ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ถอดรหัสภาพวาดดาวินชี

ถอดรหัสภาพวาดของลีโอนาโด ดา วินชี  "เดอะ ลาส ซัปเปอร์" เรามาดูกันว่าเหตุผลที่ภาพในชื่อนี้เอาแนวคิดการวาดมาจากไหนในพระคัมภีร์ และคนไหนคือใครในภาพ เชิญมาศึกษาร่วมกันได้เลยครับ










วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

แกะรอยมารีย์ ชาวมักดาลา (ดิฉันมิใช่โสเภณี)

เมื่อเราเรียนพระคัมภีร์หรือฟังคำเทศนาเกี่ยวกับหญิงโสเภณีที่นำน้ำมันหอมนารดามาชโลมที่เท้าของพระเยซู หลายคนก็นึกถึงหญิงโสเภณีทันที และหนังเกี่ยวกับพระเยซูหลายเรื่องก็อ้างถึงเธอเหมือนกัน โดยสรุปไปเลยว่าเธอคือหญิงโสเภณี แต่พอมาศึกษาอย่างละเอียด โดยการค้นหาจากข้อพระคัมภีร์และเปรียบเทียบจะพบว่า เธอไม่เกี่ยวอะไรกับโสเภณีเลย

ลองมาดูข้อมูลเหล่านี้กันครับ

คำถามที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ
จนหนังสือเรื่อง "ดาวินชีโค้ด" บอกว่าเธอคือภรรยาของพระเยซู?

ในหนัง ก็กำหนดให้มารีย์ มักดาลาเป็นหญิงโสเภณี

ในพระคัมภีร์ใหม่มีผู้หญิง 6 คน ที่ใช้ชื่อ "มารีย์"

ข้อมูลของมารีย์ ชาวมักดาลา

ตรวจสอบข้อมูลจากพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม
เพื่อค้นหามารีย์ชาวมักดาลา
ค้นหามารีย์ชาวเบธานี

ผู้หญิงที่มีน้ำหอมนารดา ซึ่งเธออยู่หมู่บ้านเบธานี

คำถามน่าคิด

ภาพวาดจากทัศนะที่ตีความผิด

เหตุผลที่มารีย์มารวมเป็นคนเดียว

เรื่องนี้อิงประวัติศาสตร์

เป็นประวัติศาสตร์ของชาวฝรั่งเศส

เขารวมมารีย์แห่งเบธานี และมารีย์ชาวมักดาลาเป็นคนๆ เดียวกัน

ศพของเธอถูกฝังอยู่ที่ฝรั่งเศส ตามความเชื่อของคนที่นั่น
ในหนังสือท่องเที่ยวเล่มนี้แนะนำสถานที่ฝังศพของเธอ

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

แผ่นศิลาที่โมเสสนำลงมาจากภูเขาซีนาย บันทึกแค่ "บัญญัติสิบประการ" เพียงเท่านั้นเองหรือ

มีใครเคยคิดอย่างผมบ้างไหมว่า แผ่นศิลาที่โมเสสนำลงมาจากภูเขาซีนาย บันทึกแค่ "บัญญัติสิบประการ" เพียงเท่านั้นเองหรือ แล้วกฎหมายอื่นๆ บันทึกใ่ส่อะไร เพราะมีมากมายจนเป็นหนังสือได้เลย นั่นก็คือ "เลวีนิติ" มีใครรู้บ้างครับ มาร่วมกันค้นหาคำตอบ...

ภาพวาดก็วาดเพียงด้านเดียว

ในภาพยนตร์ก็สื่อเพียงบัญญัติ 10 ประการ

ในอพยพบทที่ 20 ข้อ 1 พระเจ้าตรัสพระวจนะทั้งสิ้นต่อไปนี้ว่า
ข้อ 2 “เราคือพระเจ้าของเจ้า ผู้ได้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์คือจากแดนทาส
ข้อ 3 “อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา...

ในข้อ 1 บอกเราว่า "พระเจ้าตรัส...

