เรื่องราวคริสตมาสที่มีมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์โบราณระหว่างโหราศาสตร์และดาราศาสตร์ คือที่มาจากแหล่งเดียวกัน
ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้
วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561
วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2561
คริสตมาสกลายเป็นประเพณีและวัฒนธรรมของโลกไปแล้ว
เราคงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า น้อยคนนักจะไม่รู้จักเทศกาลคริสตมาส เพราะทั้งห้างร้าน สถานบันเทิง ร้านค้า ร้านอาหาร โรงเรียน เอาไปใช้เป็นธีมงานเลี้ยงสังสรรค์ประจำปีไปแล้ว เกือบทั้งโลกก็ว่าได้
มีการค้นหาแหล่งที่มาของประเพณีต่างๆ ว่ามาได้อย่างไร (แค่ 400 กว่าปีมานี่เอง) ก็พบว่ามี 4 แหล่งใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงสู่ปัจจุบันคือ...
1. Culture-วัฒนธรรม
2. Decorations-เครื่องประดับตกแต่ง
3. Traditons-ประเพณี
4. Figures-บุคคล
ทั้ง 4 อย่างนี้ค่อยๆ หลอมหลวมจนเป็นเนื้อเดียวให้เราเห็นในปัจจุบัน และที่เพิ่มเติมมา นั่นก็คือของกิน ในเทศกาลคริสตมาส เกิดขึ้นมาในยุคหลังๆ จนกลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดของแต่ะประเทศ
ทีนี้ พอใครบอกจะเล่าเรื่องราวที่แท้จริงของวันคริสตมาส ก็เลยไม่ค่อยมีใครใคร่อยากจะรู้แล้ว แค่สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจก็พอ
ดังนั้น หน้าที่ของการเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดที่แท้จริง จึงตกกับผู้เชื่อในปัจจุบัน ที่จะสื่อสารอย่างไรกับเพื่อนบ้านของเรา
จะไปพูดเชิงลบคงไม่ได้ เพราะทั้งต้นสน ซานตาคลอส และกวางเรนเดียร์ ดูเหมือนมาชิงพื้นที่ไปเกือบหมดแล้ว เหลือไว้เพียงชื่องาน Christmas-คริสตมาส ไว้ให้ต้นฉบับอย่างเราคิดหามุกมาเชิญชวนเพื่อนบ้านของเรา ลองคิดหาวิธีการดูนะครับ
ขอพระคุณและสันติสุข จงดำรงอยู่กับท่านในเทศกาลคริสตมาสนี้ด้วยเทอญ อาเมน
มีการค้นหาแหล่งที่มาของประเพณีต่างๆ ว่ามาได้อย่างไร (แค่ 400 กว่าปีมานี่เอง) ก็พบว่ามี 4 แหล่งใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงสู่ปัจจุบันคือ...
1. Culture-วัฒนธรรม
2. Decorations-เครื่องประดับตกแต่ง
3. Traditons-ประเพณี
4. Figures-บุคคล
ทั้ง 4 อย่างนี้ค่อยๆ หลอมหลวมจนเป็นเนื้อเดียวให้เราเห็นในปัจจุบัน และที่เพิ่มเติมมา นั่นก็คือของกิน ในเทศกาลคริสตมาส เกิดขึ้นมาในยุคหลังๆ จนกลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดของแต่ะประเทศ
ทีนี้ พอใครบอกจะเล่าเรื่องราวที่แท้จริงของวันคริสตมาส ก็เลยไม่ค่อยมีใครใคร่อยากจะรู้แล้ว แค่สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจก็พอ
ดังนั้น หน้าที่ของการเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดที่แท้จริง จึงตกกับผู้เชื่อในปัจจุบัน ที่จะสื่อสารอย่างไรกับเพื่อนบ้านของเรา
จะไปพูดเชิงลบคงไม่ได้ เพราะทั้งต้นสน ซานตาคลอส และกวางเรนเดียร์ ดูเหมือนมาชิงพื้นที่ไปเกือบหมดแล้ว เหลือไว้เพียงชื่องาน Christmas-คริสตมาส ไว้ให้ต้นฉบับอย่างเราคิดหามุกมาเชิญชวนเพื่อนบ้านของเรา ลองคิดหาวิธีการดูนะครับ
ขอพระคุณและสันติสุข จงดำรงอยู่กับท่านในเทศกาลคริสตมาสนี้ด้วยเทอญ อาเมน
เซนต์นิโคลัส ไม่ใช่ที่มาของซานตาคลอส
จากบุคคลที่มีตัวตนจริง มาผสมรวมกับนิทานพื้นบ้าน เสริมแต่งจากนักเขียนการ์ตูน จนห้างเอาไปใช้ น้ำดื่มเอาไปพัฒนาสร้างภาพ สุดท้ายกลายเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลคริสตมาส แค่ 400 กว่าปีนี่เอง แล้วอย่าลืมต้นกำเนิดจริงๆ ด้วยนะครับพี่น้อง
