ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ปริศนาคาใจ : โมเสสยังไม่เคยตาย

เป็นการศึกษาเชิงลึกโดยผ่านมุมมองความเชื่อของชาวยิว และผสานกับข้อมูลที่ว่า พระเยซูเป็นผลแรกของการเป็นขึ้นมาจากความตาย

(1คร. 15:20) แต่​ความ​จริง​พระ​คริสต์​ทรง​ถูก​ชุบ​ให้​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​แล้ว และ​ทรง​เป็น​ผล​แรก​ใน​พวก​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​ได้​ล่วง​หลับ​ไป​แล้ว​นั้น​

และการปรากฏตัวของโมเสสพร้อมกับเอลียาห์ ในมัทธิว บทที่ 17 ข้อ 1-3




หากโมเสสที่มาปรากฏตัวตายไปแล้ว นั่นก็แสดงว่า เขาเป็นวิญญาณ แบบเดียวกับที่กษัตริย์ซาอูลเรียกซามูเอลมาพบ

​ซาอูล​และ​คน​ทรง​ที่​เมือง​เอน​โดร์ 
1 ซามูเอล บทที่ 28 ข้อ 3 ฝ่าย​ซามูเอล​ได้​สิ้นชีพ​แล้ว และ​คน​อิสราเอล​ทั้ง​ปวง​ก็​ไว้​ทุกข์​ให้​ท่าน​และ​ฝัง​ศพ​ท่าน​ไว้​ใน​เมือง​รามาห์ ซึ่ง​เป็น​เมือง​ของ​ท่าน​เอง และ​ซาอูล​ทรง​กำจัด​คน​ทรง​และ​พ่อ​มด​แม่​มด​เสีย​จาก​แผ่นดิน
4 คน​ฟีลิสเตีย​ก็​ชุมนุม​กัน​และ​มา​ตั้ง​ค่าย​อยู่​ที่​ชู​เนม และ​ซาอูล​ทรง​รวบรวม​อิสราเอล​ทั้งสิ้น และ​เขา​ทั้ง​หลาย​ตั้ง​ค่าย​อยู่​ที่​กิล​โบ​อา​
5 เมื่อ​ซาอูล​ทอด​พระ​เนตร​กองทัพ​ของ​คน​ฟีลิสเตีย​ก็​กลัว และ​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์​ก็​หวั่นไหว​มาก​
6 และ​เมื่อ​ซาอูล​ทูล​ถาม​พระ​เจ้า ​พระ​เจ้า​มิได้​ทรง​ตอบ​พระ​องค์ ไม่​ว่า​ด้วย​ความ​ฝัน หรือ​ด้วย​อู​ริม หรือ​ด้วย​ผู้เผย​พระ​วจนะ​
7 ​ซาอูล​จึง​รับสั่ง​กับ​มหาดเล็ก​ของ​พระ​องค์​ว่า “จง​ออกไป​หา​หญิง​ที่​เป็น​คน​ทรง​เพื่อ​เรา​จะ​ได้​ไป​หา​และ​ถาม​เขา​ดู” และ​มหาดเล็ก​ก็​กราบ​ทูล​ว่า “ดู​เถิด มี​หญิง​คน​ทรง​คน​หนึ่ง​อยู่​ที่​บ้าน​เอน​โดร์” 

