ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ทำไม? ยูดาสอิสคาริโอท จึงทรยศพระเยซู

ทำไม? ยูดาสอิสคาริโอท  จึงทรยศพระเยซู 

  ยูดาส (Judas) เมื่อคริสเตียนคนใดได้ยินชื่อนี้ก็เป็นที่รู้จักกันว่าคือ “ผู้ทรยศต่อพระเยซูด้วยการจูบ”  ชื่อนี้เคยเป็นชื่อยอดฮิตในสมัยก่อนคือ “ยูดา (Judah)”  เป็นชื่อ 1 ใน 12 บุตรชายของยาโคบ  และอีกผู้หนึ่งคือ "ยูดาส  มัคคาเบียส (Judas Maccabaeus)" ผู้กู้เอกราชในศตวรรษที่ 12  ก่อนคริสตกาล  ยูดาสจึงเป็นชื่อของวีรบุรุษแห่งอิสราเอล  ดังนั้นจึงมีคนนิยมตั้งชื่อนี้มาก  แต่หลังจากที่พระเยซูถูกตรึงที่กางเขนเป็นต้นมา  ชื่อนี้ไม่มีใครนิยมตั้งชื่อลูกหลานของตนอีกต่อไปเลย  นอกจากวงดนตรีร๊อควงหนึ่งในต่างประเทศ  ได้เอาชื่อนี้ไปตั้งชื่อวงดนตรีของตัวเองคือ วง "ยูดาส พรีสท์ (Judas Priest)"  เข้าใจว่าอยากโปรโมทวงเลยใช้ชื่อที่มันตรงข้ามกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่จะได้เป็นที่น่าสนใจ  (ผู้เขียนเคยชอบฟังเพลงของวงนี้เหมือนกันในสมัยเป็นวัยรุ่นตอนนั้นยังไม่ได้เชื่อในพระเจ้า)  พอพูดถึงวงนี้ก็ทำให้นึกถึงอีกวงหนึ่งคือ “แบล็ค  ซับบาช (Black Sabbath)”  วงนี้มีชื่อเสียงในเมืองไทยเหมือนกันชื่อนี้แปลว่า “สะบาโตสีดำ”  มีอีกมากในเมืองนอกที่ทำอะไรทำนองนี้  แม้ในบ้านเรายังมีเทปเพลงของพวก “ลัทธิซาตาน” ออกมาขายเลยอันนี้ยังไม่เคยฟังไว้จะไปขอยืมพวกที่ฟังแล้วจะมาเล่าสู่กันฟังในคราวต่อไป

ยูดาสอิสคาริโอท  เขาเป็นใครมาจากไหน
ยูดาส  เป็นชาวเมืองเคอริโอท (Kerioth) ซึ่งอยู่ในทางทิศใต้ของกรุงเยรูซาเล็ม  บางทีพ่อแม่ของเขาอาจจะเป็นคนเคร่งครัดในศาสนา  จึงตั้งชื่อบุตรของตนตามชื่อที่มีความหมาย และประวัติที่ดี  เขาคงได้รับการอบรมจากครอบครัวที่ดี  เมื่อเติบโตขึ้นใคร ๆ จึงเรียกเขาว่า "ยูดาส อิสคาริโอท (Judas Iscariot)" เพื่อเป็นเกียรติแก่เมืองของเขา  เช่นเดียวกับพระเยซูที่ถูกเรียกต่อท้ายว่า “ชาวนาซาเร็ธ” ก่อนที่ยูดาสจะพบกับพระเยซู


เขาไม่เคยมีเบื้องหลังอันด่างพร้อยเหมือนมัทธิว (มธ.9:9-13)  เป็นคนเก็บภาษีมีแต่คนเกลียดชัง
ไม่ใจร้อนขี้โมโหเหมือนยากอบเมื่อเห็นชาวบ้านไม่รับรองพระองค์ “พระองค์เจ้าข้า  พระองค์พอพระทัยจะให้ข้าพระองค์ขอไฟลงมาจากสวรรค์เผาผลาญเขาเสีย....” (ลก.9:53-54)
ไม่ใจแคบขี้อิจฉาเหมือนยอห์นเมื่อเห็นคนอื่นขับผีออกในนามพระเยซูแต่ตัวเองทำไม่ได้ (ลก. 9:49-50)
ไม่พูดพล่อย ๆ และเรียกร้องความสนใจเหมือนเปโตร “..ข้าพระองค์พร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ ถึงจะติดคุก หรือถึงความตายก็ดี” (ลก.22:33)
ไม่พูดโอ้อวดเหมือนโธมัส  “พวกเราไปกับพระองค์เถิด เพื่อจะได้ตายด้วยกันกับพระองค์” (ยน.11:16)
ไม่ขี้สงสัยเหมือนฟิลิป  “ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เห็น” (ยน.14:8)
ไม่ชอบพูดเยาะเย้ยดูถูกคนอื่นเหมือน นาธานาเอล  “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเรธได้หรือ” (ยน. 1:46)
(นี่ถ้าจะว่าไปแล้วทุกคนก็ไม่มีดีเหลืออยู่เลย  แต่โดยพระคุณพระเจ้าการไปสวรรค์นั้นไม่ได้อาศัยความดีของใครคนใดคนหนึ่งแต่อาศัยโดยความเชื่อในพระเยซูเท่านั้น)

