ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

27 สิงหานี้ ที่ตรัง

เป็นการสัมมนาเรื่องราวเกี่ยวกั​บสัญญาณเตือนถึงการเสด็จกลับมาค​รั้งที่สองของพระเยซูคริสต์ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นแล้วบ้าง แล้วเมื่อพระองค์มาจะเกิดอะไรขึ้น มีข้อพระคัมภีร์ข้อใดบ้างที่กล่​าวถึงเรื่องราวเหล่านี้ สนใจติดต่อ คุณปาม 086 3030 218
การเสด็จกลับมาของพระเยซูมักไม่ค่อยถูกสอนในคริสตจักรมากนัก เนื่องจากการประกาศหรือเป็นพยานมักจบด้วยการไปสวรรค์? ได้รับบำเน็จ

ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว พระเยซูกล่าวถึงการเสด็จกลับมาและอาณาจักรที่พระองค์จะมาปกครองตลอดช่วงเวลาที่พระองค์อยู่กับสาวกของพระองค์

การไปสวรรค์ ถือว่าเป็นตอนจบของความเชื่อคริสเตียน แต่ระหว่างทางที่เราจะไปสวรรค์นั้น ยังมีการเสด็จกลับมาของพระเยซู ซึ่งพระองค์ทรงสัญญาด้วยพระองค์เอง และผู้ติดตามพระองค์จะรับรางวัลในช่วงที่พระองค์จะเสด็จกลับมาครั้งที่สอง (ไม่ใช่ตอนไปอยู่สวรรค์อย่างที่หลายคนสอนกัน หรือเข้าใจกันไปเอง)

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองจึงเกี่ยวข้ิองกับอาณาจักรของพระองค์หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ "ยุคพันปี" และก่อนยุคพันปีจำเป็นต้องเกิดยุคหนึ่งก่อนที่พระองค์กล่าวถึงเสมอๆ นั่นคือ "ยุคสุดท้าย" หรือ "สิ้นยุค"

ยังมีคำสอนและความเชื่อที่เข้าข้างตนเองว่า คริสเตียนไม่ต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติ หรือเรื่องร้ายๆ ซึ่งก็จริงๆ แล้วพระองค์ทรงสัญญาอีกว่า พระองค์จะอยู่กับเราจนกว่าจะ "สิ้นยุค" นั่นหมายความว่าเราคงยังต้องไปถึงจุดสุดท้ายของเหตุการณ์ แต่เราจะเผชิญได้เำพราะพระองค์อยู่ด้วย

"เหตุ​ฉะนั้น​เจ้า​ทั้ง​หลาย​จง​ออกไป​สั่ง​สอน​ชน​ทุก​ชาติ ให้​เป็น​สาวก​ของ​เรา ให้​รับ​บัพติศมา​ใน​พระ​นาม​แห่ง​พระ​บิดา ​พระ​บุตร​และ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​ สอน​เขา​ให้​ถือ​รักษา​สิ่ง​สารพัด​ซึ่ง​เรา​ได้​สั่ง​พวก​เจ้า​ไว้ นี่​แหละ​เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เสมอ​ไป จนกว่า​จะ​สิ้น​ยุค" มัทธิว 28:19-20

อย่าลืมหน้าที่หลัก จนกว่าจะสิ้นยุค เพราะพระองค์อยู่กับเราด้วยเสมอ


หากกลียุคคือยุคสุดท้าย
นั่นคือเหตุการณ์ที่คริสเตียนต้องเผชิญอย่างกล้าหาญ
ไม่หวาดกลัวภยันตรายใดๆ เพราะพระองค์อยู่ด้วยเสมอ
อาเมน

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ที่มาของโฆษณาไทยประกันชีวิต Silence of Love‏




ผู้กำกับโฆษณาไทยประกันชีวิตล่าสุด คือ ธนญชัย ศรศรีวิชัย เป็นผู้กำกับโฆษณา อันดับ 1 ของโลกว่ากันว่าสร้างจากเรื่องจริง(ปรับนิดหน่อย)จากเรื่องนี้ครับ

เรื่องราวคนขายเต้าหู้ คือพ่อฉันผู้เป็นใบ้

เรื่องจริงที่เปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์ เกิดขึ้นในจีนแผ่นดินใหญ่

ตอน เหนือของมณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน มีเมืองขนาดกลาง ชื่อว่า เทือกเหล็ก เกือบทุกเช้าตรู่หรือพลบค่ำ บนท้องถนนกรรมกร จะเห็นผู้เฒ่าเข็นรถขายเต้าหู้เคลื่อนไปอย่างช้าๆ ลำโพงที่ต่อกับแบตเตอรี่บนรถ กระจายเสียงใสของหญิงสาว

“เต้าหู้มาแล้วจ้า เต้าหู้อ่อนสูตรโบราณ เต้าหู้อร่อยจ้า – เสียงนี่เป็นของฉัน คนขายคือพ่อฉัน พ่อฉันเป็นใบ้”

ตราบถึงวันนี้อายุกว่ายี่สิบแล้ว ฉันจึงใจกล้าพอที่จะบันทึกเสียงตัวเองไว้บนรถขายเต้าหู้ของพ่อ แทนกริ่งทองเหลืองที่พ่อเขย่ามาหลายสิบปี อายุแค่ 2-3 ขวบ ฉันก็รู้จักว่ามีพ่อเป็นใบ้น่าอัปยศเพียงใด ดังนั้นฉันจึงเกลียดชังพ่อแต่เล็ก เมื่อฉันเห็นเด็กบางคนถูกแม่สั่งให้มาซื้อเต้าหู้ กลับหยิบเต้าหู้ไปโดยไม่จ่ายเงิน พ่อโก่งคอยาวแต่ไม่อาจตะเบ็งเสียงออกมา ฉันไม่อาจทำเหมือนพี่ชายที่ไล่ตามไปต่อยเด็ก ได้แต่เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ปริปาก ฉันไม่ชังเด็กคนนั้น แต่กลับชังพ่อที่เป็นใบ้


