ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ไปดูเขาปิดสนามบินถ่ายหนังที่ดอนเมือง

เมื่อกลางดึกวันจันทร์ที่ 7 กพ. เพื่อนรุ่นน้องชื่อ "ณ๊อบ" ชวนผมไปดูเขาถ่ายหนังฝรั่งที่สนามบินดอนเมือง คือปิดสนามบินถ่านกันเลย จริงๆ สนามบินก็ปิดอยู่แล้ว เพราะปัจจุบันย้ายไปสุวรรณภูมิเกือบหมด

เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องการฝังไบโอชิฟในมนุษย์ ซึ่งเป็นงานที่ผมกำลังศึกษาอยู่้พอดี และเป็นหนัีงที่ได้ทุนสร้างจากองค์กรคริสเตียนในอเมริกา ได้คุยกับโปรดิวเซอร์นิดหน่อย เขาชื่อไมเคิลจากลอสแองเจลลิสบอกกับผมว่าหนังเรื่องนี้สื่อถึงยุคสุดท้าย

"ณ๊อบ" ทำงานกับบริษัททีมงานชาวไทยที่ประสานงานการถ่ายหนัง

ภูมิ ได้ไปดูงานกับเขาด้วยที่สนามบินดอนเมือง

เบื้องหลังการถ่ายทำ

ที่นั่งผู้โดยสารขณะรอขึ้นเครื่องเป็นโลเกชั่นในเรื่องนี้

พระเอกของเรื่องคนนั่งตรงกลางภาพ
นางเอกในเรื่องคือพิม ซอนญ่า (คนไทย)

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เพิ่งกลับจากเดินสายภาคเหนือ

ตั้งแต่วันพุธที่ 26 มค. ผมเดินทางไปเชียงใหม่ - เชียงราย - พะเยา - แพร่ เพิ่งกลับมาเมื่อวันที่ 31 มค. วันนีึ้ เลยเอาข้อมูลมาอัพเดทกันว่าไปทำงานที่ไหนมาบ้าง

งานส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเจรจา แนะนำ ดูงาน ศึกษาพื้นที่เพาะปลูก ทั้งข้าว กาแฟ สับปะรด กะหล่ำดอก ใบยาสูบ ไผ่ ฯลฯ ซึ่งเป็นงานที่นับว่าท้าทายมากๆ สำหรับผมในปีนี้ เพราะต้องหาหนทางที่จะลดการใช้เคมีให้เกษตรกรที่ร่วมกิจกรรมกับเรา

ดอยแม่สลองขึ้นไปดูไร่ชา

เชียงรายมีไปดูหลายเรื่อง ตั้งแต่ข้าว กาแฟ และสับปะรด

พะเยา นัดแล้วแต่ไม่เจอ เลยแค่แวะถ่ายภาพ

มาจบที่จ.แพร่ และได้ดูงานหลายอย่าง
ตั้งแต่ ใบยาสูบ ดอกกะหล่ำ ผักชี และไผ่

หากใครอยากรู้หลายละเอียดก็ไปดูได้ที่ BeztDMFarming

เดินสายในปี 2011 เริ่มต้นที่โคราช ขอนแก่น

มกราคมของปีใหม่นี้ ผมเริ่มดูงานแรกที่โคราช เขาใหญ่ ไปตรวจน้ำหมักอาหารที่ร้า่นครัวจันผาที่เขาใหญ่ หลังจากตรวจสอบเสร็จแล้วก็ไปวังน้ำเขียว และจบลงที่ขอนแก่น ด้วยการบรรยายถึงสรรพคุณ ให้กับบรรดาข้าราชการ อบจ.ขอนแก่น ฟังเรื่องการหมักน้ำชีวภาพสูตรใหม่

ครัวจันผา ไปดูเรื่องการหมักเศาอาหารที่ร้านนั้น

ส่วนที่ขอนแก่นบรรยายเรื่องการหมักเศษอาหารด้วย BeztDM

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

15 หน้า 15 ปี ของลูกชายคนโต

รวมภาพใบหน้าของลูกตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 15 ปี เพื่อเห็นถึงพัฒนาการของเขา


วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

สารคดีท่องเที่ยวอิงประวัติศาสตร์พระคัมภีร์

ช่วงปีใหม่ อยู่บ้านทำงานตัดต่อ เพิ่งเสร็จออกมา 2 ตอนครับ มีทั้งหมด 5 ตอน





ตอนแรกเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 6 แห่ง พร้อมคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับพระคัมภีร์ และบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับสถานที่หรืออ้างอิงถึง


ตอนที่ 1 ไปที่ นาซาเร็ธ, คานา, คาเปอรนาอุม. กาลิลี, ทิเบเรียส และเยรีโค

ตอนที่ 2 เกี่ยวกัีบการประชุม และสถานที่สำคัญในเยรูซาเล็ม
การประชุมนิเวศน์อธิษฐาน, ประตูทองคำ, อุโมงค์ใต้พระวิหาร,
สถาบันพระวิหารหลังที่ 3, พันธกิจช่วยแรงงานไทย และเมืองจำลองนครเยรูซาเล็ม

สนใจสั่งซื่อได้ที่นี่เลยครับ

หนังสือที่ว่าด้วย "ชาติ, ศาสนา และพระมหากษัตริย์"

ปีใหม่แล้ว เลยซื้อหนังสือเป็นของขวัญให้ตัวเองหน่อย เพราะที่ผ่านมาไม่ได้เขียนหนังสือเลย ข้อมูลใหม่ๆ เลยไม่ได้เติมเข้าไป ปีนี้เลยตั้งใจหาหนังสือมาอ่านเพื่อเก็บเข้าคลังสมอง

ไม่น่าเชื่อเลยว่าหนังสือที่ซื้อมาเกี่ยวข้องกับ "ชาติ, ศาสนา และพระมหากษัตริย์" อย่างไม่ตั้งใจ ตอนซื้อก็แค่ดูปก และเปิดดูสารบัญ ก็ซื้อมาเลย 3 เล่ม และต่อด้วยอีกเล่ม

เล่มแรก Racing Toward Armageddon
เป็นหนังสือที่เขียนโดยผู้แต่ง Holy Blood Holy Grail จนแดน บราวน์เอาไปแต่งเป็นนิยายจนโด่งดัง ในเล่มก็กล่าวถึงข้อมูลที่นำไปสู่สงครามสุดท้าย อาร์มาเกดดอน แน่นอนว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับ "ชาติ" ครับ แต่เป็นชาติของอิสราเอล

ราคาเล่มละ 495 บาท เป็นภาษาอังกฤษ
ซื้อที่ Asis Books

เล่มที่สองคือ "Religions" ส่วนอีกเล่มซื้อทีหลัง "ศาสนาโลก" ทั้งสองเล่มนี้ที่ซื้อเพราะที่ผ่านมาตัวเองยุ่งเกี่ยวกับศาสนาค่อนข้างมาก ในฐานะนักบรรยายถึงอนาคตโลก อวสานโลก สุดท้ายก็กลับมาที่คำถามสามัญ "ศาสนาคืออะไร?" อ่านผ่านๆ ตา่ ก็ได้คำตอบเยอะกว่าที่คิด

และรู้เพิ่มเติมอีกว่า ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ มีคณะเยอะมากกว่าที่เคยรู้มาก่อน และยังมีคณะใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอีก แต่เปอร์เซ็นต์ผู้เชื่อกลับลดลงไป 1% จาก 33% เหลือ 32% แล้วครับ (ไว้มาเล่าให้ฟังว่ามีคณะอะไรบ้าง)

ส่วนภาษาไทยไม่มีภาพประกอบเหมือนภาษาอังกฤษ จึงเป็นเพียงข้อมูลพื้นฐานให้ค้นคว้าเล่มอื่นต่อ

Riligion ราคาเล่มละ 650 บาท
ศาสนาโลกเหลือ 70 บาท จาก 200 บาท

ส่วนเล่มสุดท้าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ในหลวงของเรา ครับ และเป็นภาษาอังกฤษ ที่ซื้อเพราะต้องการสะสมหนังสือ และมีภาพประกอบเป็นสี ซึ่งต่างหนังสือภาษาไทยที่เกี่ยวกับในหลวง มีมากจนซื้อไม่ไหว