8 ​ซาอูล​จึง​ปลอม​พระ​องค์​และ​ทรง​ฉลอง​พระ​องค์​อย่าง​อื่น​เสด็จ​ออกไป พร้อม​กับ​ชาย​สอง​คน ไป​หา​หญิง​คน​ทรง​ใน​เวลา​กลางคืน ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “ขอ​ทำนาย​ให้​ฉัน​โดย​วิญญาณ​ของ​คน​ตาย ฉัน​จะ​ออก​ชื่อ​ผู้ใด​ก็​ให้​เรียก​ผู้​นั้น​ขึ้น​มา” 
9 หญิง​คน​นั้น​จึง​ทูล​ตอบ​พระ​องค์​ว่า “ท่าน​คง​ทราบ​แน่​แล้ว​ว่า​ซาอูล​ทรง​กระทำ​อะไร ที่​ได้​กำจัด​คน​ทรง​และ​พ่อ​มด​แม่​มด​เสีย​จาก​แผ่นดิน ทำไม​ท่าน​จึง​มา​วาง​กับ​ดัก​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า​เล่า” 
10 แต่​ซาอูล​ทรง​ปฏิญาณ​กับ​หญิง​นั้น​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​เจ้า​ว่า “พระ​เจ้า​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่​แน่​ฉัน​ใด เจ้า​จะ​ไม่​ถูก​โทษ​เพราะ​เรื่อง​นี้​แน่​ฉัน​นั้น” 
11 หญิง​นั้น​จึง​ทูล​ถาม​ว่า “ท่าน​จะ​ให้​ข้าพเจ้า​เรียก​ใคร​ขึ้น​มา” ​ซาอูล​ตรัส​ว่า “เรียก​ซามูเอล​ขึ้น​มา​ให้​ฉัน” 
12 และ​เมื่อ​หญิง​คน​นั้น​เห็น​ซามูเอล​ จึง​ร้อง​เสียง​ดัง​และ​หญิง​นั้น​กราบ​ทูล​ซาอูล​ว่า “ไฉน​พระ​องค์​จึง​ทรง​ล่อลวง​หม่อม​ฉัน ​พระ​องค์​คือ​ซาอูล” 
13 ​พระ​ราชา​ตรัส​แก่​นาง​ว่า “อย่า​กลัว​เลย เจ้า​ได้​เห็น​อะไร” และ​หญิง​นั้น​กราบ​ทูล​ซาอูล​ว่า “หม่อม​ฉัน​เห็น​เทพย​เจ้า​องค์​หนึ่ง​เสด็จ​ขึ้น​มา​จาก​แผ่นดิน” 
14 ​พระ​องค์​ถาม​นาง​ว่า “รูปร่าง​ของ​เขา​เป็น​อย่างไร” และ​นาง​ตอบ​ว่า “เป็น​ผู้ชาย​แก่​ขึ้น​มา​มี​เสื้อ​คลุม​กาย​อยู่” ​ซาอูล​ก็​ทรง​ทราบ​ว่า​เป็น​ซามูเอล​ ​พระ​องค์​ทรง​โน้ม​พระ​กาย​ลง​ถึง​ดิน​กราบ​ไหว้
15 แล้ว​ซามูเอล​พูด​กับ​ซาอูล​ว่า “ท่าน​รบกวน​เรา​ด้วย​เรียก​เรา​ขึ้น​มา​ทำไม” ​ซาอูล​ทรง​ตอบ​ว่า “ข้าพเจ้า​มี​ความ​ทุกข์​หนัก เพราะ​คน​ฟีลิสเตีย​กำลัง​มา​ทำ​สงคราม​กับ​ข้าพเจ้า และ​พระ​เจ้า​ทรง​หัน​จาก​ข้าพเจ้า​เสีย​แล้ว มิได้​ทรง​ตอบ​ข้าพเจ้า​อีก​เลย ไม่​ว่า​โดย​ผู้เผย​พระ​วจนะ​หรือ​โดย​ความ​ฝัน เพราะ​ฉะนั้น​ข้าพเจ้า​จึง​ขอ​เรียก​ท่าน​ขึ้น​มา​เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​แจ้ง​ว่า ข้าพเจ้า​จะ​กระทำ​ประการ​ใด​ดี” 
16 และ​ซามูเอล​ตอบ​ว่า “ใน​เมื่อ​พระ​เจ้า​ทรง​หัน​จาก​ท่าน​เสีย​แล้ว และ​เป็น​ศัตรู​ของ​ท่าน ท่าน​จะ​มา​ถาม​ข้าพเจ้า​ทำไม​เล่า​ 
17 ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​แก่​ท่าน​อย่าง​ที่​พระ​องค์​ตรัส​บอก​ทาง​ข้าพเจ้า​แล้ว​นั้น เพราะ​พระ​เจ้า​ทรง​ฉีก​ราช​อาณาจักร​นั้น​ออก​เสีย​จาก​มือ​ของ​ท่าน​และ​ทรง​มอบ​ให้แก่​คน​อื่น คือ​ดาวิด​ 
18 เพราะ​ท่าน​มิได้​เชื่อ​ฟัง​พระ​สุรเสียง​ของ​พระ​เจ้า มิได้​กระทำ​ตาม​พระ​พิโรธ​ของ​พระ​องค์​ที่​ทรง​มี​ต่อ​อามาเลข ฉะนั้น​พระ​เจ้า​จึง​ทรง​กระทำ​สิ่ง​นี้​แก่​ท่าน​ใน​วันนี้​ 
19 ยิ่ง​กว่า​นั้น​อีก​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​มอบ​อิสราเอล​พร้อม​กับ​ตัว​ท่าน​ไว้​ใน​มือ​ของ​คน​ฟีลิสเตีย​ พรุ่งนี้​ตัว​ท่าน​พร้อม​กับ​บุตร​ชาย​ทั้ง​หลาย​ของ​ท่าน​จะ​อยู่​กับ​เรา และ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​มอบ​กองทัพ​อิสราเอล​ไว้​ใน​มือ​ของ​คน​ฟีลิสเตีย​ด้วย” 

