ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563

แต่งตัวอย่างโสเภณี

อรรถาธิบาย สุภาษิต บทที่ 7

ในเพลงซาโลมอนบันทึกว่า..มี​มเหสี 60 องค์ และ​นาง​สนม 80 คน และ​หญิง​สาว​อีก​มาก​มาย​เหลือ​คณา​นับ (พซม. 6:8)

และพระคัมภีร์เดิมยังบันทึกถึงจำนวนของเหล่าหญิงงามของซาโลมอนว่า...พระ​องค์​ทรง​มี​มเห​สี 700 คน และ​นาง​ห้าม 300 คน (1พกษ. 11:3)

แล้วในสุภาษิตกล่าวถึงใครที่แต่งตัวอย่างโสเภณี หรือพูดลอยๆ
















ชมข้อมูลจบแล้ว ท่านก็คงตัดสินใจได้ว่าข้อมูลไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน ระหว่างเรื่องของแซมสัน หรือเรื่องซาโลมอนเอง

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2563

โสเภณีช่วยสายลับ!

 อรรถาธิบาย โยชูวา บทที่ 2




คริสเตียนคนไทยอาจไม่คุ้นเคยกับรากภาษาฮีบรูโบราณสักเท่าไหร่ พอแปลมาในเวอร์ชั่นภาษาไทยก็ไม่ได้เทียบความหมายของภาษาเดิมให้ 

คำว่า เทวทาสี (หญิง) หรือเทวทาส (ชาย) (Temple Prostitute) ก็คือ โสเภณี หรือ หญิงงามเมือง นั่นเอง

และคำว่า "ค่าจ้างจากสุนัข (The Price of a Dog)" ใน ฉธบ.23:17-18 ไม่ได้หมายถึงการเลี้ยงสุนัข หรือทำคอกเพาะพันธุ์สุนัขขาย แต่หมายถึงการล่วงประเวณีในพิธีกรรมทางศาสนา ระหว่างชายกับชาย The Wage of a Male Prostitute หรือที่เรียกว่า Sodomite (อ้างอิงถึงเมืองโสโดม-โกโมราห์นั่นเอง)


ในคลิปของสัปดาห์แรกของเรา (คิดว่าเป็นโสเภณี) ที่มีการอ้างถึงพงศ์พันธ์ของพระเยซูในหนังสือมัทธิว บทที่ 1:1-17 ว่าแบ่งเป็น 14 ช่วง x 3 ซึ่งรวมแล้วน่าจะได้ 42 รุ่น

แต่ผมปรากฎว่า ช่วงที่ 3 มีเพียงแค่ 13 รุ่นเท่านั้น โดยจบที่พระเยซู

เราจึงหาข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อมาอธิบายซึ่งที่หายไปจากตอนนี้

        1. ทฤษฎีแรก ในช่วงที่ 2 ของยุคพงศ์กษัตริย์ของยูดาห์ หายไป 1 ชื่อ คือ "เยโฮยาคิม" (จาก 1 พศด.3:15) ถ้ารวมชื่อนี้เข้าไปจะทำให้ครบ 42 รุ่น (แต่จะทำให้ช่วงที่ 2 มี 15 รุ่น ถึงจะครบ 42 รุ่นก็ตาม)

        2. ทฤษฎีที่สอง กล่าวว่า พระเยซูคือรุ่นที่ 13 และ 14 เพราะรุ่นที่ 13 นับต่อจากโยเซฟที่เป็นบิดาทางการนับ ส่วนรุ่นที่ 14 เป็นบุตรพระเจ้าตอนรับพระวิญญาณหลังจากบัพติศมา หรือตอนเป็นขึ้นมาจากความตาย (เหตุผลนี้เป็นเชิงศาสนาศาสตร์มาก)