ในข้อ 18 คนทั้งหลายเมื่อได้ยิน ได้เห็นฟ้าร้อง ฟ้าแลบ เสียงแตร และควันที่พลุ่งขึ้นจากภูเขาเช่นนั้น ต่างก็ยืนตัวสั่นอยู่แต่ไกล
ข้อ 19 เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า “ท่านจงนำความมาเล่าเถิด พวกข้าพเจ้าจะฟัง แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย”

แสดงว่าบัญญัติสิบประการประชาชนก็ได้ยินเหมือนกัน

ในอพยพ บทที่ 24 ข้อ 3 โมเสสจึงนำพระวจนะของพระเจ้าและกฎหมายทั้งสิ้นมาชี้แจงให้ประชาชนทราบ ประชาชนทั้งปวงก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พระวจนะทั้งหมดซึ่งพระเจ้าตรัสไว้นั้น พวกเราจะกระทำตาม”
ข้อ 4 โมเสสจึงจารึกพระวจนะของพระเจ้าไว้ทุกคำ แล้วตื่นขึ้นแต่เช้าจัดแจงสร้างแท่นบูชาขึ้นที่เชิงภูเขา ปักเสาหินขึ้นสิบสองก้อนตามจำนวนเผ่าทั้งสิบสองของอิสราเอล
ข้อ 5 ท่านใช้ให้หนุ่มๆ ชนชาติอิสราเอลถวายเครื่องเผาบูชาและถวายโคเป็นเครื่องศานติบูชาแด่พระเจ้า
ข้อ 6 โมเสสเก็บเลือดโคครึ่งหนึ่งไว้ในชาม อีกครึ่งหนึ่งประพรมที่แท่นบูชานั้น ท่านถือหนังสือพันธสัญญาอ่านให้ประชาชนฟัง พวกเขากล่าวว่า “สิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้นั้น พวกเราจะกระทำตาม และเราจะเชื่อฟัง”

ในข้อ 4 โมเสสจารึกพระวจนะไว้ทุกคำ ในข้อ 6 ท่านถือหนังสือพันธสัญญาอ่านให้ประชาชนฟัง

ในอพยพบทที่ 31 ข้อ 18 เมื่อพระองค์ตรัสแก่โมเสสบนภูเขาซีนายเสร็จแล้ว พระองค์ได้ประทานแผ่นพระโอวาทสองแผ่นเป็นแผ่นศิลาจารึกด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้า

สรุปว่าประชาชนอิสราเอล รู้จักบัญญัติสิบประการ และกฎหมายต่างๆ ก่อนที่พระเจ้าจะประทานแผ่นพระโอวาทสองแผ่นเสียอีก

ในอพยพ บทที่ 32 ข้อ 15 ฝ่ายโมเสสกลับลงมาจากภูเขาถือแผ่นศิลาพระโอวาทมาสองแผ่นซึ่งจารึกทั้งสองด้าน จารึกทั้งด้านนี้และด้านนั้น
ข้อ 16 แผ่นศิลาเหล่านั้น เป็นงานจากฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า และอักษรที่จารึกนั้น เป็นลายพระหัตถ์ของพระองค์สลักไว้บนแผ่นศิลานั้น

ในข้อ 15 บอกว่า...แผ่นศิลา...จารึกทั้งสองด้าน จารึกทั้งด้านนี้และด้านนั้น

แสดงว่าไม่ได้จารึกด้านเดียวแบบในภาพวาดทั่วไปที่คนทั้งโลกเรียนรู้พระคัมภีร์จากภาพวาด หรือภาพยนตร์

ส่วนเรื่องที่ว่าโมเสสเป็นคนเขียนหรือไม่นั้น น่าจะเป็นความเห็นของคนต่างความเชื่อ ไม่น่าจะมาจากคนที่เชื่อพระเจ้า เพราะทุกครั้งที่มีการอ้างถึงพระคัมภีร์ 5 เล่มแรก จะถูกเรียกดังนี้