ในเล่มเป็นมุมมองจากต่างประเทศ ซึ่งน่าสนใจมาก

ราคาแค่ 300 บาทเองครับ

ภายในเล่มมีหน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ข้อดีของการไปเที่ยวกับครอบครัว

ปีใหม่นี้ ใครมีวันหยุดก็ลองพาครอบครัวไปเที่ยวบ้่างนะ จะพบข้อดีของการไปเที่ยว ดังต่อไปนี้

1. มีเวลาพูดคุยกันในรถ ระหว่างเดินทาง ควรเลือกเส้นทางภูเขา
เพราะจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

2. ได้นอนพร้อมๆ กัน ควรเลือกนอนที่ไม่มีไฟฟ้า
หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะไม่มีอะไรทำจึงต้องนอน

3. ได้ถ่ายภาพร่วมกันระหว่างสามีภรรยา

หรือถ่ายภาพกับลูกๆ

4. ได้กินข้าวพร้อมหน้ากัน

แต่ถ้าครอบครัวไหนทำได้อยู่แล้ว ก็ถือว่าไปกินข้าวนอกบ้าน นอนนอกบ้านบ้าง เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศนะครับ ขอให้เที่ยวให้สนุก และขับขี่รถอย่างปลอดภัยในวันปีใหม่ครับ

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คริสตมาสที่ Home Church

คืนวันที่ 25 ธค. ผมและครอบครัวก็มาจบที่ปาร์ตี้เล็กๆ ของ Home Church ที่ผมไปเป็นประจำทุกอาทิตย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ อยู่แถวย่านถนนรามอิทรา กม. 2 ลาดปลาเค้า

บรรยากาศเป็นกันเอง แบบครอบครัวมาพบปะสังสรร

ขนมอร่อยจาก อ.ยิ่งศักดิ์

มอบให้ อ.ดุสิต และสมาชิกในโบสถ์

โฉมหน้าสมาชิกของ Home Church ที่ผมไป

คริสตมาสที่ Cystal Park

เป็นงานพิเศษที่มูลนิธิศุภนิมิตจัดขึ้น เมื่อวันที่ 25 ธค. และเด็กๆ ปัญโญทัยได้ไปร่วมขับร้องบทเพลงคริสตมาสที่ คริสตัล ปาร์ค อยู่เลียบถนนทางด่วย เอกมัย-รามอินทรา

ใช้บันไดเป็นเวทีสำหรับนักร้องประสานเสียงปัญโญทัย ที่คริสตัล ปาร์ค

นักร้องคือนักเรียนปัญโญทัย ตั้งแต่ชั้น ม.3-6

ครูฟาร์ม ภารวี สมบัติศิริ ผู้ฝึกสอนและเล่นดนตรี

ผมและลูกชายทั้งสอง น้องนาย
และพี่ภูมิ (วันนี้มาเป็นนักร้องประสานเสียง)

คริสตมาส เทศกาลแห่งการมอบของขวัญ

คริสตมาสที่ปัญโญทัย

บรรยากาศงานคริสตมาสที่โรงเรียนปัญโญทัย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ลูกชายของผมทั้งสอง เรียนและศึกษาอยู่ เป็นโรงเรียนขนาดกะทัดรัด คือมี 1 ชั้นต่อ 1 ห้องเรียน และเ้มื่อวันที่ 24 ธันวาคม ก็มีงานเลี้ยงพิเศษ คือผู้ปกครองนำอาหารมาเลี้ยงกัน มีการแสดงขับร้องเพลงคริสตมาส และเล่นดนตรีด้วย อีกทั้งยังมีการแลกของขวัญที่พ่อแม่ทำให้ลูก ลูกทำให้พ่อแม่ บรรยากาศอบอุ่นครับ