20 แล้ว​ซาอูล​ก็​ทรง​ล้ม​ลง​เหยียด​ยาว​บน​พื้นดิน​ใน​ทันที กลัว​ยิ่ง​นัก​เพราะ​ถ้อยคำ​ของ​ซามูเอล​ และ​ไม่​มี​กำลัง​เหลืออยู่​ใน​พระ​องค์ เพราะ​ไม่ได้​เสวย​มา​ตลอด​วัน​หนึ่ง​กับ​คืน​หนึ่ง​แล้ว​

21 หญิง​นั้น​ก็​เข้า​มา​หา​ซาอูล​ และ​เมื่อ​นาง​เห็น​ว่า​พระ​องค์​ตก​พระ​ทัย​มาก จึง​ทูล​ว่า “ดู​เถิด ผู้รับ​ใช้​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​ก็​ย่อม​ฟัง​รับสั่ง​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​ยอม​เสี่ยง​ชีวิต และ​ยอม​ฟัง​พระ​ดำรัส​ที่​พระ​องค์​ตรัส​สั่ง​ทุก​ประการ​ 
22 เพราะ​ฉะนั้น​ขอ​ฝ่า​พระ​บาท​จง​ฟัง​เสียง​ผู้รับ​ใช้​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​บ้าง ขอ​หม่อม​ฉัน​ได้​ถวาย​พระ​กระยา​หาร​แก่​พระ​องค์​สัก​หน่อย​หนึ่ง ขอ​พระ​องค์​เสวย เพื่อ​พระ​องค์​จะ​ทรง​มี​พระ​กำลัง​เมื่อ​กลับ​ตาม​ทาง​ของ​พระ​องค์” 
23 ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ปฏิเสธ รับสั่ง​ว่า “ไม่​กิน” แต่​มหาดเล็ก​กับ​หญิง​นั้น​อ้อน​วอน​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ฟัง​เสียง​ของ​เขา ​พระ​องค์​ทรง​ลุก​ขึ้น​ประทับ​บน​เตียง​
24 หญิง​นั้น​มี​ลูก​โค​อ้วน​อยู่​ใน​บ้าน​ตัว​หนึ่ง ​ก็​รีบ​ฆ่า​เสีย เอา​แป้ง​มา​นวด​ปิ้ง​ทำ​ขนม​ปัง​ไร้​เชื้อ​
25 นาง​ก็​นำมา​ถวาย​แก่​ซาอูล​และ​ทรง​เสวย กับ​ให้​มหาดเล็ก​เขา​รับประทาน แล้ว​ก็​ทรง​ลุก​ขึ้น​เสด็จ​กลับไป​ใน​คืน​นั้น​