ยูดาสเป็นบุคคลที่มีนิสัยดีมาแต่เดิม  เป็นผู้นิยมชมชอบพระเยซูมาตั้งแต่เริ่มแรก  มีบุคลิกลักษณะว่าจะเป็นคนสำคัญต่อไปข้างหน้า  และถูกเลือกเป็น 1 ใน 12 สาวกที่พระเยซูทรงเลือก  เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้นำ เขาได้รับหน้าที่เป็นเหรัญญิกดูแลการเงินของกลุ่ม  การที่หมู่คณะไว้ใจในเรื่องนี้ แสดงว่าเขาต้องเป็นคนสัตย์ซื่อไว้ใจได้  รอบคอบ  มีความสามารถ และสติปัญญา  (ถ้าจะพูดคุยถึงเรื่อเงิน ๆ ทอง ๆ มัทธิวน่าจะได้รับตำแหน่งนี้เพราะเขาถนัดด้านนี้ แต่ท่านมีชื่อเสียงไม่ดีมาก่อน)
นี่ถ้ายูดาสไม่ฆ่าตัวตาย และกลับใจใหม่  เราคงจะเรียกยูดาสว่าอาจารย์เป็นแน่แท้  เพราะว่าเขาจัดได้ว่าเป็นบุคคลตัวอย่างได้ดีทีเดียว

แล้วทำไมยูดาสถึงอายัดพระเยซู
มีสาเหตุอันใดที่ทำให้ยูดาอายัดพระเยซู  มัทธิวและมาระโกกล่าวว่า เพราะความโลภเป็นเหตุ “ท่านทั้งหลายจะให้ข้าพเจ้าเท่าไหร่...” (มธ.26:15)  “เขา...สัญญาว่าจะให้เงินแก่ยูดาส”    (มก.14:11)  ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้เลย  ถ้ายูดาสเป็นคนโลภจริง เหตุใดจึงเอาเงินแค่สามสิบเหรียญซึ่งเป็นเงินไม่มาก  แถมภายหลังยังเอาเงินไปคืนอีก  น่าจะมีอะไรมากกว่านั้น  ส่วนลูกาบอกว่า “ซาตานเข้าดลใจยูดาส” (ลก.21:3)  ยอห์นก้กล่าวเช่นเดียวกัน “..ซาตานก็เข้าสิงในใจเขา” (ยน.13:27) ในสมัยก่อนเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เข้าใจยากก็โทษมารไว้ก่อน  คนที่มีความประพฤติผิดปกติก็ว่ามีผีสิง (แม้แต่ในปัจจุบันในประเทศไทยแถวภาคอีสานก็มักจะมีเรื่องเช่นนี้อยู่บ่อย ๆ เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์คือว่ามีผีปอบเข้าสิงบ้างเป็นต้น) ในข้อนี้เราต้องยอมรับว่าเรายังไม่รู้แน่ที่ผู้เขียนพระกิตติคุณเขียนไว้ว่า  “ซาตานดลใจ” มีความหมายว่าอย่างไร  เราทราบกันดีว่าพระเยซูรักษาคนที่ป่วยประเภทนี้มาอย่างมากมาย  เหตุใดพระเยซูไม่ทรงขับผีออกจากยูดาส  พระองค์ไม่ทรงสงสารสาวกคนนี้หรือ

มีนักวิชาการพระคัมภีร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อีกหลายประการด้วยกันคือ

ขวดหินอ่อนที่ใช้ใส่น้ำหอมนารดา
1. ยูดาสอาจไม่พอใจพระเยซูที่มาต่อว่าในเรื่องที่มีหญิงคนหนึ่ง  ซึ่งนำเอาน้ำมันหอมมาชโลมศรีษะแด่พระเยซู  ยูดาสกล่าวว่า “เหตุใด  จึงทำให้ของนี้เสียเปล่า  น้ำมันนั้นถ้าขายก็ได้เงินมาก  แล้วจะแจกให้คนจนก็ได้”  พระเยซูทรงทราบจึงตรัสแก่เขาว่า  “กวนใจหญิงนี้ทำไม  เขาได้กระทำดีแก่เรา...” (มธ.26:8-10) ยูดาสอาจรู้สึกหน้าแตก  พระเยซูที่เขารัก และนับถือไม่น่าจะมาว่าเขาอย่างนี้ต่อหน้าคนอื่นเลย  ทั้ง ๆ ที่เขาหวังดีแท้ ๆ กลับโดนต่อว่า  เขาอาจน้อยใจเลยอยากประชด  เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมายูดาสไม่เคยถูกต่อว่าเลย

