ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การล่าแม่มด (Witch Hunts)

คัดลอกมาจากหนังสือ "ไขปริศนามายาเวท"

ในบทความนี้ต้องการจะสื่อให้เห็นถึงความดิบเถื่อนของมนุษย์ด้วยกันที่อ้างตนว่าศิวิไลซ์ ได้ใช้เล่ห์เพทุบายยัดข้อหาอันร้ายแรงแก่ผู้คนที่ไม่ยอมก้มหัวให้ตน ด้วยอุปกรณ์อันสุดแสนพิสดาร เพื่อบังคับขู่เข็ญให้ผู้บริสุทธิ์ฝ่ายตรงข้ามกับตนต้องรับโทษทัณฑ์ในข้อหาที่สุดแสนจะคลาสสิคนั่นคือ การเป็นแม่มด

คำว่า “Witch Hunts” มีความหมายตามพจนานุกรมภาษาไทยว่า “การประหัตประหารศัตรูการเมือง อย่างการปราบปรามแม่มดในสมัยก่อน” เรื่องการล่าแม่มดนั้นมีเหตุผลทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะความเชื่อของคนยุโรปในสมัยนั้นยังดิบเถื่อนเหมือนกัน การดำเนินชีวิตแบบแปลกแยกจากสังคมหรือทำตัวลึกลับอาจจะส่งผลให้ผู้คนตั้งข้อสงสัยว่าคนๆ นั้นอาจจะเป็นแม่มดก็ได้ เมื่อนั้นจะมีคนจากทางการมาจับและทำการสอบสวน ซึ่งส่วนใหญ่จะจบลงด้วยการเผาทั้งเป็น
แต่ก่อนที่จะยอมรับสารภาพ เขาหรือเธอจะถูกทรมานจนทนไม่ได้ ความตายดูเป็นทางออกที่ดีกว่า เรามาดูซิว่ามีใครบ้างในอดีตที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดบ้าง

เดม อลิซ คีทเลอร์ (Dame Alice Kyteler)
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไอร์แลนด์ ในช่วงศตวรรษที่ 14 “เดม อลิช คีทเลอร์” ถือเป็นคนแรกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด
ภาพแกะสลักไม้ แสดงให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง
กำลังกลายร่างด้วยขี้ผึ้ง
เธอแต่งงาน 4 ครั้ง และทั้ง 3 ครั้งสามีของเธอได้เสียชีวิต ทุกคนเป็นคนที่มั่งคั่ง และคนสุดท้ายคือ “เซอร์จอห์น เลอ โปเออร์ (Sir John le Poer)” ซึ่งเธอถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดเมื่อเซอร์จอห์นสังเกตว่าตัวเขามีร่างกายซูบผอมลงไปทุกที ที่ฝ่ามือมีขนขึ้นเต็มไปหมด และสงสัยว่าเขากำลังจะถูกแม่มดฆ่าทีละน้อย

เขาจึงเรียกเอาลูกกุญแจห้องของภรรยาเดม อลิซ มาและเข้าไปในห้องของเธอ เขาพบหีบล็อคกุญแจและกำปั่นใส่เงินหลายชิ้น เมื่อเปิดออกก็พบผงและน้ำมันเหมือนขี้ผึ้งบรรจุอยู่ เขาจึงลงความเห็นว่าเธอเป็นแม่มด

เขาจึงส่งกำปั่นทั้งหมดให้แก่บิชอปนามว่า “ริชาร์ด เดอ เลด์เรด (Richard de Ledrede)” แห่งวิหารออสซอรี่ (Ossory) ท่านเคยไปอยู่ที่ฝรั่งเศสเรียนรู้เรื่องแม่มดและเวทมนตร์คาถาต่างๆ ท่านจึงสั่งให้มีการสอบสวน และผลออกมาว่าต้องควบคุมตัว เดม อลิซ กับผู้ร่วมสมคบอีก 7 คน ในฐานะผู้ทำตัวนอกรีตและหันไปนับถือปิศาจ คนที่ถูกกล่าวหานั้นมีลูกชายและคนใช้ของเธอรวมอยู่ด้วย