ใน เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 34 ข้อ 1-12 บันทึกเรื่องการสิ้นชีวิตของโมเสส





แต่ในหนังสืิอ Tree of Souls ซึ่งเป้นหนังสือเกี่ยวกับตำนานความเชื่อของชาวยิวได้บันทึกว่า โมเสสไม่เคยตาย




จะอย่างไรก็แล้วแต่ การศึกษาเพื่อค้นหาความจริงด้วยหลักฐาน เหตุผล หลักข้อเชื่อ หรือทัศนคติของแต่ละที่ ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูล หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในเชิงวิชาการ

ยังมีประเด็นจาก หนังสือ ยูดา อีก (ยด. 1:9) ฝ่าย​อัคร​เทว​ทู​ตาธิบ​ดี​มี​คา​เอล ครั้ง​เมื่อ​ท่าน​โต้เถียง​กับ​มาร​*เรื่อง​ศพ​ของ​โมเสส ท่าน​เอง​ก็​ยัง​ไม่​บังอาจ​กล่าว​ก้าวร้าว​ต่อ​มาร​เลย เป็น​แต่​เพียง​กล่าว​ว่า “ให้​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ทรง​ขนาบ​เจ้า​เถิด”

*ท่าน​โต้เถียง​กับ​มาร ​เรื่อง​นี้​ไม่​มี​บันทึก​ไว้​ใน​พระ​คัมภีร์​แต่​พบ​ใน​หนังสือ​โบราณ​ของ​ชาวยิว​ชื่อ ​“​การ​ขึ้น​สู่​สวรรค์​ของ​โมเสส​” ​ซึ่ง​เขียน​ใน​ศตวรรษ​ที่ ​1








หากใครเอาไปตีความเป็นอย่างอื่น หรือเพื่อเอาไปโจมตีเพียงข้อความไม่กี่บรรทัด ก็แล้วแต่ความเชื่อของท่านนะครับ ขอพระเจ้าอวยพระพร

ด้านมืดของกษัตริย์ซาโลมอน

หลายครั้งที่เราฟังคำเทศนาเรื่องความฉลาดและความมั่งคั่งของกษัตริย์ซาโลมอน ก็อดปลื้มกับเขาไปด้วย แต่เมื่อพูดถึงด้านมืด น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามันรุนแรงถึงขั้นอาณาจักรอิสราเอลถูกฉีกออก



ในเฉลยธรรมบัญญัติ ได้พยาการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้วถึงระบบกษัตริย์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และการที่พระองค์จะมีภรรยาหลายคนอีกด้วย


การมีภรรยาหลายคนของกษัตริย์ซาโลมอน ส่งผลให้พระองค์อนุญาตให้มีการบูชารูปเคารพในดินแดนอิสราเอล


ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ พระองค์สนับสนุนให้มีการสร้างรูปเคารพของพระต่างด้าวขึ้นใกล้เยรูซาเล็ม


แท้ที่จริง ตัวซาโลมอนเองก็รู้ดีถึงพฤติกรรมของบรรดาเหล่าภรรยาของพระองค์ ซึ่งสะท้อนออกมาในหนังสือสุภาษิตหลายตอน และที่ชัดเจนที่สุด อยู่ใน สุภาษิต บทที่ 7 ที่พูดถึงการบนต่อพระของพวกเธอ และการแก้บนด้วยการล่วงประเวณีกับชายแปลกหน้า

วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

จันทร์ที่ 10 กรกฎาคม 2017 สัมมนาสุดท้ายของหมวดเบญจบรรณ

นับเป็นเวลาถึง 4 ปี ที่เราทำการสัมมนาหมวดเบญจบรรณ ซึ่งวันจันทร์ที่ 10 กค.นี้ ถือเป็นครั้งสุดท้าย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกันครับ




วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

จิตวิญญาณก็มี 4 ระดับ ตรวจสอบด่วนว่าเราอยู่ระดับไหน?