2. อาจเป็นเพราะยูดาสอยากให้พระเยซูพิสูจน์พระองค์เองต่อหน้าคนทั้งปวงให้รู้กันไปเลยว่าพระองค์เป็นใคร  ซึ่งยูดาสเห็นการอัศจรรย์มามากมายหลายครั้ง  แต่เมื่อพระองค์ถูกจับกลับไม่โต้ตอบอะไร  ซ้ำยังถูกพิพากษาปรับโทษถึงตาย  ยูดาสคงรู้สำนึกผิดที่มีส่วนทำให้คนบริสุทธิ์อย่างพระเยซูถูกปรับโทษถึงชีวิตก็เลยนำเงินมาคืน (มธ.27:3-10)  แต่พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ไม่รับรู้ใด ๆ ทั้งสิ้น  ยูดาสจึงทิ้งเงินไว้ในพระวิหาร  แล้วไปผูกคอตาย เพื่อแสดงความรับผิดชอบ  ชีวิตแทนชีวิต เพราะรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง

3. ยูดาสอาจต้องการผลักดันก่อให้เกิดการปฏิวัติ (เช่นเดียวกับในอดีตที่ยูดาส มัคคาเบียสได้กระทำไว้เป็นผลสำเร็จ) เพราะช่วงเวลานั้นอิสราเอลตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรโรมัน  ถ้ามีการจับพระเยซูซึ่งดุจดังเป็นผู้นำ  ต้องมีการลุกหือขึ้นต่อสู้เป็นแน่ ยูดาส  คงจะสังเกตเห็นว่าคราวที่พระเยซูเสด็จเข้าเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิตทรงลูกลาเข้ามา  และประชาชนก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีดุจดังต้อนรับกษัตริย์ของพวกเขาเหมือนคราวในอดีตที่ซาโลมอนทรงล่อพระที่นั่งรับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ (1 พกษ.1:38-40) ซึ่งในจำนนสาวกของพระเยซูนั้นก็มีพวกที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองรวมอยู่ด้วยเหมือนกัน  เช่น ซีโมน พรรคชาตินิยม  ในเรื่องนี้สร้างความหวาดวิตกให้แก่พวกมหาปุโรหิต และพวกผู้ใหญ่เช่นกัน “ถ้าเราปล่อยเขาไว้อย่างนี้  คนทั้งปวงจะเชื่อเขา  แล้วพวกโรมก็จะมาทำลายพระวิหาร และชาติของเรา” (ยน.11:45) แต่คายาฟาส กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายไม่รู้อะไรเสียเลย  และไม่รู้ว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย  ถ้าจะให้คนตายเสียคนหนึ่งแทนที่จะให้คนทั้งชาติต้องพินาศ” (ยน.11:50)

4. พระเยซูรู้ตัวก่อนอยู่แล้วว่าจะมีคนทรยศ  โดยคำพยากรณ์จากพระคัมภีร์เดิม ซึ่งอาจจะเป็นใครก็ได้ที่เป็น 1 ใน 12 สาวกซึ่งไม่ได้เจาะจงว่า คือ “ยูดาส”  “แม้ว่าเพื่อนในอกของข้าพระองค์ ผู้ซึ่งข้าพระองค์ไว้วางใจ  ผู้รับประทานอาหารของข้าพระองค์  ก็ยกซ่นเท้าใส่ข้าพระองค์”  (สดุดี 41:9)  และสังเกตได้จากคำอธิษฐานของพระองค์ “เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่กับคนเหล่านั้น  ข้าพระองค์ก็ได้พิทักษ์รักษาพวกเขา  ผู้ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ และข้าพระองค์ได้ปกป้องเขาไว้ และไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเสียไป  นอกจากลูกของความพินาศ  เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม” (ยน.17:12)

บุคลิกลักษณะของมนุษย์สลับซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้  เราจึงไม่อาจอธิบายเหตุผลที่ชัดเจนได้ว่า เหตุใดยูดาสจึงทรยศต่อพระเยซู แต่ก็พอจะสรุปได้ว่ายูดาสปล่อยให้อำนาจฝ่ายต่ำเข้าครอบงำมากเกินไป  ยูดาสได้มาพบบุคคลผู้สูงสุดแล้วเช่นนี้แต่ท่านยังไม่ยอมให้บุคคลสูงสุดนั้นครอบครองจิตใจท่าน  บางครั้งก็คิดเองเออเองไปก่อนพระเจ้าอีก นี่ถ้ายูดาสกลับใจดังเช่นเปโตรก็คงได้รับการอภัยโทษเช่นกัน (แม้แต่เปาโลที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ข่มเหงคริสเตียนก็ยังกลับใจได้)