ลานในโรงเรียนเต็มไปด้วยเด็กๆ และผู้ปกครอง
เหมือนเทศกาลซากุระที่ญี่ปุ่น

ลูกๆ และพ่อแม่แลกของขวัญกัน

การแสดงของเด็กๆ ตั้งแต่ ป.1 - ม.6

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มุมมองจากวันคริสตมาสแรก

เมื่อวานซืนผมไปที่คจ.มหาชล ไปงานปาร์ตี้ซึ่งจัดโดยคจ.แห่งสันติภาพ โดยอ.สวัสดิ์ เป็นคนเชิญไปร่วมฉลองเทศกาลคริสตมาสที่นั่น ขณะที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ก็มีความคิดแวบเข้ามาว่าถ้าหากจะแบ่งปันเรื่องวันคริสตมาสจะพูดเรื่องอะไร ก็รีบดึงข้อมูลจากสมองส่วนเก็บความจำ คลังพระคัมภีร์ เตรียมว่าหากเขาเชิญให้พูดก็จะแบ่งปัน แต่พอดีเวลาจำกัด กิจกรรมเยอะ เลยผ่านไป

แต่ความคิดนี้ยังคงวนเวียน จึงต้องนำมาเล่าผ่านบล็อกนี้เพื่อเก็บความทรงจำของตนเองเอาไว้ เพราะวันหนึ่้งคงจะหลงลืมตามวัยอันควร

ประเด็นที่จะเล่าคือ.. มีใครบ้างในคริสตมาสแรกที่รู้เรื่องการประสูติืของพระคริสต์.. แล้วเขาตอบสนองอย่างไร?

1. โหราจารย์ (นักปราชญ์)

รู้เรื่องนี้จากตำรา เพราะพวกเขาใช้องค์ความรู้ทั้งหมดที่พวกเขาศึกษา และต้่องการพิสูจน์ความจริงตามที่ตำราว่าเอาไว้ จะว่าไป กลุ่มคนพวกนี้ก็ไม่ต่างจากพวกหมอดู อาศัยความรู้จากตำรา ตีความเอาเอง จนต้องไปถามถึงในวังของเฮโรด คือแม้จะมีความรู้ แต่ก็สุ่มๆ ไป ลองผิดลองถูก เหมือนนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน คือทดลองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบ ทั้งที่ความจริงมีอยู่แล้ว
แน่นอนว่าสุดท้าย คนกลุ่มนี้ก็ได้พบพระคริสต์ที่มาบังเกิดเป็นกษัตริย์ แล้วมอบของขวัญให้ตามกำลังทรัพย์ที่ตนเองนำมา

แต่กลับไม่สามารถไปเล่าให้ใครฟังต่อ เพราะความรู้ความเข้าใจของพวกเขาเป็นอันตรายต่อผู้อื่น
หมายความว่าความรู้ของพวกเขาเป็นภัยต่อผู้มาบังเกิด (ดูข้อต่อไป)

2. เฮโรด

ในคริสตมาสแรก เฮโรดรู้เรื่องนี้จากโหราจารย์และปุโรหิต แต่เขาหงุดหงิด และโกรธ เพราะข่าวที่พวกโหราจารย์นำมาบอก นั่นหมายความว่าจะมีคนมาแทนที่เขา ในโลกนี้จะมีคนแบบนี้บ้างไหม ที่ไม่พอใจในองค์ความรู้ เมื่อมีคนที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนชีวิตเรา เปลี่ยนทุกอย่างที่เราเคยทำ เปลี่ยนสารพัดที่เราชอบ และเราต้องหมดสิทธิ์ที่จะครอบครองสิ่งที่เรามีอยู่ โดยผู้มาใหม่จะมาแทนที่ทุกอย่าง

แน่นอนว่าเฮโรดไม่ชอบ และไม่เห็นด้วยกับกษัตริย์องค์ใหม่ที่มาพร้อมกับข่าวของเหล่านักปราชญ์ (โหราจารย์) ซ้ำยังวางแผนและกระทำการสังหารทารกแรกเกิดด้วยความอาฆาตด้วย ทั้งๆ ที่เด็กที่มาเกิดยังไม่ได้ทำอะไรให้เขาเลย เรียกว่าพาลความจริง หรือเป็นคนประเภทไม่ยอมรับความจริง

3. คนเลี้ยงแกะ


ไม่น่าเชื่อเลยว่า คนเลี้ยงแกะ (ชาวบ้าน) เป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกที่ได้รับข่าวดีนี้ และที่สำคัญทูตของพระเจ้าเองมาบอกข่าวกับพวกเขา และเขาก็ไปพบพระกุมารตามที่ทูตสวรรค์บอก