ผมทำบททดสอบนี้ขึ้นมาเพื่อใช้ในการเช็คระดับฝ่ายจิตวิญญาณของแต่ละคน ว่าอยู่ในระดับไหนบ้าง แม้เราจะเติบโตทางร่างกายแล้ว จิตวิญญาณของเราก็ควรเติบโตด้วยเช่นกัน

 เราปรารถนาให้ท่านเติบโตขึ้นฝ่ายวิญญาณ เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์
ในแผนภาพชุดนี้ เราเปรียบเทียบให้เห็นว่าจิตวิญญา่ณของเราก็เหมือนร่างกาย ที่ต้องการอาหารที่ทำให้เติบโตเช่นกัน
และลักษณะฝ่ายจิตวิญญาณของเราก็เป็นเหมือนร่างกาย 4 ระดับ คือ

  1. ทารก
  2. เด็ก
  3. หนุ่มสาว (วัยรุ่น)
  4. ผู้ใหญ่

เชิญรับชมได้เลยครับ แล้วลองเช็คดูว่า เราเป็นผู้ใหญ่หรือยัง?


คงไม่มีใครอยากเป็นเด็กตลอดไป ทุกคนอยากจะเติบโตขึ้น


ในที่นี้ เราขอเปรียบให้จิตวิญญาณมีการเติบโตขึ้น 4 ระดับ


ผู้เชื่อใหม่  (ทุกคนจะอยู่ระดับ 1) ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็จะเปรียบเสมือนทารกฝ่ายจิตวิญญาณ ต้องกินน้ำนมเพื่อเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณเช่นกัน

การอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน ก็เหมือนเราได้ดื่มน้ำนม และจะเติบโตขึ้น และช่วงแรกควรมีพี่เลี้ยงดูแลในการดื่มของเราด้วย


ในช่วงนี้ ระดับ 2 การอ่านพระคัมภีร์ของเรา หรือการอธิษฐานของเราจะพัฒนาขึ้น แต่จะคิดถึงตัวเองมากเป็นพิเศษ ดูเหมือนว่าเหตุการณ์รอบๆ ตัวเราดูจะเกี่ยวโยงกับตัวเราไปหมด หรือการตีความพระคัมภีร์ ก็จะตีเข้าข้างตัวเราเองตลอด

หรือแม้แต่ใครทำอะไร เราก็รู้สึกถึงตัวเอง นั่นแสดงว่าเรายังเป็นเด็กฝ่ายวิญญาณอยู่

รวมไปถึงอยากฟังคำพยากรณ์เกี่ยวกับตนเอง หรือขอให้คนอื่นพยากรณ์จากที่นั่นที่นี่ จนถึงขนาดตามไปหาฟัง

ใน 1 ยน. 3 ข้อ 12 ยกตัวอย่างเรื่อง คาอิน
เพราะคาอินนึกถึงตัวเองมากๆ จนไม่พอใจน้องของตน และพัฒนาไปสู่การกำจัดน้องให้พ้นทาง แสดงถึงการเป็นเด็กฝ่ายวิญญาณของคาอินอย่างมาก แม้ว่าร่างกายจะเติบโตขึ้นแล้วก็ตาม


ถ้าต้วเรามีความปรารถนาจะเติบโตขึ้น (สู่ระดับ 3) ในทางของพระเจ้าเรื่อยๆ ลดอาการเด็กลง หรือแม้แต่นิสัยทารก

สังเกตได้ด้วยตนเองว่า เราจะฟังความรอบด้านมากขึ้น ไม่หูเบา อ่านพระคัมภีร์อย่างใคร่ครวญ ไม่ตีความเข้าตนเอง นึกถึงคนอื่นก่อน ให้เกียรติคนอื่น ไม่วิจารณ์เร็วเกินไป ฯลฯ

แต่ก็ยังมีความผิดพลาดบ้าง แบบวัยรุ่น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ใช้ได้แล้วในระดับนี้


ระดับ 4 เป็นระดับที่ควรเป็นเป้าหมายของผู้เชื่อทุกคน และถือเป็นระดับยาก เพราะต้องอดทน ฝึกฝน และใช้สติปัญญารอบด้าน

