พบกันวันที่ 30 พฤษภาคม 2015 ที่ บางกอกคริสเตียนเกสต์เฮ้าส์ ศาลาแดง
กับสัมมนา "เอเสเคียล" บทที่ 1-24
ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558
วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558
วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ดูหนัง ดูละคร ย้อนดูพระคัมภีร์ : Exodus Gods and Kings
ฉากสงครามระหว่างอียิปต์กับฮิตไทต์ แม้ไม่พบเรื่องนี้ในพระคัมภีร์ แต่ในประวัติศาสตร์จริงมีกล่าวเอาไว้
ฉากภัยพิบัติ ก็โอเค สมเหตุสมผล แต่กลับรู้สึกธรรมดา
เหตุและผลของการที่โมเสสออกจากอียิปต์และกลับมา ดูรวมๆ ก็โอเค แต่ขัดใจคนอ่านพระคัมภีร์ เพราะอ่านแล้วอินมากกว่า ซึ่งพอสรุปได้ว่ามีการเขียนบทใหม่แทบทุกเรื่อง และลดบทบาทตัวละครอย่าง "อาโรน, มีเรียม, โยชูวา" ไปอย่างที่แทบจะไม่ได้พูดอะไรเลย ผมว่าผู้สร้างคงต้องการเน้นเรื่องราวระหว่าง "โมเสส" และ "ราเมเสส" ฟาโรห์แห่งอียิปต์มากจนลดบทบาทตัวละครอื่น
ฉากโมเสสคุยกับทูตสวรรค์ที่เป็นเด็ก ก็พอรับได้ แต่ขาดความน่าเลื่อมใสศรัทธาไปมาก
เมื่อเอาไปเทียบกับเวอร์ชั่นการ์ตูนอย่าง "Prince of Egypt" แล้ว ดูการ์ตูนสนุกกว่า ดราม่ากว่าเยอะ แล้วก็ขนลุกกว่าด้วย เวอร์ชั่นนี้จึงเล่าเรื่องสมจริงเกินไป จนเรื่องที่ดูแล้วความประทับใจหายไป
กลายเป็นว่าดูแล้วเฉยๆ เพราะเนื้อหาเดาได้อยู่แล้ว คงเพียงตื่นเต้นกับฉากน้ำทะเลแดงแห้งลงเหมือนตอนก่อนเกิดซึนามิ แล้วคลื่นยักษ์ก็ไหลย้อนกลับมาท่วมกองทัพอียิปต์ ก็ดูสมจริงดี
สรุปแล้วเวอร์ชั่นนี้ดูแค่เทคนิค และดูเอามันส์เพียงเท่านั้นครับ ไม่ถึงกับผิดหวังมากนัก เพราะไม่ได้หวังอะไรตั้งแต่แรก... ใครที่ชอบดูหนังแนวสมจริง (Realistic) คงไม่ผิดหวังแน่ๆ แต่ถ้าเน้นศรัทธาเพราะหนังคงต้องผิดหวังไปบ้าง ก็แล้วแต่ครับ
วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
บุคคลที่โลกลืม ในเทศกาลคริสตมาส
![]() |
| ซีซาร์ ออกัสตัส จักรพรรดิ์องค์แรกของโรมัน |
มีบุคคลอยู่ 2 ประเภทเท่านั้นที่ผู้คนไม่ค่อยนึกถึงนั่นก็คือ...
- ผู้ทำให้เกิดวันคริสตมาส
- ผู้ที่ขอให้เกิดวันคริสตมาส
อ่านถึงตรงนี้ก็คงงงต่อไปอีก อ้าว มีคนทำให้เกิดวันคริสตมาสด้วยเหรอ แล้วใครกันที่ขอให้เกิดวันคริสตมาส
ผมเฉลยเลยแล้วกันครับ ดูภาพและข้อพระคัมภีร์ประกอบได้เลย อยู่ใน ลูกา บทที่ 2
- อยู่มาคราวนั้น มีรับสั่งจากจักรพรรดิออกัสตัสให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน
- นี่เป็นครั้งแรกที่มีการจดทะเบียนสำมะโนครัว เกิดขึ้นในสมัยที่คีรินิอัสเป็นเจ้าเมืองซีเรีย
- คนทั้งหลายต่างก็ไปจดทะเบียนที่เมืองของตน
- โยเซฟก็เดินทางจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี ไปที่เมืองของดาวิดชื่อเบธเลเฮมในแคว้นยูเดียด้วย เพราะว่าเขาเป็นวงศ์วานและเชื้อสายของดาวิด
- เขาไปจดทะเบียนพร้อมกับมารีย์หญิงที่เขาหมั้นไว้แล้วและกำลังตั้งครรภ์
- ขณะเขาทั้งสองอยู่ที่นั่น ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะคลอดบุตร
- นางจึงคลอดบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างในโรงแรมสำหรับพวกเขา
การจดทะเบียนสำมะโนครัวของออกัสตัสทำให้มารีย์และโยเซฟต้องเดินทางมาที่เบธเลเฮม ซึ่งตรงตามคำพยากรณ์โบราณ (เหลือเชื่อเลยใช่ไหมครับ) วันคริสตมาสจึงเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ด้วยเหตุผลดังกล่าว...