แต่ในประเทศไอร์แลนด์ ผู้ดีมีสกุลได้รับการยอมรับนับถือและมีอิทธิพลอย่างมาก การที่จะจับเธอมาลงโทษจึงเป็นเรื่องยาก ท่านบิชอปจึงทำได้เพียงไล่เธอออกจากศาสนา แต่เธอก็แก้เผ็ดท่านโดยเอาตัวท่านไปขังคุกไว้ถึง 15 วัน แล้วปล่อยตัวออกมา

ท่านบิชอปพยายามร้องต่อศาล แต่ศาลไม่รับคำร้อง เพราะยังไม่เคยมีการจับกุมคนที่ไม่มีความผิดมาคุมขัง แถมยังถูกโยนออกมานอกศาล แต่ในที่สุดศาลก็ยอมจับกุมคนทั้งหมด

เดม อลิซจึงตัดสินใจหนีไปอังกฤษ และอยู่อย่างปลอดภัย แต่ลูกชายที่ชื่อ วิลเลียม และคนอื่นๆ ถูกจับได้ เขาถูกขังอยู่ 9 สัปดาห์ จนต้องยอมรับสารภาพ และถูกทำโทษเพียงซ่อมหลังคาโบสถ์โดยเขาออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด แล้วออกจากเมืองนั้นมา

มีแต่ “เปโทรนิลล่า (Petronilla)” สาวใช้ของเธอ ที่ถูกประหารชีวิตด้วยการเผาทั้งเป็น ส่วนคนอื่นๆ ถูกเฆี่ยนประจานในตลาดและตามถนน

แม่มดที่เมืองเชล์มฟอร์ด (The Chelmsford Witches)
ในปี 1566 ที่เมืองเชล์มฟอร์ด ประเทศอังกฤษ มีผู้หญิง 3 คนถูกจับกุมด้วยข้อหาเป็นผู้ใช้เวทมนตร์คาถาในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งหมดมาจากเมืองเดียวกัน มีคนหนึ่งชื่อว่า “เอลิซาเบธ ฟรานซิส” ยอมรับว่าเธอใช้เวทมนตร์มาจากย่าของเธอตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เธอเล่าว่าแมวช่วยใช้เวทมนตร์ให้เธอได้พบรักจนเธอได้หลับนอนกับทหารม้าและตั้งครรภ์ เธอจึงถูกตัดสินลงโทษจำคุกเพียง 1 ปี

อีกคนชื่อ “แอกเนส วอเตอร์เฮาส์” เธอรับสารภาพว่าใช้เวทมนตร์ทำร้ายผู้อื่นแต่ไม่สำเร็จ เธอได้รับแมวมาจากเอลิซาเบธ ศาลตัดสินแขวนคอเธอ จึงนับว่าเป็นผู้หญิงคนแรกในอังกฤษที่ถูกตัสินประหารชีวิตในข้อหาแม่มด

ในปี 1583 มีคดีเกี่ยวกับแม่มดอีก คดีแรกเริ่มจากการทะเลาะกันระหว่างหญิงชรา “เออซูล่า เคมเป” มีอาชีพเป็นหมอตำแย กับนางเกรซ ธอร์โลวี ผู้ว่าจ้างเลี้ยงลูก เพราะลูกสาวของเธอตกลงมาจากเตียงคอหักตาย เธอเชื่อว่านางเคมเป ใช้เวทมนตร์ทำ ผลก็คือนางเคมเปถูกจับและทรมาน เธอจึงยอมรับสารภาพว่าใช้เวทมนตร์คว่ำเปลให้เด็กตกลงมาตาย และเธอยังอ้างถึงคนอื่นๆ ด้วยซึ่งมีบางคนมีใบหน้าคล้ายแมว คล้ายคางคก ศาลจึงพิจารณาผู้ถูกกล่าวหาถึง 11 คน มี 2 คนถูกแขวนคอ ส่วนนางเคมเปนั้นได้รับการลดหย่อนไม่ถึงกับถูกประหารชีวิต

ในปี 1589 ก็มีอีก 10 คนถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด มี 4 คนถูกประหาร ซึ่งข้อหาก็เหมือนๆ กันคือ เกี่ยวข้องกับคางคก แมว และหญิงคนใช้ผิวดำ

