ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552

พระวิหารหลังที่ 3 สัญลักษณ์ของยุคสุดท้าย


เมื่อปี 1948 อิสราเอลได้กลับมาเป็นรัฐชาติอีกครั้ง หัวใจของชนในชาติที่รวมศูนย์ก็คือพระวิหารที่อยู่ใจกลางเมืองเยรูซาเล็ม นับตั้งแต่พระวิหารหลังแรกถูกทำลายโดยชาวบาบิโลนเนียน และมีการซ่อม เสริม สร้างพระวิหารขึ้นมาใหม่หลายหน จนพระวิหารก็ถูกทำลายไปอีกในปี ค.ศ.70 โดยชาวโรมัน

แน่นอนว่ารัฐชาติของอิสราเอลก็ล่มไปพร้อมกับพระวิหาร แต่หลังจากที่เวลาผ่านไปกว่า 2,000 ปี รัฐชาติที่ไม่น่าจะกลับมาได้ก็กลับมามามีชีวิตอีกครั้ง

พระวิหารหลังต่อไปคือแผนการที่ชนชาตินี้ตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างขึ้นให้จงได้ แต่เวลาก็ผ่านไปถึง 60 ปีแล้ว โครงการดังกล่าวก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ พระอิสราเอลยังไม่สามารถครอบครองพื้นที่บริเวฯพระวิหารเดิมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

แต่ดูเหมือนว่าความเป็นจริงเข้าใกล้มาทุกที แผนการสร้างพระวิหารหลังที่ 3 กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววัน ชั่วชีวิตนี้เราคงได้เห็น

อะไรเป็นสาเหตุของการสร้าง
ใครจะเป็นคนสร้าง
และเมื่อไร

โปรดติดตามตอนต่อไป

กระแสคลื่นจากปี 08 สู่ปี 09 ที่ยังไม่หยุดนิ่ง


นับแต่กระแสข่าวต่างๆ ของปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน, สงครามระหว่างประเทศต่างๆ ที่ยังครุกรุ่น อีกทั้งปัญหาเศรษฐกิจระดับโลกที่ยังส่งผลมาถึงปีปัจจุบัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ กลับยิ่งทวีความรุนแรงอย่างน่าจับตาว่า มันจะเป็นอย่างไรต่อไป หากเราไม่ทันระมัดระวัง ปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ เหมือนทองไม่รู้ร้อนก็คงจะไม่ได้แล้ว

..นี่แน่ะท่านที่พูดว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้เราจะเข้าไปในเมืองนี้เมืองนั้น และจะอยู่ที่นั่นปีหนึ่ง และจะค้าขายได้กำไร” แต่ว่าท่านไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้ ชีวิตของท่านเป็นเช่นใดเล่า ท่านก็เป็นเช่นหมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็หายไป.. จากหนังสือยากอบ 4:13-14 พระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่

ช่วงนี้อากาศบ้านเราเปลี่ยนแปลงแบบน่าตกใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะเมื่อปี 08 หลายคนคงรู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับข่าวพายุที่จะพัดเข้าถล่มกรุงเทพฯ ในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม โดยคำพยากรณ์ของ ดร.ชื่อดัง ที่เล่นเอาธุรกิจบ้านและที่ดินจัดสรรในย่านที่ติดทะเลเงียบเหงาแบบเฉียบพลัน อีกทั้งใกล้ๆ จะปีใหม่ก็มีข่าวหิมะจะตกในประเทศไทย สร้างกระแสอีกครั้ง จนในช่วงนี้ก็มีหมอกหนาทึบในยามเช้า อากาศที่หนาวเย็นไปทั่วตอนบนของประเทศ กรมอุตุนิยมยังพยากรณ์เตือนอีกว่าหน้าร้อนปีนี้จะร้อนกว่าปกติอีก นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลจะหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาภาวะโลกร้อน คงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันเล่นๆ เพื่อสร้างกระแส หรือปลุกเร้าให้มนุษย์เราเปลี่ยนวิถีชีวิต ทางสหภาพยุโรปเองก็มีการประชุมปรึกษาหารือกันแล้วว่าในปีนี้จะคิดทำการกันอย่างไร ส่วนในบ้านเรา ดูเหมือนจะผลุบๆ โผล่ในเรื่องนี้ เพราะประชาชนตาดำๆ หลายล้านคน ยังไม่เข้าใจเลยว่า ปัญหาโลกร้อนมันเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาหรือพวกเรา หน้าหนาวก็ยังหนาวนี่ หน้าร้อนก็คงร้อนเป็นธรรมดา หน้าฝน ฝนก็คงตกเป็นเรื่องปกติ แล้วยังไง หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ต้องมาคิดกันว่าจะรณรงค์อย่างไรให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ถ้าจะให้ดีก็คงต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน

อีกเรื่องที่ดูยังวุ่นวายก็คือปัญหาความขัดแย้งทั้งในและนอกประเทศ ในประเทศหลายคนที่ตามข่าวก็คงรู้ดีว่าประเทศเรานั้น เพียงปีเดียวก็มีนายกถึง 3 คน และช่วงเวลาไม่นานก็มีผู้ว่ากทม.ถึง 2 คน อะไรมันจะฟุ่มเฟือยบุคลากรกันขนาดนี้ ปัญหาเสื้อเหลืองเพิ่งจบไป เสื้อแดงก็เข้ามาแทนที่ อย่างกับเป็นโปรแกรมละครน้ำเน่าที่รอคิวกันจนแน่นไม่เว้นแต่ละวัน การปิดถนนของกลุ่มต่างๆ ดูจะเป็นแฟชั่นยอดฮิตไปแล้ว ใครฉิ_หายช่างมัน ผลประโยชน์ของพวกข้าต้องมาก่อน!

ข่าวสงครามของแต่ละแห่งก็ดูจะผลัดกันแสดงแสนยานุภาพทางการทหาร ล่าสุดที่ส่งท้ายปีเก่าตอนรับปีใหม่ให้เห็นกันก็คือปัญหาชายแดนระหว่างอิสราเอลและกาซ่าที่รบกันข้ามปี คนตายเป็นพัน แม้จะมีการหยุดยิงแล้วก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้คงไม่จบลงง่ายๆ เหมือนประหนึ่งว่าเป้นคำพยากรณ์ของใครที่จะให้สงครามทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 (ที่ปล่อยข่าวลือกันให้เต็มเว็บต่างๆ ทั่วโลก)

และสุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นปัญหาเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลกระทบกันจนเป็นลูกโซ่ ประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกายังแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ดีนัก ก็ต้องรอลุ้นดูผลงานของรัฐบาลประธานาธิบดีผิวสีคนแรก และที่น่าหวั่นวิตกเมื่อประเทศสิงคโปร์ก็ประสบปัญหานี้เหมือนกันเมื่อต้นปีนี้เอง และคาดว่าจะส่งผลกระทบมาถึงไทยเร็วๆ นี้ ฟังข่าวแล้วก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลายคนเริ่มวางแผนรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ บางแห่งก็เริ่มปลดหรือลดจำนวนพนักงานที่ไม่มีความจำเป็น ลดการผลิต ลดนั่นลดนี่ แต่ที่เพิ่มขึ้นคือราคาน้ำมันที่แอบขึ้นอย่างเงียบๆ เพราะมีเรื่องอื่นให้น่าวิตกกว่า..

ก็คงต้องขอฝากข้อความให้กำลังใจผู้อ่านทุกท่านว่า “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่ และจะกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น” จากหนังสือยากอบ 4:15 พระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

ภาวะโลกร้อนในมุมมองจากพระคัมภีร์


“ความแห้งแล้งและความร้อนฉวยเอาน้ำหิมะไปฉันใด แดนคนตายก็ฉวยเอาผู้กระทำบาปไปฉันนั้น” โยบ 24:19

Dr. H. Jay Zwally (NASA climate scientist) ผู้ทำการศึกษาเรื่องน้ำแข็งขั้วโลก
"ในไม่ช้านี้ น้ำแข็งทั้งหมดอาจจะหายไปจากมหาสมุทรอาร์คติก ในสิ้นฤดูร้อน ปี 2012"