ส่วนคนที่ขอให้เกิดวันคริสตมาส อยู่ในลูกาบทที่ 2 เหมือนกัน
![]() |
| สิเมโอน และนางอันนา |
25 มีชายคนหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็มชื่อสิเมโอน เป็นคนชอบธรรมและยำเกรงพระเจ้า ท่านคอยเวลาที่พวกอิสราเอลจะได้รับการปลอบโยนใจ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็สถิตกับท่าน
26 พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงแก่ท่านว่าท่านจะไม่ตายจนกว่าจะได้เห็นพระคริสต์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
27 เมื่อสิเมโอนเข้าไปในบริเวณพระวิหารโดยการทรงนำของพระวิญญาณ และขณะที่บิดามารดานำพระกุมารเยซูเข้าไปเพื่อจะทำต่อพระกุมารตามธรรมเนียมของธรรมบัญญัตินั้น
28 สิเมโอนเข้าไปอุ้มพระกุมาร และสรรเสริญพระเจ้าว่า
29 “ข้าแต่องค์เจ้านาย บัดนี้ขอทรงให้ทาสของพระองค์ไปเป็นสุข
ตามพระดำรัสของพระองค์
30 เพราะว่าตาของข้าพระองค์ได้เห็นความรอดของพระองค์แล้ว
31 ซึ่งพระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ต่อหน้าชนชาติทั้งหลาย
32 เป็นความสว่างที่ส่องแก่คนต่างชาติณ
และเป็นศักดิ์ศรีของพวกอิสราเอลชนชาติของพระองค์”
33 ส่วนบิดามารดาของพระกุมารนั้นก็ประหลาดใจเพราะถ้อยคำที่ท่านกล่าวถึงพระกุมาร
34 แล้วสิเมโอนก็อวยพรเขา แล้วกล่าวแก่นางมารีย์มารดาพระกุมารนั้นว่า “นี่แน่ะ พระกุมารนี้ได้รับการเลือกสรรเพื่อเป็นเหตุให้หลายคนในพวกอิสราเอลล้มลงหรือลุกขึ้น และจะเป็นหมายสำคัญที่คนจะปฏิเสธ
35 เพื่อที่ว่าความคิดในใจของคนจำนวนมากจะปรากฏแจ้ง ถึงหัวใจของท่านเองก็จะถูกดาบแทงทะลุด้วย”
36 มีผู้เผยพระวจนะหญิงคนหนึ่งชื่ออันนา เป็นบุตรีของฟานูเอลในเผ่าอาเชอร์ นางชรามากแล้ว นางอยู่กับสามีได้เพียงเจ็ดปีหลังจากแต่งงาน
37 แล้วก็เป็นม่ายมาจนถึงอายุแปดสิบสี่ปี นางไม่เคยออกไปจากบริเวณพระวิหารเลย แต่อยู่นมัสการถืออดอาหารและอธิษฐานทั้งกลางวันกลางคืน
38 ในขณะนั้น ผู้หญิงคนนี้ก็เข้ามาขอบพระคุณพระเจ้าและกล่าวถึงพระกุมารให้คนทั้งหลายที่คอยการทรงไถ่กรุงเยรูซาเล็มฟัง
2 คนนี้รอผู้ที่มากำเนิดเป็นเมสสิยาฺห์ และท่านก็ได้เห็นจริงๆ ตามความหวังใจที่รอคอย หรือจะเรียกได้ว่าขอให้เกิดวันนั้นเร็วๆ ก่อนที่เขาจะตาย...