แมทธิว ฮอบกิ้นส์ (Matthew Hopkins)
เขาเป็นลูกชายของนักบวชโปรแตสแตนท์จากหมู่บ้านเล็กๆ เมืองหนึ่ง ในปี 1644 เขาไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นนักกฎหมาย เพราะสงครามระหว่างเมือง จนเขาเกิดความคิดที่จะปรักปรำหญิงชราคนหนึ่งว่าเป็นแม่มด เพราะบ้านใหม่ของเขาอยู่ในบริเวณที่มีแม่มดอยู่หลายคน

เหยื่อคนแรกของเขาคือ “อลิซาเบธ คล้าก” เขาปรักปรำเธอจนเธอโดนจับและถูกจับเปลื้องผ้าเพื่อค้นหาเครื่องหมายของมาร ในที่สุดก็พบเนื้อที่เป็นติ่งเหมือนหัวนมอยู่ที่หนึ่ง หญิงชราถูกทรมานด้วยการไม่ยอมให้นอนหลับติดต่อกันหลายวัน จนในที่สุดเธอจึงยอมสารภาพว่าเคยดูดกินเลือดของผู้สนิทสนม เลือดสุนัข กระต่าย และพังพอน

โรคกลัวแม่มดกระจายไปทั่วหมู่บ้าน มีหญิงอีก 5 คนถูกจับ อีก 4 คนสารภาพว่าเคยทำร้ายคนใกล้ชิด ต่อมาผู้หญิงอีก 32 คนก็ถูกจับเข้าห้องขัง ซึ่งตายไป 4 และอีก 28 คนถูกดำเนินคดีที่เมืองเชล์มฟอร์ด

ต่อมาฮอบกิ้นส์มีผู้ช่วยอีก 4 คนและตระเวนออกหาแม่มดเพื่อรับรางวัล แม้จะเป็นการใส่ความสร้างพยานเท็จเขาก็กระทำเพื่อให้มาเพื่อเงินทองและอำนาจ

ผู้หญิง 19 คนถูกตัดสินแขวนคอ 5 คน ได้รับการลดหย่อนโทษ 8 คน ถูกนำกลับเข้าคุกเพื่อสืบสวนต่อ

ฮอบกิ้นส์ทำงานได้ดีมากในช่วงสงครามกลางเมือง ผู้คนไร้ความหวัง เขาจึงได้รับการต้อนรับในทุกแห่ง รอบเมืองเอสเซกซ์ได้แม่มดเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับที่อัลเดเบิร์ก เขาได้ค่าหัวคนละ 6 ปอนด์ ที่สโนว์มาเก็ต เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจ่ายให้เขาวันละ 33 ปอนด์ (ค่าแรงทั่วไปในสมัยนั้นวันละ 6 เพ็นนีเท่านั้น) เพียงปีเดียวเขากลายเป็นนักล่าแม่มดด้วยรายได้ถึง 1,000 ปอนด์

ต่อมาในเดือนเมษายน ปี 1646 มิชชั่นนารีคนหนึ่งนามว่า “โกล” มาจากเมืองฮันทิงดอน ต่อต้านการทำงานของฮอบกิ้นส์ และพิมพ์หนังสือขึ้นมาฉบับหนึ่งบรรยายการทรมานเหยื่อของเขา ซึ่งในขณะนั้นการทรมานแม่มดในอังกฤษเป็นสิ่งต้องห้าม แต่ฮอบกิ้นส์มีวิธีทรมานให้เหยื่อสารภาพโดยการทิ่งแทงด้วยหนามตรงตรามาร ซึ่งโดยมากจะเป็นบริเวณที่ผิวหนังจะไม่เจ็บง่ายๆ หรือให้เหยื่อว่ายน้ำโดยการโยนลงไปในสระ ถ้าลอยตัวได้ถือว่าบริสุทธิ์ หรือบังคับไม่ให้นอนหลายๆ วัน บางครั้งก็ล้างสมองด้วยวิธีอื่นๆ ผู้คนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้โกรธแค้นฮอบกิ้นส์เป็นอย่างยิ่ง