ถึง แม้ว่าทุกครั้งที่พี่ชายช่วยหวีผมให้และเจ็บจนต้องสูดปากซี๊ด ฉันก็แข็งใจไม่ยอมให้พ่อถักผมเปีย ตอนที่แม่เสียไม่ได้เก็บรูปถ่ายบานใหญ่ไว้ มีเพียงรูปขาวดำขนาด 2 นิ้วที่ถ่ายร่วมกับสาวเพื่อนบ้านก่อนแต่งงาน เมื่อพ่อถูกฉันเมินเฉย ก็มักจะหันกระจกเงากลับมาดูรูปแม่อีกด้านหนึ่ง เพ่งจนนานพอแล้ว ค่อยจากไปทำงานอย่างซึมเซา

น่าโมโหที่สุดคือเด็กคนอื่นเรียกฉันว่า อีใบ้สาม (ฉันเป็นลูกคนเล็กอยู่อันดับสาม) ฉันจะวิ่งกลับบ้านเมื่อด่าสู้พวกเด็กไม่ได้ ต่อหน้าพ่อที่กำลังโม่เต้าหู้อยู่ ฉันเขียนวงกลมบนพื้น แล้วถ่มน้ำลายที่ตรงกลาง ถึงแม้ฉันไม่เข้าใจว่าที่ตนทำนั้นหมายความว่าอย่างไร แต่ก็ทำเช่นนี้เมื่อถูกเด็กด่าว่าฉันคิดว่า นี่คงเป็นการแสดงคำด่าคนใบ้ที่ร้ายกาจที่สุดแล้ว ครั้งแรกที่ฉันด่าพ่อด้วยวิธีนี้ ทำให้พ่อต้องหยุดงานในมือ มองดูฉันอย่างงุนงง น้ำตาไหลนองหน้าอยู่นาน น้อยครั้งที่ฉันเห็นพ่อร้องไห้ แต่วันนั้นพ่อขดตัวในโรงเต้าหู้ร้องไห้ตลอดทั้งคืน เป็นการสะอึกสะอื้นที่ไม่ส่งเสียงดัง เพราะเห็นพ่อหลั่งน้ำตา ฉันจึงดูเหมือนหาทางออกให้กับความน้อยใจของฉันได้ในที่สุด ดังนั้น ต่อจากนั้นเป็นต้นมา ฉันมักจะไปด่าพ่อต่อหน้าต่อตาแล้วเดินหนี ปล่อยให้พ่องงเป็นไก่ตาแตก ทว่าพ่อไม่หลั่งน้ำตาอีกแล้ว แต่จะขดตัวที่ผอมเซียวให้ลีบเล็กลง พิงกับคานโม่ หรือจานโม่ ดูน่าเกลียดยิ่งในสายตาฉัน ฉันต้องเรียนหนังสือให้ดี เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย พ้นจากหมู่บ้านเล็กที่ใครๆก็รู้ว่าพ่อฉันเป็นใบ้ นี่เป็นความปรารถนาใหญ่ยิ่งของฉันในขณะนั้น


ฉันไม่รู้ว่าพี่ชายสองคนมีเหย้าเรือนได้อย่างไร ไม่รู้ว่าโรงเต้าหู้นั้นพ่อเปลี่ยนคานโม่ใหม่อีกกี่ด้าม ไม่รู้ว่ากริ่งทองเหลืองลั่นจนริมขอบสึก ผ่านไปแล้วกี่ฤดูกาลกี่ตำบลหมู่บ้าน รู้เพียงว่าฉันปฏิบัติต่อตนอย่างเคืองแค้น เรียนหนังสืออย่างบ้าคลั่ง ในที่สุดฉันก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

เสื้อม่อฮ่อมกรมท่าซึ่งอาโกวตัด เย็บให้ตั้งแต่ปี 1979 พ่อเพิ่งเอามาใส่เป็นครั้งแรกในต้นฤดูใบไม้ร่วงปี 1992 ท่ามกลางแสงตะเกียงในยามค่ำ พ่อหน้าตาชื่นบานขณะยัดธนบัตรกำใหญ่ซึ่งยังติดกลิ่นคาวเต้าหู้ไว้ที่ฝ่ามือ ฉันอย่างพิถีพิถัน ปากก็เอะอะเออออไม่หยุดยั้ง ฉันมองดูความดีใจและภาคภูมิของพ่อโดยวางตัวไม่ถูก เหม่อมองพ่อเที่ยวแจ้งให้ญาติโยมเพื่อนบ้านทราบด้วยใบหน้ายิ้มกริ่มพอใจ เมื่อฉันเห็นพ่อพาคุณอาและพี่ๆ มาช่วยลากหมูตัวที่พ่อบรรจงขุนมา 2 ปีจนอ้วนพี ลงมือชำแหละเพื่อเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน เป็นการฉลองที่ฉันเข้ามหาวิทยาลัยได้ หัวใจแข็งดุจท่อนไม้ของฉันไม่รู้ถูกอะไรสะกิดเข้า จนฉันร้องไห้โฮ


บน โต๊ะอาหาร ฉันคีบหมูหลายชิ้นให้พ่อต่อหน้าคนหลายๆคน ฉันน้ำตานองหน้า เรียกพ่อให้กินเนื้อหมู พ่อไม่ได้ยินหรอก แต่เข้าใจความหมายของฉัน นัยน์ตาพ่อฉายประกายที่ไม่เคยมีมาก่อน ดวดเหล้าเกาเหลียงที่ตวงซื้อมา พร้อมกับกินชิ้นหมูที่ลูกสาวคีบให้ พ่อคงเมาแล้ว หน้าแดงก่ำ หลังยืดตรง ส่งภาษามืออย่างองอาจ เป็นความจริงที่ว่า ผ่านมา 18 ปีเต็มๆ พ่อเพิ่งเคยเห็นรูปริมฝีปากฉันขณะเรียกพ่อเป็นครั้งแรก พ่อโม่เต้าหู้ด้วยความยากลำบาก เอาธนบัตรที่คลุกด้วยกลิ่นไอเต้าหู้ส่งเสียให้ฉันเรียนจนจบมหาวิทยาลัย

ปี 1996 ฉันเรียนจบได้รับบรรจุงานที่เทือกเหล็กห่างจากบ้านเกิด 40 กม. เมื่อจัดที่พักเรียบร้อย ฉันเดินทางไปรับพ่อผู้ใช้ชีวิตคนเดียวมาอยู่ในเมือง เพื่อรับความสุขที่ลูกสาวมอบให้แม้จะช้านานก็ตาม