มีใจปรารถนาในการรับใช้พระเจ้า รับใช้ผู้อื่น เสียสละทุกอย่าง

เราหวังว่าเมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้ คงได้ประโยชน์ และแบ่งปันไปให้เพื่อนอ่านบ้าง ขอพระเจ้าอวยพระพร

วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เบื้องหลังคำเทศนาบนภูเขา มัทธิว บทที่ 5

เป็นการแบ่งปันเรื่อง เบื้องหลัง คำเทศนาบนภูเขา เกี่ยวกับ ความโกรธ 
จาก มัทธิว บทที่ 5 ที่ผู้เชื่อต้องทำมากยิ่งกว่าพวกฟาริสี ซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นกลางในสมัยพระเยซู ก็โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้พระเจ้าเป็นคนทำ เราทำเพียง คืนดีกับพี่น้อง ของเราเอง

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อพยพ บทที่ 1-17 ตัดต่อเสร็จแล้ว พร้อมส่ง

ท่านผู้ใดสนใจสามารถสั่งซื้อได้เลยครับ พร้อมส่ง ใน DVD ชุดนี้ มี 4 แผ่น ความยาว 6 ชั่วโมง 4 นาที 23 วินาที

มี DVD 4 แผ่น ความยาว 6 ชม. 4 นาที 23 วินาที ราคา 400 บาท
คลิปตัวอย่าง

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มัทธิว บทที่ 5 คำเทศนาบนภูเขา ไม่ได้มีแค่เรื่อง "ผู้เป็นสุข"

ปกติผมจะไม่ลงเรื่องการบรรยายก่อนวันจริง แต่ครั้งนี้เห็นว่าสำคัญ และมักจะถูกมองข้ามไป เมื่อเราศึกษาถึงเรื่อง "คำเทศนาบนภูเขา" ของพระเยซู ที่ได้กล่าวเอาไว้ โดยมัทธิวเป็นผู้บันทึกเรื่องราว

ผมมาจับประเด็นเรื่อง การพูดจากับพี่น้องว่า "อ้ายโง่" และ "อ้ายบ้า" และรู้ถึงความเข้าใจได้ระดับหนึ่ง เพราะอ่านเรื่องนี้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นเมื่อเกือบ 30 ปีมาแล้ว เป็นฉบับแปล 1971

แต่เมื่อมาอ่านฉบับแปลใหม่ (2011) ก็จะได้ความหมายที่แตกต่างกันออกไปอย่างมาก


และเมื่อยิ่งเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียด ทั้งช่วงเวลา สถานที่ และบรรยากาศในยุคนั้น ยิ่งเข้าใจบริบทมากขึ้น

จึงรู้ว่ามาว่ายุคนั้น มีผู้คนหลายกลุ่ม ตั้งตน รวมกลุ่มกันเป็นกูรูพระคัมภีร์ อาทิเช่น พวกฟาริสี และพวกสะดูสี และอีกหลายกลุ่มที่โยงการเมือง แต่กลุ่มที่ดูเหมือนกำลังมาแรงในตอนนั้นก็คือ กลุ่มพวกเอสเซนีส ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากกลุ่มอื่นๆ โดยสิ้นเชิง แม้ว่าจะสนใจในเรื่องเดียวกัน

บันทึกโบราณกำลังสะท้อนความจริงที่ว่ากลุ่มคนพวกนี้เกี่ยวโยงกับ ยอห์น ผู้ให้บัพติสมา และอีกคนหนึ่งก็คือ พระเยซู

ลองศึกษาข้อมูลเล่านี้ดูครับ


มัทธิว บทที่ 5 ข้อ 8 กำลังกล่าวถึงวิธีที่พวกเอสเซนีสคัดลอกพระคัมภีร์แบบซีเรียส
ไม่แต่งงาน ทำตัวเป็นผู้บริสุทธิ์


คนกลุ่มนี้ทำตัวบริสุทธิ์ในทุกๆ ด้าน เพื่อการคัดลอกพระคัมภีร์จะไม่มีมลทินมาเกี่ยวข้อง