เขาถูกจับตัวเอาไปพิสูจน์โดยการดำน้ำอย่างทรมาน และทำร้ายอีกหลายอย่าง จนเขาล้มป่วยและเสียชีวิตด้วยวัณโรค

แม่มดในเยอรมัน (Witch Hunts in Germany)
ปี 1572 ในเมืองเทรเวส ผลิตผลทางการเกษตรตกต่ำลงมาหลายปี การหาเหตุของที่มาแห่งหายนะจึงตกที่ผู้หญิง 5 คน ในข้อหาแม่มด

ระหว่างปี 1587 ถึงปี 1594 มีผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดถึง 306 คน ทั้งยังเกี่ยวพันถึงผู้อื่นๆ อีกถึง 6,000 คน ตามบันทึกกล่าวว่า “ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าเป้นแม่มดแล้ว ยากที่จะหนีพ้นไปจากการลงโทษได้” โทริช เฟลด รองข้าหลวงแห่งเมืองเทรเวส และอธิการบดีของมหาวิทยาลัย คัดค้านไม่เห็นด้วยกับคดีหลายคดี ในที่สุดเขาก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดและถูกเผาทั้งเป็น

ในปี 1631 และ 1636 “ฟรานซ์ เบอร์มานน์” มีอาชีพในการล่าแม่มด และยึดทรัพย์ของผู้ถูกกล่าวหามีผลทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมา เขาไปที่หมู่บ้านไรน์บาช ที่นั่นเขาตัดสินคดีและเผาทั้งเป็นแม่มดถึง 150 คน แต่ต่อมาเขาก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดบ้าง และถูกเผาทั้งเป็นเช่นกัน

แม่มดในเยอรมันมักจะเกิดขึ้นในเมืองที่เคร่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เช่นเมืองสตาร์สบรูก เบรสโล ฟูลด้า วือสบรูก และแบมบรูก แม่มดเมืองต่างๆ ถูกเผาไปกว่า 900 คน เฉพาะเมืองแบมบรูกเมืองเดียวเผาไป 600 คน

การลงโทษเผาทั้งเป็นเริ่มทำกันตั้งแต่ปี 1609 บิชอปฟอน อาสโชเสน สั่งประหารแม่มดถึง 300 คน ในเวลา 13 ปี

ระหว่างปี 1626 ถึง 1630 มีคนถูกเผากว่า 400 คน

ในเมืองวือสบรูก ปี 1629 อัครเสนาบดีได้บันทึกไว้ในจดหมายเหตุเอาไว้ว่า มีเด็กอายุตั้งแต่ 3 ขวบ ไปจนถึง 15 ต้องถูกลงโทษด้วยการเกี่ยวข้องกับมารซาตานซึ่งมีบริวารถึง 8,000 คน มีคดีเกี่ยวกับแม่มด 29 คดี ถูกลงโทษไปทั้งหมด 159 คน ด้วยการตัดศีรษะซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ
และการลงโทษแม่มดในเยอรมันสิ้นสุดลงในปี 1775 เกือบทุกคดีเป็นการใส่ความกัน

ฌอง ออฟ อาร์ค (Joan of Arc)
ในปี 1429 สาวน้อยจากฝรั่งเศสลูกชาวนาอายุ 12 ขวบ ที่ตัวเธอเองเชื่อว่าได้รับนิมิตจากพระเจ้านำกองทัพฝรั่งเศสต่อสู้กับทัพของอังกฤษเพื่อกอบกู้อิสรภาพ และเธอก็ทำสำเร็จ แต่สุดท้ายตัวเธอกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดโดยการที่เธออ้างว่าได้นิมิตจากพระเจ้า เป็นผลทำให้เธอถูกประหารชีวิตโดยการเผาทั้งเป็นในปี 1431