(หมายเหตุ* หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเซนต์นิโคลัส คือที่มาของซานตาคลอส ซึ่งจริงๆ แล้ว มีที่มาต่างกันนะครับ เป็นบุคคลคนละคนกัน แต่ความมั่วบังเกิด เพราะมีคนอยากรู้ตำนาน เลยมีการโยงใยไปเรื่อยเปื่อย ไม่เพียงแต่ลดทอนเรื่องจริงๆ ยังปรุงแต่งจนโบสถ์คริสต์เองเอาไปใช้ด้วย น่าเห็นใจคนยุคปัจจุบันนี้จริงๆ)
(หมายเหตุ* หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเซนต์นิโคลัส คือที่มาของซานตาคลอส ซึ่งจริงๆ แล้ว มีที่มาต่างกันนะครับ เป็นบุคคลคนละคนกัน แต่ความมั่วบังเกิด เพราะมีคนอยากรู้ตำนาน เลยมีการโยงใยไปเรื่อยเปื่อย ไม่เพียงแต่ลดทอนเรื่องจริงๆ ยังปรุงแต่งจนโบสถ์คริสต์เองเอาไปใช้ด้วย น่าเห็นใจคนยุคปัจจุบันนี้จริงๆ)
ประวัติย่อที่มาของต้นสนวันคริสตมาส
ต้องบอกเลยว่าในคริสตมาสแรกไม่มีต้นสน แต่ถูกพัฒนามาหลายช่วงเวลา โดยเริ่มต้นจากศตวรรษที่ 7 มีการตัดต้นโอ๊กของพวกต่างความเชื่อของ เซนต์โบนีเฟซ และมีการสร้างสัญลักษณ์ใหม่ขึ้นมาทดแทน นั่นก็คือ สัญลักษณ์สามเหลี่ยม (Trinity-ตรีเอกานุภาพ) เพราะพวกเพแกนที่อังกฤษเคยนับถือเทพเจ้าจากต้นโอ๊ก เลยยังคงใช้ต้นไม้เป็นสัญลักษณ์เหมือนกัน (กลายเป็นต้นสนได้ไง ก็ไม่รู้แน่ชัดในตอนนั้น)
ต่อมามีการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในช่วงเทศกาลคริสตมาสที่เยอรมันนี ในช่วงปี 1500
- ปี 1521 Alsace บางเมืองของเยอรมันก็เริ่มใช้ต้นสนบ้าง
- ปี 1539 ใช้ในวิหารที่ Strasbourg
- ปี 1570 เริ่มมีการนำผลไม้มาตกแต่ง และแบ่งปันให้เด็กๆ กินในวันคริสตมาส
- ปี 1700 มีการนำเทียนมาประดับที่ต้นสน และจุดในวันคริสตมาสอีฟ
- ในช่วงแรกประมาณปี 1800 โบสถ์คาทอลิก เริ่มมีการใช้บ้าง และแพร่ไปทั่วออสเตรีย
- ปี 1840 ฝรั่งเศสก็ใช้บ้าง
- แต่ที่อเมริกาเริ่มในปี 1816 และกลายเป็นต้นแบบให้กับทั้งโลก จวบจนปัจจุบัน
ถ้าไม่ใช่ 25 ธันวาคม แล้วพระเยซูเกิดเดือนอะไรกันแน่?
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า วันที่ 25 ธันวาคม ไม่ใช่วันเกิดที่แท้จริงของพระเยซู แต่เป็นวันที่ถูกสร้างขึ้นทดแทนเทศกาลดั้งเดิมของชาวยุโรปในสมัยแรก และส่งผลให้ทั้งโลกเฉลิมฉลองตามๆ กันมาอย่างไม่ได้สงสัยอะไรเลย
และหากเราไปที่เบธเลเฮมในปัจจุบัน ก็จะพบว่ามีการเฉลิมฉลองต่างกันถึง 3 นิกาย นั่นคือ
มีการศึกษาข้อมูลจากพระคัมภีร์ที่มีเบาะแสอยู่บ้าง ก็พอจะได้ข้อมูลเบื้องต้น จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ก็น่าสนใจ และมีความเป็นไปได้
ก็อยู่ที่ว่า ใครจะเปลี่ยนไปฉลองตามเดือนที่น่าจะเป็น หรือเกาะติดตามกระแสโลกต่อไป ก็ไม่ได้มีใครว่าอะไร แค่ขอเพียงยังคงรำลึกถึงความหมายดั้งเดิมก็แล้วกัน คือพระคริสต์มาครั้งแรกด้วยเจตนาอะไร และพระองค์ก็กำลังจะเสด็จมาครั้งที่สองด้วย อันนี้สำคัญพอๆ กับครั้งแรกนะครับ
และหากเราไปที่เบธเลเฮมในปัจจุบัน ก็จะพบว่ามีการเฉลิมฉลองต่างกันถึง 3 นิกาย นั่นคือ
- คาทอลิก ฉลองวันที่ 25 ธันวาคม
- ออโธดอกซ์ 6 มกราคม
- อาร์มาเนียน 18-19 มกราคม
มีการศึกษาข้อมูลจากพระคัมภีร์ที่มีเบาะแสอยู่บ้าง ก็พอจะได้ข้อมูลเบื้องต้น จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ก็น่าสนใจ และมีความเป็นไปได้
ก็อยู่ที่ว่า ใครจะเปลี่ยนไปฉลองตามเดือนที่น่าจะเป็น หรือเกาะติดตามกระแสโลกต่อไป ก็ไม่ได้มีใครว่าอะไร แค่ขอเพียงยังคงรำลึกถึงความหมายดั้งเดิมก็แล้วกัน คือพระคริสต์มาครั้งแรกด้วยเจตนาอะไร และพระองค์ก็กำลังจะเสด็จมาครั้งที่สองด้วย อันนี้สำคัญพอๆ กับครั้งแรกนะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