เมื่อปี 2007 นักวิทยาศาสตร์จากองค์กรนาซ่า (NASA) ได้เปิดเผยข้อมูลเรื่องน้ำแข็งขั้วโลกที่นับวันจะละลายไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นวิกฤติ โดยผ่านมาแล้วถึง 30 ปี และคาดว่ามันจะละลายหมดในฤดูร้อนปี 2012 (หรืออีก 3 ปีข้างหน้า)

วัดขุนสมุทราวาส อยู่ที่ จ.สมุทรปราการ ประสบปัญหาน้ำท่วม ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
หลักเขตบางขุนเทียน ซึ่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอยู่ในทะเลมากว่า 30 ปี นับตั้งแต่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย

การเผชิญหน้ากับภาวะโลกร้อนของชาวโลกนั้น นับว่าตื่นตัวมากขึ้น แม้แต่ในประเทศไทย ก็มีการกล่าวถึงเรื่องนี้อยู่ในหลายๆ โอกาส เพราะผลกระทบนั้นส่งผลมายังพื้นที่ติดทะเลของกรุงเทพมหานคร อย่างเขตบางขุนเทียน ที่แผ่นดินหายไปกว่า 3 กิโลเมตร และส่วนต่างๆ กว่า 130,000 ไร่


กลุ่ม Endtime warning (Thailand) และสำนักพิมพ์ Sophia Books ได้จัดสัมมนาและมีการบรรยายในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น พระคริสตธรรมศึกษาเชียงราย โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต (คณะวิศวกรรม) รวมไปถึงกลุ่มอนุชนคริสตจักรคลองเตย และคริสตจักรสะพานเหลือง สัมภาษณ์ออกรายการคริสเตียนวาไรตี้ (ช่อง TTV2) และรายการจิบน้ำชายามบ่าย (ช่อง MVTV)

การนำเสนอข้อมูลภาวะโลกร้อนในปัจจุบันกับมุมมองจากพระคัมภีร์
เนื้อหาสัมมนาเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ อย่างเช่น พายุแคทรีน่าถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ที่อเมริกา และพายุนาร์กีสที่พม่า แผ่นดินไหวที่เวิ่นฉวน มณฑลเสฉวน ของจีน
คู่มือรับมือคลื่นพายุซัดฝั่งของกรุงเทพมหานคร
Storm Surge ที่อาจจะเข้าใกล้กรุงเทพฯ ในวันใดวันหนึ่ง ท่านเตรียมพร้อมที่จะรับมือแค่ไหน หรือยังไม่เคยได้ยินมาก่อน!

ล่าสุดที่ชาวกรุงต้องตื่นเต้นและเฝ้าจับตาดูก็คือเรื่อง Storm Surge ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร มันเป็นเพียงข้อมูลทางวิชาการ หรือคือเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง และเหตุการณ์เหล่านี้เกี่ยวข้องอะไรกับยุคสุดท้าย ที่พระคัมภีร์ได้กล่าวถึง

“พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า
ดูเถิด น้ำทั้งหลายกำลังขึ้นมาจากทิศเหนือ และจะกลายเป็นกระแสน้ำท่วม
มันจะท่วมแผ่นดินและสารพัดซึ่งอยู่ในนั้น ทั้งเมืองและผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง คนจะร้องร่ำไร
และชาวแผ่นดินนั้นทุกคนจะคร่ำครวญ”
เยเรมีย์ 47:2

หัวข้อสัมมนาที่ทางเราได้จัดขึ้นคือ :
1. ภาวะโลกร้อนกับยุคสุดท้าย
2. การฝังไบโอชิพในมนุษย์ (เพื่อบังคับเรื่องการซื้อขาย)
3. การปรากฏตัวของรัฐบาลโลก (หญิงแพศยากับสัตว์ร้าย)
4. วันสิ้นโลกมายัน 21 ธันวาคม 2012
5. มนุษย์ต่างดาวกับคัมภีร์ไบเบิ้ล
6. สมาคมลับกับลัทธิเทียมเท็จ
7. การสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ในเยรูซาเล็ม (สัญญาณเตือนก่อนกลียุค)
8. ยุคพันปี
9. เวลาของพระเจ้า
10. ตรา แตร ขัน
11. การรับมือในช่วง 7 ปีกลียุค