แต่อีก 500 ปีต่อมาเธอกลับได้ยกย่องว่าเป็นผู้พลีชีพ และได้เป็น “เซนต์” หรือนักบุญ

มาเธอร์ ซิปตัน (Mother Shipton)
แม่มดผู้ทำนายอนาคตแห่งอังกฤษ ปีเกิดของเธอนั้นดูสับสนระหว่างปี 1448 หรือปี 1488 เธอมีอีกชื่อหนึ่งว่า “เออซูล่า ซอนเธียร์ (Ursula Southeil)” เธอมีรูปร่างใหญ่กว่าคนธรรมดา หลังค่อม หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว แต่มีสมองเป็นเลิศ

เธอพยากรณ์เรื่องราวต่างๆ ไว้มากมายเกี่ยวกับ รถยนต์ เครื่องบิน เรือดำน้ำ เรือเหล็ก และทองคำในแคลิฟอร์เนีย และยังทำนายถึงวันสิ้นโลก

เรื่องที่ทำให้เธอมีชื่อเสียงมากที่สุดคือเธอทำนายเกี่ยวกับพระคาร์ดินัลวอลซีย์ว่าท่านไม่มีทางไปถึงเมืองยอร์กอย่างแน่นอน และคำทำนายของเธอก็เป็นจริงแม้จะถูกขู่เอาไว้ว่าถ้าพระคาร์ดินัลมาได้เธอจะถูกตัดสินเผาทั้งเป็นในฐานที่เป็นแม่มด

วิลเลียม ลิลลี่ ตีพิมพ์หนังสือคำทำนายของเธอ ในปี 1645 ว่าเธอทำนายถูกต้องเพียง 16 ข้อ ยกเว้นข้อเดียวที่ว่านายเรือต้องร่ำไห้เพราะบ้านเมืองทรุดโทรมไป ขนาดจะหาซื้อเหล่าดื่มก็ยังไม่ได้ แต่ เอส. เบเกรอร์ (S. Baker) ตีพิมพ์ในหนังสือในปี 1797 (ห่างกันถึง 152 ปี) ว่า เธอพยากรณ์ถูกต้องทั้งหมด เพราะหลังจากหนังสือของลิลลี่ตีพิมพ์ได้ 21 ปี เมืองลอนดอนก็ถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ เพราะชื่อเสียงของเธอจึงได้รับการยกย่องให้เธอเป็น “มาเธอร์” นับตั้งแต่นั้นมา

อิโซเบล เกาดี้ (Isobel Gowdie)

เธอเป็นสาวสวยผมแดง แต่งงานกับหนุ่มชาวนาชื่อ “ลอชลอย” ไม่มีลูกด้วยกัน สามีของเธอเป็นคนประเภทเซ่อๆ ซ่าๆ ในปี 1662 เธอทำให้คนรอบบ้านตะลึงเมื่อเธอประกาศว่าเธอได้เรียนวิชาแม่มดมาถึง 15 ปีแล้ว และยังเคยไปร่วมกิจกรรมกับเหล่าแม่มด และร่วมหลับนอนกับซาตาน เคยฆ่าคนด้วยเวทมนตร์

เธอจึงถูกจับมาสอบสวนที่เมืองออลเดอร์นพร้อมกับคนอื่นๆ ที่เธอซัดทอดถึง ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนที่ถูกจับมากลับสารภาพว่าเป็นความจริงทุกประการ

คำสารภาพของเธอเล่าว่า ระหว่างเดือนเมษายนเธอได้เผชิญกับซาตานซึ่งแต่งตัวในชุดสีเทาในระหว่างที่เธอไปมาระหว่างนาสองแห่ง และได้สัญญากับมันว่าจะไปพบที่โบสถ์ของเมืองออลเดอร์น และเธอก็ทำเช่นนั้นจริงๆ ซาตานคอยเธออยู่ที่มุขระเบียงโบสถ์โดยถือหนังสือปกสีดำเล่มหนึ่ง มันบอกให้เธอประกาศที่จะเลิกเชื่อพระเยซู จากนั้นก็มีหญิงคนหนึ่งชื่อ “มาร์กาเร็ต โบรดี้” เข้ามาจับตัวเธอไว้ ขณะที่ซาตานก้มลงดูดเลือดที่ไหล่ของเธอ และทำพิธีรับเธอเข้าสู้ลัทธิซาตาน เธอบรรยายว่ามันมีร่างกายใหญ่โต มีผิวสีดำ และขนเต็มตัว หลังจากนั้นมันก็มาหาเธออีก และร่วมเพศกับเธอ ซาตานสามารถหลับนอนกับแม่มดทุกคนได้โดยเสรี และทุกคนก็มีความยินดีร่วมกับมัน