หนังสือเกี่ยวกับกลุ่มเอสเซนีส หลายเล่มโยงถึงพระเยซู

ข้อมูลเหล่านี้ อาจเป็นความสนใจเฉพาะกลุ่ม แต่ก็สามารถตอบโจทย์เราได้ในเรื่อง พระเยซูหายไปไหนในช่วง 12-30 ปี (ไมได้ไปอินเดียอย่างที่มีตำราบางเล่มเอ่ยอ้างถึง) แต่มาอยู่กับพวกเอสเซนีส และคัดลอกพระคัมภีร์ และจดจำพระคำนั้นอย่างชำนาญ จนถึงเวลาใช้อย่างเหมาะสม


มัทธิว บทที่ 5 ข้อ 17 - 19 สะท้อนมุมองของกลุ่มเอสเซนีสค่อนข้างชัดเจน จึงเป็นเหตุให้นักเขียนหลายเล่มพุ่งประเด็นว่าพระเยซูเกี่ยวโยงกับพวกนี้ ที่สำคัญ พระเยซูยังสอนให้ผู้คนรู้ว่า พระองค์สนับสนุนการที่ธรรมบัญญัติของโมเสส ไม่ได้มาล้มเลิก แต่ทำให้ชัดเจน สมบูรณ์แบบ

เหตุที่ว่าเช่นนี้ เพราะพวกฟาริสี และสะดูสี แต่งเติมเพิ่มข้อมูลเรื่องการถือธรรมบัญญัติจนเกินความจำเป็น และพระองค์ก็ตำหนิพวกฟาริสีมาตลอด จนจทำให้พวกนี้คอยลองดีกับพระองค์ตลอดเวลาที่มีโอกาส


พวกฟาริสี: ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจชนชั้นกลาง และดังนั้นจึงติดต่อกับคนธรรมดาทั่วไป พวกฟาริสีถูกจัดเป็นพวกที่น่านับถืออย่างสูงจากคนทั่วไปยิ่งกว่าพวกสะดูสี แม้ว่าพวกเขาจะเป็นชนกลุ่มน้อยในศาลสูงสุด และมีจำนวนน้อยที่ดำรงตำแหน่งปุโรหิต พวกเขาดูเหมือนจะควบคุมคำตัดสินของศาลสูงสุดมากมากกว่าที่พวกสะดูสีกระทำ และเพราะพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชน 

ในแง่ศาสนา พวกเขาได้ยอมรับว่าพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เขียนไว้ ในช่วงเวลาที่พระคริสต์ทรงปฏิบัติราชกิจในโลกนี้ นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ตอนนี้คือพันธสัญญาเดิมของเรา แต่พวกเขายังให้ความน่าเชื่อถือเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีที่บอกเล่าปากเปล่าต่อๆ กันมา และพยายามที่จะรักษาไว้โดยบอกว่ามันเป็นไปตามแนวทางของโมเสส วิวัฒนาการขึ้นไปหลายศตวรรษ ประเพณีเหล่านี้ได้เข้าไปรวมในพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม 

พวกสะดูสี: ในช่วงเวลาของพระคริสต์และยุคพันธสัญญาใหม่ พวกสะดูสีจัดเป็นพวกชนชั้นขุนนาง พวกเขามีแนวโน้มเป็นผู้มั่งคั่งและดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจ รวมทั้งตำแหน่งปุโรหิตใหญ่และมหาปุโรหิต และพวกเขาเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่ครอง 70 ที่นั่งของสภาการปกครองที่เรียกว่าศาลสูงสุด 