เรายังคงมองเห็นความผิดพลาดของยูดาสไม่ถนัดนัก  แต่ที่ชัด ๆ ก็คือ เขาไม่กลับใจนั้นเอง  พระเยซูทรงยกโทษให้โอกาสแก่ยูดาสทุกขณะที่สามารถทำได้  พระองค์ทักยูดาสในคืนวันที่เขามาอายัดพระองค์ว่า “สหายเอ๋ย..” (มธ.26:50) พระองค์ทรงยกโทษให้ท่านทั้งหลายได้เช่นเดียวกัน  มนุษย์เรายังต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกเล่า...

บทความจากหนังสือ "เรียนรู้อดีต ลิขิตอนาคต" เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1995



วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ใครจะเป็นคน "รับเราขึ้นไป" (Rapture) พบกับพระคริสต์

ยังคงเป็นบทความต่อเนื่องจากเรื่อง "การรับขึ้นไป" เพราะเอาเข้าจริงๆ ในพระคัมภีร์ ไม่มีคำว่า "Rapture" ปรากฏอยู่เลย


แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีการสอนเรื่องนี้อย่างกว้างขวางและแพร่หลาย แต่เป็นแบบไม่เจาะลึกถึงเนื้อหาจริงๆ ความหมายจึงคลาดเคลื่อนไปอย่างน่าเสียดาย

ถ้าเราเข้าใจหลักการที่ดูน่าจะเป็นมาตรฐานของการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูแล้วคือ
      1. ต้องมีเสียงแตร
      2. มาพร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์
      3. พระคริสต์จึงกลับมา และมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

"การรับขึ้นไป" จะเกิดขึ้นด้วยการรวบรวมคนทั้งปวงทั้งสี่ทิศทั่วโลก

คือเรื่องเดียวกันที่ต่อเนื่องเป็นลำดับเหตุการณ์ แน่นอนว่า คนที่จะพาผู้เชื่อขึ้นไปก็น่าจะเป็น "ทูตสวรรค์" ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ใช่การกล่าวลอยๆ แต่มีข้อพระคัมภีร์ยืนยันชัดเจน



และร่างกายของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงใหม่เฉกเช่นเดียวกับพระเยซู

การรับขึ้นไป เปรียบเสมือน การเลือกไฟล์ที่ยังใช้ได้อยู่ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัส ต้องล้างระบบใหม่ เมื่อระบบดีแล้วจึงเอาไฟล์ที่ยังใช้ได้ๆกลับไปใช้อีกครั้ง ก็เหมือนกับการรับเอาคนที่เชื่อจริงๆ ไปเก็บไว้ก่อน แล้วค่อยเอามาอยู่ในโลกที่เป็นระเบียบเรียบร้อยดีอีกครั้ง ในยุคพันปี

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การรับขึ้นไป Rapture มีกี่ครั้งกันแน่? ในพระคัมภีร์ (ประเด็นคาใจของคริสตชน)

มีเพื่อนๆ พี่น้องหลายคนถามกันว่า การรับขึ้นไป (Rapture) มีกี่ครั้ง บ้างก็ว่า 4 ครั้ง บางก็ว่า 3 หรือ 2 ครั้ง แถมยังมีข้อพระคัมภีร์มาสนับสนุนความคิดหรือคำสอนของตน มีหลายคนพึงพอใจกับคำตอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับขึ้นไปก่อนกลียุค จะได้ไม่ต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบาก

สอนกันหลายคณะหลายโบสถ์ครับ ดูดีด้วย ไม่ต้องลำบาก แต่จริงๆ แล้ว ยังไม่มีข้อพระคัมภีร์สนับสนุนชัดๆ เลยครับ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ลองมาดูตัวอย่างที่อ้างๆ กันมา...