ในพระคัมภีร์เดิม
- หนังสือธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- ธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- บัญญัติของโมเสส (the commandment of Moses)
- บทบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- หนังสือของโมเสส (the book of Moses)
- คำของโมเสส (the word of Moses)

ในพระคัมภีร์ใหม่
- คัมภีร์ของโมเสส (the book of Moses)
- คัมภีร์ธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- ธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- บัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- จารีตของโมเสส (the custom of Moses)

เจตนาของหัวข้อนี้คือ อยากให้คนที่เชื่อถือในพระเจ้า อ่านพระวจนะของพระองค์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์มากกว่าการดูภาพวาด หรือดูจากภาพยนตร์ หรือฟังคำเทศนา หรือฟังจากอาจารย์ที่สอน ดูแล้ว ฟังแล้ว ก็กลับมาเช็คที่พระคัมภีร์เพื่อความถูกต้อง

หากผู้เชื่ออ่านพระคัมภีร์เองก็จะพบคำตอบมากมายมหาศาล และที่ผมยกตัวอย่างมา ก็นำมาจากพระคัมภีร์ทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นทฤษฎีที่ตีความ หรือถอดรหัสลับออกมา

การที่หนังทำออกมาเช่นนั้น เป็นการสรุปความ ย่นย่อให้เข้าใจง่ายๆ เช่นเดียวกับศิืลปินที่วาดภา่พออกมามีเพียงบัญญัติ 10 ประการ และที่แย่ก็คือ ผู้คนทั่วไปก็เข้าใจเพียงศิลาจารึกเพียงแค่บัญญัติ 10 ประการ แถมยังเอามาสอนต่อกันอีกว่า เหลือเพียง 2 ข้อ ที่พระเยซูบอก (ไปกันใหญ่) หากเราอ่านพระคัมภีร์ดีๆ พระเยซูไม่ได้บอกเราแค่นั้น

ในมัทธิว 5:17-18 พระเยซูกล่าวว่า..
“อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ตราบใดที่ฟ้าและดินดำรงอยู่ แม้อักษรหนึ่งหรือขีดๆ หนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าสิ่งที่จะต้องเกิด ได้เกิดขึ้นแล้ว..

และ..ในข้อ 19 ผู้ใดได้ทำให้ข้อเล็กน้อยสักข้อหนึ่ง
ในธรรมบัญญัตินี้เบาขึ้น ทั้งสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย
ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้น้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์
แต่ผู้ใดที่ประพฤติและสอนตามธรรมบัญญัติ
ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ ในแผ่นดินสวรรค์

บทเรียนจากคำเทศนาจากคจ.พันธมิตรดอนเมือง

อาทิตย์ที่ 2 กย. 2012 ผมได้รับเชิญให้ไปแบ่งปันที่คจ.พันธมิตรดอนเมือง และได้นำเสนอเรื่อง "พระคัมภีร์ 5 เล่มแรก" แต่ที่ทำให้ต้องศึกษาต่อก่อนไปก็คือเรื่อง "Dead Sea Scroll" หรือที่เรียกกันว่า "ม้วนหนังสือแห่งทะเลตาย" ที่ถูกค้นพบในปี 1947 แถวถ้ำหินใกล้ทะเลตาย ต่อมาจึงทราบว่าคือนิคมคุมราน แหล่งคัดลอกพระคัมภีร์ของชาวแอซซีน และถูกเก็บซ่อนไว้ในไหอย่างดี จนเป็นที่มาของการเรียกพระนามของพระเจ้าจากอักษร 4 ตัวว่า "YHWH" (ยาห์เวห์)

ที่ตั้งนิคมคุมรานอยู่ใกล้ทะเลตาย
ห่างเยรูซาเล็มประมาณ 21 กม.