ส่วนคนที่ทำให้เกิดเทศกาลคริสตมาส คือ Dionysius Exiguus ในปี 525 เขากำหนดให้วันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันประสูติของพระเยซู และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเทศกาลคริสตมาส
| เทศกาลคริสตมาส เริ่มฉลองครั้งแรกใน ปี คศ. 525 และนับปี คศ. 0 เป็นปีเกิดของพระคริสต์ |
วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557
"พระวิหารหลังที่ 3 กำลังถูกสร้างขึ้น" โฆษณาที่แฝงนัยยะ
บทความโดย Chana Chaiprasert
- ชายชราผู้อ่านโทราห์เป็นผู้ที่เข้าใจความเป็นไป
- ขณะที่เด็ก 3 คนเล่นบอล เกี่ยวกับความเป็นไปของโลก
- เด็ก 6 คนเกี่ยวกับศาสนา ร้องเพลงกันอยู่
- เด็ก 3 คนเป้นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ใส่เสื้อสีฟ้าคืออิสราเอล กับเสื้อสีธงชาติปาเลสไตน์ และ มีคนห้ามคอยไกล่เกลี่ย คือนานาชาติ ตัวเล็กๆ
คนเล่นฟุตบอลเห็นก่อน หลังฟุตบอลโลก แปลว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่
(ลายฟุตบอลก้เป็นลายฟุตบอลโลกอัพเดท)
- ศาสนาก็หยุดและวิ่งไปดู สงครามการเมืองก็หยุดและวิ่งไปดู
- แต่ไม่ใช่เรื่องประหลาดใจของชราชราผู้รู้คนนั้นเลย เพราะสิ่งที่เขารู้จะปรากฎอยู่แล้ว
เด็กที่มาหาชายชรา คือเด็กใส่เสื้อลายธงปาเลสไตน์ กับเด็กศาสนา
- การรวมกันของศาสนากับการเมืองเข้าด้วยกัน เป็นสันติภาพ เชิญผู้รู้ไปดูเรื่องราว ชายชราผู้หยั่งรู้เรื่องราว คือ? นั่นละ เขาล่ะ
เป็นโฆษณาของ "สถาบันพระวิหาร" ที่เยรูซาเล็ม
- ชายชราผู้อ่านโทราห์เป็นผู้ที่เข้าใจความเป็นไป
- ขณะที่เด็ก 3 คนเล่นบอล เกี่ยวกับความเป็นไปของโลก
- เด็ก 6 คนเกี่ยวกับศาสนา ร้องเพลงกันอยู่
- เด็ก 3 คนเป้นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ใส่เสื้อสีฟ้าคืออิสราเอล กับเสื้อสีธงชาติปาเลสไตน์ และ มีคนห้ามคอยไกล่เกลี่ย คือนานาชาติ ตัวเล็กๆ
คนเล่นฟุตบอลเห็นก่อน หลังฟุตบอลโลก แปลว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่
(ลายฟุตบอลก้เป็นลายฟุตบอลโลกอัพเดท)
- ศาสนาก็หยุดและวิ่งไปดู สงครามการเมืองก็หยุดและวิ่งไปดู
- แต่ไม่ใช่เรื่องประหลาดใจของชราชราผู้รู้คนนั้นเลย เพราะสิ่งที่เขารู้จะปรากฎอยู่แล้ว
เด็กที่มาหาชายชรา คือเด็กใส่เสื้อลายธงปาเลสไตน์ กับเด็กศาสนา
- การรวมกันของศาสนากับการเมืองเข้าด้วยกัน เป็นสันติภาพ เชิญผู้รู้ไปดูเรื่องราว ชายชราผู้หยั่งรู้เรื่องราว คือ? นั่นละ เขาล่ะ
เป็นโฆษณาของ "สถาบันพระวิหาร" ที่เยรูซาเล็ม
วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ถามมาตอบไป ยอห์น 3:5 และ 1 ยอห์น 5:6-8 เรื่อง "น้ำ" คืออะไรในทั้ง 2 บทนี้?
ตอบ ในยน. 3:5 บรรยายว่า ...พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้...