ผลตอบรับของคนกลุ่มนี้ ชัดเจน นั่นคือความยินดี และที่สำคัญ พวกเขาไปบอกคนอื่นๆ ในหมู่บ้านถึงข่าวดีในวันคริสตมาส และการบังเกิดของพระผู้ไถ่

บทสรุป ท่านคิดว่าท่านเป็นคนแบบไหน
    - ใช้ความรู้มาหาพระคริสต์ แต่สุดท้ายบอกใครก็ไม่ได้ ว่าได้พบพระคริสต์แล้ว ต้องกลับบ้านไปอย่างเงียบๆ
    - ไม่พอใจข่าวดี ไม่อยากเปลี่ยนชีวิต ไม่อยากเปลี่ยนวิถีเดิมๆ อยากเป็นคนอย่างเดิม อย่ามายุ่งกับอาณาจักรของฉัน แบบเดียวเฮโรด และโกรธด้วยเมื่อคนมาเล่าเรื่องพระคริสต์เป็นพระเจ้า
    - รู้แล้ว ต้องบอกต่อ อดไม่ได้ เพราะมันน่ายินดีจริงๆ แบบคนเลี้ยงแกะ (มีคน 33% ของโลกที่รับเรื่องนี้)
    แล้วท่านล่ะ!...

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คริสตมาส 3 บรรยากาศ

คริสตมาสปีนี้ ผมมีโอกาสเข้าร่วมงานถึง 3 ที่ 3 บรรยากาศ แต่ละที่ก็มีความแตกต่างกัน แต่ก็มีหัวใจเดียวกัน นั่นคือวันคริสตมาส วันประสูติของพระเยซูคริสต์ วันที่ผู้คนมอบของขวัญให้กันและกันโดยผ่านความรักของพระเจ้า

ที่แรกก็คือที่จังหวัดเลย อ.ปากชม ที่คจ.โป่งสำราญ เมื่อวันที่ 11 ธค. ที่นี่บรรยากาศแบบลูกทุ่ง เพลงลูกทุ่ง หมอลำ ในสไตล์คันทรี่

คริสตมาส เทศกาลแห่งการมอบของขวัญ
พวกเราไปมอบเสื้อกันหนาวให้ชาวบ้านที่นั่น 100 ตัว

กิจกรรมบนเวทีโดย อ.ต่อ แห่ง คจ.โป่งสำราญ
ผู้ชมก็คือเด็กๆ ที่หมู่บ้าน


แห่งที่สองก็คือ โรงแรมคอนราด เป็นงานคริสตมาสแบบหรูหรา รับประทานอาหารในโรงแรม แน่นอนว่าแตกต่างจากงานแรกอย่างสิ้นเชิง ที่นี่จัดโดยคจ.ความหวังกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 ธค.


ภูมิ ลูกชายคนโตของผมต้องสวมสูทไปร่วมงาน
ก็เท่ไปอีกแบบ
ผมก็ต้องสวมสูทด้วยเหมือนกัน
โต๊ะอาหารที่เรารับประทานอาหารกัน ในแบบกาลาดินเนอร์
การแสดงบนเวที ทั้งนักร้องนักแสดงกว่าร้อยคน

แห่งที่สาม เป็นแบบงานปาร์ตี้ โต๊ะจีน จัดโดย คจ.แห่งสันติภาพ อ.สวัสดิ์ เชิญผมไปร่วมงาน บรรยากาศเป็นกันเองโดยสมาชิกร่วมกันจัดขึ้นมา มีการแสดงของเด็กๆ น่ารักดีครับ สถานที่จัด คจ.มหาชล นวมินทร์ 24 เมื่อวันที่ 22 ธค.


สถานที่ประดับประดาด้วยไฟ

มีมุมให้่ถ่ายภาพที่ระลึก
น้องนายกับผมถ่ายภาพที่ระลึกหน้าโบสถ์มหาชล
งานเลี้ยงโต๊ะจีน จัดข้างโบสถ์

น้องนายรับรางวัลในวันคริสตมาส