ถ้ำที่นิคมคุมราน

เล่ากันว่าเด็กเลี้ยงแกะไปค้นหาแกะในถ้ำและค้นพบไหโบราณ

หลังจากนั้นก็ถูกนำไปขายในตลาดค้าของเก่า

ตัวอย่างไหโบราณ

ที่นั่นมีการคัดลอกพระคัมภีร์

พวกเขาอุทิศตัวให้กับการคัดลอกพระคัมภีร์

ในปี 1947 หลังจากค้นพบแล้ว พระคัมภีร์ถูกแปลโดยนักวิชาการ

ชิ้นส่วนของพระคัมภีร์ที่มีอายุประมาณ 2,000 ปี

พระคัมภีร์ดังกล่้าวคือหนังสือ "อิสยาห์"

ถูกเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์ในเยรูซาเล็ม

 YHWH อักษร 4 ตัว ที่ใช้เรียกพระเจ้า

ตัวอักษรที่เอ่ยแทนพระนามของพระเจ้า
(ตัวอักษรภาษาฮีบรู ต้องอ่านจากขวาไปซ้าย)

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตามรอยการเดินทางของเปาโล



จากหนังสือ "กิจการของอัครทูต" บทที่ 28
1 ครั้นรอดพ้นภัยแล้ว   พวกเราจึงรู้ว่าเกาะนั้นชื่อมอลตา
2 ฝ่ายชาวพื้นเมืองมีความกรุณาแก่พวกเราอย่างผิดปกติ   เขาก่อไฟรับรองเราเพราะฝนตกและหนาว
3 เปาโลเก็บกิ่งไม้แห้งมัดหนึ่งมาใส่ไฟ   มีงูพิษตัวหนึ่งออกมาเพราะถูกความร้อน   กัดมือของเปาโลติดอยู่
4 เมื่อพวกชาวพื้นเมืองนั้นเห็นงูติดห้อยอยู่ที่มือของเปาโล   จึงพูดกันว่า   “คนนี้คงเป็นผู้ฆ่าคนแน่นอน   ถึงแม้ว่ารอดพ้นจากทะเลแล้ว   เจ้าแม่แห่งความยุติธรรมก็ยังไม่ยอมให้รอดตายไปได้”
5 แต่เปาโลได้สะบัดมือให้งูตกลงไปในไฟ   และหาเป็นอันตรายประการใดไม่
6 ฝ่ายเขาทั้งหลายคอยดูอยู่   คิดว่าท่านจะบวมขึ้นหรือจะล้มลงตายทันที   แต่ครั้นเขาคอยดูอยู่ช้านานมิได้เห็นท่านเป็นอะไร   เขาจึงกลับถือว่าท่านเป็นพระ  
7 เจ้าแห่งเกาะนั้นชื่อปูบลิอัส   มีไร่นาอยู่ใกล้ตำบลนั้น   ท่านได้ต้อนรับเลี้ยงดูพวกเราไว้อย่างดีสามวัน  8 ฝ่ายบิดาของปูบลิอัสนั้นนอนป่วยอยู่   เป็นไข้และเป็นบิด   เปาโลจึงเข้าไปหาท่าน   อธิษฐานแล้ววางมือบนท่านรักษาให้หาย
9 ครั้นทำอย่างนั้นแล้ว   คนอื่นๆที่เกาะนั้นซึ่งมีโรคต่างๆก็มาหา   และเขาก็หายด้วย
10 เขาทั้งหลายจึงให้เกียรติพวกเราหลายประการ   เมื่อเราจะแล่นเรือไปจากที่นั่น   เขาจึงนำสิ่งของที่เราต้องการมาใส่เรือ
11 ครั้นล่วงไปสามเดือน   พวกเราจึงลงเรือกำปั่นซึ่งมาจากเมืองอเล็กซานเดรีย   และค้างอยู่ที่เกาะนั้นในฤดูหนาว   กำปั่นลำนั้นมีรูปราศี   “มิถุน”(แปลว่า  คนคู่)    เป็นเครื่องหมาย
12 พวกเราแวะที่เมืองไซราคิ้วส์จอดอยู่ที่นั่นสามวัน
13 เราออกจากที่นั่นอ้อมไปยังเมืองเรยีอูม   ครั้นรุ่งขึ้นลมทิศใต้ก็พัดมา   วันที่สองจึงมาถึงเมืองโปทิโอลี
14 เราพบพวกพี่น้องที่นั่น   และเขาเชิญเราให้หยุดพักอาศัยอยู่กับเขาเจ็ดวัน   แล้วเราจึงไปถึงกรุงโรม