และใน 1 ยน. 5:6-8 นี่แหละคือผู้ที่ได้มาโดยน้ำและพระโลหิต คือพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ด้วยน้ำสิ่งเดียว แต่ด้วยน้ำและพระโลหิต และพระวิญญาณทรงเป็นพยานเพราะพระวิญญาณทรงเป็นความจริง มีพยานอยู่สามประการด้วยกัน คือพระวิญญาณ น้ำ และพระโลหิต และพยานทั้งสามนี้สอดคล้องกัน
ทั้ง 2 บทนี้ กล่าวถึง "น้ำ" เหมือนกัน ขออธิบายตามบริบทว่า ในหนังสือยอห์น พระเยซูกำลังกล่าวถึงการบัพติศมาในน้ำของยอห์นผู้ให้บัพติศมาในแม่น้ำจอร์แดน แม้แต่พระเยซูเองก็เคยรับ ซึ่งต่อมาการรับ "บัพติศมาในน้ำ" จึงเป็นดังสัญลักษณ์ของการกลับใจใหม่ และสาวกของพระเยซูก็ทำเช่นเดียวกับยอห์น พระเยซูได้อธิบายเรื่องนี้แก่ "นิโคเดมัส" เรื่องการบังเกิดใหม่
ในแง่กายภาพ ตอนมนุษย์เราเกิดใหม่ก็อยู่ในท้องของมารดา ก็ยังอยู่ใน "น้ำคร่ำ" ซึ่งอาจทำให้ตีความแบบนี้ก็ได้
ส่วนการบังเกิดจากพระวิญญาณหมายถึงการเกิดฝ่ายวิญญาณ เป็นการเปลี่ยนแปลงใหม่โดยอำนาจของพระเจ้าในชีวิตของผู้เชื่อ
ใน 1 ยน. 5:6-8 “น้ำ” อาจเป็นสัญลักษณ์ของการรับบัพติศมาของพระเยซู ขณะพระเยซูทรงเริ่มพระราชกิจ “พระโลหิต” เป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู (พระราชกิจของพระองค์สำเร็จ) ส่วน “พระวิญญาณ” นั้นเป็นผู้ที่สอนให้เรารู้ถึงความจริงเรื่องพระเยซูคริสต์ สาเหตุที่ผู้เขียนเน้นเรื่อง “พระโลหิต” เพราะต้องการคัดค้านคำสอนเท็จที่ว่า “พระเยซูผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนไม่ใช่พระเจ้า”
อธิบายเพิ่มเติมเรื่อง "น้ำ"
ในยุคปฐมกาล แผ่นดินถูกสาปหลังจากอาดัมทำบาป สัตว์พลอยโดนไปด้วย มีแต่ "น้ำ" ที่ไม่โดน รวมถึงสัตว์น้ำ
พระเจ้าใช้ "น้ำ" ล้างโลกครั้งหนึ่ง เพื่อชำระบาปของมนุษย์ในสมัยโนอาห์
"เอลีชา" แนะนำให้ผู้บัญชาการกองทัพของพระราชาประเทศซีเรียนามว่า "นาอามาน" ไปล้างโรคเรื้อน ที่แม่น้ำจอร์แดนถึง 7 ครั้ง เขาก็หายสะอาดดี
"ยอห์น" ก็ใช้วิธีนี้กับผู้คนที่ต้องการกลับใจใหม่ที่ "แม่น้ำจอร์แดน" บัพติศมา พิธีที่ใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการที่พระเจ้าทรงให้อภัยคนบาป
และใน 1 ยน. 5:6-8 นี่แหละคือผู้ที่ได้มาโดยน้ำและพระโลหิต คือพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ด้วยน้ำสิ่งเดียว แต่ด้วยน้ำและพระโลหิต และพระวิญญาณทรงเป็นพยานเพราะพระวิญญาณทรงเป็นความจริง มีพยานอยู่สามประการด้วยกัน คือพระวิญญาณ น้ำ และพระโลหิต และพยานทั้งสามนี้สอดคล้องกัน
ทั้ง 2 บทนี้ กล่าวถึง "น้ำ" เหมือนกัน ขออธิบายตามบริบทว่า ในหนังสือยอห์น พระเยซูกำลังกล่าวถึงการบัพติศมาในน้ำของยอห์นผู้ให้บัพติศมาในแม่น้ำจอร์แดน แม้แต่พระเยซูเองก็เคยรับ ซึ่งต่อมาการรับ "บัพติศมาในน้ำ" จึงเป็นดังสัญลักษณ์ของการกลับใจใหม่ และสาวกของพระเยซูก็ทำเช่นเดียวกับยอห์น พระเยซูได้อธิบายเรื่องนี้แก่ "นิโคเดมัส" เรื่องการบังเกิดใหม่ในแง่กายภาพ ตอนมนุษย์เราเกิดใหม่ก็อยู่ในท้องของมารดา ก็ยังอยู่ใน "น้ำคร่ำ" ซึ่งอาจทำให้ตีความแบบนี้ก็ได้
ส่วนการบังเกิดจากพระวิญญาณหมายถึงการเกิดฝ่ายวิญญาณ เป็นการเปลี่ยนแปลงใหม่โดยอำนาจของพระเจ้าในชีวิตของผู้เชื่อ