ทว่าระหว่างทางนั่งแท็กซี่กลับหมู่บ้าน เกิดอุบัติเหตุขึ้น

เรื่องราวต่างๆ หลังจากอุบัติเหตุ ฉันทราบจากพี่สะใภ้ เล่าให้ฟัง……… มีคนเดินทางจำได้ว่าผู้ประสบเหตุคือลูกสาวคนเล็กของเฒ่าถู ดังนั้น พี่ใหญ่พี่รอง สะใภ้ใหญ่สะใภ้รองต่างมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ทุกคนได้แต่ร้องไห้เมื่อเห็นฉันสลบคาที่ ทำอะไรไม่ถูก พ่อมาถึงที่เกิดเหตุเป็นคนสุดท้าย รีบช้อนร่างฉันขึ้นมาและโบกรถใหญ่ข้างทางให้หยุด ผู้คนในเหตุการณ์ต่างเห็นว่าฉันไม่รอดแน่ พ่อใช้ขายันร่างฉันไว้ แล้วใช้มือล้วงธนบัตรปึกใหญ่ออกจากกระเป๋าเสื้อ ยัดใส่มือคนขับรถ พร้อมกับขีดเขียนรูปกากบาทถี่ๆ ขอร้องให้พาส่งโรงพยาบาล พี่สะใภ้เล่าว่า พ่อแต่ไหนแต่ไรร่างกายอ่อนแอ แต่ขณะนั้นสำแดงพลังความแข็งแกร่งมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ


หลัง จากพยาบาลเบื้องต้นแล้ว หมอให้ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น และเปรยกับพี่ๆ ว่า รักษาต่อไปก็ป่วยการเปล่า เพราะขณะนั้น ความดันโลหิตฉันเกือบวัดไม่ได้ หัวกระบาลถูกชนน่วมเป็นลูกน้ำเต้า ชุดสวมศพที่พี่ใหญ่ซื้อมาโดยเห็นว่าหมดหวังแล้วถูกพ่อฉีกทิ้ง พ่อชี้ที่ตาตัวเอง ชูหัวแม่มือ จ่อที่ขมับตัวเอง จากนั้นชูสองนิ้วชี้ที่ตัวฉัน แล้วชูหัวแม่มืออีก โบกมือแล้วหลับตา นั่นหมายความว่า พวกคุณอย่าร้องไห้ พ่อยังไม่ร้องเลย น้องสาวคุณไม่ตายหรอก เธออายุเพียง 20 กว่า ยังไหวแน่ เราช่วยชีวิตเธอได้แน่ หมอยังคงยืนยันว่าหมดทาง ให้พี่ใหญ่บอกกับพ่อว่า แม่หนูไม่รอดแน่ ถึงจะรักษาก็ต้องใช้เงินมหาศาล และยังไม่แน่ว่าจะรักษาได้


ทันใดนั้นพ่อคุกเข่าลง แล้วลุกขึ้นทันที ชี้มายังฉันพร้อมกับชูแขนสูง จากนั้นก็ทำท่าเพาะปลูก เลี้ยงหมู ถางหญ้า โม่เต้าหู้ แล้วปลิ้นกระเป๋าเสื้อซึ่งภายในว่างเปล่า พร้อมกับชูมือสองข้างกลับฝ่ามือไปมาสองรอบ นั่นหมายความว่า ขอร้องคุณหมอเถิด ช่วยชีวิตลูกสาวฉัน เธอมีอนาคตดี เป็นคนเก่ง คุณหมอต้องช่วยเธอ ผมจะหาเงินมาเสียค่ารักษา ผมเลี้ยงหมู ทำนา ทำเต้าหู้ได้ ผมมีเงิน ตอนนี้ก็มีอยู่4 พันหยวน

หมอจับมือพ่อพร้อมกับสั่นหัว นัยว่า แค่ 4 พันหยวนยังขาดอีกเยอะ พ่อไม่รีรอ ชี้ไปยังพี่ๆและพี่สะใภ้ กำมือแน่น หมายความว่า ผมยังมีคนเหล่านี้ช่วยกันพยายาม เราทำได้แน่ เห็นหมอยังทำเฉย พ่อชี้ที่หลังคา ก้มหัวใช้เท้ากระทืบพื้น พนมมือสองข้างไว้ด้านขวาของศีรษะ แล้วหลับตา หมายความว่า ผมมีบ้านขายได้ ผมนอนบนพื้นดินก็ได้ แม้จะหมดเนื้อหมดตัว ผมก็ขอให้ลูกสาวอยู่รอด พ่อชี้ไปยังหน้าอกคุณหมอ แล้ววางมือลง หมายความว่า ขอให้คุณหมอไว้ใจ เราไม่เบี้ยวค่ารักษาหรอก เรื่องเงินเราจะหาทางออก พี่ใหญ่แปลภาษามือของพ่อให้หมอฟังพลางร้องไห้ไป ไม่ทันแปลจบ หมอซึ่งเห็นเรื่องเกิดแก่เจ็บตายจนชินชา บัดนี้ก็อดกลั้นน้ำตาไม่อยู่เช่นกัน

พ่อใช้ท่ามือที่รวดเร็ว สื่อความแม่นยำ ใครๆเห็นแล้วต้องร้องไห้ หมอบอกอีกว่า ทำศัลยกรรมก็ไม่รับรองว่าจะช่วยชีวิตได้ เกิดพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร พ่อตบกระเป๋าเสื้อตัวเอง แล้วลูบที่หน้าอก หมายความว่า ขอให้หมอช่วยเต็มที่ แม้จะไม่ไหว ก็จะจ่ายเงินให้ครบ โดยไม่บ่นโทษแม้แต่คำเดียว ความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อ ไม่เพียงแต่ค้ำจุนชีวิตฉัน ยังค้ำจุนกำลังใจและความแน่วแน่ให้หมอในการช่วยชีวิตฉัน ฉันถูกนำเข้าห้องผ่าตัด พ่อรออยู่นอกห้องเดินไปมาอย่างลุกลี้ลุกลนตามระเบียงจนรองเท้าสึกเป็นรู

พ่อไม่หลั่งน้ำตาแม้แต่หยดเดียว แต่กลับเป็นแผลพุพองเต็มปากหลังจากเฝ้ารออยู่นอกห้องสิบกว่าชั่วโมง พ่อทำท่าอธิษฐานขอพรจากพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างสับสนไม่เป็นระเบียบ จนฟ้าดินปรานี ให้ฉันรอดมาได้