        3. ทฤษฎีที่สาม ชาวยิวมีการแปลงอักษรเป็นตัวเลขได้ เมื่อเทียบชื่อของ "อับราฮัม" ก็จะได้ตัวเลข 41 ซึ่งเท่ากับว่าจากอับราฮัมถึงพระเยซู ซึ่งพระเยซูอยู่ที่อันดับ 41 พอดี และชื่อ "ดาวิด" ได้ตัวเลข 14 จึงเป็นเล่นคำกับตัวเลข 14 ของแต่ละรุ่น (ก็ถือว่าพอรับได้ในเชิงวัฒนธรรมยิว)

*สรุป ถึงอย่างไร การบันทึกของมัทธิวก็ยังทิ้งปมปริศนาให้คนรุ่นต่อมาขบคิดกันต่อไป แต่สิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่พระเยซูทรงไถ่เราที่กางเขน และทรงยอมตาย และทรงเป็นขึ้นมาแล้ว พระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง เพื่อสะสางเรื่องราวทุกอย่างที่เป็นข้อสงสัยทุกประการ



ราหับอยู่เมืองเยรีโค และมีหน้าที่เป็นโสเภณีประจำเมือง เธอให้การช่วยเหลือสายลับของโยชูวา และสุดท้ายเธอก็รอดชีวิตจากข้อตกลงที่เธอได้กระทำกับสายลับ 2 คนนั้น
        ในพงศ์พันธุ์ของพระเยซู เธอเป็นหนึ่งในหญิงไม่กี่คนที่ถูกอ้างอิงถึง 
        การตัดสินใจของราหับ ส่งผลให้เธอได้กลายเป็นแม่ของโบอาส และต่อมาม่ายสาวอย่างนางรูธมาเป็นภรรยาของเขาและมี "โอเบด" และ "เจสซี" ซึ่งเป็นลูกหลานเรื่อยมาจนถึง "ดาวิด" ต้นตระกูลกษัตริย์แห่งอิสราเอลสายยูดาห์

















วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คิดว่าเป็นเสโภณี

อรรถาธิบาย ปฐมกาล บทที่ 38

พออ่านพระคัมภีร์ตอนนี้ก็ต้องมึนงงว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมพระเจ้าลงมาจัดการกับพงศ์พันธุ์ของยูดาห์แบบชัดเจน กล่าวคือ จัดการถึงขนาดให้ลูกชายคนโตของยูดาห์ ที่มีนามว่า เอร์ ถูกประหารจนเสียชีวิต
        
        ต่อมาก็เป็นโอนัน น้องชาย ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามธรรมเนียมของบรรพชน ถึงขั้นตายกันเลย
        
        ยูดาห์พอคิดได้ ก็ถอยฉาก กีดกันลูกสะใภ้ไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับลูกคนที่สามอย่าง เช-ลาห์

        เอาเข้าจริงๆ ยูดาห์เองนั่นแหละ ที่ละเมิดกฎบรรพชน ไม่ยอมยกเช-ลาห์ให้กับทามาร์ลูกสะใภ้

        สุดท้ายเธอก็หาวิธีที่จะปฏิบัติตามกกฎนั้นเองให้ได้ แม้วิธีการดูจะซับซ้อนไปสำหรับคนยุคสมัยปัจจุบันอย่างเราๆ ท่านๆ ที่หน้าบางกับเรื่องทำนองนี้

        บทเรียนนี้ สอนอะไรกับเรา ยูดาห์บอกว่า "หญิง​คน​นี้​ชอบ​ธรรม​ยิ่ง​กว่า​เรา.." เพราะเธอรักษากฎของบรรพชนในเรื่องการสืบพงศ์พันธุ์แบบเอาเป็นเอาตายกระนั้นหรือ หรือแค่จบแล้วก็แล้วกัน แยกย้ายกันไป

        จริงๆ เธอจำทำอย่างนั้นก็ได้ เพราะยูดาห์ปล่อยเธอกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวเดิมของเธอแล้ว

        ภารกิจที่ต้องทำให่สุดๆ ของเธอ จึงกลายเป็นวีรกรรมที่เป็นตัวอย่างแก่เราได้

        ส่วนเรื่องจริยธรรมอื่นๆ พระเจ้าจะทรงรับรองเราเอง! ลองอธิษฐาน และไตรตรองในเรื่องนี้ดู ทำไม?