ใน 1 ยน. 5:6-8 “น้ำ” อาจเป็นสัญลักษณ์ของการรับบัพติศมาของพระเยซู ขณะพระเยซูทรงเริ่มพระราชกิจ “พระโลหิต” เป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู (พระราชกิจของพระองค์สำเร็จ) ส่วน “พระวิญญาณ” นั้นเป็นผู้ที่สอนให้เรารู้ถึงความจริงเรื่องพระเยซูคริสต์ สาเหตุที่ผู้เขียนเน้นเรื่อง “พระโลหิต” เพราะต้องการคัดค้านคำสอนเท็จที่ว่า “พระเยซูผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนไม่ใช่พระเจ้า”
อธิบายเพิ่มเติมเรื่อง "น้ำ"
ในยุคปฐมกาล แผ่นดินถูกสาปหลังจากอาดัมทำบาป สัตว์พลอยโดนไปด้วย มีแต่ "น้ำ" ที่ไม่โดน รวมถึงสัตว์น้ำ
พระเจ้าใช้ "น้ำ" ล้างโลกครั้งหนึ่ง เพื่อชำระบาปของมนุษย์ในสมัยโนอาห์
| น้ำท่วมโลกครั้งแรก |
"เอลีชา" แนะนำให้ผู้บัญชาการกองทัพของพระราชาประเทศซีเรียนามว่า "นาอามาน" ไปล้างโรคเรื้อน ที่แม่น้ำจอร์แดนถึง 7 ครั้ง เขาก็หายสะอาดดี
![]() |
| นาอามานมีผิวพรรณสะอาดเหมือนเด็ก เมื่อจุ่มในแม่น้ำถึง 7 ครั้ง |
"ยอห์น" ก็ใช้วิธีนี้กับผู้คนที่ต้องการกลับใจใหม่ที่ "แม่น้ำจอร์แดน" บัพติศมา พิธีที่ใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการที่พระเจ้าทรงให้อภัยคนบาป
![]() |
| แม้แต่พระเยซูเองก็ยังรับพัพติศมาในแม่น้ำจอร์แดนด้วย |
วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
เจาะโลกอดีต "เอเฟซัส"
วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วลีคาใจ "อย่าขาดการประชุม" จากฮีบรู บทที่ 10 หมายความว่ายังไงกันแน่?
มีคนถามผมเรื่องนี้หลายคน และยังเป็นประเด็นต่อเนื่องยาวนาน การตึความมักจะตีเข้าสู่ยุคปัจจุบัน แต่ในบริบทของ "ฮีบรู บทที่ 10" กล่าวถึงการเตรียมตัวรอคอยการเสด็จกลับมาครั้งที่ 2 ของพระคริสต์ "...แต่จงตักเตือนกัน จงกระทำเช่นนี้ให้มากยิ่งขึ้น...วันนั้นใกล้เข้ามาถึงแล้ว" (ข้อ 25)
ถ้าที่ประชุมที่ว่า ไม่เคยสอนหรือรอคอย "การเสด็จกลับมาครั้งที่ 2 ของพระคริสต์" การประชุมนั้นจะ "ใช่" ตามที่หนังสือฮีบรูเอ่ยถึงหรือไม่?
การขาดการประชุมในที่นี้ หมายถึงการไปพระวิหารของชาวยิวปีละ 1 ครั้ง แต่ใน "ฮีบรู" หมายถึง การเข้าเฝ้าพระคริสต์ "...โดยทางใหม่ที่ให้ชีวิตซึ่งพระองค์ทรงเปิดไว้ให้เราผ่านทะลุม่านเข้าไป..." (ข้อ 20)
การตีความเป็นการประชุมในคริสตจักร จึงเป็นการตีความแบบกว้างๆ ที่สำคัญคือการมีความสัมพันธ์กับพระคริสต์ (หรือพี่น้องในพระคริสต์) มากกว่า (ลองพิจารณากันดูนะครับ)
ในแง่ "สมาชิก" การถูกเรียกร้องเช่นนั้นถือว่าพึงควร แต่ในแง่ของ "สาวก" ถือว่าเป็นด้วยใจสมัคร การเตือนในฮีบรู เป็นการเตือนว่าอย่ากลับไปกลับมา โลเล ในวิถีเก่า (ยิว) ส่วนใหญ่เอาแต่ท่อนแรก ท่อนหลังไม่ค่อยพูด เพราะเวลาของการกลับมาของพระคริสต์ใกล้เข้ามา ทุกที นี่ถ้าเราทำทุกที่ให้เป็นที่ประชุม ก็เท่ากับเรายิ่งเข้าใกล้พระคริสต์มากขึ้นทุกวัน นอกเหนือจากวันอาทิตย์ที่หลายคนยึดติดเอาไว้
ถ้าที่ประชุมที่ว่า ไม่เคยสอนหรือรอคอย "การเสด็จกลับมาครั้งที่ 2 ของพระคริสต์" การประชุมนั้นจะ "ใช่" ตามที่หนังสือฮีบรูเอ่ยถึงหรือไม่?