ฉันสลบเหมือดตลอดระยะเวลาครึ่งเดือน ไม่ตอบสนองต่อความรักจากพ่อ ทุกคนหมดกำลังใจในตัวฉันซึ่งกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา มีเพียงพ่อคนเดียวที่ยืนหยัดเฝ้าอยู่ข้างเตียงคนไข้รอฉันฟื้นขึ้นมา พ่อใช้มืออันหยาบกร้านบรรจงนวดให้ฉันกล่องเสียงพิการของพ่อได้แต่เปล่งลมเออ ออเรียกฉัน เหมือนกับพูดว่า “ลูกหยูน ตื่นเถิด ลูกหยูน พ่อทำน้ำเต้าหู้สดๆรอลูกอยู่”

เพื่อเอาใจหมอและพยาบาล พ่อจะอาศัยเวลาที่พี่มาเฝ้าไข้แทน ทำเต้าหู้ร้อนๆถาดใหญ่ มาแจกแก่เจ้าหน้าที่พยาบาลเกือบทุกคนในแผนกศัลยกรรม แม้โรงพยาบาลตั้งระเบียบไม่ให้รับของจากคนไข้ แต่ด้วยคำขอร้องที่บริสุทธิ์จริงใจเช่นนี้ พวกเขาก็รับไว้อย่างเงียบๆ แค่นี้พ่อก็พอใจและมีความมั่นใจยิ่งขึ้น

พ่อใช้ภาษามือสื่อความว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้ใจบุญ เชื่อว่าต้องรักษาลูกสาวผมได้แน่

ระหว่าง นั้น เพื่อระดมค่ารักษา พ่อเดินสายไปทุกหมู่บ้านที่เคยไปขายเต้าหู้ ความซื่อสัตย์สุจริตตลอดชีวิตที่ผ่านมา ได้รับความสนับสนุนเพียงพอที่จะช่วยลูกสาวรอดพ้นจากเส้นตาย ชาวบ้านต่างออกเงินช่วยเหลือ พ่อก็ไม่ปล่อยปละละเลย ใช้ดินสอจดบัญชีเต้าหู้บันทึกรายละเอียดด้วยลายมือหงิกงอ ทว่าชัดเจนดังนี้ คุณจัง 20 หยวน คุณลี่100 หยวน อาซ้อหวัง 65 หยวน……


ในที่สุดฉันฟื้นขึ้นมาจนได้ตอนเช้าตรู่วันหนึ่งหลังจากครึ่งเดือนผ่านไป ฉันเห็นผู้เฒ่าผอมเซียวจนเสียรูป อ้าปากกว้าง เปล่งเสียงเออออดังลั่นด้วย ความดีใจที่ได้เห็นฉันตื่นขึ้นมา ผมขาวโพลนของเขาเปียกชุ่มด้วยเหงื่อในฉับพลันเนื่องจากความตื่นเต้น ครึ่งเดือนก่อนพ่อยังมีผมดำเต็มศีรษะ ครึ่งเดือนผ่านไป พ่อแก่ไปตั้ง 20 ปี หัวโกนจนเกลี้ยงของฉันเริ่มมีเส้นผมงอกขึ้นแล้ว พ่อลูบไล้หัวฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเมตตา การลูบไล้เช่นนี้ ในอดีตถือเป็นความสุขเกินตัวสำหรับพ่อ

เวลาผ่านไปครึ่งปี ผมฉันยาวพอที่จะถักเปียได้ ฉันจูงมือพ่อขอร้องช่วยหวีผมให้ พ่อกลับออกอาการเปิ่นเก้อ พ่อหวีทีละกระจุก หมดไปค่อนวันก็ยังไม่อาจหาทรงที่ถูกใจพ่อ มีอยู่ครั้งหนึ่ง พ่อหันมาอยู่หน้าฉัน ทำท่าอุ้มฉันโยนออกไป แล้วงอนิ้วมือเหมือนท่านับเงิน อ้อ พ่อคิดจะเอาตัวฉันไปขายเหมือนขายเต้าหู้ละสิ ฉันแสร้งปิดหน้าร้องไห้ จนพ่อดีใจหัวเราะ ฉันแอบดูพ่อผ่านช่องนิ้วมือ เห็นพ่อหัวเราะจนขดตัวยองๆกับพื้น เกมนี้เราเล่นจนกระทั่งฉันลุกขึ้นยืนและเดินได้

ทุกวันนี้ มีเพียงอาการปวดหัวเป็นครั้งคราวเท่านั้น สุขภาพโดยทั่วไปฉันดูแข็งแรงดี พ่อจึงพึงพอใจยิ่ง เราช่วยกันชำระหนี้สินจนหมด แล้วพ่อก็ย้ายเข้าเมืองอยู่กับฉัน โดยที่พ่อขยันทำงานมาตลอด ทนไม่ได้กับชีวิตอยู่เฉยๆ ฉันจึงเช่าเพิงเล็กๆ ใกล้บ้านให้พ่อทำเป็นโรงเต้าหู้ เต้าหู้ที่พ่อทำ รสชาตินุ่มหอมก้อนใหญ่ดี เป็นที่นิยมของชาวบ้าน ฉันติดตั้งชุดลำโพงกับแบตเตอรี่บนรถเข็นเต้าหู้ให้พ่อ แม้ว่าพ่อไม่ได้ยินเสียงกังวานของฉัน แต่ท่านย่อมทราบดี ทุกครั้งที่พ่อกดปุ่มเสียง ท่านจะอกผายไหล่ผึ่ง รู้สึกถึงความสุขและพอเพียง เรื่องราวในอดีตที่ฉันเหยียดหยามพ่อ ท่านมิได้จดจำจองเวรไว้เลยแม้แต่น้อย จนตัวฉันเองก็ใจไม่ถึงพอที่จะสารภาพผิดต่อท่าน

ฉันคิดอยู่เสมอว่า โลกเราเปี่ยมล้นด้วยสังคีตแห่งความรัก เราสดับฟัง สาธยาย สัมผัส และสะเทือนใจ แต่แล้ว พ่อผู้ใบ้ของฉันกลับสอนให้ฉันเข้าใจว่า อันที่จริงแล้ว สังคีตอันยิ่งใหญ่ที่สุดคือปลอดเสียง อันเป็นพลังที่ไม่พึงสงสัย ทำให้ฉันตีความความรักให้สูงขึ้นไปอีก

