ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วันสะบาโตยังคงเป็นวันเสาร์ ไม่ใช่วันอาทิตย์ และไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย


คำถาม: คริสเตียนต้องร้กษาวันสะบาโตไหม?

คำตอบ: บ่อยครั้งมีการอ้างว่า “พระเจ้าทรงสถาปนาวันสะบาโตในสวนเอเดน” เนื่องจากการเกี่ยวข้องระหว่างวันสะบาโตและการทรงสร้างในหนังสืออพยพ 20:11 แม้ว่าการที่พระเจ้าจะทรงพักผ่อนในวันที่เจ็ด (ปฐมกาล 2:3) จะเป็นเงาในการตั้งกฎแห่งวันสะบาโตในอนาคตขึ้นมาก็ตาม ก่อนหน้าที่ชนชาติอิสราเอลจะออกจากอียิปต์พระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึงวันสะบาโตเลย ไม่มีพระคัมภีร์ตอนไหนที่บอกว่าผู้คนตั้งแต่สมัยอาดัมจนถึงโมเสสยึดถือวันสะบาโต

พระวจนะของพระเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนว่าการรักษาวันสะบาโตเป็นหมายสำคัญระหว่างพระเจ้าและชนชาติอิสราเอล

“โมเสสขึ้นไปเฝ้าพระเจ้า พระเจ้าตรัสจากภูเขานั้นว่า "บอกวงศ์วานยาโคบและชนชาติอิสราเอลดังนี้ว่า`พวกเจ้าได้เห็นกิจการซึ่งเรากระทำกับชาวอียิปต์แล้ว และที่เราเทิดชูเจ้าขึ้น ดุจดังด้วยปีกนกอินทรี เพื่อนำเจ้ามาถึงเรา เหตุฉะนั้นถ้าเจ้าฟังเสียงเรา และรักษาพันธสัญญาของเราไว้ เจ้าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของเราที่เราเลือกสรรท่ามกลางชนชาติทั้งปวง เพราะแผ่นดินทั้งสิ้นเป็นของเรา” (อพยพ 19:3–5)

“เหตุฉะนี้ ชนชาติอิสราเอลจึงถือวันสะบาโตตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเขาเป็นพันธสัญญาเนืองนิตย์ เป็นหมายสำคัญระหว่างเรากับชนชาติอิสราเอลว่า ในหกวันพระเจ้าได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก แต่ในวันที่เจ็ดพระองค์ได้ทรงงดการงานไว้ และได้ทรงหย่อนพระทัยในวันนั้น” (อพยพ 31:16–17)

ในเฉลยธรรมบัญญัติ 5 โมเสสโยงบัญญัติสิบประการไปถึงชนชาติอิสราเอลรุ่นถัดไป ในตอนนี้ หลังจากที่ได้สั่งให้พวกเขารักษาวันสะบาโตในข้อ 12-14 แล้ว โมเสสยังให้เหตุผลว่าทำไมคนอิสราเอลจึงต้องรักษาวันสะบาโต:

“จงระลึกว่าเจ้าเคยเป็นทาสอยู่ในแผ่นดินอียิปต์ และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้พาเจ้าออกมาจากที่นั่นด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และด้วยพระกรที่เหยียดออก เหตุฉะนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้ทรงบัญชาให้เจ้ารักษาวันสะบาโต” (เฉลยธรรมบัญญัติ 5:15)

จงสังเกตคำว่าเหตุฉะนี้ พระประสงค์ของพระเจ้าในการกำหนดวันสะบาโตให้กับคนอิสราเอลไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาจำการทรงสร้าง แต่เพื่อให้พวกเขาจำการเป็นทาสในอียิปต์และการทรงปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ จงสังเกตุข้อเรียกร้องในการรักษาวันสะบาโต: คนที่ถือวันสะบาโตออกจากที่พักของตนไม่ได้ (อพยพ 16:29), ก่อไฟไม่ได้ (อพยพ 35:3) ให้ใครทำการงานใด ๆ ไม่ได้ (อพยพ 5:14) ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎแห่งวันสะบาโตจะต้องถูกลงโทษถึงตาย (อพยพ 31:15; กันดารวิถี 15:32–35)

จากการค้นคว้าข้อพระคัมภีร์ในพันธสัญญาใหม่เราได้พบหัวข้อสำคัญสี่หัวข้อคือ:

     1) เมื่อใดที่พระคริสต์ปรากฏพระองค์ในสภาพหลังการฟื้นคืนพระชนม์และมีการบอกวันไว้ วันนั้นจะเป็นวันแรกของสัปดาห์เสมอ (มัทธิว 28:1, 9, 10; มาระโก 16:9; ลูกา 24:1, 13, 15; ยอห์น 20:19, 26) 

     2) ครั้งเดียวที่วันสะบาโตถูกกล่าวถึงตั้งแต่ในหนังสือกิจการจนถึงวิวรณ์ก็เพื่อการประกาศต่อคนยิว และสถานที่ในการประกาศก็คือในธรรมศาลา (กิจการบทที่ 13–18) ท่านเปาโลเขียนว่า “ต่อพวกยิว ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนยิว เพื่อจะได้พวกยิว” (1 โครินธ์ 9:20) ท่านเปาโลไม่ได้ไปที่ธรรมศาลาเพื่อมีสามัคคีธรรมและเสริมสร้างธรรมิกชน แต่เพื่อให้พวกเขารู้สึกผิดและช่วยผู้หลงหายให้รอด 

     3) ครั้งหนึ่งท่านเปาโลประกาศว่า “ตั้งแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะไปหาคนต่างชาติ” (กิจการ 18:6), วันสะบาโตไม่ได้ถูกกล่าวถึงอีกเลย

     4) แทนที่ส่วนที่เหลือในพระคัมภีร์ใหม่จะเสนอแนะให้ยึดติดกับวันสะบาโต, ข้อพระคัมภีร์กลับชี้แนะไปยังทิศทางตรงกันข้าม (รวมถึงข้อยกเว้นหนึ่งข้อจากหนังสือโคโลสี 2:26 สำหรับข้อ 3 ข้างต้น)

หากเราดูให้ละเอียดยิ่งขึ้น ข้อ 4 ข้างต้นจะเปิดเผยว่าไม่ได้มีการบังคับให้ผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่รักษาวันสะบาโต และแสดงให้เห็นด้วยว่าแนวความคิดที่ว่าวันอาทิตย์เป็นวัน “สะบาโตสำหรับคริสเตียน” ไม่มีในพระคัมภีร์เช่นเดียวกัน ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น มีอยู่ครั้งเดียวที่วันสะบาโตถูกนำมากล่าวถึงหลังจากที่ท่านเปาโลเริ่มเน้นที่คนต่างชาติ, “เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกินการดื่ม ในเรื่องเทศกาล วันต้นเดือน หรือวันสะบาโตสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของเหตุการณ์ที่จะมีมาในภายหลัง แต่กายนั้นเป็นของพระคริสต์” (โคโลสี 2:16–17) วันสะบาโตของชาวยิวได้ถูกลบล้างออกไปที่กางเขนที่ซึ่งพระคริสต์ “ทรงฉีกกรรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยบัญญัติต่างๆซึ่งขัดขวางเรา” (โคโลสี 2:14)

แนวความคิดนี้ได้ถูกย้ำมากกว่าหนึ่งครั้งในพันธสัญญาใหม่: 

“คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด ผู้ที่ถือวันก็ถือเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่กินก็กินเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขาขอบพระคุณพระเจ้า และผู้ที่ไม่ได้กิน ก็มิได้กิจเพื่อถวายเกียรติแค่องค์พระผู้เป็นเจ้า และยังขอบพระคุณพระเจ้า” (โรม 14:5–6ก) 

“แต่บัดนี้เมื่อท่านรู้จักพระเจ้าแล้ว หรือที่ถูกก็คือพระเจ้าทรงรู้จักท่านแล้ว เหตุไฉนท่านจึงจะกลับไปหาวิญญาณต่างๆซึ่งอ่อนแอและอเนจอนาถ และอยากจะเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นอีก ท่านถือวัน เดือน ฤดู และปี” (กาลาเทีย 4:9–10)

แต่บางคนอ้างว่ากษัตริย์คอนสแตนตินได้ “เปลี่ยน” วันสะบาโตจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์ในปี คศ. 321 คริสตจักรในยุคแรกประชุมนมัสการกันวันไหน? พระคัมภีร์ไม่เคยพูดถึงการเข้ามาชุมนุมกันของผู้เชื่อเพื่อมีสามัคคีธรรมและนมัสการในวันสะบาโต (วันเสาร์) ไหนเลย แต่มีข้อพระคัมภีร์หลายข้อที่กล่าวถึงวันแรกของสัปดาห์ ยกตัวอย่างเช่น,

