเรื่องการเสด็จมาของพระคริสต์เป็นนิทานเปรียบเทียบ ปฏิเสธการตีความหมายเรื่องยุคพันปีตามตัวอักษร และตีความเรื่องกลียุคเป็นนิทานเปรียบเทียบ
       เหตุการณ์ในช่วงกลียุคเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าจะทรงลงโทษซึ่งปฏิเสธพระเจ้าและพระคริสต์ การข่มเหงในช่วงเวลานั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ในพระธรรมวิวรณ์ 6-19 เป็นเรื่องเกี่ยวกับกลียุค ตัวสำคัญในบทเหล่านั้นคือ ตรา แตรและขันการพิพากษาลงโทษในแต่ละครั้งนั้นมาจากสวรรค์เป็นการเทพระพิโรธของพระเจ้าลงมาเหนือโลกที่เต็มไปด้วยความบาปและการสาปแช่งนี้
       เราจำเป็นต้องรู้ล่วงหน้ากับเหตุการณ์กลียุค เราควรทำสิ่งต่อไปนี้ คือ พระคัมภีร์เตือนครั้งแล้วครั้งเล่าให้เราเฝ้าระวังอยู่ “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเมื่อไร (มธ 24:42) “เหตุฉะนั้นจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านทั้งหลายไม่รู้กำหนดวันหรือโมงนั้น (มธ 25:13) และในพระคัมภีร์ตอนอื่นๆ เช่น มก 13:35-36 , 1ธส 5:6 , วว 3:3 เป็นคำตรัสของพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ยังบอกให้เรารอคอยความหวังอันเจิดจ้านั้น (ทต 2:13 , ฮบ 9:28) เพื่อเป็นแรงกระตุ้นที่จะให้มีชีวิตบริสุทธิ์ ให้รับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่และเต็มใจและให้เฝ้าระวังอยู่ เพราะไม่รู้ว่าพระเยซูจะเสด็จมาเมื่อใด แต่พระคัมภีร์สอนชัดเจนว่าพระองค์จะมาเวลาไหนก็ได้ พระคริสต์ตรัสกับสาวกว่า พระองค์จำเป็นต้องกลับไปยังสวรรค์เพื่อจะรับอาณาจักรนั้น ไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าในการไปรับแผ่นดินนั้นจะต้องกินเวลานาน แต่พวกสาวกหวังว่าพระองค์จะมาในเร็ววัน พระเยซูคริสต์ทรงตักเตือนสาวกไม่ให้เลิกทำงานเพราะคอยการเสด็จมา รวมทั้งยากอบและ อ.เปาโล ก็ตักเตือนให้ผู้เชื่อต้องทำงาน ไม่ใช่นั่งรอคอยพระองค์เสด็จมา
       ดังนั้นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ก็ไม่ต้องกลัวต่อเหตุการณ์กลียุคที่จะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือ การเฝ้าระวัง หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ ถ้าพระองค์ยังไม่เสด็จมา ผู้เชื่อยังดำเนินชีวิตที่ติดสนิทกับพระองค์ (ยน 15:1-5) รักพระองค์มากๆ ใกล้ชิดกับพระองค์ด้วยการอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ ดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วยการเชื่อฟังและกระทำตาม อย่าทำบาปแต่ให้กระทำดีเพื่อถายเกียรติแด่พระเจ้า ดำเนินชีวิตเป็นทั้งเกลือและความสว่างของแผ่นดินโลก เป็นพยานและประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ทั้งที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส นำวิญญาณที่หลงหายกลับมาหาพระเยซูคริสต์ เหมือนอย่างในพระธรรมกิจการ 2:43-47 ทำให้คริสจักรขยายออกไปเพราะจำนวนผู้เชื่อเพิ่มพูนมากขึ้นทุกๆ วัน
       ผู้เชื่อทุกคนต้องเตือนตัวของเราเองก่อน ให้หวนระลึกถึงถ้อยคำของพระเยซูตรัสตอนนี้บ่อยๆ ในมัทธิว 7:21-23 เพราะถ้าหลงทำอะไรไปจนตลอดชีวิต อาจเป็นหลายสิบปี และคิดว่าจะได้รับบำเหน็จจากพระเจ้า ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์ของพระองค์ แต่กลับถูกพระเยซูปฏิเสธเช่นนี้ จะทำอะไรได้อีกเพราะหมดเวลาบนโลกแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นคนที่ถ่อมกาย ถ่อมใจอย่างที่สุด พระเจ้ามิได้ทรงสอนให้เราเป็นคนหยิ่งยะโส จองหอง อวดดี อวดรู้ อวดเก่ง แต่ให้เป็นคนถ่อมสุภาพ เพราะความดื้อรั้น อวดดี กลายเป็นความโง่เขลาของตนเอง สูญเสียพระพรของพระเจ้าไปชั่วกาลนาน (มธ 7:26-27) และจะถูกลงโทษด้วย (มธ 22:13 , 25:30) ผู้รับใช้พระเจ้าหลายคนดื้อดึงไม่ยอมกลับใจใหม่ทำเรื่อยเปื่อยตามใจชอบของตนเอง ปากก็อ้างพระเจ้า แต่มิได้ทำตามพระประสงค์ของพระผู้สร้าง

7.  คิดอย่างไรกับเรื่อง “พระวิหาร” หลังที่สาม เราควรเกี่ยวข้องอย่างไร ? แค่ไหน ?
       พระวิหารเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงที่ประทับของพระเจ้า พระวิหารหลังแรกสร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์ซาโลมอน ประมาณปี 950 – 940 BC  ตั้งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม บนเนินเขาโมวิยาห์หรือเนินเขาศิโยน และในปี 586 BC  พระวิหารหลังแรกถูกกองทัพบาบิโลนเผาทำลายจนราบคาบ ต่อมาภายหลังพวกยิวกลับจากการเป็นเชลยที่บาบิโลน ในสมัยของผู้เผยพระวจนะฮักกัย (ปี 520 – 515 BC ) ได้มีการสร้างพระวิหารหลังที่ 2 ขึ้นมาอีก ในสมัยของกษัตริย์เฮโรดมหาราช ได้มีการบูรณะใหม่และขยายพระวิหารหลังที่ 2 จนใหญ่โตสวยงาม แต่ในที่สุดก็ถูกกองทัพโรมันทำลายอย่างย่อยยับในปี
70 AD  แต่ก็ยังมีซากของวิหารเหลือให้เห็นบ้างในกรุงเยรูซาเล็ม และชาวยิวในปัจจุบันได้ใช้ที่นั่นเป็นที่ชุมนุมกันจนถึงทุกวันนี้ เพื่อคร่ำครวญร้องไห้ที่กำแพงร้องไห้เพื่อระลึกถึงพระวิหารที่ถูกทำลายไป
       สำหรับพระวิหารหลังที่ 3 ยังไม่ได้สร้าง แต่มีภาพของวิหารหลังที่ 3 ตามที่เอเสเคียล ผู้รับใช้พระเจ้าได้รับนิมิตจากพระองค์ ปรากฏในเอเสเคียล บทที่ 40-47 และใน วว 11:1 ที่ยอห์นได้รับนิมิตจากพระเจ้าเหมือนกัน
       อสค 40:1-49 เอเสเคียลเห็นนิมิตพระวิหารหลังที่ 3 เป็นตัวของพระวิหาร มีรายละเอียดมากมาย
       อสค 41:1-26 เป็นรายละเอียดขนาดของพระวิหาร
       อสค 42:1-20 เป็นห้องปุโรหิตภายในพระวิหาร
       อสค 43:1-9  พระสิริของพระเจ้าเต็มพระวิหาร
               43:10-27 ระเบียบของพระวิหารและแท่นบูชา
       อสค 44:1-31 งานปรนนิบัติในพระวิหารของปุโรหิต
       อสค 45:1-12 การแบ่งแผ่นดินและเครื่องชั่วตวงที่เที่ยงตรง
       อสค 46:1-24 การถวายเครื่องบูชาต่างๆ และวันสะบาโต มีการเตรียมวัวแดง
       อสค 47:1-12 แม่น้ำแห่งชีวิตไหลออกมาจากพระวิหาร
       ในปัจจุบันชาวอิสราเอลได้ตระเตรียมสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในพระวิหาร เพียงแต่รอคอยการสร้างพระวิหารหลังที่ 3 มีอยู่ 3 ทฤษฎี
       ทฤษฎีที่ 1 ต้องรื้อ Dome of the rock คือ สุเหร่าของศาสนาอิสลาม โดยทำสงครามระหว่างกลุ่มอิสราเอลกับชาวอาหรับ (มุสลิม) หรือเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ทำให้ Dome of the rock พังทลายไป บริเวณที่ตั้งพระวิหารทั้งหลังที่
1-3  ตั้งอยู่บนบริเวณที่อับราฮามถวายอิคอัค และที่ยาโคบนอนหลับเห็นนิมิตทูตสวรรค์ขึ้นลงระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์
       ในปี คศ. 1996 ประเทศอิสราเอลควบ 3,000 ปี ที่เยรูซาเล็ม นับตั้งแต่กษัตริย์ดาวิดสร้างเมืองหลวงขึ้นมา การเคลื่อนไหวในช่วงปี 2001-2003 อิสราเอลได้วางศิลามุมเอกและมีการโคลนนิ่งวัวแดงสำเร็จ
       วันที่ 14/3/2005 ประเทศอิสราเอลมีการเตรียมสร้างพระวิหารหลังที่ 3
       วันที่ 31/11/2009 เตรียมจะสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ในวันที่ 16/3/2010 โดยการตอกเสาเข็ม แต่ไม่มีการสร้าง เพราะแผ่นดินอิสราเอลยังไม่สงบ มีการต่อสู้ระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ จะมีการสร้างจริงๆ ภายหลังจากการเซ็นสนธิสัญญาระหว่าง 2 ประเทศนี้ก่อน
       ทฤษฎีที่ 2  สร้างพระวิหารหลังที่ 3 ข้างๆ Dome of the rock คู่ขนานกับพระวิหารหลังที่ 3 ซึ่งตรงกับวิวรณ์บทที่ 11:1-2 เข้าสู่กลียุค 7 ปี แต่อยู่ในช่วงแรกของกลียุค 3 ½ ปี
       ทฤษฎีที่ 3  สร้างพระวิหารหลังที่ 3 ทางทิศเหนือ ตรงกับประตูทองคำพอดี เป็นประตูคู่ที่พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้าพระวิหารหลังที่ 2 และพระเยซูทรงตรัสกับสาวกในการสร้างพระวิหาร ใน มธ 24:15 กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายเห็นสิ่งอันน่าสะอิดสะเอียน ซึ่งกระทำให้เกิดวิบัติ ตามพระวจนะที่ตรัสโดยดาเนียลผู้เผยพระวจนะนั้น ตั้งอยู่ในสถานบริสุทธิ์ (พระวิหารหลังที่ 3)
 