ขอให้เราปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ เพราะชีวิตเราได้มาไม่ง่าย มีโอกาสพบกันถือเป็นบุญวาสนา

ขอให้เราทุ่มเทและให้อย่างเต็มที่ ขอบคุณและอุทิศโดยไม่เห็นแก่ตัว ต่อการพบปะในบุญวาสนาทุกโอกาส

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เสร็จสิ้นพันธกิจที่ขอนแก่น 5 วัน 4 คืน

พันธกิจขอนแก่นเป็นพันธกิจที่ผมมีใจอยากแบ่งปันข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อน และสัญญาณเตือนยุคสุดท้าย ตั้งแต่วันที่ 29 กค. ที่ผ่านมามีโอกาสไปอบรมวิชาการด้านการเกษตร Biodynamic ที่ขอนแก่น ก็เลยตั้งใจว่าช่วงเย็นจะไปช่วยแบ่งปันร่วมกับอ.ปราชญาที่ขอนแก่น ก็สมใจครับ อาจารย์จัดคิวแบบเต็มๆ เลยครับ

คืนที่ 29 กค. ร่วมสามัคคีธรรมในกลุ่มเซลล์กรุ๊ปที่เพิ่งเปิดใหม่เอี่ยม
ซึ่งอยู่ในที่พักซึ่งพี่น้องคริสเตียนเป็นเจ้าของ บี มาย เกสต์

คืนวันที่ 30 กค. ที่คจ.พลังชีวิตบ้านฝาง
บรรยายเรื่อง 2012 วันสิ้นโลก จริงหรือเท็จ?

เย็นวันที่ 31 กค. ที่คจ.ประชาร่วมใจ
นมัสการช่วงเย็น และงานประกาศ 2012 อีกรอบ

บ่ายวันที่ 1 สค. บรรยายเรื่องโลกร้อนให้เด็กนักเรียนฟัีง
ตอนค่ำยัีงมาที่คจ.พลังชีวิตบ้านฝางอีกรอบ

เช้าวันที่ 2 สค. สอนวิชาอนาคตศาสตร์
การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์ ให้่กับ นศ.ปี 4
ที่โรงเรียนพระคริสตธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จึงเสร็จสิ้นพันธกิจที่ขอนแก่นครับ

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หนังหักมุม "ล่าแม่มด" กลับกลายเป็น "ซาตาน" หลอกใช้




เพิ่งเช่าหนังเรื่องนี้มาดู ทีแรกนึกว่าหนังล่าแม่มดทั่วไป กลับกลายเป็นซาตานแฝงตัวมาทำลายพระคัมภีร์ในยุคสงครามครูเสด

ใครที่ชอบดูหนังลึกลับซับซ้อน เขย่าขวัญเล็กน้อยต้องดู

ผมชอบตอนจบที่หักมุมเกี่ยวกับความเชื่อเรื่อง "การล่าแม่มด" ในยุคนั้น

เพราะคนในสมัยนี้ยังกลัวแม่มด และ (บางกลุ่ม) แอนตี้แม่มดกันอยู่เลย

เรื่องนี้สะท้อนอะไรหลายๆ อย่างในสังคมสมัยนี้ด้วย เราอาจเกลียดกลัวอะไรบางอย่าง จึงอยากจะทำลายหรือกำจัด แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเครื่องมือให้มารซะ กว่าจะรู้ก็เสียหาย ล้มตายกันไปหลายคน บทเรียนนี้ล้ำค่าจริงๆ

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คลิปรณรงค์ลดโลกร้อน




ผมทำคลิปนี้ขึ้นมาเพื่อหการรณรงค์ลดโลกร้อน ไม่น่าเชื่อเลยว่า ครั้งแรกที่เตรียมเนื้อหานี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว คนเชิญได้เชิญไปบรรยายที่มหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายก็ยกเลิก ไม่ได้ไปบรรยาย แต่ข้อมูลที่ได้ทำไปแล้วกลับได้ใช้จริงที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ไปบรรยายให้ัเด็กนักเรียนมัธยมฟัง พร้อมเรื่องอื่นๆ อีก 4 เรื่อง นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมยังบรรยายเรื่องนี้อยู่เลยครับ

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เกาหลี ในหัตถ์พระเจ้า (รวมคลิปจากรายการพื้นที่ชีวิต)

เป็นคลิปรายการ "พื้นที่ชีวิต" ตอน "เกาหลี ในหัตถ์พระเจ้า" เรื่องราวที่บอกกล่าวว่าทำไมชาวเกาหลีถึง 25% มาเชื่อในพระเยซูคริสต์ น่าสนใจมาและน่าศึกษามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตในประเทศไำทย












วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เสร็จแล้ว DVD 36คำอุปมากับยุคพันปี




เป็นบันทึกการบรรยายสดเรื่อง "36คำอุปมากับยุคพันปี" ความยาว 2 ชั่วโมง 49 นาที 58 วินาที เนื้อหามุ่งเน้นไปที่คำอุปมาของพระเยซูที่เล็งถึงยุคพันปี ในตัวอย่างนำบางส่วนของการสัมมนามาเผบแพร่ ใครอยากชมแบบเต็มๆ ก็สั่งจองได้เลยนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เตรียมพบกับบันทึกการบบรยายสด "36คำอุปมา" เร็วๆ นี้

ผ่านไปแล้วการสัมมนาเชิงวิชาการ "36คำอุปมากับยุคพันปี" เมื่อวันที่ 2 กค. ที่ร้านอาหารนนทรีเรสเตอรองต์ ซึ่งเป็นการสัมมนาพืเศษครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นในที่แห่งนี้

การสัมมนาเกิดขึ้นเพราะความต้องการของผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้มีการบรรยายถึงเรื่องยุคพันปี และที่มา ประเด็นเนื้อหาในการบรรยายครั้งนี้ เน้นไปที่เรื่องคำอุปมาของพระเยซูที่พระองค์ตรัสเอาไว้กับสาวก และสรุปได้ว่าทุปคำอุปมาเล็งไปที่เดียวนั่นคือ "แผ่นดินของพระองค์" หรือ "ยุคพันปี" ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