1. อยู่ใน มัทธิว บทที่ 24 ข้อ 40 "เวลา​นั้น​ชาย​สอง​คน​อยู่​ที่​ทุ่ง​นา จะ​ถูก​รับ​ไป​คน​หนึ่ง และ​ถูก​ละ​ทิ้ง​ไว้​คน​หนึ่ง ข้อ 41 หญิง​สอง​คน​โม่​แป้ง​อยู่​ด้วย​กัน จะ​ถูก​รับ​ไป​คน​หนึ่ง ถูก​ละ​ทิ้ง​ไว้​คน​หนึ่ง" โดยสอนว่านี่คือการรับขึ้นไปครั้งแรก โดยเลือกรับแต่คริสเตียนที่ได้รับชัยชนะ

ต้องอ่านทั้งบริบท ในตอนนี้บอกว่า มารับตอนบุตรมนุษย์เสด็จมา
แต่จริงๆ แล้วพระคัมภีร์ตอนนี้ต้องดูทั้งบริบท และดูในข้อที่ 37 และ 39 ที่กล่าวว่า "...เมื่อ​บุตร​มนุษย์​เสด็จ​มา​ก็​จะ​เป็น​อย่าง​นั้น" อ่านแล้วตีความง่ายๆ ตรงๆ เลยครับว่า "บุตรมนุษย์" หรือ "พระเยซู" ต้อง "เสด็จมาก่อน" ถึงจะมี "การรับขึ้นไป"

จึงต้องตั้งคำถามกลับว่า จริงๆ แล้ว พระเยซูจะเสด็จกลับมากี่ครั้ง? ถ้าคำตอบคือ 4 ครั้่ง การรับขึ้นไปก็คงมี 4 ครั้ง แค่ถ้าคำตอบคือ "ครั้งเดียว" คำตอบก็คือ "ครั้งเดียว" เหมือนกัน

2. มีการอ้างถึง วิวรณ์ บทที่ 7 เกี่ยวกับคนยิว 144,000 คน ว่าคือ การรับขึ้นไป ครั้งที่ 2 อีกด้วย  อ่านดูเผินๆ ก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่จริงๆ แล้ว คนเหล่านี้มีที่มาที่ไปครับ...




อ่านดีๆ ตอนนี้ก็เล็งถึง "กลียุค" (ความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่)
ถ้าอ่านทบทวนดีๆ จะพบว่าข้อพระคัมภีร์ตอนนี้โยงกับวิวรณ์ บทที่ 6 ข้อ 9-11 ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีผู้เชื่อถูกฆ่าตายเพราะพระวจนะของพระเจ้าจนครบจำนวน และได้สวมเสื้อสีขาว (ไม่เกี่ยวกับการรับขึ้นไปเลย)




3. มีการอ้างถึง วิวรณ์ บทที่ 12 ว่าหมายถึงผู้เชื่อในพระคริสต์ แต่ข้อนี้ เล็งถึงพระเยซู โดยตรง ในบทที่ 12 ข้อ 5 บุตรชาย ผู้ซึ่งจะครอบครองประชาชาติ ไม่ใช่ผู้เชื่อ อย่างที่ตีความกันไปเองว่าคือ การรับขึ้นไปครั้งที่ 3


4. แน่นอนว่า การรับขึ้นไป จึงมีเพียงครั้งเดียวก่อนการขันที่ 7 ซึ่งอยู่ในวิวรณ์ บทที่ 16 ข้อ 15 เพราะขันสุดท้ายคือการล้างโลกเลยทีเดียว


ส่วนข้อพระคัมภีร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับขึ้นไป ลองอ่านดูครับ

1 คร. 15:52
ใน​ชั่ว​ขณะ​เดียว ใน​พริบ​ตา​เดียว เมื่อ​เป่า​แตร​ครั้ง​สุด​ท้าย เพราะ​ว่า​จะ​มี​การ​เป่า​แตร และ​พวก​ที่​ตาย​แล้ว​จะ​ถูก​ทำ​ให้​เป็น​ขึ้น​โดย​ปราศ​จาก​ความ​เสื่อม​สลาย แล้ว​เรา​จะ​ถูก​เปลี่ยน​ใหม่

1 ธส. 4:16
คือ​ว่า​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​จะ​เสด็จ​มา​จาก​สวรรค์​ด้วย​พระ​ดำ​รัส​สั่ง ด้วย​เสียง​เรียก​ของ​หัว​หน้า​ทูต​สวรรค์​และ​ด้วย​เสียง​แตร​ของ​พระ​เจ้า และ​ทุก​คน​ที่​ตาย​แล้ว​ใน​พระ​คริสต์​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​ก่อน

วว. 11:15
แล้ว​ทูต​สวรรค์​องค์​ที่​เจ็ด​ก็​เป่า​แตร​ขึ้น และ​มี​เสียง​หลายๆ เสียง​กล่าว​ขึ้น​ดังๆ ใน​สวรรค์​ว่า “อา​ณา​จักร​ของ​โลก​นี้​กลับ​กลาย​เป็น​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​แล้ว และ​เป็น​ของ​พระ​คริสต์​ของ​พระ​องค์ และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ครอบ​ครอง​ตลอด​ไป​เป็น​นิตย์” ​

การเป่าแตรมาจากทูตสวรรค์ มาพร้อมกับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ และเป็นการมาครั้งเดียวเท่านั้น (ดูแผนภาพด้านล่าง ซึ่งยังคงเป็นทฤษฎีตามความน่าจะเป็น)