       ข้าพเจ้าคิดว่าการสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ใกล้จะเป็นความจริง กำลังรอคอยการเซ็นสัญญาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มปาเลสไตน์ ที่จะหยุดการต่อสู้กันและยินยอมให้อิสราเอลสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ได้ เราควรเกี่ยวข้องด้วยการอธิษฐานเพื่อประเทศอิสราเอล คอยติดตามข่าวของอิสราเอลอย่างสม่ำเสมอ เมื่อไรที่อิสราเอลเตรียมการก่อสร้าง คำพยากรณ์ต่างๆ ทั้งในเอเสเคียล,ดาเนียล และวิวรณ์ใกล้จะสำเร็จ ด้านหนึ่งข้าพเจ้าดีใจมากที่ชนชาติอิสราเอลกลับมามีพระวิหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพวกเขาได้รอคอยมาเป็นเวลานานแต่อีกด้านหนึ่งข้าพเจ้าคิดถึงเหตุการณ์ในสมัยกลียุค ที่จะมีการข่มเหงทั้งคนอิสราเอลและผู้เชื่อพระเยซูคริสต์จำนวน 33.32% ทั่วโลก (ทั้งคาทอลิกและคริสเตียน) ใกล้เข้ามา พระเยซูทรงตรัสสอนสาวกว่า “ผู้ใดทนได้จนถึงที่สุด ผู้นั้นจะรอด” แต่อย่าวิตกหรือกังวล เพราะพระเจ้าทรงช่วยผู้ที่รักพระองค์ให้เกิดผลดีในที่สุด (รม 8:28)

8.  ทัศนะของท่านเกี่ยวกับ “ยุคพันปี”  ก่อนและหลังการศึกษา
       ทัศนะของข้าพเจ้าเกี่ยวกับ “ยุคพันปี” ก่อนการศึกษาไม่เข้าใจมากนัก เพราะผู้นำคริสตจักรหรือศิษยาภิบาลไม่ค่อยได้สอนให้กับสมาชิก แต่เมื่อข้าพเจ้าได้เข้าเรียนพระคริสต์ธรรมในโรงเรียนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี เกิดความเข้าใจขึ้นมาบ้างแต่ไม่มาก และในปี 2016 ข้าพเจ้าได้เข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท ที่สถาบันพระคริสต์ธรรมเชียงราย ทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น และขอขอบคุณอาจารย์อภิรักษ์มากๆ ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรอาจารย์และครอบครัวตลอดไป
       คำว่า “พันปี” หรือ Millennium มาจากภาษาลาตินสองคำคือ Mille และ Annus แปลว่า หนึ่งพันปี หลักคำสอนนี้ถือว่าพระคริสต์จะคอยครอบครองอาณาจักรบนแผ่นดินโลกนี้เป็นเวลา 1,000 ปี
       ลักษณะของยุค 1,000 ปี มีอยู่ 7 ประการคือ
       1.  เกี่ยวข้องกับพระคริสต์  พระองค์ทรงปรากฎในโลกนี้ในลักษณะที่เป็นบุคคลและจะประทับอยู่บนพระที่นั่งของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ และจะครอบครองทั่วแผ่นดินโลก (สดด 72:6-11 , อสย 2:2-4 , 11:1-5) ลักษณะเด่น 2 ประการของราชอาณาจักรของพระองค์ คือ สันติภาพทั่วโลก (สดด 72:7 , อสย 2:4) และความชอบธรรมทั่วสากล (อสย 11:4-5 , ยรม 23:5-6) พระเยซูจะทรงครอบครองด้วยกระบองเหล็ก (สดด 2:8-9 , วว 2:27) ซาตานจะถูกขจัดออกไปจากโลก และจะไม่หลอกลวงประชาชาติอีกต่อไป (วว 20:2-3)
       2.  เกี่ยวข้องกับคริสตจักร  คริสตจักรจะครอบครองร่วมกับพระคริสต์ (ลก 19:16-19 , 1คร 6:2 , 2ทธ 2:12) ผู้ชอบธรรมจากสมัยพระคัมภีร์เดิมจะครอบครองร่วมกับพระองค์ด้วย และคริสตจักรจะนั่งบนพระที่นั่งร่วมกับพระองค์
(วว 3:2)
       3.  เกี่ยวข้องกับอิสราเอล  อิสราเอลจะถูกรวบรวมไว้ (อสย 11:10-13 , ยรม 16:14-15 , 23:5-8 , 30:6-11) การก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปาเลสไตน์ที่ผ่านมาเป็นเพียงสัญญาณบอกเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคต จะมีการสร้างพระวิหารหลังใหม่และรื้อฟื้นการนมัสการ (อสค 37:26-28 , 40-46 , คศย 14:16-17) และอิสราเอลจะเผยแพร่ข่าวประเสริฐในชนชาติฟัง (อสย 66:19 , ศคย 8:13 , 20-23) เพราะเมื่อเริ่มต้นอาณาจักรยุคพันปีจะมีแต่ผู้ที่กลับใจแล้วเท่านั้น
       4.  เกี่ยวข้องกับบรรดาประชาชาติ  หลังจากการพิพากษาบรรดาประชาชาติ ฝูงแกะ(ผู้เชื่อ) จะเข้าในอาณาจักร (มธ 25:34-40) พวกเขาพร้อมกับพวกอิสราเอลได้รับการฟื้นฟูและกลับใจใหม่ จะเป็นจุดเริ่มต้นของราชอาณาจักร คนต่างชาติจะขึ้นไปนมัสการพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม เพื่อฉลองเทศกาลอยู่เพิงโดยเฉพาะเป็นประจำทุกปี (อสย 2:2-4, ศคย 14:16-19) เมื่อนั้นประชากรของพระเจ้าจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และนมัสการพระเจ้าร่วมกัน (อสย 19:23-25)
       5.  เกี่ยวข้องกับซาตาน ในยุคพันปีซาตานจะถูกมัดไว้และโยนลงไปในบาดาลตลอดระยะเวลาหนึ่งพันปี (วว20:1-3)
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวมันจะล่อลวงบรรดาประชาชาติเหมือนกับที่มันได้เคยกระทำมาก่อนนั้น และซาตานจะถูกขจัดออกจากเหตุการณ์ในโลกด้วย
       6.  เกี่ยวกับธรรมชาติ  ลักษณะภูมิประเทศทั่วโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย (อสย 35:1-2, 55:13 , ศคย 14:4-10) ในยุคนี้มนุษย์จะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่ก็ยังต้องตาย (อสย 65:20) ความบาปจะลดน้อยลง และโรคภัยไข้เจ็บก็จะลดน้อยลงไปด้วย แต่จะไม่หายไปทั้งหมด
       7.  เกี่ยวข้องกับสภาพทั่วๆ ไป  ยุคนี้เป็นยุคแห่งความชื่นชมยินดีและมีความสุข แผ่นดินโลกจะเต็มไปด้วยความรู้เรื่องของพระเจ้าดังน้ำปกคลุมทะเลอยู่นั้น (อสย 11:9) จะมีสัมพันธภาพอันดีทั้งในส่วนบุคคลและระหว่างบรรดาประชาชาติด้วย ความเป็นมนุษย์เหนือบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างซึ่งได้สูญเสียไปเพราะบาปได้กลับคืนมาโดยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์จะปรากฎเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง (ปฐก 1:28, 3:17-19, ฮบ 2:5-10)
       สำหรับข้าพเจ้าเชื่อในทัศนะที่ว่า พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาหลังยุคพันปี (Post Millennium) ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมา สันติสุขและความชอบธรรมจะทวียิ่งขึ้นโดยการประกาศพระกิตติคุณและการตั้งคริสตจักร จะเป็นเช่นนี้อยู่นานหรืออาจเป็นเวลาถึง 1,000 ปี ตามตัวอักษร ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา

9.  ท่านคิดว่า ตรา,แตร และขัน เกี่ยวข้องอะไรกับท่าน เพราะเหตุใด ?
       สำหรับตราและแตรเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า เพราะในพระธรรมวิวรณ์บทที่ 6:1-17 และบทที่ 8:1-5 ได้พูดถึงตราทั้ง 7 ดังต่อไปนี้
       ตราที่ 1 ยอห์นเห็นนิมิตท่านที่ขี่ม้าขาวตัวหนึ่งออกมา  ถือธนู และได้รับพระราชทานมงกุฎ เล็งถึงผู้ช่วยจอมปลอมที่ออกทำสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1939 – 1945 AD มีผู้คนล้มตายประมาณ 60 ล้านคน โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณู 2 ลูก ที่เมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ คนญี่ปุ่นเสียชีวิตจำนวนมาก และประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปและเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยก็เข้าสู่สงครามไปด้วย ตรงกับ มัทธิว 24:6-7
       ตราที่ 2  ท่านที่ขี่ม้าสีแดงสด  และได้รับพระราชทานดาบใหญ่เล่มหนึ่ง เกิดสงครามอีกครั้งหนึ่งแต่ไม่ใช่สงครามโลก ตรงกับ มัทธิว 24:6-7
       ตราที่ 3  ท่านที่ขี่ม้าสีดำและถือตราชู  แสดงถึงการกันดารอาหาร ตรงกับ มัทธิว 24:7-8
       ตราที่ 4  ท่านที่ขี่ม้าสีกะเลียว  มีชื่อว่ามัจจุราช แสดงถึงมีผู้คนล้มตายด้วยคมดาบ เกิดสงคราม ความอดอยาก เนื่องจากกันดารอาหาร โรคระบาดและด้วยสัตว์ร้ายแห่งแผ่นดิน ตรงกับ มัทธิว 24:6-8
       ตราที่ 5  ยอห์นเห็นนิมิตเป็นดวงวิญญาณใต้แท่นบูชา เป็นวิญญาณของคนทั้งหลายที่ถูกฆ่าเพราะวจนะของพระเจ้า และเพราะคำพยานที่เขายึดถือนั้น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ทำสงครามคือ เยอรมัน ชื่อ ฮิตเลอร์ ได้ฆ่าชาวยิวจำนวน 6 ล้านคน ด้วยการต้อนคนยิวเข้าไปในห้องแก๊สพิษ ล้มตายเป็นจำนวนมาก ตรงกับ มัทธิว 24:9 จำนวนผู้ที่เชื่อที่ถูกฆ่ายังไม่ครบจำนวน ต้องรอจนกว่าครบจำนวนก่อน
       ตราที่ 6  ยอห์นได้เห็นแผ่นดินไหวใหญ่โต  ดวงอาทิตย์ก็กลับมืดดำ ดวงจันทร์ก็กลายเป็นสีเลือด (Blood moon) และดวงดาวทั้งหลายในท้องฟ้าก็ตกลงบนแผ่นดิน.... (วว 6:12-17)
       ตราที่ 7  ความเงียบก็ครอบคลุมสวรรค์อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง(ประมาณ 20 ปี 9 เดือน 29 วัน 23 ชั่วโมง 42 นาที และ 43 วินาที) ในสวรรค์
       สำหรับตราที่ 1 – 4 เรียกว่า จตุอาชา มีม้า 4 ตัว เป็นขบวนการก่อสงครามต่างๆ ทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 และสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
       ส่วนตราที่ 1 – 5  มาจากมนุษย์ที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นทั้งผู้เชื่อในพระเจ้าและผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้า สำหรับผู้เชื่อทั่วโลกเป็นการทดสอบความอดทนของคริสเตียน พระเยซูทรงตรัสว่า “ผู้ใดทนได้จนถึงที่สุด ผู้นั้นจะรอด” เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกำลังทวีความรุนแรงและความถี่มากขึ้น เป็นสัญญาณเตือนของพระเจ้าต่อธรรมิกชนของพระองค์ และคนที่ยังไม่เชื่อให้รีบกลับใจเสียใหม่ หันกลับมาหาพระองค์ ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะเมื่อเสียชีวิตหรือวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมานั้นไม่มีเวลารอคอยอีกต่อไป
       สำหรับแตรทั้ง 7 เป็นสัญลักษณ์การเตือนของพระเจ้าและเป็นการทำสงครามระหว่างพระเมษโปดกกับสมุนของซาตาน และเป็นหมวดภัยพิบัติที่มาจากพระเจ้าที่มาจากนอกโลก เพื่อทำลายผู้ที่ไม่เชื่อพระองค์ 1 ใน 3 ของโลก (วว 8:6-13 , 9:1-20 , 11-15)
       สำหรับขันทั้ง 7 เป็นเรื่องของการพิพากษาของพระเจ้าต่อคนที่ไม่เชื่อพระองค์ (วว 16:1-21) ผู้ต่อต้านพระคริสต์ได้ออกมาล่อลวงประชาชาติทั้งหลาย แต่ในที่สุดผู้ต่อต้านพระคริสต์ถูกโยนลงไปในบึงไฟนรก แต่สำหรับคริสเตียนหรือผู้เชื่อในพระเจ้าจริงๆ ก็จะถูกรับขึ้นไปอยู่กับพระเยซูคริสต์ ไม่ต้องอยู่ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบากอย่างสาหัสสุดๆ
        ดังนั้นข้าพเจ้าต้องปลุกใจตนเองอยู่เสมอว่า “อย่าลืมพระคุณความรักของพระเยซูคริสต์ ระลึกถึงคำสั่งสอนของพระองค์อยู่เสมอด้วยการติดสนิทกับพระองค์ทุกๆ วัน ดำเนินชีวิตตามพระคำของพระองค์และไม่ยอมรับการฝังชิฟที่มือขวาหรือหน้าผาก เมื่อถึงช่วงเวลาแห่งกลียุคมาถึง เพราะมารซาตานจะบังคับให้คนทั้งโลกฝังชิฟทุกคน คนที่ไม่ยอมทำตามซื้อขายกันไม่ได้ ในเวลานั้นขอพระเจ้าทรงช่วยชีวิตคริสเตียนทั่วโลกไม่ถูกล่อลวง และต้องมีความอดทนมากๆ เพื่อสามารถผ่านวิกฤตในครั้งนั้นได้ และพระเจ้าทรงช่วยป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ให้กับธรรมมิกชนของพระองค์อย่างแน่นอน หรือพระองค์ทรงรับคนของพระองค์ไป

10.  ท่านคิดว่าท่านจะได้ไปอยู่ในยุคพันปีหรือไม่ อย่างไร
       ข้าพเจ้าไม่ทราบเหตุการณ์ในอนาคตเป็นอย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับตัวของข้าพเจ้าอย่าทรยศต่อพระเยซูเหมือนอย่าง ยูดา อิชคาริโอท คือ การปฏิเสธหรือเพิกเฉยต่อพระคุณของพระองค์  ผลลัพธ์ก็คืออยู่ในบึงไฟนรกอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันนั้นหรือไม่ หรืออาจจะเสียชีวิตก่อนก็ได้ ข้าพเจ้าเชื่ออย่างแน่นอนว่าพระเจ้าทรงกำหนดชีวิตของข้าพเจ้าไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่วิตกกังวลใดๆ ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังมีความเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์จนถึงวาระสุดท้ายชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามั่นใจว่าจะได้อยู่ในยุคพันปีอย่างแน่นอน เพราะพระเยซูทรงสัญญาไว้แล้ว (ยน 3:16 , 11:25 , 17:3 , 20:31 , กิจการ 11:18 , 1ยน 5:12) พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์เฉพาะคนที่กลับใจจากความบาปของเขา และมอบชีวิตไว้กับพระองค์โดยความเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้า เป็นชีวิตที่สมบูรณ์ดีเลิศเต็มไปด้วยสง่าราศีและความสุข ซึ่งจะดำรงอยู่สืบๆไปเป็นนิตย์ (มธ 25:46 , ยฮ 5:28-29 , 6:40 , รม 2:7 , 6:22)

       ชีวิตของผู้เชื่อที่พระเจ้าทรงพอพระทัย คือ
       1. มีความเชื่อและไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ตลอดไป  ไม่ว่าสถานการณ์ของชีวิตหรือทางโลกจะเป็นอย่างไร อย่าหวั่นไหว อย่าตกใจหรือมีความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
       2.  รักษาชีวิตให้บริสุทธิ์โดยไม่ทำบาป ถ้าพลั้งเผลอไปให้รีบสารภาพบาปต่อพระองค์ทันที และไม่กระทำอีกต่อไป เพราะพระองค์ทรงรักเราและให้อภัยทุกครั้งที่สารภาพบาป (1ยน 1:9)
       3.  อย่ามีรูปเคารพในจิตใจแทนที่พระเจ้า ต้องให้พระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียวในชีวิตจริงๆ
       4.  รับใช้พระองค์ด้วยความสัตย์ซื่อ ด้วยความเต็มใจ ด้วยความจงรักภักดีต่อพระองค์ โดยไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างหรือมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ ประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูและเป็นพยานทั้งชีวิต (แบบอย่างที่ดี) และเป็นพยานทั้งคำพูดด้วย เพื่อนำคนหลงหายกลับมาหาพระเจ้า
       5.  อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก  ปัจจุบันนี้มีผู้รับใช้ของพระเจ้าถูกมารซาตานหลอกให้หลงออกมาจากทางของพระเจ้า (1ยน 2:15-17)
       6.  อย่าฝังชิฟที่มือขวาหรือที่หน้าผาก  เพราะเป็นเครื่องหมายของมารซาตาน (วว 13:16-18)
       พระประสงค์ของพระเยซูคริสต์ในการเสด็จกลับมายังแผ่นดินโลกอีกครั้งหนึ่งในยุคพันปีนั้นก็เพื่อสถาปนาอาณาจักรของพระองค์ (มธ 25:31-46 , ลก 19:12-15 , วว 19:11-20:6) พระเยซูได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ และบัดนี้ทรงประทับอยู่กับพระบิดาบนพระที่นั่งของพระองค์ แต่วันหนึ่งพระคริสต์จะประทับบนบัลลังก์ของพระองค์เอง (มธ 19:28,25:31,วว 3:21)
        พวกสาวกรอคอยราชอาณาจักรเช่นนั้น พระเยซูคริสต์ปฏิเสธไม่ยอมบอกพวกเขาถึงกำหนดเวลาที่จะตั้งราชอาณาจักรขึ้น แต่พระองค์ไม่เคยตำหนิพวกเขา (กจ 1:6) นอกจากนั้นพระองค์ยังกล่าวกับพวกสาวกเป็นนัยๆ ว่าความหวังนั้นจะเป็นจริง เมื่อทรงกล่าวว่าพระบิดาได้ทรงจัดเตรียมตำแหน่งต่างๆ ไว้ให้สำหรับแต่ละคนแล้ว (มธ 20:20-24) อ.เปาโล สอนชาวเธสะโลนิกาว่า พระคริสต์จะมาเป็นกษัตริย์ครอบครองราชย์อาณาจักรในโลกนี้ และยอห์นพยากรณ์และบ่งชี้ถึงการเสด็จมาของพระคริสต์ว่าทรงมีเป้าหมายที่จะตั้งราชอาณาจักรนี้ขึ้น (วว 19:11-20:6)

รายงานนี้อยู่ในวิชา “อวสานศาสตร์ และอนาคตศาสตร์”
สอนโดย อาจารย์ อภิรักษ์  สอนพรินทร์

ผู้ทำรายงาน โดย วิไลลักษณ์  กิตติคุณ
นักศึกษาปริญญาโท ปีที่ 2
สถาบันพระคริสต์ธรรมเชียงราย
ส่งเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2016

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เจาะลึก "กิจการของอัครทูต" ระดับปริญญาตรี 6-10 มิย.16


เนื้อหาเข้มข้น เน้นประวัติศาสตร์ การทำงานของเหล่าสาวกยุคแรก ที่บุกเบิกการประกาศจนก่อกำเนิดคริสตศาสนา










วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

9 - 13 พค. 2016 วิชาอนาคตศาสตร์ ที่เชียงราย

เตรียมบทเรียนพร้อมสำหรับ ‪สถาบันพระคริสตธรรมเชียงราย‬ 9-13 พค. ‎วิชาอนาคตศาสตร์‬ ข้อมูลที่สะสมนานกว่า 10 ปี เรียนกันแค่ 5 วัน หรือ 30 ชม.