แต่เนื่องจากเนื้อหาของการสัมมนายังมีอีกมาก ประเด็นเรื่อง "ยุคพันปี" จึงได้นำเสนอเพียงช่วงสั้นๆ จึงจะมีการจัดสัมมนาในโอกาศต่อไป ผู้ที่สนใจบันทึกการสัมมนาก็สามารถสั่งจองได้ทาง e-mail นะครับ ส่วนการบรรยายครั้งต่อไปจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

บรรยากาศในห้องบรรยาย

เป็นเนื้อหา "36 คำอุปมา กับ ยุคพันปี"

ปก DVD ของเรื่องนี้ สามารถสั่งจองได้เลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เตรียมพบกับสารคดีชุดใหม่ "เรียนรู้อดีต ลิขิตอนาคต"




เป็นสารคดีเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ในมุมมองแบบประวัติศาสตร์ เหมาะกับนำไปประกอบการศึกษาพระคัมภีร์ช่วงเช้า (รวีวารศึกษา Sunday School) มีรายการที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
  1. Pentateuch รู้จักพระคัมภีร์เดิม 5 เล่มแรก
  2. Joseph in Egypt อาณาจักรอียิปต์กับคัมภีร์ไบเบิ้ล (1)
  3. Moses : Prince of Egypt อาณาจักรอียิปต์กับคัมภีร์ไบเบิ้ล (2)
  4. King David จากเด็กเลี้ยงแกะสู่บัลลังก์กษัตริย์แห่งอิสราเอล
  5. King Solomon สุภาษิตแห่งปราชญ์ราชัน กับเรื่องสามก๊ก
  6. Unseen Christmas ย้อนรอยกำเนิดคริสต์มาส ในมุมมองที่คุณไม่เคยรู้
  7. Mary Magdalene ดิฉันไม่ใช่เสโภณี
  8. Judas Iscariot ผู้ทรยศ หรือสหายผู้ภักดี?
  9. Paul of Tarsus ผู้พิชิตโรมันด้วยนามพระคริสต์
  10. Apocalypse วิวรณ์คำพยากรณ์ล้างโลก

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

DVD บันทึกการบรรยายพิเศษ Rapture







DVD ชุดนี้จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่ออธิบานถึงการรับขึ้นไป Rapture ที่ฝรั่งนักพยากรณ์กล่าวอ้างถึงว่า วันที่ 21 พค. 2011 เป็นวันพิพากษาโลก เนื้อหาจะอธิบายถึงข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการ Rapture และหลังจากนั้นเราจะไปอยู่ที่ไหน?

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สัมมนาพิเศษ 2 กรกฎาคม คำอุปมาสู่ยุคพันปี


คลิกที่รูปเพื่อขยาย

เป็นสัมมนาพิเศษ จัดขึ้นเพื่อเรียนรู้คำอุปมาของพระเยซูทั้ง 36 เรื่อง ที่มีเป้าหมายเล็งถึง "แผ่นดินของพระัเจ้า" แต่การแปลภาษาผ่านยุคสมัยทำให้ความเข้าใจคาดเคลื่อน หลายท่านจึงเข้าใจว่า "แผ่นดินของพระเจ้า" คือสวรรค์ โลกหลังความตาย

แต่เมื่อภาษาของพระคัมภีร์ถูกแปลความหมาย และเปิดเผยมากขึ้น การศึกษาค้นคว้ามากขึ้น จึงทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่พระเยซูทรงตรัสเป็นคำอุปมานั้น ก็คือ "ยุคพันปี" นั่นเอง

หาก "แผ่นดินของพระเจ้า" แท้ที่จริงก็คือ "ยุคพันปี" การตีความที่ผ่านมา คงต้องมาเรียนรู้กันใหม่

เพราะ "ยุคพันปี" กำลังใกล้เข้ามา..

แต่เรา ยังไม่เข้าใจคำอุปมาของพระองค์เลย ดังคำตรัสที่ว่า "ข้อ​ความ​ลับ​ลึก​แห่ง​แผ่นดิน​สวรรค์ ทรง​โปรด​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​รู้​ได้ แต่​คน​เหล่า​นั้น ไม่​โปรด​ให้​รู้​ ด้วย​ว่า​ผู้ใด​มี​อยู่​แล้ว จะ​เพิ่ม​เติม​ให้​คน​ผู้​นั้น​มี​เหลือเฟือ แต่​ผู้​ที่​ไม่​มี​นั้น แม้ว่า​ซึ่ง​เขา​มี​อยู่​จะต้อง​เอา​ไป​จาก​เขา เหตุ​ฉะนั้น เรา​จึง​กล่าว​แก่​เขา​เป็น​คำ​อุปมา เพราะ​ว่า​ถึง​เขา​เห็น​ก็​เหมือน​ไม่​เห็น ถึง​ได้​ยิน​ก็​เหมือน​ไม่ได้​ยิน​และ​ไม่​เข้าใจ" มัทธิว 13:11-13

เสาร์ที่ 2 กรกฎาคม 2011
เวลา 13.00 - 16.00 น.
ร้านอาหารนนทรีเรสเตอรองต์ บางเขน
คลิกดูแผนที่
สำรองที่นั่งได้ที่ คุณอ้อย 088 022 3523

ดูบทเรียนก่อนสัมมนา
ช่วงที่ 1 คำอุปมา
ช่วงที่ 2 ยุคพันปี

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บทความที่น่าสนใจเรื่องการ "เทศนา"

เป็นเนื้อหาที่อยู่ในใจมาตลอด อยากบอกสมาชิกคริสตจักรให้รับรู้ ขอขอบคุณ ข่าวคริสตชน


*ข้อจำกัดของการเทศนา*

ทุกครั้งที่เราฟังคำเทศนา หรือเป็นผู้เทศนา เราควรถือว่านี่เป็นเวลาสำคัญ ที่พระเ้จ้ากำลังจะตรัสผ่านผู้เทศนาซึ่งก็ถือเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ผู้ฟังต้องฟังด้วยความตั้งใจและถ่อมใจพร้อมที่จะเชื่อฟัง และผู้เทศน์ก็ต้องเทศน์้ด้วยความถ่อมใจและยอมให้พระเจ้าตรัสผ่านอย่างแท้จริง