แม่มดคนอื่นๆ เช่น “เจเน็ต เบรดเฮด” ก็สารภาพและเล่าว่าบรรดาแม่มดจะนั่งล้อมรอบซาตานในที่ชุมนุม ในขณะที่มันร่วมเพศกับผู้หญิงคนหนึ่ง มันเป็นมนุษย์ประหลาด เต็มไปด้วยพละกำลัง ซาตานจะร่วมเพศกับผู้หญิงทุกคนซึ่งอยู่ในที่นั้น

“มาร์กาเร็ต เมอร์เรย์” เล่าว่าซาตานสวมหนังแพะแทนเสื้อผ้า บางครั้งมันจะเปลี่ยนร่างเป็นสัตว์ เช่น กวาง หรือวัวตัวผู้ ก่อนจะเสพสุขกับเหล่าสาวก

มีผู้หญิงทั้งหมดประมาณ 30 คน แต่ละคนจะรอโดยไม่แย่งกันจนกว่าจะถึงคิวของตน และจะมีการชุมชนุมใหฐ่อย่างนี้ปีละ 4 ครั้ง

คำสารภาพเพิ่มความแปลกประหลาดมากขึ้นเมื่อ อิโซเบลสารภาพว่า เธอบินไปร่วมสนุกกับซาตานโดยใช้ม้าตัวเล็กเป็นพาหนะ พวกแม่มดสามารถแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้แล้วแต่จะต้องการ เช่นเป็นแมว หรืออีกา แม่มดสามารถใช้คาถาอาคมทำลายพืชผลของชาวนา และฆ่าพวกเด็กๆ

“เจเน็ต เบรดเฮด” กล่าวว่า พวกแม่มดจะเอาดินเหนียวมาปั้นเป้นเด็กๆ แล้วเอาหุ่นนั้นไปทิ้งให้จมน้ำ หรือนำไปย่างไปจนกว่าเด็กจะตาย เธอบอกว่าพวกเธอเคยฆ่าเด็กสองคนซึ่งเป็นลูกของชาวบ้านที่ขี้โกหกหลอกลวง

ยิ่งไปกว่านั้น อิโซเบล ยังเล่าอีกว่า เธอเคยฆ่าคนโดยใช้ลูกศรของซาตานที่ใช้เป็นอาวุธ เคยไปเที่ยวเมืองแห่งเทพ ราชินีแห่งเทพจะสวมเสื้อสีขาวได้เลี้ยงอาหาร และหลังจากนั้นก็ไปยิงธนูเล่นพร้อมกับซาตาน เธอยิงผู้หญิงคนหนึ่ง และคนอื่นๆ ช่วยกันยิงคนที่กำลังไถนาจนเขาล้มลง

เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล่าที่กล่าวขานต่อๆ กันมา ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าพวกเธอถูกประหารชีวิตอย่างไร หรือเป็นเพียงจินตนาการของผู้หญิงเกี่ยวกับเรื่องเพศ.. (ขอผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในเรื่องนี้ด้วยว่าน่าเชื่อถือเพียงไร เพราะนี่เป็นข้อมูลที่สะท้อนภาพถึงภายในจิตใจของมนุษย์ แม้จะต่างยุคสมัยกันก็ตาม)

แม่มดแห่งเมืองซาเลม (The Salem Witch Trials)

เรื่องแม่มดที่เมืองนี้ถือว่าเป็นเรื่องแม่มดที่คลาสสิคที่สุด และถือว่าเป็นความเข้าใจผิด ในปี 1692 ที่มลรัฐแมซซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เรื่องเริ่มต้นจากเด็กๆ ที่หลงไปฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับพิธีกรรมของพวก “วูดู” จากคนรับใช้ผิวดำ ซึ่งต่อมาคนผิวดำกว่า 200 คนถูกจับในข้อหาแม่มด มี 22 คนถูกตัดสินให้ประหารชีวิตและทรมาน

เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจบลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน หลายคนต้องมาจบชีวิตลงก็เพราะเด็กๆ พากันชักดิ้นชักงอหลังจากฟังเรื่องแม่มดจากหญิงคนใช้ที่ชื่อว่า “ทิทูบา” พวกเด็กๆ ได้รับการรักษาโดยหมอ แต่เมื่อหมดรักษาอาการแล้วกลับลงความเห็นว่าพวกเธอถูกแม่มดเข้าสิง ทิทูบาถูกสอบสวนและสารภาพว่ามารร้ายดลใจให้ทำร้ายเด็กๆ และยังโยนความผิดให้คนอื่นๆ อีก ไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่โดนกล่าวหา ยังมีผู้ชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดด้วย ซึ่งต่อมาเรื่องนี้ก็จบลงภายในปีเดียว มีหลายคนถูกปล่อยตัว และบาทหลวงปาร์ริสผู้เกี่ยวข้องนั้นถูกประณามและถูกปลดออกเพราะปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างเหลวไหล

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ทำไม? ยูดาสอิสคาริโอท จึงทรยศพระเยซู

ทำไม? ยูดาสอิสคาริโอท  จึงทรยศพระเยซู 

  ยูดาส (Judas) เมื่อคริสเตียนคนใดได้ยินชื่อนี้ก็เป็นที่รู้จักกันว่าคือ “ผู้ทรยศต่อพระเยซูด้วยการจูบ”  ชื่อนี้เคยเป็นชื่อยอดฮิตในสมัยก่อนคือ “ยูดา (Judah)”  เป็นชื่อ 1 ใน 12 บุตรชายของยาโคบ  และอีกผู้หนึ่งคือ "ยูดาส  มัคคาเบียส (Judas Maccabaeus)" ผู้กู้เอกราชในศตวรรษที่ 12  ก่อนคริสตกาล  ยูดาสจึงเป็นชื่อของวีรบุรุษแห่งอิสราเอล  ดังนั้นจึงมีคนนิยมตั้งชื่อนี้มาก  แต่หลังจากที่พระเยซูถูกตรึงที่กางเขนเป็นต้นมา  ชื่อนี้ไม่มีใครนิยมตั้งชื่อลูกหลานของตนอีกต่อไปเลย  นอกจากวงดนตรีร๊อควงหนึ่งในต่างประเทศ  ได้เอาชื่อนี้ไปตั้งชื่อวงดนตรีของตัวเองคือ วง "ยูดาส พรีสท์ (Judas Priest)"  เข้าใจว่าอยากโปรโมทวงเลยใช้ชื่อที่มันตรงข้ามกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่จะได้เป็นที่น่าสนใจ  (ผู้เขียนเคยชอบฟังเพลงของวงนี้เหมือนกันในสมัยเป็นวัยรุ่นตอนนั้นยังไม่ได้เชื่อในพระเจ้า)  พอพูดถึงวงนี้ก็ทำให้นึกถึงอีกวงหนึ่งคือ “แบล็ค  ซับบาช (Black Sabbath)”  วงนี้มีชื่อเสียงในเมืองไทยเหมือนกันชื่อนี้แปลว่า “สะบาโตสีดำ”  มีอีกมากในเมืองนอกที่ทำอะไรทำนองนี้  แม้ในบ้านเรายังมีเทปเพลงของพวก “ลัทธิซาตาน” ออกมาขายเลยอันนี้ยังไม่เคยฟังไว้จะไปขอยืมพวกที่ฟังแล้วจะมาเล่าสู่กันฟังในคราวต่อไป