การขาดการประชุมในที่นี้ หมายถึงการไปพระวิหารของชาวยิวปีละ 1 ครั้ง แต่ใน "ฮีบรู" หมายถึง การเข้าเฝ้าพระคริสต์ "...โดยทางใหม่ที่ให้ชีวิตซึ่งพระองค์ทรงเปิดไว้ให้เราผ่านทะลุม่านเข้าไป..." (ข้อ 20)
การตีความเป็นการประชุมในคริสตจักร จึงเป็นการตีความแบบกว้างๆ ที่สำคัญคือการมีความสัมพันธ์กับพระคริสต์ (หรือพี่น้องในพระคริสต์) มากกว่า (ลองพิจารณากันดูนะครับ)
ในแง่ "สมาชิก" การถูกเรียกร้องเช่นนั้นถือว่าพึงควร แต่ในแง่ของ "สาวก" ถือว่าเป็นด้วยใจสมัคร การเตือนในฮีบรู เป็นการเตือนว่าอย่ากลับไปกลับมา โลเล ในวิถีเก่า (ยิว) ส่วนใหญ่เอาแต่ท่อนแรก ท่อนหลังไม่ค่อยพูด เพราะเวลาของการกลับมาของพระคริสต์ใกล้เข้ามา ทุกที นี่ถ้าเราทำทุกที่ให้เป็นที่ประชุม ก็เท่ากับเรายิ่งเข้าใกล้พระคริสต์มากขึ้นทุกวัน นอกเหนือจากวันอาทิตย์ที่หลายคนยึดติดเอาไว้
![]() |
| ฝั่งซ้ายของคาทอลิก ฝั่งขวาฉบับฟื้นฟู |
![]() |
| ตาทอลิกแปลแบบนี้ |
![]() |
| เล็งถึงการกลับมาอีกครั้ง |
![]() |
| ฉบับฟื้นฟู |
![]() |
| ตีความตรงไปตรงมาตามบริบท ไม่เกี่ยวกับการประชุมในยุคปัจุบัน |
วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วิหาร "อาร์เทมิส" แห่ง "เอเฟซัส"
Cult Prostitute คือวิธีการของคนยุคโบราณที่ใช้การล่วงประเวณีเป็นสัญลักษณ์ของการบูชาความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง มีหลากหลายอาณาจักร โดยเริ่มต้นตั้งแต่สมัยสุเมเรียน หรือบาบิโลเนียเลยทีเดียว
| ธรรมบัญญัติของชาวยิวกล่าวห้ามไว้อย่างชัดเจน |
| วิหารของอาร์เทมิสอยู่ที่ถนนหน้าเมืองเอเฟซัส |
| ใหญ่กว่าวิหารเพนทานอนถึง 4 เท่า |
| เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ |
| ในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าได้เตือนคนของพระองค์ให้ระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้ |
ความหมายของยุทธภัณฑ์ (เอเฟซัส บทที่ 6) มาจากชุดของ "กลาดิเอเตอร์"
หนึ่งในนักสู้ที่ผ่านสังเวียนแห่งนี้มามากมาย ชื่อของ "เวรัส" กลับเป็นนักสู้เพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
"เวรัส" เกิดมาเป็นเสรีชน แต่เขาถูกจับในปี ค.ศ. 76 ที่ชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักรโรม เขาถูกนำตัวกลับมายังอิตาลีและถูกบังคับให้เป็นทาส "เวรัส" ทำงานอยู่ในเหมืองหนึ่งปีก่อนจะฉวยโอกาสหนีจากการงานอันตรากตรำของทาสในเหมืองหิน และถูกนำไปเป็นนักสู้ฝึกหัด
เขาเข้ารับการฝึกเพื่อจะเรียนรู้เทคนิคอันซับซ้อน และต้องใช้ฝีมืออย่างสูงของนักสู้กลาดิเอเตอร์ "เวรัส" หล่อหลอมมิตรภาพกับนักสู้ฝึกหัดคนอื่นๆ และเรียนรู้ว่าชีวิตของกลาดิเอเตอร์นั้นอาจจะโสมม ป่าเถื่อน แต่เขาก็เรียนรู้เช่นกันว่าหากมีโชค ฝีมือและความกล้าหาญสุดหัวใจ นักสู้ในสังเวียนก็สามารถโด่งดัง ร่ำรวย ดึงดูดสตรีมากมายให้มาหลงใหล ในที่สุดเวรัสก็สามารถไต่อันดับขึ้นมาและกลายเป็นนักสู้ในสังเวียนที่โด่งดังจนได้