...เพราะฉะนั้น ขอให้ธรรมิกชนทุกคนอธิษฐานต่อพระองค์
ในเวลาที่จะพบพระองค์ได้
ในเวลาน้ำท่วมมาก น้ำจะไม่มาถึงคนนั้น...
สดุดี 32:6

“สันติภาพไม่เกิด เมื่อกำแพงยังขวางกั้น”


นับตั้งแต่อดีตกาลมนุษย์เราได้สร้างสิ่งหนึ่งเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองและชุมชน นั่นคือ “กำแพง” ซึ่งมันทำหน้าที่เป็นเครื่องกั้น เครื่องล้อม ที่ก่อด้วยอิฐ ดิน หรือหิน โดยหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยยับยั้งหรือชะลอเหตุร้ายเภทภัยของผู้ไม่ประสงค์ดี เรื่องแบบนี้ ทุกคนย่อมเห็นด้วยเป็นแน่แท้ และยอมรับโดยดุษฎี
แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ เมื่อที่ใดมีกำแพง ที่นั่นกับดูไม่ปลอดภัย และอยู่ในภาวะที่เหมือนกับว่ามีอันตรายตลอดเวลา ยิ่งมีกำแพงสูงและหนา ยิ่งน่าหวาดหวั่น ดังเช่นกำแพงเรือนจำ ที่สูงและแน่นหนามีผู้คุมตลอด นั่นแสดงว่ามีสิ่งที่เลวร้ายและน่ากลัวอยู่ในนั้นจึงต้องสร้างกำแพงล้อมเอาไว้
อีกประการหนึ่ง ในยุคโบราณ กำแพงที่หนาหลายชั้นของเมืองเยรีโคได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันเมือง ทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าก็คือ “น้ำ” แม้กำแพงที่แน่นหนาก็ถูกทำลายได้ เมื่อสงครามเกิดขึ้น

“เหตุฉะนั้นประชาชนก็โห่ร้องเมื่อปุโรหิตเป่าแตร ดังนั้นพอประชาชนได้ยินเสียงแตร เขาก็โห่ร้องดังและกำแพงก็พังลงราบ ประชาชนจึงขึ้นไปในเมืองทุกคนต่างตรงไปข้างหน้าตนและเข้ายึดเมืองนั้น” (โยชูวา 6:20)
เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้รอดชีวิตคือหญิงคนหนึ่งที่ได้ต้อนรับและช่วยเหลือผู้สอดแนมด้วยมิตรไมตรี ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หากเมืองเยรีโคไม่สร้างกำแพง และเปิดเมืองต้อนรับผู้คน มันจะเป็นอย่างไร..

และการสร้างกำแพงอาจจะสร้างความสูญเสียมากว่าผลที่ได้รับ ดังเช่นกำแพงเมืองจีน ในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้สังเวยชีวิตแรงงานทาสไปจำนวนมหาศาลในระหว่างที่สร้างกำแพง

กำแพงเบอร์ลิน ในเยอรมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่าย ระหว่างรัสเซียและอเมริกา ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้คนในเมืองนั้นต้องพลัดพราก พ่อแม่พี่น้องต้องแยกจากกัน

และล่าสุดคือกำแพงที่กั้นระหว่างอิสราเอลและฉนวนกาซ่า กำแพงที่กั้นชาวปาเลสไตน์ที่ชาวยิวได้สร้างขึ้น เสมือนกำแพงคุกขนาดใหญ่ จนอดคิดไม่ได้ว่า “สันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร.. ในเมื่อกำแพงขวางกั้น”

แล้ววันหนึ่งเมื่อมนุษย์มีเข้าใจในวัตถุประสงค์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ กำแพงในจิตใจก็คงถูกทำลายลง ไม่กักขัง หรือป้องกันสิ่งใดเอาไว้ได้อีก
ระหว่าง “กำแพง” กับ “สะพาน” ท่านจะสร้างอะไร?

ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า “จงรักเพื่อนบ้าน และเกลียดชังศัตรู” ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน จงอวยพรแก่ผู้ที่สาปแช่งท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ปฏิบัติอย่างเหยียดหยามต่อท่านและข่มเหงท่าน ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์
พระดำรัสของพระเยซูคริสต์
(มัทธิว 5:43-45)