บทที่หนึ่ง‬
1. Bible Timeline with World History
  • กำเนิดปีปฏิทิน
  • โลกในยุค BC. - 10000 ปีแรก
  • การนับเริ่มต้นของ AD. - 100 ปี โลกหลังยุคกิตติคุณ
  • กำเนิดศาสนาคริสต์ และพัฒนาการ
  • สู่โลกปัจจุบัน (การตื่นกลัวยุคสุดท้าย)
บทที่สอง‬
2. จุดหมายปลายทางของมนุษยชาติในแต่ละศาสนา
  • กำเนิดมนุษย์
  • ศาสนาโลก
  • ความเชื่อเรื่องพระผู้ช่วยให้รอด
  • ตายแล้วไปไหน?
  • คำอุปมากับยุคพันปี
‎บทที่สาม‬
3. ความสำคัญของการเสด็จกลับมาของพระพระเยซูคริสต์
4. คำพยากรณ์สุดท้าย ของปีปฏิทินพระคัมภีร์
  • ดาเนียล บทที่ 2
  • ดาเนียล บทที่ 7
  • ดาเนียล บทที่ 9
บทที่สี่‬
5. พระวิหารหลังที่สาม กับสัปตะสุดท้าย?
  • เอเสเคียล บทที่ 40-47
  • 3 ทฤษฎีของการสร้างพระวิหารหลังที่สาม
  • แล้วใครจะทำให้เกิด 7 ปี กลียุค
  • การรับขึ้นไป Rapture
6. อาณาจักรพันปี
  • เงื่อนไขที่นำเราสู่ยุคพันปี
  • บำเหน็จในยุคพันปี
บทที่ห้า‬
7. การเป็นขึ้นมาจากความตายของมนุษยชาติ (ตายแล้วยังไม่ได้ไปสวรรค์)
8. การพิพากษาสุดท้าย
9. วาระสุดท้ายของโลก
  • วันสิ้นโลก หรือวันสิ้นยุค
  • ตรา แตร ขัน เพื่อใคร?
  • วิวรณ์ บทที่ 21
10. การมาของสวรรค์
  • วิวรณ์ บทที่ 22

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

ฤทธานุภาพ 11 ประการของพระเจ้า (เหตุและผลของภัยพิบัติในอียิปต์ในช่วงสมัยของโมเสส)

บ่อยครังที่พอพูดถึง “ภัยพิบัติ”  ในอียิปต์ เรามักจะต่อท้ายด้วยคำว่า “10 ประการ” ซึ่งถ้ามองกันตามจริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น  แต่สิ่งซึ่งพระเจ้าได้ใช้โมเสส  และอาโรนมาสำแดงต่อหน้าฟาโรห์นั้น (สันนิษฐานตามประวัติศาสตร์ฟาโรห์องค์นี้คือ  ราเมเสสที่ 2) รวมแล้วได้ 11 ครั้งด้วยกัน  จึงขอเรียกมหกิจของพระเจ้าในครั้งนี้ว่า  “ฤทธานุภาพ 11 ประการ”  ซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะลืมพูดถึงเหตุการณ์แรกไปเสียสนิท  คือตอนที่โมเสส  และอาโรนไปพบฟาโรห์  และทำให้ไม้เท้ากลายเป็นงู  ซึ่งจากการสันนิษฐานของนักวิชาการพบว่า งูที่สามารถกินงูอื่นได้นั้นนั่นก็คือ งูจงอาง  King Cobra  เป็นงูพิษที่มีขนาดยาวที่สุดในโลก  มีลักษณะหัวมนโต  ตัวยาว  หางเรียวสามารถแผ่แม่เบี้ยได้  อาศัยอยู่ในป่าทึบ  ออกไข่ครั้งละ 20-35 ฟอง  ออกหากินในเวลากลางวันถึงพลบค่ำ  ชอบกินงูอื่นที่เล็กกว่า

ทำไมต้อง... งู (อพย. 7:8-13)
งูเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเทพเจ้าแห่งอียิปต์  ซึ่งมีนามว่า “บูโต (Buto)”  เป็นเทวีที่ได้รับการนับถือมากมาตั้งแต่สมัยโบราณ  ถือว่ามีอำนาจมากที่สุดในบรรดาเทพต่าง ๆ แห่งอียิปต์ตอนล่าง (ภาคเหนือ) และเป็นสัญลักษณ์ด้วย  สังเกตได้จากที่หน้าผากของฟาโรห์ทุกองค์ของดินแดนตอนล่างจะทรงรัดเกล้าเป็นหน้านางพญางู
ตามตำนานเล่าว่าเป็นเทวีที่มีความเกี่ยวพันกับการช่วยเหลือเทวีไอซีส (Isis) เมื่อเธอมีบุตรคือ โฮรัส (Horus)  เทวีบูโตเอาโฮรัสลูกของไอซิสมาซ่อนไว้ที่เกาะน้อยเชมมิส (Chemmis) กลางสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ ตัวของเธอเองบางทีก็ปรากฎรูปร่างเป็นงูเห่า  บางทีก็เป็นงูมีมงกุฎและมีปีก
ดังนั้นฤทธานุภาพครั้งที่ 1 ของพระเจ้าจึงสำแดงโดยใช้ไม้เท้าของอาโรนให้กลายเป็นงู  ซึ่งก็เหนือกว่างูของพวกอียิปต์  คือโดนกินหมด
ข้อสังเกต  พวกวิทยากลของอียิปต์ก็ทำได้เช่นกัน


ทำไมต้อง ... น้ำกลายเป็นโลหิต (อพย.7:14-24)
ฤทธานุภาพครั้งที่ 2 ก็คือแม่น้ำไนล์กลายเป็นโลหิต ก็เพราะอียิปต์ได้ชื่อว่า “ของขวัญจากแม่น้ำไนล์ (Egypt is the Gift of the Nile)”  ดังนั้นแม่น้ำไนล์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของอียิปต์  ถ้าขาดแม่น้ำไนล์แล้วอียิปต์ก็คงไม่มีชื่อเสียงเท่าใดนักหรอกครับ  เพราะอียิปต์นั้นถือได้ว่าเป็นแหล่งอารยชนที่ยิ่งใหญ่  และเก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งก็ว่าได้
อียิปต์มีเทพผู้พิทักษ์รักษาแม่น้ำไนล์อยู่หลายองค์ด้วย  คือ
        1. ซีเบ็ค (Sebek) หรือเทพแห่งน้ำ  (god of water) มีหัวเป็นจระเข้ได้รับการยกย่องสูงสุดในสมัยราชวงศ์ที่ 12
        2. เซลเกต (Selkhet) เทวีผู้พิทักษ์แม่น้ำไนล์  มีสัญลักษณ์เป็นแมงป่อง
        3. ฮาปิ (Hapi) เทพผู้ควบคุมกระแสน้ำในแม่น้ำไนล์
        4. อนูเกท (Anuket) เทวีแห่งการยึดเหนี่ยวแม่น้ำคอยไม่ให้กระแสน้ำเซาะฝั่ง
        5. สาติ (Sati) เทวีแห่งฝายกั้นน้ำ
        6. ฮาร์ซาเฟส (Harsaphas) เทวีแห่งลำน้ำไนล์
เทพ  หรือเทวีก็มิอาจช่วยให้แม่น้ำไนล์ได้  น้ำจึงกลายเป็นเลือดด้วยฤทธานุภาพของพระเจ้า
         ข้อสังเกต  พวกวิทยากลของอียิปต์ก็ทำได้เช่นกัน

ทำไมต้อง .. กบ (อพย. 8:1-15)
เพราะชาวอียิปต์ นับถือเทวีองค์หนึ่ง  คือ เทวีเฮเกท (Heket)  ที่บางทีก็ปรากฎร่างเป็นกบทั้งตัว  แต่บางทีก็ปรากฎตัวในรูปของมนุษย์หัวเป็นกบ  ได้รับการยกย่องเป็นเทวีแห่งการพูด
แต่คราวนี้กบมารังควานฟาโรห์ และชาวอียิปต์  โดยฤทธานุภาพของพระเจ้า  หลังจากฟาโรห์ยอมครังแรกกบตายเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง
ข้อสังเกต  พวกวิทยากลของอียิปต์ก็ทำได้เช่นกัน


ทำไมต้อง...ริ้น (อพย. 8:16-19)
พระเจ้าสั่งโมเสสบอกอาโรนให้เอาไม้เท้าตีฝุ่นดิน  ทำให้เกิดริ้นมาตอนคนอียิปต์  คราวนี้ตีไปที่ดิน ซึ่งมีเทพเก็บ (Geb) หรือเทพแห่งพื้นโลก (god of earth) เป็นเทพที่ดูแลอยู่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรอียิปต์  แถมพวกวิทยากลของอียิปต์ยังทูลฟาโรห์ว่า “นี่เป็นกิจการแห่งนิ้วพระหัตถ์พระเจ้า” (อพย.8:19)
ข้อสังเกต  พวกวิทยากลของอียิปต์ทำไม่ได้