ตรา แตร ขัน ไม่ได้เรียงลำดับเหตุการณ์ตามตัวอักษร นี่เป็นเพียงอีกทฤษฎีหนึ่งเท่านั้น

จะเกิดอะไรขึ้นใน 7 ปีกลียุค
และถ้าท่านใดได้มาอ่านบทความนี้ และได้ไตร่ตรองดู ควรรู้ไว้ว่า ใครก็ตามที่เชื่อในพระเจ้า และได้รักษาความเชื่อของตนในช่วง 7 ปีกลียุค จะได้บำเน็จคือ การครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี ดูใน วิวรณ์ บทที่ 20 และมีบางคนไม่ได้อยู่ในยุคพันปีด้วย ต้องรอให้ยุคพันปีผ่านไปก่อนถึงจะได้ฟื้นขึ้นมาสู่การพิพากษาสุดท้าย

ข้อความที่ชัดเจนเกี่ยวกับการไม่รับเครื่องหมาย 666 แม้ต้องตายก็จะคืนชีพอีกครั้ง และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์

มีบางคนต้องรอหลังยุคพันปี


อยากให้ผู้สอน หรือนักเทศน์ หรือคนที่สนใจศึกษาวิวรณ์เชิงลึก ช่วยกันสอนเรื่อง ยุคพันปี กันให้มาก เพราะนี่คือรางวัลที่แท้จริงของผู้เชื่อ

อย่ากลัวเลย! ที่จะกลายเป็นคริสเตียนที่อยู่ใน 7 ปีกลียุค ท่านไม่ใช่ผู้พ่ายแพ้ แต่ท่านคือผู้ที่ได้รับโอกาสพิสูจน์ความเชื่อศรัทธาในพระคริสต์ และมีโอกาสได้อยู่ใน ยุคพันปี นั่นเอง 

ขอพระเจ้าประทานความเข้าใจแก่เราทุกคน อาเมน

หนังสือ ‪"‎วิวรณ์‬" ไม่ใช่ตำราวิทยาศาสตร์ แต่พยากรณ์ถึงอนาคตโลก


นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาใช้กล้องเคปเลอร์ (Kepler) ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์มีกำลังขยายสูง สำรวจพบดาวเคราะห์ในกลุ่มดาวซิกนัส (Cygnus) หรือกลุ่มดาวหงส์ซึ่งมีลักษณะคล้ายโลกมากที่สุดและตั้งชื่อว่า "เคปเลอร์ 452b" (Kepler-452b) นาซายังระบุอีกว่าดาวเคราะห์ที่เปรียบเสมือนกับดาวลูกพี่ลูกน้องหรือคู่แฝดของโลกนี้อยู่ในโซนของกลุ่มดาวที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต

ดาวเคราะห์เคปเลอร์ 452b มีขนาดใหญ่กว่าโลกถึงร้อยละ 60 นอกจากนี้่ยังมีอายุมากกว่าโลก อยู่ห่างจากโลกประมาณ 1,400 ปีแสง โดยโคจรอยู่รอบดาวที่มีลักษณะคล้ายกับดวงอาทิตย์และมีระยะการโคจรเท่าๆ กับโลก รวมทั้งมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น มีทะเล แสงแดดเหมือนกับโลกและอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่


ก่อนหน้านี้นาซาเคยประกาศการค้นพบดาวเคราะห์คล้ายโลกมาแล้วหลายครั้ง แต่ดาวเคราะห์ที่พบส่วนใหญ่ยังขาดคุณสมบัติบางอย่างที่ใกล้เคียงกับโลก เช่น บางดวงมีสภาพอากาศที่ร้อนจัดเกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ต่างจากดาวเคราะห์เคปเลอร์ 452b ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของนาซาระบุว่าเป็นดาวคู่แฝดของโลกจึงตั้งชื่อเล่นให้ว่า "Earth 2.0"






ข้อมูลจาก http://news.thaipbs.or.th/content/นาซาพบดาวเคราะห์-คู่แฝด-ของโลก

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การรับเครื่องหมายเพื่อซื้อขาย กับขันแห่งพระพิโรธใบที่หนึ่ง

การตีความพระคัมภีร์ จนไปสู่การเรียนการสอนหนังสือ "วิวรณ์" มักจะเลยเถิดไปไกล ยิ่งยุคสมัยที่แชร์ข้อมูลง่ายๆ เพียงแค่คลิกเดียว ทำให้ผู้ศึกษาพระคัมภีร์และคำพยากรณ์ขาดการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน

เราจึงอยากนำเสนอลำดับเหตุการณ์ และความต่อเนื่องของเนื้อหาที่สมเหตุสมผล ไม่ได้เรียนแบบแยกส่วนเฉพาะข้อ หรือเลือกมาสื่อสารเพียงข้อเดียว

เหตุการณ์การรับเครื่องหมาย "666" ที่หลายคนกำลังหวาดกลัว (จนชิน) ว่าเกิดขึ้นจากตรงนั้นตรงนี้


แต่ในหนังสือ "วิวรณ์" กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า...วิวรณ์  13:16 ...และมันยังได้บังคับคนทั้งปวง ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย  คนมั่งมี  และคนจน  ไทและทาสให้รับเครื่องหมายไว้ที่มือขวาหรือที่หน้าผากของเขา (ข้อ 17) เพื่อไม่ให้ผู้ใด ทำการซื้อขายได้ นอกจากผู้ที่มีเครื่องหมายนั้น  ซึ่งเป็นชื่อของสัตว์ร้ายนั้น  หรือเลขชื่อของมัน

เหตุการณ์บังคับให้รับเครื่องหมาย น่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่ "สัตว์ร้าย" มีอำนาจปกครองโลกนาน 42 เดิือน หรือ 3 ปีครึ่ง

จากนั้น หนังสือ "วิวรณ์" ก็ยังกล่าวถึงการประกาศของทูตสวรรค์ ใน วิวรณ์ 14:6 แล้วข้าพเจ้าได้เห็น
ทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะแก่ชนชาวโลกทั้งปวง   
ทุกเผ่าพันธุ์  ทุกชาติ  ทุกภาษา



และสุดท้าย วิวรณ์ 16:2 ทูตสวรรค์องค์แรกจึงออกไป และเทขันของตน ลงบนแผ่นดินโลก และคนทั้งหลายที่มีเครื่องหมายของสัตว์ร้าย และบูชารูปของมันก็เกิดเป็นแผลร้ายที่เป็นหนองทั่วตัว 

สรุปก็คือ จะมีการรับเครื่องหมายเพื่อการซื้อขาย ในช่วงที่มีการครอบครองโลกแบบเบ็ดเสร็จ 3 ปีครึ่ง และใครที่ยอมแพ้ ไม่สามารถอดทนได้จนรับเครื่องหมาย หรือจะสมัครใจก็ตาม ก็ต้องรับผลจากพระพิโรธจากขันที่ 1 โดยเกิดเป็นแผลทั้งตัว

การรับขึ้นไปหรือ Rapture จะเกิดขึ้นก่อนขันสุดท้าย หรือขันที่ 7 ดูใน วิวรณ์ 16:15 (นี่แน่ะ  เราจะแอบย่องมาเหมือนขโมย ผู้ที่ตื่นอยู่และรักษาเสื้อผ้าของตนไว้อย่างดีจะเป็นสุข เพราะว่าเขาไม่ต้องเดินเปลือยกายให้คนทั้งหลายเห็น) 

การศึกษาพระคัมภีร์เชิงลึก จะทำให้ท่านเข้าใจพระคัมภีร์อย่างถ่องแท้ และไม่หลงประเด็น!

ทัศนคติของคนยุคโบราณเกี่ยวกับหมายเลข 666



เป็นข้อมูลที่มาของทัศนคติยุคเริ่มต้นของท­ี่มาหมายเลข "666" หรือ "616" แท้ที่จริงมาจากชื่อของ "Nero Caesar" และใช้หลักการเดียวกันนี้มาตลอดทุกยุคทุกส­มัย

ในสมัยครูเสด ถูกนำมากล่าวหาว่า ผู้นำชาวมุสลิมคือเจ้าของหมายเลข เพื่อกระตุ้นให้ชาวคริสต์ต่อสู้ในสงคราม

ในสมัยยุคปฏิรูปศาสนา "มาร์ติน ลูเธอร์" แปลพระคัมภีร์ตอนนี้ใช้โจมตีพระสันตปาปา และในวิธีเดียวกันพระสันตปาปากล่าวว่าวันเ­กิดของลูเธอร์คือ "666"

ตัวเลขนี้จึงถูกใช้กล่าวหาผู้คนฝ่ายตรงข้า­มมาคลอดทุกยุคทุกสมัย เพื่อดิสเครดิต แม้ในปัจจุบัน นักเทศน์หลายคณะก็ยังเชื่อเช่นนั้น ไม่สามารถก้าวข้ามทัศนคติเหล่านี้ไปได้ เพราะอะไร?