แต่ถึงกระนั้นเราก็ควรรู้เท่าทันเกี่ยวกับธรรมชาติของการเทศนาในบางแง่ เพื่อจะเห็นว่าโดยตัวธรรมชาติของการเทศนาเองก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการด้วย(นี่ยังไม่พูดถึงข้อจำกัดของตัวผู้เทศนาแต่ละท่านซึ่งก็ย่อมมีอีก มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป) การรู้ถึงข้อจำกัดของการเทศนา จะช่วยทั้งผู้เทศนาและผู้ฟังให้เกิดความระมัดระวัง ไม่เทศนาผิดๆ และไม่รับฟังไปผิดๆ ซึ่งก็จะก่อปัญหาให้แก่ทั้งตัวผู้เทศน์เอง แต่ที่แย่กว่าคือปัญหาที่จะเกิดแก่ผู้ฟังทั้งหลาย

ก่อนจะพูดถึงข้อจำกัดแต่ละข้อ ต้องขอบอกผลปลายทางล่วงหน้าเสียก่อนว่า ข้อจำกัดต่างๆ ตามธรรมชาติของการเทศนามีผลทำให้บ่อยครั้งที่การเทศนาจะไม่ได้ให้ความรู้ที่แท้จริง หรืออาจถึงกับให้ความรู้ที่ผิดพลาดได้เสียด้วยซ้ำ

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักวิชาการด้านนี้ด้วยในส่วนหนึ่งใคร่ขอนำเสนอข้อจำกัดของการเทศนาซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในวงวิชาการด้านนี้ ดังต่อไปนี้

1. การเทศนามีข้อจำกัดเรื่องเวลา
ไม่ว่าจะพูดหัวข้ออะไรก็มักจะต้องพยายามทำให้จบภายใน 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ยากที่จะอธิบายหัวข้อนั้นได้อย่างละเอียดครอบคลุมเพียงพอ จนอาจนำเสนอบางประเด็นผิวเผินเกินไปซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปผิดๆ ได้นอกเสียจากว่าจะมีการขยายเวลา และทำเป็นหลายๆ ตอน เพื่อให้ครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ

2. การเทศนามีเป้าหมายหลักเพื่อการโน้มน้าวใจให้มีการตัดสินใจ
การนำเสนอข้อมูลก็จะเป็นแบบการสรุปข้อมูลรวบยอด ไม่ได้มุ่งการให้ความรู้ ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงในรายละเอียด ทุกแง่ทุกมุม หรือบอกที่มาที่ไปแสดงพัฒนาการเป็นขั้นๆ อีกทั้งการเทศนายังต้องเน้นให้คนตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง เน้นให้เกิดความรู้สึกร่วม ไม่ใช่เน้นให้คิดวิเคราะห์จนเกิดความรู้ความเข้าใจที่แตกฉาน

3. การเทศนาเป็นการพูดทางเดียว และพูดคนเดียว ไม่มีการถามตอบ
และไม่มีวิทยากรคนอื่นร่วมพูด ต่างจากการอภิปราย สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ เสริมได้ รวมทั้งโต้แย้งได้ หรือมองต่างมุมกันได้

4. การเทศนาเป็นการพูดต่อหน้าผู้ฟังแบบเผชิญหน้า
ทำให้ผู้เทศนามีแนวโน้มที่จะต้องเอาใจผู้ฟังเอาไว้ก่อน หรือสร้างความประทับใจต่อผู้ฟังเอาไว้ก่อน จนยากที่จะยึดความจริงที่ตนเชื่ออยู่อย่างสมบูรณ์ เพราะไม่อยากสร้างความขัดเคืองใจกัน รวมทั้งบางครั้งก็ต้องทำให้ผู้ฟังไม่หลับไว้ก่อน หรือต้องทำให้ผู้ฟังมีความหวังมีกำลังใจหรือสบายใจไว้ก่อนด้วย เป็นต้น ซึ่งนี่จะไม่เหมือนกับการสื่อสารบางแบบ เช่นการเขียน หรือการอัดเสียง ที่ผู้นำเสนอไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฟังโดยตรง หรือแม้แต่ไม่ต้องเปิดเผยตัวจริง ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำเสนออะไรได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจใคร หรือเอาใจใคร

5. ยิ่งกว่านั้นอีกคือ เมื่อการเทศนาเป็นการพูดต่อหน้าผู้ฟัง
ผู้เทศน์ก็มักต้องประเมินว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มไหน เพื่อจะได้เทศนาให้ตรงใจกับผู้ฟังส่วนใหญ่ไว้ก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะการจะเทศนาให้ตอบสนองผู้ฟังทุกคนทุกกลุ่มได้อย่างจุใจเท่ากันหมดเป็นเรื่องยากมากจนถึงแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ หากผู้เทศนาเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ฟังมีความเข้าใจเพียงผิวเผิน ผู้เทศนาก็มีแนวโน้มที่จะให้ข้อเท็จจริงที่ผิวเผินด้วยเช่นกัน

6. การเทศนาเป็นการพูดสด โอกาสนำเสนอผิดพลาดมีมาก
แม้ว่าอาจจะมีการเตรียมมาก็ตาม ในการนำเสนอในการประชุมหรือสัมนาที่สำคัญมากๆ โดยเฉพาะที่เป็นทางการ มักจะกำหนดให้ผู้พูดต้องเขียนมาอย่างละเอียดก่อน และบางครั้งถึงกับต้องอ่านตามที่เขียนมาเพื่อป้องกันการผิดพลาดในลักษณะที่เรียกว่า "กลอนพาไป" หรือ "ตื่นเต้นจนพูดผิด" หรือ "พูดแล้วมัน พูดเพลิน จนพูดเลยเถิด"

7. ในการเทศนาที่ผู้เทศน์เป็นผู้นำของคริสตจักรหรือองค์กร หรือเป็นบุคคลากรของคริสตจักรหรือองค์กร
เมื่อต้องเทศนากับคริสตจักรหรือองค์กรที่ตนทำงานอยู่ มักต้องคิดถึงผลประโยชน์ของตนที่มีอยู่กับคริสตจักรหรือองค์กร หรือต้องคิดเรื่องสายการบังคับบัญชา จนไม่ง่ายที่จะนำเสนอความจริงทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา หรืออาจพูดได้่ว่าการพูดในสถานการณ์ที่ตนมีผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมพูดความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ยาก