ซึ่งรวมถึง "มูร์มิลลอส" ที่ถือโล่ขนาดใหญ่และดาบเล่มยาว "ธราเชียน" ซึ่งต่อสู้เหมือนคนกรีก และ "เรทาริอัส" ซึ่งใช้แหและสามง่ามเป็นอาวุธ
แม้ว่านักสู้ในสังเวียนส่วนมากจะเป็นทาส แต่ไม่ใช่ทุกคน เพราะเมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 2 นักสู้กลาดิเอเตอร์มากกว่า 1 ใน 3 เป็นคนที่สมัครใจเข้ามา โดยมีชื่อเสียงและความมั่งคั่งเป็นสิ่งล่อใจ และการต่อสู้ทุกครั้งก็ไม่ได้จบลงด้วยความตายเสมอไป พวกเขามีโอกาสที่ดีที่จะเอาชีวิตรอด และหลายคนก็อำลาสังเวียนไปหลังจากประสบความสำเร็จในอาชีพนี้
สำหรับคนที่เสียชีวิตพวกนักสู้ในสังเวียนได้ร่วมกันตั้งชมรมฌาปนกิจสงเคราะห์ เพื่อจ่ายเงินสำหรับการทำศพแก่นักสู้ที่เสียชีวิต พวกเขาเชื่อว่าถ้าไม่มีการทำศพอย่างถูกต้อง ผู้ที่ตายจะถูกสาปให้เร่ร่อนเป็นผีอยู่ในโลกตลอดไป
ซึ่งรวมถึง "มูร์มิลลอส" ที่ถือโล่ขนาดใหญ่และดาบเล่มยาว "ธราเชียน" ซึ่งต่อสู้เหมือนคนกรีก และ "เรทาริอัส" ซึ่งใช้แหและสามง่ามเป็นอาวุธ
แม้ว่านักสู้ในสังเวียนส่วนมากจะเป็นทาส แต่ไม่ใช่ทุกคน เพราะเมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 2 นักสู้กลาดิเอเตอร์มากกว่า 1 ใน 3 เป็นคนที่สมัครใจเข้ามา โดยมีชื่อเสียงและความมั่งคั่งเป็นสิ่งล่อใจ และการต่อสู้ทุกครั้งก็ไม่ได้จบลงด้วยความตายเสมอไป พวกเขามีโอกาสที่ดีที่จะเอาชีวิตรอด และหลายคนก็อำลาสังเวียนไปหลังจากประสบความสำเร็จในอาชีพนี้
สำหรับคนที่เสียชีวิตพวกนักสู้ในสังเวียนได้ร่วมกันตั้งชมรมฌาปนกิจสงเคราะห์ เพื่อจ่ายเงินสำหรับการทำศพแก่นักสู้ที่เสียชีวิต พวกเขาเชื่อว่าถ้าไม่มีการทำศพอย่างถูกต้อง ผู้ที่ตายจะถูกสาปให้เร่ร่อนเป็นผีอยู่ในโลกตลอดไป
| มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ามีที่เมืองเอเฟซัสด้วย |
| กลาดิเอเตอร์ เกิดขึ้นในสมัยอาณาจักรโรมัน |
| สิ่งที่เปาโลบรรยายในเอเฟซัส มาจากชุดของ "กลาดิเอเตอร์" |
เปาโลนำเรื่องนี้มายกตัวอย่างในจดหมายฝากเอเฟซัส เพื่อให้คริสเตียนในยุคนั้นมีใจกล้าหาญเหมือนนักสู้กลาดิเอเตอร์ และสิ่งสำคัญของชุดนักสู้ก็คือไม่มีเครื่องป้องกันหลัง ซึ่งต้องสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง เพราะเมื่อลงสนามแล้วจะเลิกสู้ไม่ได้
จงอธิษฐานในพระวิญญาณทุกเวลาโดยการอธิษฐานและการวิงวอนทุกๆ อย่าง เพราะเหตุนี้จงเฝ้าระวังด้วยความเพียรและด้วยการวิงวอนเผื่อธรรมิกชนทุกคนอยู่เสมอ (อฟ. 6:18)
วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Transcendence 'คอมพ์สมองคนพิฆาตโลก'
Transcendence
'คอมพ์สมองคนพิฆาตโลก ก่อนดูเข้าใจว่าเป็นหนังแนว "แอนตี้ไคร้ส์"
คอมพิวเตอร์มีความคิดแบบมนุษย์ อืมคงน่ากลัว
ดูหนังตัวอย่างแล้วคงแนวนั้นเลย