ทำไมต้อง ... เหลือบ (อพย.8:20-32)
          คราวนี้อาโรน  หรือโมเสสไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะพระเจ้าบันดาลให้เกิดเหลือบขึ้นมาเอง  และยังคุมเหลือบไม่ให้มาทำร้ายคนฮีบรูที่ถูกแยกมาอยู่เมืองโกเชนได้อีกด้วย  เทพผู้สร้างที่ชาวอียิปต์นับถือว่าสร้างโลกและจักรวาลและเทพประจำเมืองคือ เทพอามอน (Amon) เทพปตาห์ (Ptah) เทพนุม (Num) ก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไร
ข้อสังเกต  พวกวิทยากลของอียิปต์เงียบไปเลย  ตอนนี้





ทำไมต้อง..เกิดภยกับฝูงสัตว์ของอียิปต์ (อพย.9:1-7)
เพราะชาวอียิปต์เชื่อว่ามีเทพผู้ปกป้องฝูงสัตว์ คือ เทพอาตุม หรือตุม (Atum or Tum) แปลจากรากศัพท์แปลว่า “ทำให้บริบูรณ์”  คราวนี้ฝูงสัตว์ตายหมด  ยกเว้นคนฮีบรู
ข้อสังเกต พวกวิทยากลของอียิปต์เงียบไปอีกเช่นเคย





ทำไมต้อง ..เป็นฝี (อพย.9:8-12)
พระเจ้าตรัสให้โมเสสซัดเขม่าขึ้นไปในอากาศต่อหน้าฟาโรห์ เขม่านั้นกลายเป็นฝุ่นปลิวไปทั่วอียิปต์กลายเป็นฝีแตกลามทั้งคนและสัตว์  อียิปต์มีเทพแห่งอากาศ (god of the air) ชื่อชู (Shu) คราวนี้ไม่ยักกับหยุดเขม่าช่วยอียิปต์
ข้อสังเกต  พวกวิทยากลของอียิปต์ไม่กล้าโผล่มาเพราะก็เป็นฝีเหมือนกัน





ทำไมต้อง..ลูกเห็บ (อพย.9:13-35)
“...เพื่อเจ้าจะได้รู้แน่ว่า  ทั่วโลกไม่มีผู้ใดจะเปรียบกับเราได้” (อพย.9:14) ไม่มีเทพองค์ใดของอียิปต์ช่วยพวกเขาได้เลย  โมเสสชูไม้เท้าขึ้นยังท้องฟ้า  พระเจ้าทรงบันดาลให้มีเสียงฟ้าร้อง มีลูกเห็บ และไฟตกลงมาบนแผ่นดิน ฮาร์ธอร์ (Harthor)  เทวีแห่งท้องฟ้า  ฮาโรอีรีส (Haroeris) เทพแห่งท้องฟ้า  ของอียิปต์ก็หยุดยั้งพระเจ้าไม่ได้
ข้อสังเกต  พวกวิทยากลของอียิปต์เงียบไปอีกเช่นเคย


ทำไมต้อง..ตั๊กแตน (อพย. 10:1-20)
บรรดาข้าราชการทูลฟาโรห์ว่า “คนนี้จะเป็นบ่วงแร้วดักเราไปนานเท่าใด  ขอทรงพระกรุณาปลดปล่อยคนเหล่านั้นให้ไปนมัสการพระเจ้าของเขาเถิด  พระองค์ยังไม่ทราบหรือว่าอียิปต์กำลังพินาศแล้ว” (อพย.10:7) พวกข้าราชการคงจะเหน็ดเหนื่อยกับภัยพิบัติต่าง ๆ แต่ฟาโรห์ก็ยังพระทัยแข็งกระด้าง  พระเจ้าก็บันดาลให้ลมตะวันออกพัดหอบฝูงตั๊กแตนมา..  มันปกคลุมพื้นแผ่นดินจนแลมืดไป  ทำให้เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างไอซิส (Isis) และเทพมิน (Min) เงียบสนิท
ข้อสังเกต  พวกวิทยากลของอียิปต์เงียบไปอีกเช่นเคย


ทำไมต้อง...ความมืด (อพย.10:21-29)
อียิปต์นั้นมีสุริยเทพหลายองค์ด้วยกันเป็นเทพแห่งความสว่าง  แต่เมื่อโมเสสชูมือขึ้นสู่ท้องฟ้าก็เกิดความมืดทึบทั่วอียิปต์ตลอด 3 วัน  เทพแห่งพระอาทิตย์มีหลายองค์คือรายชื่อดังต่อไปนี  รา (Ra) เทพแห่งอาทิตย์ทรงกลด โอสิริส (Osiris)  เทพแห่งอาทิตย์อัสดง โฮรัส (Horus) เทพแห่งอาทิตย์อุทัย  ฮาร์ธอร์ (Harthor)  หรือฮาเตอร์ (Hater) เทพแห่งอาทิตย์ในยามสวยงามและอัมมอน (Ammon) เทพแห่งดวงอาทิตย์  ไม่มีองค์ไหนเลยที่จะช่วยส่องแสงให้กับอียิปต์
ข้อสังเกต  พวกวิทยากลของอียิปต์เงียบไปอีกเช่นเคย

ทำไมต้อง..ฆ่าบุตรหัวปี (อพย.12:29-36)
กล่าวกันว่า นัท (Nut) ที่เป็นเทวีแห่งท้องฟ้านั้นยังเป็นเทวีองค์เดียวที่สามารถจะยับยั้งความตายเอาไว้ได้แต่ในครั้งนี้บุตรหัวปีทุกคนในอียิปต์ตั้งแต่พระราชบุตรหัวปีของฟาโรห์  จนถึงบุตรหัวปีของเชลยที่อยู่ในคุกมืดและสัตว์เลี้ยงทุกตัว แม้แต่เมสเค้นท์ (Meskhet) เทวีแห่งการคุ้มครองเด็กๆ เรเนเนท (Renenet)  เทวีของเด็กอ่อนก็หมดสิทธิ์ช่วย  และครั้งนี้เองที่ฟาโรห์ยอมให้โมเสสและอาโรนนำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์

คัดลอกมาจาก หนังสือ "เรีียนรู้อดีต ลิขิตอนาคต"

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559

อาณาจักรอียิปต์ กับคัมภีร์ไบเบิ้ล

บทความจากหนังสือ "เรียนรู้อดีต ลิขิตอนาคต"
  ประวัติศาสตร์โลกถูกเปิดเผยออกเรื่อย ๆ จนทำให้เราสามารถเรียนรู้ถึงอดีตกาลได้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับพื้นพิภพแห่งนี้  สำหรับประเทศไทยเรานั้นถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์แล้วพบว่าในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พ.ศ.1820-1860 (ค.ศ.1277-1317) กำหนดอักษรไทยในปี พ.ศ.1826 (ค.ศ.1283) ตรงกับประวัติศาสตร์ยุโรปที่เกิดสงครามครูเสด (ค.ศ.1238-1378) แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องราวของอาณาจักรอียิปต์กับประเทศไทยนั้น  เรายังไม่รู้เลยว่าพวกคนไทยนั้นอยู่ที่ไหน  แต่พอจะทราบได้ว่าคนไทยก็รู้จักอียิปต์บ้างเหมือนกัน  จากบทกลอนบทหนึ่งของท่านสุนทรภู่  กวีเอกของไทยกล่าวเอาไว้ว่า “ไอยคุปโตโกสัมพีระดีระดิ่น...”

ในปี 1966 ได้มีการตีพิมพ์พระคัมภีร์เป็นภาษาไทย (ซึ่งแปลออกมาจากภาษาเดิมเป็นของหอพระคริสต์ธรรมประเทศไทย (Thailand Bible House) พิมพ์ที่ฮ่องกง)  ใช้ชื่อว่า “พระคริสตธรรมเดิม”  คือ มีหนังสือในเล่มอยู่ 39 เรื่อง (พระคัมภีร์ปัจจุบันมี 66 เรื่องรวมทั้งฉบับเดิม 39 เรื่องและใหม่ 27 เรื่อง) ตั้งแต่ปฐมกาล-มาลาคี  ซึ่งในภาษาในฉบับเดิมนี้เรียกหนังสือ ปฐมกาลว่า “เยเนซิส” และในหนังสือเล่มนี้เรียกอียิปต์ว่า “อายฆุบโต” (เยเนซิส 12:10)

อียิปต์  ไอยคุปโต หรือ อายฆุบโต  ได้ชื่อว่าดินแดนแห่งความเร้นลับ  และไสยศาสตร์ที่แตกต่างจากอาณาจักรอื่น ๆ นับตั้งแต่อดีตกาลมา  เป็นอาณาจักรที่ยึดมั้นในลัทธิความเชื่อ  และขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเองมากที่สุด และมีอิทธิพลต่ออารยธรรมของชาติอื่น ๆ หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทางประติมากรรม  สถาปัตยกรรม  การชลประทาน  และการแพทย์ ฯลฯ

เรื่องราวของอียิปต์เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อนักปราฃญ์กรีกโบราณ คือ “เฮโรโดตุส  บิดาแห่งประวัติศาสตร์” ได้ค้นพบดินแดนแห่งนี้ราวๆ 500 ปี ก่อนคริสตกาล  กล่าวกันว่าเฮโรโดตุสเคยเดินทางไปอียิปต์ประมาณ 450 ปีก่อนคริสตกาล  และได้พบกับนักบวชชั้นสูงที่เชี่ยวชาญในการอ่านภาษาภาพโบราณที่แกะสลักจารึกไว้ตามผนังวิหาร  และสุสานต่างๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเรื่องราวของอาณาจักรอียิปต์จึงถูกเปิดเผยออกสู่สายตาชาวโลก ... ผมขอวกกลับมายังเรื่องราวของโมเสสตามที่ได้สัญญาไว้ว่าจะมานำเสนอต่อท่านผู้อ่านว่าทำไมโมสสต้องให้อาโรนมาเป็นเพื่อน  แต่ก่อนอื่นขอเท้าความก่อนว่าคนฮีบรูมาอยูอียิปต์ได้อย่างไร