สาวกที่พลีชีพเพื่อพระคริสต์

สาวกยุคแรก ยอมสละชีวิตของตนเพื่อการประกาศพระคริสต์

จะถูกสังหารแทบทั้งสิ้น

มัทธิว 26:35
เปโตรทูลพระองค์ว่า
“ถึงแม้ข้าพระองค์ จะต้องตาย กับพระองค์
ข้าพระองค์ก็จะไม่ปฏิเสธพระองค์เลย”
เหล่าสาวกก็ทูลเช่นนั้นเหมือนกันทุกคน

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สิ่งก่อสร้างที่ติดหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีอยู่ในพระคัมภีร์ด้วยนะ

หากท่านอ่านหนังสือ "กิจการของอัครทูต" อาจจะพบเหตุการณ์ และชื่อเทพเจ้าของกรีก-โรมัน และที่สำคัญ มีอยู่ 2 แห่งที่สาวกของพระเยซูเคยไปเกี่ยวข้องโดยตรง มีสถานที่แห่งใดบ้างลองดูครับ

คนแต่งเรื่องเทพนิยายกรีก คือโฮเมอร์ครับ เป็นศิลปินตาบอด
ข้อพระคัมภีร์ยืมมาใช้ครับ เพราะดูเหมาะดี

วิหารแห่งเทพซุส อยู่ในสมัยพระคัมภีร์ด้วย
นี่คือ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

เรื่องของ ซุส (โรมันเรียก จูปิเตอร์) ก็อยู่ในหนังสือกิจการ

เทพเจ้ากรีก ถูกแปลงให้เป็นเทพเจ้าของโรมันด้วย
ด้วยการแสนง่าย คือเปลี่ยนชื่อ

เปาโลและบารนาบัส ถูกเรียกว่าเทพเจ้า
เพราะทำการมหัศจรรย์ต่อหน้าที่สาธารณะ

เทพีอาร์เทมิส (โรมันเรียก ไดอาน่า) ก็อยู่ในหนังสือกิจการ

เป็นอีกแห่งที่ติดอันดับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก


วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ที่ตั้งของพระวิหารหลังที่สาม ทั้ง 3 ทฤษฎี

หลังจากที่คำพยากรณ์ของรับไบพลากไปว่าพระวิหารหลังที่สาม จะถูกสร้างขึ้นหลังจากธรรมศาลาเฮอวาถูกซ่อมสร้างขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2010 แต่ก็เลยมาแล้วสร้างปี และในวันที่ 26 สิงหาคม 2012 ก็จะครบรอบข่าวเรื่องการสร้างพระวิหารของชาวเมสัน (26 สค.1909) จึงนำภาพทฤษฎีที่ตั้งพระวิหารมาให้ชมกันครับ

ทฤษฎีแรก ที่ตั้งเดิมพระวิหารซ้อนทับกับโดมศิลา

ทฤษฎีนี้ พระวิหารอิงกับกำแพงร้องไห้ที่ยังเหลืออยู่

ทฤษฎีนี้อิงประตูทองคำทางทิศตะวันออก

ภาพนี้จะมองเห็นว่าประตูทองคำชัดเจน

หากเกิดสนธิสัญญา ภาพนี้ก็จะเกิดขึ้น

สันติสุขในเยรูซาเล็ม

ประตูทองคำที่เคยเปิด ตอนนี้ปิดสนิท

ประตูทองคำในปัจจุบัน

นี่แหละครับ ต้องไปให้ถึงที่

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เยี่ยมโบสถ์เจริญกรุงไมตรีจิตร

อาทิตย์ที่ 5 สค. มาเยี่ยมโบสถ์เจริญกรุง เพราะอ.ดุสิตมาเทศน์ที่นี่

เพลงพิเศษด้วยเครื่องสาย

บรรยากาศในโบสถ์ครับ