แต่ เมื่อชมไปเรื่อยๆ ตัวเอกของเรื่องถูกลอบยิง และป่วยจนเกือบตาย สุดท้ายภรรยาและเพื่อนก็ช่วยโหลดความทรงจำของเขาเข้าในระบบคอมพ์จนสำเร็จ
กลุ่มคนที่ต่อต้านเรื่องนี้ก็ตามล่าเขาทุกวิธีทาง จนสุดท้าย FBI ก็ร่วมจัดการด้วย เพราะมองว่าเป็นภัยมากกว่าเป็นเรื่องดี
หนัง พยายามให้คนดูรู้สึกว่าตัวภรรยาเห็นแก่ตัว และคิดผิดในการสร้างคอมพ์นี้ขึ้นมา แต่ในระหว่างเรื่องมีการรักษาคนถูกทำร้ายปางตาย รักษาคนขาพิการ รักษาคนตาบอด และรักษาคนมากมาย จนดูเหมือนว่าคอมพ์นี้จะกลายเป็นพระเจ้าแล้วต้องรีบจัดการซะ
ครับ พวกต่อต้านทำสำเร็จ ตอนเกือบจบ ผมถึงเก็ท ว้าว นี่มันเรื่อง "พระเยซู" เลยนะ พวกปุโรหิตกลัวพระเยซู และกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทพระเจ้า ต้องฆ่าทิ้งซะ
ในเรื่องคอมพ์สมองคนไม่เคยฆ่าใครเลย มีแต่รักษา ส่วนอีกพวก มีแต่ฆ่าทิ้งถ้าดูเป็นอันตราย
สุดท้าย มนุษย์ก็รับผลของการกระทำของตน
แต่ เมื่อชมไปเรื่อยๆ ตัวเอกของเรื่องถูกลอบยิง และป่วยจนเกือบตาย สุดท้ายภรรยาและเพื่อนก็ช่วยโหลดความทรงจำของเขาเข้าในระบบคอมพ์จนสำเร็จ
กลุ่มคนที่ต่อต้านเรื่องนี้ก็ตามล่าเขาทุกวิธีทาง จนสุดท้าย FBI ก็ร่วมจัดการด้วย เพราะมองว่าเป็นภัยมากกว่าเป็นเรื่องดี
หนัง พยายามให้คนดูรู้สึกว่าตัวภรรยาเห็นแก่ตัว และคิดผิดในการสร้างคอมพ์นี้ขึ้นมา แต่ในระหว่างเรื่องมีการรักษาคนถูกทำร้ายปางตาย รักษาคนขาพิการ รักษาคนตาบอด และรักษาคนมากมาย จนดูเหมือนว่าคอมพ์นี้จะกลายเป็นพระเจ้าแล้วต้องรีบจัดการซะ
ครับ พวกต่อต้านทำสำเร็จ ตอนเกือบจบ ผมถึงเก็ท ว้าว นี่มันเรื่อง "พระเยซู" เลยนะ พวกปุโรหิตกลัวพระเยซู และกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทพระเจ้า ต้องฆ่าทิ้งซะ
ในเรื่องคอมพ์สมองคนไม่เคยฆ่าใครเลย มีแต่รักษา ส่วนอีกพวก มีแต่ฆ่าทิ้งถ้าดูเป็นอันตราย
สุดท้าย มนุษย์ก็รับผลของการกระทำของตน
Heaven is for Real หนังน่าสนใจ
เป็นอีกเรื่องที่เพิ่งดูจบไป ทีแรกเข้าใจว่าเรื่องเดียวกับหนังสือที่เคยมีขายในเมืองไทย "สวรรค์นั้นเป็นจริง (Heaven is so Real)" แต่พอมาดู อ้าวคนละเรื่องกัน
![]() |
| คนละเรื่องกับหนังสือเล่มนี้ |
ดูๆ ไปก็ได้ข้อคิดตรงที่ว่า ที่ไปๆ โบสถ์กันน่ะ เชื่อเรื่อง "สวรรค์"
กันจริงๆ ไหม หนังเล่าเรื่องแบบไปเรื่อยๆ ไม่รีบ
และทำให้เห็นบรรยากาศของคริสตจักรชนบทในอเมริกาได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะเรื่องพาลูกมาโรงพยาบาล คงไกลมากๆ กว่าจะเข้าเมืองที...
ใครสนใจลองหามาชมนะครับ น่าสนใจดี และมีตอนท้ายเรื่องกล่าวถึงภาพวาด
"พระเยซู" จากผลงานของเด็กอีกคนด้วยที่ก็ไปสวรรค์เหมือนกัน
![]() |
| ผลงานของ Akiane เด็กหญิงที่ได้ไปสวรรค์เหมื |
![]() |
| เธอวาดภาพพระเยซูที่เธอได้พบเห็น |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
