ประวัติย่อเรื่องโยเซฟ
          เรื่องราวที่เกิดขึ้นนับสืบเนื่องมาจากเกิดการกันดารอาหารเป็นอย่างมากทั่วแผ่นดิน  ซึ่งก่อนหน้านั้นโยเซฟบุตรชายของยาโคบถูกพวกพี่ชายขายเป็นทาสเพราะความอิจฉาน้อง และถูกนำมาที่อียิปต์  ต่อมาภายหลังได้เป็นใหญ่เป็นโตในอียิปต์ควบคุมการสะสมเสบียง  เพราะสามารถทำนายความฝันของฟาโรห์ได้ (ปฐก.41:1-57) “การกันดารอาหารแผ่ไปทั่วแผ่นดิน  โยเซฟก็เปิดฉางออกขายข้าวแก่ชาวอียิปต์  เพราะการกันดารอาหารในแผ่นดินรุนแรงมาก  ยิ่งกว่านั้นทั้งโลกก็มายังประเทศอียิปต์หาโยเซฟเพื่อซื้อข้าว  เพราะกันดารอาหารร้ายแรงทั่วโลก” (ปฐก.41:56-57) และโดยเหตุนี้เองพี่น้องของโยเซพก้มาซื้ออาหารด้วยเช่นกัน  ภายหลังโยเซฟสำแดงตัวให้พี่น้องรู้ว่าตนเป็นใคร (ปฐก.45:1-28) ทำให้ยาโคบกับครอบครัวเดินทางมายังอียิปต์ (ปฐก.46:1-7)

การขาดแคลนอาหารดำเนินไปหลายปีขนาดประชาชนทั่วแผ่นดินอียิปต์ทั้งหมด  ต้องนำสัตว์มาแลกอาหาร  สุดท้ายต้องขายไร่ขายนา  ขายตัวเองเป็นทาส  “ส่วนประชาชนอียิปต์นั้นโยเซฟให้เป็นทาสทั่วบ้านทั่วเมือง”  (ปฐก.47:21)  โยเซฟจบชีวิตลงเมื่อท่านอายุได้ 110 ปี (ปฐก.50:26)

เหตุผลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของโยเซฟที่ได้เป็นใหญ่
          ช่วงเวลาประมาณ 1700 ปีก่อนคริสตกาล อาณาจักรอียิปต์อ่อนแอลงจนทำให้พวก “ฮิกโซส (Hyksos)” (ฮิกโซสเป็นภาษาอียิปต์ใช้ทับศัพท์แปลว่า “เจ้านายต่างชาติ”) บุกยึดเมืองได้ ทั้งๆ ที่พวกนี้เป็นชาวเผ่าร่อนเร่  ป่าเถื่อนและด้อยพัฒนากว่า  ในยุคนี้ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีมากนัก  ทั้งๆที่ชาวอียิปต์มักจะเป็นชนชาติที่ช่างเขียนช่างจดช่างสลัก  นักโบราณคดีพยายามหาข้อเท็จจริงจึงพบว่าอาณาจักรอียิปต์ในยุคนี้ถูกปกครองโดยกษัตริย์ต่างแดน  คือราชวงศ์ฮิกโซสนั้นเอง  ปกครองถึง 6 รัชกาล  ถึงแม้ว่าพวกฮิกโซสไม่ใช่ชาวอียิปต์ แต่พวกเขาได้ปกครองอียิปต์ตามแบบเดิม  และประชาชนชาวอียิปต์ก็ยินยอม  แต่สาเหตุที่ไม่มีงานศิลปะออกมาเลยเพราะพวกฮิกโซสเป็นเพียงชาติที่เร่ร่อนในทะเลทราย  ไม่มีศิลปะอารยธรรมเป็นของตน  เมื่อมายึดครองอียิปต์ก็มัวหลงเพลิดเพลินอยู่กับความงามของมหานครจึงไม่มีความคิดจะสร้างสรรค์อะไร

  การที่โยเซฟ อดีตทาสชาวฮีบรูได้รับอำนาจสูงสุดตำแหน่งรองจากฟาโรห์นั้น  นักโบราณคดีพากันสงสัยกันใหญ่ว่า  เหตุใดฟาโรห์จึงยอมให้ทาสเป็นใหญ่ เพราะเท่าที่ผ่านมาชาวอียิปต์นั้นถือว่าตนเจริญสูงสุดในโลก  และเหยียดหยามชนชาติอื่นต่ำกว่าตนไปหมด  ในที่สุดก็สรุปได้ว่าเพราะฟาโรห์ชาวฮิกโซสก้เป็นชาวต่างชาติเหมือนกัน  และเห็นความฉลาดของโยเซฟดังในหนังสือปฐมกาลบทที่ 41:39 ฟาโรห์จึงตรัสกับโยเซฟว่า “เพราะพระเจ้าได้ทรงสำแดงเรื่องนี้ทั้งสิ้นแก่ท่าน จะมีผู้ใดที่มีความคิดดี  และมีปัญญาเหมือนท่านก็ไม่ได้  เราจะตั้งท่านไว้ให้ดูแลราชสำนัก  และให้ประชาชนทั้งหลายของเราปฏิบัติตามท่าน...”  และโยเซฟได้ชื่อใหม่อีกว่า “ศาเฟนาท-ปาเนอาห์”  และได้ภรรยาชาวอียิปต์ชื่อ “อาเสนัท” บุตรของโปทิเฟรา (ปฐก.41:45) มีบุตร 2 คนชื่อ “มนัสเสห์” และ “เอฟราอิม” (ปฐก.41:51-52)

  หลายร้อยปีผ่านไปจนมาถึงสมัยของฟาโรห์องค์ใหม่ที่ไม่รู้จักเรื่องราวของโยเซฟ (ราชวงศ์ฮิกโซสถูกยึดอำนาจคืนโดย  อาโมซีสที่ 1 แห่งธีบิส)  เห็นว่าคนฮีบรูชักจะมีมากเกินไปแล้วเกรงว่าจะยากแก่การปกครองจึงคิดจะกำจัดจึงทำการบีบบังคับต่างๆ นานาแต่คนฮีบรูก็มากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีคำสั่งว่า “บุตรชายฮีบรูทุกคนที่เกิดมาให้เอาไปทิ้งเสียในแม่น้ำไนล์...” (อพย.1:22) เข้าใจว่าเป็นการบูชาแก่เทพ  และเทวีต่างๆ ของอียิปต์ที่ปกป้องแม่น้ำไนล์ด้วย

กำเนิดโมเสส (อพย.1:1-10)
“ยังมีชายเผ่าเลวีคนหนึ่ง ได้หญิงสาวคนเลวีมาเป็นภรรยา  หญิงนั้นตั้งครรภ์คลอดบุตรชาย  เมื่อนางเห็นบุตรน่ารักจึงซ่อนตัวไว้ถึงสามเดือน...” (ข้อ 1) มาถึงตอนสำคัญของเรื่องแล้ว  ด้วยความรักของนางโยเคเบดผู้เป็นมารดามิอาจจะให้บุตรของตนเสียชีวิตได้  ครั้นจะซ่อนต่อไปอีก เรื่องก็จะแดงออกมา  จึงเอาตระกร้าสานด้วยกก  ยาดวยยางมะตอย และชัน เอาทารกใส่ในระกร้าแล้วเอาทารกไปวางไว้ที่กอปรือริมแม่น้ำ  แล้วให้มีเรียมพี่สาวไปคอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ผลปรากฏว่ามีพระราชธิดาของฟาโรห์ลงไปทรงน้ำที่แม่น้ำพระนางเห็นตระกร้าจึงให้สาวใช้ไปนำมาเปิดตระกร้าเห็นเด็กกำลังร้องไห้  มีเรียมเห็นได้ทีจึงโผล่พรวดเข้าไป และทูลว่า "จะให้หม่อมฉันไปหานางนมชาวฮีบรูมาเลี้ยงทารกนี้ให้นางไหม” (ข้อ 7) เป็นอันว่าก็รอดตายโดยความกล้าหาญของมีเรียมพี่สาวที่กล้ามาพูดกับราชธิดาของฟาโรห์แถมนางโยเคเบดยังได้เลี้ยงลูกตัวเอง และยังได้ค่าจ้างเลี้ยงดูอีกด้วย

ดังนั้น อับราม และนางโยเคเบดได้บุตรกลับคืนมาโดยไม่ต้องกลัวอีกแล้ว  พวกทหารคงไม่กล้ามายุ่งกับเด็กที่ราชธิดาของฟาโรห์รับไว้ให้เป็นพระราชบุตรบุญธรรมของพระนางเป็นแน่  เขาทั้งสองคงจะขอบคุณพระเยโฮวา  สำหรับวิถีทางอันอัศจรรย์ที่ทรงปกป้องเด็กเอาไว้

จากวันกลายเป็นเดือนที่เลื่อนผ่านไป  จากทารกน้อยสู่การเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นท่ามกลางความสุข  ความอบอุ่นของครอบครัว  เขาได้ปลูกฝังเด็กน้อยให้ได้รู้ถึงความเชื่อศรัทธาในพระเจ้าและพระราชกิจอันใหญ่ยิ่งของพระองค์  เรียนรู้ถึงการนมัสการพระเยโฮวาซึ่งเป็นพระเจ้าของอับราฮัม  อิสอัค  และยาโคบ

สู่พระราชวังในฐานะเจ้าชาย
“เมื่อทารกเติบใหญ่ขึ้นแล้ว  นางก้พามาถวายพระราชธิดาของฟาโรห์  พระนางก็รับไว้เป็นพระราชบุตรของพระนาง ประทานชื่อว่า “โมเสส” ตรัสว่า “เพราะเราได้ฉุดขึ้นมาจากน้ำ” (อพย.2:10)

พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าพ่อแม่ของโมเสสนำเขามาถวายให้พระราชธิดาตอนอายุเท่าไหร่  แต่ก็มีบางตำราตั้งข้อสังเกตไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงอายุประมาณ 4-5 ขวบ เด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึง 3 ขวบนั้นเป็นวัยที่สามารถรับรู้  มีระบบย่อยข่าวสารขั้นพื้นฐานซึ่งสำคัญมาก เนื่องจากเด็กได้รับการกระตุ้นจากภายนอก  ส่วนในเรื่องความนึกคิด  ความมุ่งมั่น  ความคิดสร้างสรรค์  ความเข้าใจ อารมณ์  ซึ่งเป็นเรื่องระดับสูงจะถูกสร้างหลังจากอายุ 3 ขวบ กล่าวคือ เป็นส่วนที่ว่าจะเอาส่วนที่ถูกสร้างมาก่อนอายุ 3 ขวบ ไปใช้อย่างไร  จากพระคัมภีร์ใหม่ในหนังสือฮีบรูบทที่ 11 ข้อ 24 กล่าวว่า “เพราะความเชื่อ  เมื่อโมเสสโตแล้วท่านไม่ยอมให้ใครเรียกท่านว่าเป็นบุตรของธิดากษัตริย์ฟาโรห์”  นั่นแสดงให้เห็นว่าโมเสสถูกปลูกฝังมาอย่างดีจากพ่อแม่ของเขาในเรื่องชาติกำเนิดของตน

ตั้งแต่โมเสสเข้ามาอยู่ในพระราชวังในฐานะพระราชบุตร  เขาก็ได้รับการศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การเขียน การอ่านจารึกโบราณ  ภาพเขียนแห่งอียิปต์ แม้แต่ความลึกลับแห่งศาสนาอียิปต์  การบวงสรวงในวิหาร  (อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้โมเสสมีความสามารถในการเขียนพระคัมภีร์เล่มแรก  หนังสือปฐมกาลจากตำนานโบราณที่ได้เรียนรู้มา  และการดลใจจากพระเจ้า  โมเสสได้เขียนหนังสือเล่มอื่น ๆ อีก 4 เล่ม  คือ อพยพ เลวีนิติ กันดารวิถี เฉลยธรรมบัญญัติ)  เรียกได้ว่าเรียนรู้กันแบบครบหลักสูตรสมฐานะเจ้าชายแห่งอียิปต์ พระราชบุตรแห่งธิดาฟาโรห์  จนเขาเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มรูปงามเพียบพร้อมไปด้วยความรอบรู้  ส่วนเรื่องราวของโมเสสตอนที่หนีไปมีเดียนนั้นเกิดขึ้น เพราะเขาได้ฆ่าคนอียิปต์ที่ไปตีคนฮีบรู  อีกวันต่อมาคนฮีบรูตีกันเอง  โมเสสไปห้าม  กลับถูกต่อว่า  “ใครแต่งตั้งท่านให้เป็นเจ้านายและเป็นตุลาการปกครองข้าพเจ้า  ท่านตั้งใจจะฆ่าข้าพเจ้าเหมือนกับที่ได้ฆ่าคนอียิปต์คนนั้นหรือ” (อพย.2:14) โมเสสได้ฟังแล้วก็กลัว  จึงหนีไปอยู่มีเดียนก็ได้ภรรยา  และมีบุตรชาย เวลาผ่านล่วงเลยไป จนฟาโรห์สิ้นพระชนม์....

ทรงเรียกโมเสส (อพย.3)
โมเสสมาอยู่มีเดียนหลายสิบปี  จากเจ้าชายกลับกลายมาเป็นคนเลี้ยงแกะ  จากคนที่มีความรู้เก่งกล้าสามารถกลับมาเป็นคนเงียบขรึม  และไม่ค่อยพูดจากับใคร  เพราะอยู่แต่กับแกะ  จนพระเจ้าทรงเรียกโมเสส  ให้เขาเห็นพุ่มไม้เป็นเปลวไฟโดยไม่ไหม้พระเจ้าต้องการใช้โมเสสให้ไปนำคนอิสราเอลมายังดินแดนแห่งพันธสัญญา  เพราะเสียงร้องของคนอิสราเอลจากการโดนกดขี่ดังไปถึงพระเจ้า  ฝ่ายโมเสสปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า  จนพระเจ้าต้องสำแดงให้โมเสสเห็นฤทธิ์เดชแห่งพระเจ้า  โดยให้ไม้เท้าของโมเสสกลายเป็นงู  ทำให้มือเป็นโรคเรื้อน  แต่โมเสสปฏิเสธอีกว่า “ข้าแต่พระเจ้า  ข้าพระองค์มิใช่เป็นคนช่างพูด ทั้งในกาลก่อน  และตั้งแต่เวลาที่พระองค์ตรัสกับผู้รับใช้ของพระองค์  ข้าพระองค์เป็นคนพูดไม่คล่องแคล่ว” (อพย.4:10) บัดนี้โมเสสคนเก่งในอดีตฆ่าคนอียิปต์ในชั่วพริบตา  เก่งกล้าเชิงยุทธ  และความรู้กลับกลายเป็นคนพูดไม่คล่องแคล่วขาดความมั่นใจในตนเองไปเสียแล้ว พระเจ้าจึงตรัสว่า “...ไปเถิด  เราจะอยู่ที่ปากของเจ้า และจะสอนคำซึ่งควรจะพูด”  แต่โมเสสกลับทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าขอทรงโปรดใช้ผู้อื่นไปเถิดพระเจ้าข้า” พระเจ้าทรงกริ้วโมเสสจึงตรัสว่า “เจ้ามีพี่ชายคืออาโรนคนเลวีมิใช่หรือ เรารู้แล้วว่าเขาเป็นคนพูดเก่ง ..เขาจะเป็นปากแทนเจ้า...” (อพย.4:11-17)

เป็นอันว่าโมเสสยอมทำตามพระบัญชาของพระเจ้า  เพราะมีอาโรนไปด้วยนี่เอง  เหตุเพราะยังกลัวๆ นั่นเอง  เลยต้องการมีเพื่อนไปด้ย  จากตารางฤทธานุภาพ 11 ประการของพระเจ้าในฉบับที่แล้ว  ทำให้เราทราบว่าในฤทาธานุภาพครั้งที่ 1-4 นั้น อาโรนเป็นคนที่กระทำการของพระเจ้าทั้งสิ้น  ครั้งที่ 5-6 พระเจ้าดลบันดาลเอง ครั้งที่ 7-10 สังเกตได้ว่าความมั่นใจของโมเสสกลับคืนมาแล้วท่านจึงกระทำการของพระเจ้าเองโดยตลอด  ยกเว้นครั้งสุดท้ายที่พระองค์ประหารบุตรหัวปีทั้งคน และสัตว์เลั้ยงทั่วทั้งอียิปต์ หลังจากนั้นโมเสสก็เป็นผู้นำคนอิสราเองโดยตลอด เพราะความมั่นใจในฤทธานุภาพของพระเจ้านั่นเอง ...

ฟาโรห์พระทัยแข็งกระด้าง
เรามาทำความรู้จักกับฟาโรห์ก่อนดีกว่าว่าเป็นใคร  พระราชาของอียิปต์จะถูกเรียกว่า “ฟาโรห์” คำว่าฟาโรห์จึงไม่ใช่ชื่อคน  แต่เป็นภาษาอียิปต์ใช้ทับศัพท์แปลว่า “กษัตริย์”  ชาวอียิปต์ไม่เพียงแต่เคารพนับถือฟาโรห์อย่างสูงเท่านั้น  เขายังเชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้าองค์หนึ่งที่ต้องเชื่อฟ้ง ไม่กล้าละเมิดพระดำรัสของพระองค์...

ทำไมฟาโรห์ถึงพระทัยแข็งกระด้างครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าจะตอบโดยใช้หลักฐานจากพระคัมภีร์เพียงอย่างเดียวก็คงจะต้องตอบว่าเพราะ “พระเจ้าทรงบันดาลให้พระทัยฟาโรห์แข็งกระด้าง”  เป็นคำพูดที่นักเทศน์หลายท่านนำมาใช้บ่อย ๆ ในการเทศนาเรื่องนี้  ซึ่งจากพระคัมภีร์นั้นมีข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายจุดด้วยกัน  โดยเริ่มจากตอนที่พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “เราจะทำให้ใจของฟาโรห์แข็งกระด้าง  แม้เราจะกระทำหมายสำคัญ  และอัศจรรย์ให้ทวีมากขึ้นในประเทศอียิปต์  ฟาโรห์ไม่เชื่อฟังเจ้า” (อพย.7:3-4) พระคัมภีร์บันทึกคำว่า “จริงดังที่พระเจ้าตรัสว่าพระทัยฟาโรห์ก็แข็งกระด้างหายอมเชื่อไม่” กล่าวในทำนองเดียวกันเช่นนี้ถึง 6 ครั้ง  มีคำว่า “พระเจ้าทรงให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้าง” 3 ครั้งและพระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้างเอง 1 ครั้ง  ส่วนครั้งสุดท้ายถึงยอมปล่อยคนอิสราเอล  สาเหตุสำคัญที่ฟาโรห์จำเป็นต้องพระทัยแข็งกระด้างหลายครั้งเพื่อการอัศจรรย์ของพระเจ้าจะได้เพิ่มขึ้นในอียิปต์ (อพย.11:9) และเพื่อคนอิสราเอลจะออกจากอียิปต์อย่างสมกับเป็นประชากรของพระเจ้าที่ทรงเลือกสรรไว้ ซึ่งจากการที่คนอิสราเอลออกจากอียิปต์นั้น  ทำให้มีชื่อเสียงไปทั่วดินแดนต่างๆ เมื่อคนอิสราเอลยกไปที่ไหน  ก็สามารถปราบเมืองต่าง ๆ นั้นได้โดยง่าย เพราะพวกชาวเมืองต่างๆ กลังเกรงอำนาจของพระเจ้า