หนังสือกิจการ 20:7 กล่าวว่า “ในวันต้นสัปดาห์เมื่อพวกสาวกประชุมกันทำพิธีหักขนมปัง” ใน 1 โครินธ์ 16:2 ท่านเปาโลหนุนใจผู้เชื่อชาวเมืองโครินธ์ว่า “ทุกวันต้นสัปดาห์ให้พวกท่านทุกคนเก็บผลประโยชน์ที่ได้รับไว้บ้าง” เนื่องจากท่านเปาโลได้ระบุให้การถวายทรัพย์นี้เป็น “การปรนิบัติ” ในหนังสือ 2 โครินธ์ 9:12 ดังนั้นการถวายนี้คงเกี่ยวข้องไปถึงการประชุมนมัสการของคริสเตียนในวันอาทิตย์

ตามประวัติศาสตร์ วันอาทิตย์ ไม่ใช่วันเสาร์ คือวันประชุมตามปกติของคริสเตียนในคริสตจักร และการปฏิบัตินี้ยึดถือกันมาตั้งแต่สมัยศตวรรษแรก

วันสะบาโตเป็นวันที่ถูกกำหนดไว้สำหรับคนอิสราเอล วันสะบาโตยังคงเป็นวันเสาร์ ไม่ใช่วันอาทิตย์ และไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย

แต่วันสะบาโตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิม และคริสเตียนเป็นอิสระแล้วจากพันธนาการแห่งธรรมบัญญัติ (กาลาเทีย 4:1-26; โรม 6:14) การรักษาวันสะบาโตไม่ได้เป็นข้อเรียกร้องสำหรับคริสเตียน ไม่ว่าจะเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์

วันแรกของสัปดาห์ (วันอาทิตย์, วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า) (วิวรณ์ 1:10) เป็นวันเฉลิมฉลองการทรงสร้างใหม่โดยมีพระคริสต์ทรงเป็นผู้นำที่ฟื้นคืนพระชนม์

เราไม่จำเป็นที่จะต้องยึดถือวันสะบาโตตามกฎของโมเสส (วันพักผ่อน) เพราะบัดนี้เราเป็นอิสระแล้วที่จะติดตามพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ (ปรนิบัติ) อัครทูตเปาโลบอกว่าคริสเตียนแต่ละคนควรตัดสินใจว่าจะรักษาวันสะบาโตหรือไม่ 

“คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด” (โรม 14:5)

เราสมควรที่จะนมัสการพระเจ้าทุกวัน ไม่ใช่เพียงแค่วันเสาร์หรือวันอาทิตย์เท่านั้น

คัดลอกมาจาก http://www.gotquestions.org/Thai/Thai-Sabbath-day.html

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สัมมนารอบที่สอง เตรียมรับมือภัยพิบัติ

วันอาทิตย์ที่ 20 พค. 2012 เป็นรอบที่สองของการสัมมนา และัเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว มีกิจกรรมจากกลุ่ม Sign-End มาช่วยแนะนำการทำน้ำยาเอนกประสงค์อีกด้วย เชิญชมบรรยากาศเลยครับ

อ.อภิรักษ์บรรยายรอบที่สองเรื่อง "การเตรียมรับมือภัยพิบัติ"

พี่ทิพย์ฺแนะนำกลุ่ม Sign-End กับผู้ร่วมสัมมนา

คุณบุ๋มและอ.อภิรักษ์ สาธิตการทำน้ำยาเอนกประสงค์
จากน้ำหมักชีวภาพ

พี่้น้องร่วมกันทำน้ำยา่เอนกประสงค์

วิทยากรและัทีมผู้รับใช้คจ.แห่งการทรงสถิตสมุทรปราการ

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สัมมนาพร้อมรับมือภัยพิบัติเริ่มแล้ว

เมื่อวันที่ 13 พค. ช่วงบ่าย SophiaMedia  เริ่มเปิดสัมมนาพร้อมรับมือภัยพิบัติครั้งแรกที่สมุทรปราการ และครั้งที่ 2 คือในอาทิตย์ที่ 20 พค. เชิญชมบรรยากาศในงานสัมมนาได้เลยครับ

 อ.สุริยัน ปะวะเสนะ ศิษยาภิบาล แนะนำรายการสัมมนา

อ.อภิรักษ์ กำลังบรรยายเรื่องการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ

ผู้ฟังตั้งใจฟังเต็มที่ตั้งแต่บ่ายครึ่งถึงห้าโมงเย็น (4 ชม.ครึ่ง)

สถานการณ์แผ่นดินไหวที่น่าจับตาที่เมืองกาญจน์

มีสอนการทำน้ำหมักชีวภาพด้วย
ทางออกอย่างหนึ่งของการลดโลกร้อน

ผู้เข้าร่วมสัมมนากำลังดมกลิ่นน้ำหมักกันอยู่

มีการอธิบายเรื่องที่มาของหมายเลข 666

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ได้ไอเดียจากการไปสัมมนา

นี่คือไอเดียที่ผมได้จากการการไปสัมมนา เป็นแผนการเตรียมตัวสำหรับบุคคลธรรมดา หรือส่วนตัว คือตัวท่านเองนั่นแหละ ว่าจะวางแผนชีวิตอย่างไรเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นมา คนที่เตรียมพร้อมเท่านั้นถึงรอด?


จัดที่เจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะวิศวกรรมศาสาตร์
ไอเดียที่ได้จากการไปฟังสัมมนาครั้งนี้ เลยทำแผนภาพนี้ขึ้นมา
รอยเลื่อนต่างๆ ในประเทศไทย ดูเอาไว้ว่านี่คือตำแหน่ง
ที่อาจจะเกิดแผ่นดินไหวเมื่อไหร่ก็ได้
แนวน้ำท่วมปีที่แล้ว ดูไว้ว่าที่ไหนเคยท่วม
เพื่อการวางแผนล่วงหน้าในอนาคตว่าควรอยู่ต่อหรือย้าย?

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การรับมือกับอนาคตที่กำลังมาถึง (2)

มาดูข้อมูลกันต่อนะครับ ว่าพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้พยากรณ์ล่วงหน้าเอาไว้ มีอะไรบ้าง และเราควรทำอย่างไรต่อ เมื่อรับรู้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว





















การรับมือกับอนาคตที่กำลังมาถึง (1)

แม้เราจะรู้อนาคตล่วงหน้า แต่เราก็ไม่มีกำลังหรือความสามารถเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น อาทิเช่น ภัยพิบัติต่างๆ การกันดารอาหาร การปกครองแบบเบ็ดเสร็จ...

สิ่งที่เราเตรียมได้คือ หากเรามีชีวิตรอด เราจะอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างไร?









วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ตำราเล่มใหม่ของ SophiaMedia

เราแสวงหาความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติมเสมอ ดังนั้น บทความหรือบทบรรยายหลายๆ เรื่องของเราจะมีข้อมูลใหม่ๆ ทัศนะใหม่ๆ มุมมองใหม่เสมอ จึงสอดคล้องกับผู้ค้นหาความรู้ด้วยตนเอง

ตำราเล่มใหม่ของเรา 
ภาพประกอบแปลกใหม่ เนื้อหากระชับและตรงประเด็น
ตีพิมพ์ในปี 2012

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

พระคัมภีร์เดิมไม่ได้มีแค่ 39 เล่ม?

หลายท่านที่เป็นคริสเตียน (โปรแตสแตนท์) เรียนรู้มาตลอดว่าพระคัมภีร์เดิมมีเพียง 39 เล่ม และพระคัมภีร์ใหม่มี 27 เล่ม แต่หากท่านศึกษาพระคัมภีร์ในเชิงประวัติศาสตร์จะพบว่าคริสเตียนมีหลากหลายนิกาย การยอมรับพระคัมภีร์เดิม และการนำมาใช้เป็นหลักข้อเชื่อหรือแนวทางจึงแตกต่างกันไป ดังตัวอย่างนี้

  • พระคัมภีร์ยิว 24 เล่ม
  • โปรแตสแตนท์ 39 เล่ม เกินมา 15 เล่ม
  • คาทอลิก 46 เล่ม เกินมา 22 เล่ม
  • ออร์ธอดอกซ์ 51 เล่ม เกินมา 27 เล่ม
ตกลงใครขาด หรือใครเกิน แต่ถึงอย่างไีรก็ตามพระคัมภีร์ก็ยังคงเป็นหนังสือที่มีคนอ่านมากที่สุดในโลก แม้จะมีมุมมองและทัศนะที่แตกต่างกันถึงขนาดนี้!

ต้นกำเนิดมาจากภาษาฮีบรูสู่การแปลในภาษาอื่นๆ

การแปลพระคัมภีร์ในยุคต่างๆ