พวกเขาทำงานหนักเพื่อรักษาความสงบสุขสอดรับกับคำตัดสินของกรุงโรม (อิสราเอลในเวลานี้อยู่ภายใต้การปกครองโดยพวกโรมัน) และพวกเขาดูเหมือนจะเข้าเกี่ยวข้องด้านการเมืองมากกว่าด้านศาสนา เพราะพวกเขาให้ปรับตัวให้เหมาะกับกรุงโรม และพวกเขาเป็นชนชั้นสูงที่มีความมั่งคั่ง พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนธรรมดาทั่วไป และคนทั่วไปก็ไม่ยกย่องนับถือพวกเขามาก คนธรรมดาทั่วไปมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเหล่าคนที่เป็นพวกฟาริสี

แม้ว่าพวกสะดูสีถือครองที่นั่งส่วนใหญ่ในศาลสูง ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะต้องไปเข้าร่วมกับความคิดของชนกลุ่มน้อยฟาริสี เพราะพวกฟาริสีเป็นที่นิยมท่ามกลางฝูงชนส่วนใหญ่

ในด้านศาสนา พวกสะดูสีเป็นพวกอนุรักษ์นิยมในหลักคำสอนอย่างหนึ่ง พวกฟาริสีเล่าปากเปล่าขนบธรรมเนียมประเพณีถ่ายทอดสู่รุ่นต่อไปพอๆ กับรักษาความน่าเชื่อถือแห่งพระวจนะของพระเจ้าที่บันทึกไว้ ในขณะที่พวกสะดูสีนับถือเฉพาะพระวจนะที่บันทึกไว้ว่าสิ่งนี้มาจากพระเจ้า พวกสะดูสีสงวนรักษาความน่าเชื่อถือของพระคำของพระเจ้าที่บันทึกไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยโมเสส (ปฐมกาลจนถึงเฉลยธรรมบัญญัติ) ขณะที่พวกเขาควรได้รับการยกย่องสำหรับเรื่องนี้ แน่นอนพวกเขาไม่ได้เป็นคนสมบูรณ์แบบในมุมมองหลักความเชื่อ ต่อไปนี้เป็นรายการหลักข้อเชื่อสั้นๆ ที่พวกเขายึดถือซึ่งขัดแย้งกับพระคัมภีร์
  1. พวกเขาพอใจที่สุดต่อประเด็นที่ปฏิเสธว่าพระเจ้าทรงเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวัน
  2. พวกเขาได้ปฏิเสธการฟื้นคืนพระชนม์จากตาย (มัทธิว 22:23; มาร์ค 12: 18-27; บารมี 23: 8)
  3. พวกเขาได้ปฏิเสธชีวิตหลังความตาย ถือว่าจิตวิญญาณตายไปหลังจากเสียชีวิต และดังนั้นจึงปฏิเสธการลงโทษ หรือบำเหน็จรางวัลหลังความตายฝ่ายโลก
  4. พวกเขาได้ปฏิเสธการดำรงอยู่ฝ่ายวิญญาณ เช่น ทูตสวรรค์และมารร้าย (กิจการ 23: 8)
เพราะพวกสะดูสีเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากกว่าศาสนา พวกเขาไม่สนใจเรื่องพระเยซู จนกระทั่งพวกเขากลัวว่าพระองค์อาจจะชักนำพาคนโรมันที่พวกเขาไม่ต้องการเข้ามาพัวพัน ตรงประเด็นนี้แหละที่พวกสะดูสีและพวกฟาริสีรวมหัวสมคบกันเพื่อปลงพระชนม์พระคริสต์



ศาลสูงในมัทธิว บทที่ 5 ข้อ 22 หมายถึงศาลสูงที่มีจริง ซึ่งหมายถึงสภาแซนเฮดริน นั่นจึงพบว่าพระเยซูก็ให้การยอมรับระบบการปกครองที่มีอยู่ด้วย แต่จุดประสงค์ของเรื่องนี้ก็คือ การปรองดอง และปล่อยให้หน้าที่ การแก้แค้น เป็นหน้าที่ของพระเจ้า

เพราะหน้าที่ของมนุษย์คือ รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ สุดกำลัง สุดความคิด... และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

อย่าไปทำหน้าที่แทนพระเจ้าเลยครับ เพราะสุดท้าย มันจะวนกลับมาที่เราเอง!



ชมคลิปตอนท้าย