ยังมีอีกมุมมองหนึ่งของเรื่องนี้  คือตามตำนานโบราณของอียิปต์จากอักขระอักษรภาพโบราณที่เก่าแก่ตามกำแพง  และเสาในมหาวิหารต่างๆ ที่มีผู้ถอดความออกมาเป็นภาษาปัจจุบัน  ได้กล่าวถึงเรื่องราวของเวทมนตร์ต่างๆ ที่มีอย่างดาษดื่นในอียิปต์เชื่อกันว่าใครได้เรียนมหาเวทจากคัมภีร์เทพเจ้าท็อต ก็จะกลายเป็นผู้เก่งฉกาจไร้เทียมทาน  นักบวชตามวิหารเทพ  ก็ต้องมีศิลปวิทยาการไว้โชว์ให้ฟาโรห์เห็นบ้างตามยุคสมัยของเขา  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาๆ ในสายตาของฟาโรห์เห็นบ้างตามยุคสมัยของเขา  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาๆ ในสายตาของฟาโรห์  พระองค์มองดูเรื่องเช่นนี้เป็นเพียงแค่ความบันเทิงอย่างหนึ่งเท่านั้น  การที่โมเสส และอาโรนมาสำแดงกิจมหัศจรรย์ต่างๆ คนของฟาโรห์ก็ทำได้ถึง 3 ครั้ง  ดังนั้นจึงน่าจะสรุปได้ว่าฟาโรห์เห็นแล้วเฉย ๆ เพราะเห็นมาบ่อยจึงคิดว่าสิ่งที่โมเสส และอาโรนกระทำนั้นเป็นเพียงการแสดงกลให้ดูตามจารึกโบราณบันทึกว่าเคยมีการประลองเวทมนตร์ระหว่างสองอาณาจักร คือ อียิปต์ และเอธิโอเปีย  ผลปรากฎว่า ชาวเอธิโอเปียพ่ายแพ้ต่อหน้าพระที่นั่งฟาโรห์  ไม่เพียงเท่านี้  ในประเทศอียิปต์นั้นทุกกิจกรรมของพวกเขามักจะมีเรื่องไสยศาสตร์ เวทมนตร์  คาถา  มาเกี่ยวข้องด้วยเสมไม่ว่าจะเป็นการทำการเกษตร  การสร้างปิรามิด  การทำพิธีศพ  (ดังตัวอย่างในฉบับที่แล้ว) การสงคราม ฯลฯ แม้ในปัจจุบันผู้คนยังเชื่อถือในคำสาบแห่งสุสานฟาโรห์ใครไปยุ่งเกี่ยวต้องมีอันเป็นไปถึงชีวิต


คนทำวิทยาคม
ในอดีตกาลที่ผ่านมา  มนุษย์เราถูกดึงดูดใจ  และควบคุมโดยความลึกลับแห่งวิทยาคม  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “magic” แปลว่า “เวทมนตร์คาถา  อำนาจวิเศษ  อาถรรพณ์  มายากล” มาจากคำว่า “magi (อ่านว่า เม-ไจ)” หมายถึง นักบวชชาวเปอร์เซียโบราณ  ซึ่งเชี่ยวชาญกิจกรรมทางศาสนาโดยเฉพาะ  ความหมายตรง ๆ ก็คือ ความพยายามจะควบคุม หรือบังคับพลังธรรมชาติ  หรือเหนือธรรมชาติให้ทำตามคำสั่งมนุษย์

พระคัมภีร์เดิมได้พูดถึงพวกวิทยาคมไว้หลายแห่ง  ไม่ว่าจะเป็น ปฐมกาล 41:12-14  ดาเนียล 2:27, 4:7  นักวิทยาคมมีบทบาทมากในอียิปต์  บาบิโลน  อิทธิพลนี้ยังแพร่มายังพวกกรีก  และชาวโรมัน  สังเกตได้จากแต่ละวิหารของแต่ละชนชาติจะมีพระ  หรือผู้ประกอบพิธีสำแดงอภินิหารให้เห็นเป็นประจำ  เมื่อประกอบพิธีใดพิธีหนึ่ง

จะขอแบ่งรูปแบบของมายากลตามแบบของโรเบิร์ต เอ. สเต็บบินส์  ซึ่งจัดแบ่งออกมาได้ 3 ประเภทด้วยกัน   คือ

1. มายากลลี้ลับ  คือ “การแสดงถึงสิ่งลี้ลับ” มีการอ้างว่า “เหตุการณ์หรือกระบวนการต่างๆ ซึ่งขัดแย้งกับสามัญสำนึก หรือความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์” เป็น “ความจริงหรือถูกต้อง” สเต็บบินส์อธิบายว่า “มายากลลี้ลับคือผู้รับใช้ของเวทมนตร์คาถา  พ่อมดหมอผี  การเล่นแร่แปรธาตุ และศาสนา  ภายใต้สภาพการณ์บางอย่าง”

2. มายากลแบบแสวงผลประโยชน์  “ผู้แสดงจะควบคุม หรือหลอกผู้ชมให้เข้าใจผิดจากความเป็นจริง  เพื่อโอ้อวดอำนาจของตน”  พวกเขารู้ว่ากำลังหลอกลวงผู้คน  “พวกเขากระตุ้นผู้คน  ซึ่งกำลังชมมายากลให้เชื่ออย่างอื่น  ให้เชื่อว่าในฐานะมายากล  พวกเขามีอำนาจเหนือธรรมชาติ หรือมีความเกี่ยวพันพิเศษกับสิ่งที่มีชีวิตซึ่งมีอำนาจเหนือธรรมชาติ” สเต็บบินส์กล่าว

3. มายากลเพื่อความบันเทิง  มีจุดมุ่งหมายเพื่อเร้าให้เกิดความงงงวยพิศวงโดยตบตา  มายากลแบบนี้  แบ่งออกเป็น 5 วิธีพื้นฐาน คือ

            3.1 มายากลบนเวที
            3.2 มายากลที่ให้ดูใกล้ ๆ
            3.3 วิทยากล
            3.4 การลวงตา
            3.5 การติดต่อทางจิต

พระคัมภีร์ว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องผี
พระคัมภีร์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้าอย่าเป็นหมอดูหรือเป็นหมอผี” (ลนต.19:26 ฉธบ.18:914) ในหนังสือกิจการกล่าวถึงชาวเมืองเอเฟซัสที่มาเชื่อแล้วได้เอาตำราเวทมนตร์มาเผาไฟต่อหน้าคนทั้งปวง  “มีหลายคนที่เชื่อแล้วได้มาสารภาพ และเปิดเผยว่าเขาได้ใช้เวทมนตร์...” (กจ.19:18-19)

อันตรายจากมายากลแบบแสวงผลประโยชน์  หมอดูลายมือ  ทำนายโชคชะตา  รักษาโรคด้วยวิธีต่าง ๆ โดยใช้เวทมนตร์หรือของวิเศษ ฯลฯ  พวกนี้ทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง ดังข่าวในหนังสือพิมพ์ทั่วไปที่พาดหัวอยู่บ่อย ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ในประเทศไทย  พระคัมภีร์กล่าวว่า “อย่า..ประพฤติคดโกง หรือมุสาวาทต่อกันและกัน”  (ลนต. 19:11)

บางครั้งพวกวิทยาคมก็ไปยุ่งเกี่ยวกับวิญญาณของผู้ตาย  ซึ่งบางคนต้องการจะติดต่อหรือทราบความเป็นอยู่ของญาติสนิทมิตรสหายของตนเองแม้จะเป็นการทำเล่น ๆ เมื่อได้โอกาสพวกปีศาจสามารถฉวยโอกาสนี้  และพยายามอย่างไม่ลดละ “เมื่อมารทำการทดลองทุกอย่างสิ้นแล้ว  จึงละพระองค์ไปจนถึงโอกาสเหมาะ” (ลก.4:13) “แต่ว่าทุกคนก็ถูกล่อให้หลวเมื่อกิเลสของตัวเองล่อ  และชักนำให้กระทำตาม” (ยก.1:14)

ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้จะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก “พญามาร” เพราะมันได้ชื่อว่า “ผู้ล่อลวง” ตั้งแต่สมัยปฐมกาลมาแล้ว (ปฐก.3:1-19) หนังสือธุรกิจเล่มหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “ซาตาน” เป็น “เซลล์แมนคนแรกของโลก” คือมัน “ขายความเชื่อ”  ใครจะขายความเชื่อบ้าง? หรือว่าขายไป    แล้วอย่างไม่รู้ตัว  เปาโลเขียนจดหมายบอกพี่น้องที่เมืองเอเฟซัสว่า “เหตุฉะนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า..” (อฟ.5:1) ในหนังสือยากอบก็กล่าวในเรื่องนี้เช่นกัน  “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า  จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป” (ยก.4:7)

มีหลายคนนำเรื่อง “มายากล” ไปรวมกับความบันเทิง อาจจะไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้  แต่ถ้ามีการเสแสร้งว่าเป็น “มายากลลี้ลับ” คริสเตียนควรใส่ใจกับเรื่องนี้ไหม .. ยังมีอันตรายแฝงอยู่มากมายเกี่ยวกับเรื่อง “มายากล” คริสเตียนแท้จึงครหลีกห่างจากการฝึกปฏิบัติสิ่งเหล่านี้  หรือข้องเกี่ยว หรือชมการแสดง “ข้าพเจ้ามิได้หมายถึงใจสำนักผิดชอบของท่าน  แต่หมายถึงใจสำนึกผิดชอบของคนที่บอกนั้น” (1คร.10:29) “ในข้อนี้ข้าพเจ้าอุตสาห์ประพฤติตามจิตสำนึกเห็นว่าดีเสมอ  มิให้ผิดต่อพระเจ้า และต่อมนุษย์” (กจ. 24:16)