ในยุคปัจจุบัน การถอดรหัสตัวเลข กลับกลายเป็นคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่บุคคลแบบในอดีต

หลักการถอดรหัสตัวเลข มาจากวิชา "คับบาลา"

ชื่อ "เนโร ซีซาร์" ต้นกำเนิดหมายเลข "666" แต่มีสำเนาบางฉบับ "616" มาจากภาษาละตินนั่นเอง

กลยุทธศึกสงคราม ใช้โจมตีคู่ต่อสู้ให้กลายเป็นมารร้าย 666 ทุกวันนี้ก็ยังมีคนเชื่อแบบนี้โดยไม่รู้ว่าที่มา
ว่ามันเริ่มต้นจากไหน เพราะอะไร?

ใช้โจมตี "พระสันตปาปา" เป็นเจ้าของหมายเลขเลย ลดคาวมน่าเชื่อถือ ตั้งแต่ครั้งนั้น
จนถึงวันนี้ คริสเตียน โปรเตสแตนท์ยังคงสอนว่า "คาทอลิก" คือเจ้าของหมายเลข "666"
ทัศนคติของ "มาร์ติน ลูเธอร์" ฝังรากลึกข้ามกาลเวลาเลยทีเดียว

จับตาการรวมตัวของอาณาจักรสุดท้ายดีกว่า เพราะมันต้องใช้กับคนทั้งโลก

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทำไม...การศึกษา ‎อนาคตศาสตร์‬ จึงต้องเรียน ‪‎เอเสเคียล‬ ‎ดาเนียล‬ และ ‎วิวรณ์‬

ตอบ... เพราะทั้ง 3 เล่ม มีเนื้อหาคำพยากรณ์ที่เกี่ยวโยงกัน และบางเรื่องก็ยังไม่เคยเกิดขึ้น (มีเค้าลางให้เห็นบ้างแล้ว) และบางเรื่องเหมือนเคยเกิดขึ้นแล้ว และที่สำคัญ คำพยากรณ์กำลังคืบใกล้เข้ามาทุกขณะ

การศึกษาเชิงลึกแบบละเอียด อิงประศาสตร์สากล และจับตาดูเส้นทางของความน่าจะเป็นในโลกปัจจุบัน จะช่วยให้เราเข้าใจประเด็นชัดเจนขึ้น

1. เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว คือ.. การกลับมารวมตัวของ‎อิสราเอล‬ ซึ่งอยู่ในคำพยากรณ์ของเอเสเคียล ไม่ใช่การกลับมาซ่อมสร้างพระวิหาร แต่เป็นการกลับมารวมตัวของชนชาติ หลังจากที่ถูกแบ่งเป็น 2 อาณาจักร อิสราเอล และยูดาห์
ดูใน ‎อสค‬.37 ข้อ 19 จงกล่าวกับพวกเขาว่า พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้ว่า ดูสิ เรากำลังจะเอาไม้ของโยเซฟ (ซึ่งอยู่ในมือของเอฟราอิม) และของเผ่าต่างๆ ของอิสราเอลที่ผูกพันกับเขา และเราจะเอาไม้ของยูดาห์มา แล้วทำให้เป็นไม้อันเดียวกัน และจะเป็นไม้อันเดียวในมือของเรา (ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ณ ปัจจุบัน)
และข้อที่ 22 และเราจะทำให้พวกเขาเป็นประชาชาติเดียวใน แผ่นดินนั้นที่บนภูเขาทั้งหลายของอิสราเอล และจะมีกษัตริย์องค์เดียวเป็นกษัตริย์อยู่เหนือเขาทั้งหมด พวกเขาจะไม่เป็นสองประชาชาติอีกต่อไป และจะไม่แยกเป็นสองราชอาณาจักรอีกต่อไป

2. ‪‎การสร้างพระวิหาร‬ ปัจจุบันมีการเตรียมตัวสร้างกันแล้วเรียบร้อย เหลือแต่การอนุญาตให้ใช้พื้นที่เดิมบนเนินโมริยาห์ และการสร้างพระวิหารครั้งนี้ ถูกพยากรณ์ไว้ในหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้ ซึ่งมีรายละเอียดสอดคล้องกันอย่างน่าติดตามข่าวอย่างกระชั้นชิด
ดูใน อสค. 40 ข้อ 3 ดูสิ มีชายคนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายทองสัมฤทธิ์ และมีเชือกป่านเส้นหนึ่งกับไม้วัดอันหนึ่งอยู่ในมือท่านย และท่านยืนอยู่ที่หอประตู...
และใน วิวรณ์ 11 ข้อ 1 ท่านผู้หนึ่งจึงเอาไม้อ้อท่อนหนึ่งให้ข้าพเจ้า รูปร่างเหมือนไม้วัด แล้วสั่งข้าพเจ้าว่า “จงลุกขึ้นไปวัดพระวิหารของพระเจ้าและแท่นบูชา และคำนวณคนทั้งหลายซึ่งนมัสการในนั้น...












 


เกี่ยวโยงกันอย่างมีแบบแผน