8. การเทศนามักกระทำในนามของพระเ้จ้า
ผู้เทศนามักฉวยโอกาสจากบทบาทนี้บอกว่าสิ่งที่เทศน์เป็นถ้อยคำที่มาจากพระเจ้าและได้รับการทรงนำจากพระเจ้า (ความจริงแล้วอาจจะมาจากพระเจ้าบางส่วน แต่ก็มีบางส่วนที่มาจากมนุษย์เองเติมเข้าไป โดยเฉพาะในส่วนอธิบายและประยุกต์ฺใช้) ซึ่งเท่ากับบอกว่าผู้ฟังต้องเชื่อถือและเชื่อฟังโดยปริยาย ไม่อาจตั้งข้อสงสัยหรือถกเถียงได้ และบางครั้งก็เลยเถิดไปถึงจุดที่ว่า ผู้เทศน์รู้สึกว่าตนเอง "เป็นเสียงพระเจ้า" จริงๆ ซึ่งหมายความว่า ผิดไม่ได้ (inerrant) และวิจารณ์ไม่ได้ (untouchable) ยิ่งถ้าผู้คนยกย่องให้เกียรติมากๆ
ด้วยแล้ว ผู้เทศน์ก็จะยิ่งหลงตนจนเสียคน ลืมข้อเท็จจริง กลายเป็นพระเจ้าไปเลย แล้วถ้าใครไปวิจารณ์ทักท้วงก็จะตอบโต้เขาด้วยข้อหา "กบฏ" (betrayer, treason) หรือ "ลบหลู่พระเจ้า (blasphemy) ไปเลย

9. การเทศนาถูกมองว่าเป็นการกระทำในนามพระเจ้า
ผู้เทศน์จึงมักต้องแสดงความมั่นใจและความกล้าหาญในสิ่งที่ตนเองพูดอยู่เสมอ แม้เรื่องนั้นตัวเองจะรู้จริงรู้ไม่จริงอย่างไรก็ต้องแสดงอาการมั่นใจในการเทศนา ต้องเทศน์อย่างกล้าหาญและมั่นใจ เพื่อใ้ห้สมกับเป็นเสียงจากพระเ้จ้า ผลก็คือ ถ้าผู้เทศนาเทศน์ผิดๆ ผู้ฟังก็ยังคงรู้สึกเชื่อมั่นด้วยความเข้าใจผิดว่านี่เป็นเสียงจากพระเจ้า

10. ผู้เทศนาที่ต้องเทศน์อยู่เสมอ เทศน์ทุกสัปดาห์
ก็ย่อมต้องเทศน์สารพัดเรื่องสารพัดหัวข้อ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อมไม่มีใครจะรู้จริงแตกฉานไปเสียทุกเรื่องทุกหัวข้อ ผู้เทศนาที่เทศน์เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจโดยมีนักธุรกิจฟังอยู่ด้วยก็อาจไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ตนพูดบางอย่างอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่นักธุรกิจต่างทราบกันดีก็ได้ ผู้เทศนาที่เทศน์เรื่ืองเกี่ยวกับวิชาการบางด้าน นักวิชาการด้านนั้นก็อาจไม่เห็นด้วยก็ได้

11. บุคคลิกและลีลาของผู้เทศนาีมักมีผลต่อความรู้สึกเชื่อถือของผู้ฟังมากกว่าความถูกต้องของเนื้อหา
โดยหลักจิตวิทยาการพูด ทำให้เราทราบความจริงเรื่องหนึ่งคือ คนส่วนใหญ่เชื่อถือผู้พูดจากความประทับใจในบุคคลิกของผู้พูด มากกว่าที่จะคิดถึงความน่าเชื่อถือของเนื้อหา

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สำรวจคลองเพื่อการบำบัดที่ราชบุรี

เมื่อวันที่ 6-7 มิย. ผมได้เดินทางไปจ.ราชบุรีเพื่อสำรวจคลอง 2 แห่ง นั่นคือคลองวัดประดู่ และคลองบัวงาม (โพหัก) ซึ่งเป็นงานวิจัยและต้องเขียนรายงานถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นั่น พร้อมแนวทางแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งผมเกี่ยวข้องอยู่ในช่วงนี้

คลองวัดประดู่ น้ำยังใสอยู่ แต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเคยเน่าเหม็น

อีกมุมหนึ่งมีก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่หน้าวัด และยังใช้น้ำในคลองเพื่อชำระล้าง

อีกที่คือคลองโพหัก (คลองบัวงาม) น้ำในคลองดำสนิท

ที่นี่เคยเป็นตลาดน้ำมาก่อน และเคยมีเรือใช้เส้นทางนี้นับร้อยลำ

ทีมงานของผมนั่งเรือเพื่อบันทึกภาพริมฝั่งคลอง

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สัมภาษณ์พิเศษ "ผ่าคำพยากรณ์วันสิ้นโลก" ออกรายการเสาร์ 5 ของกันตนา





เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม รายการทีวีของกันตนา ชื่อรายการว่า "เสาร์ 5" ออกอากาศวัน จ.-ศ. เวลา 15.00 - 16.00 น.ในช่ิอง Miracle Channel http://www.miraclechanneltv.com/ ขอสัมภาษณ์พิเศษผมเรื่องเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ผลพวงมาจากข่าวลือว่าโลกจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 พค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการอ้างอิงคัมภีร์ไบเบิ้ลของนายแคมปิ้ง ชาวอเมริกัน ที่ติดป้ายไปหลายแห่งทั่วโลก

ขอบคุณพระเจ้าที่เรามีโอกาสชี้ให้เห็นว่าคำพยากรณ์ดังกล่าวยังไม่ถูกต้องตามพระคัมภีร์ และเหตุการณ์ที่พระคัมภีร์บันทึกถึงวันสิ้นยุค (ไม่ใช่วันสิ้นโลก) มีมากกว่านั้นเยอะ!

ติดตามรายการได้หลังออกอากาศแล้ว จะนำมาเผยแพร่ให้พี่น้องได้รับฟังด้วยกัน
http://www.youtube.com/user/sao5tv#p/a/u/0/v5wY9RVIJkQ