ยูดาสอิสคาริโอท  เขาเป็นใครมาจากไหน
ยูดาส  เป็นชาวเมืองเคอริโอท (Kerioth) ซึ่งอยู่ในทางทิศใต้ของกรุงเยรูซาเล็ม  บางทีพ่อแม่ของเขาอาจจะเป็นคนเคร่งครัดในศาสนา  จึงตั้งชื่อบุตรของตนตามชื่อที่มีความหมาย และประวัติที่ดี  เขาคงได้รับการอบรมจากครอบครัวที่ดี  เมื่อเติบโตขึ้นใคร ๆ จึงเรียกเขาว่า "ยูดาส อิสคาริโอท (Judas Iscariot)" เพื่อเป็นเกียรติแก่เมืองของเขา  เช่นเดียวกับพระเยซูที่ถูกเรียกต่อท้ายว่า “ชาวนาซาเร็ธ” ก่อนที่ยูดาสจะพบกับพระเยซู


เขาไม่เคยมีเบื้องหลังอันด่างพร้อยเหมือนมัทธิว (มธ.9:9-13)  เป็นคนเก็บภาษีมีแต่คนเกลียดชัง
ไม่ใจร้อนขี้โมโหเหมือนยากอบเมื่อเห็นชาวบ้านไม่รับรองพระองค์ “พระองค์เจ้าข้า  พระองค์พอพระทัยจะให้ข้าพระองค์ขอไฟลงมาจากสวรรค์เผาผลาญเขาเสีย....” (ลก.9:53-54)
ไม่ใจแคบขี้อิจฉาเหมือนยอห์นเมื่อเห็นคนอื่นขับผีออกในนามพระเยซูแต่ตัวเองทำไม่ได้ (ลก. 9:49-50)
ไม่พูดพล่อย ๆ และเรียกร้องความสนใจเหมือนเปโตร “..ข้าพระองค์พร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ ถึงจะติดคุก หรือถึงความตายก็ดี” (ลก.22:33)
ไม่พูดโอ้อวดเหมือนโธมัส  “พวกเราไปกับพระองค์เถิด เพื่อจะได้ตายด้วยกันกับพระองค์” (ยน.11:16)
ไม่ขี้สงสัยเหมือนฟิลิป  “ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เห็น” (ยน.14:8)
ไม่ชอบพูดเยาะเย้ยดูถูกคนอื่นเหมือน นาธานาเอล  “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเรธได้หรือ” (ยน. 1:46)
(นี่ถ้าจะว่าไปแล้วทุกคนก็ไม่มีดีเหลืออยู่เลย  แต่โดยพระคุณพระเจ้าการไปสวรรค์นั้นไม่ได้อาศัยความดีของใครคนใดคนหนึ่งแต่อาศัยโดยความเชื่อในพระเยซูเท่านั้น)

ยูดาสเป็นบุคคลที่มีนิสัยดีมาแต่เดิม  เป็นผู้นิยมชมชอบพระเยซูมาตั้งแต่เริ่มแรก  มีบุคลิกลักษณะว่าจะเป็นคนสำคัญต่อไปข้างหน้า  และถูกเลือกเป็น 1 ใน 12 สาวกที่พระเยซูทรงเลือก  เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้นำ เขาได้รับหน้าที่เป็นเหรัญญิกดูแลการเงินของกลุ่ม  การที่หมู่คณะไว้ใจในเรื่องนี้ แสดงว่าเขาต้องเป็นคนสัตย์ซื่อไว้ใจได้  รอบคอบ  มีความสามารถ และสติปัญญา  (ถ้าจะพูดคุยถึงเรื่อเงิน ๆ ทอง ๆ มัทธิวน่าจะได้รับตำแหน่งนี้เพราะเขาถนัดด้านนี้ แต่ท่านมีชื่อเสียงไม่ดีมาก่อน)
นี่ถ้ายูดาสไม่ฆ่าตัวตาย และกลับใจใหม่  เราคงจะเรียกยูดาสว่าอาจารย์เป็นแน่แท้  เพราะว่าเขาจัดได้ว่าเป็นบุคคลตัวอย่างได้ดีทีเดียว

แล้วทำไมยูดาสถึงอายัดพระเยซู
มีสาเหตุอันใดที่ทำให้ยูดาอายัดพระเยซู  มัทธิวและมาระโกกล่าวว่า เพราะความโลภเป็นเหตุ “ท่านทั้งหลายจะให้ข้าพเจ้าเท่าไหร่...” (มธ.26:15)  “เขา...สัญญาว่าจะให้เงินแก่ยูดาส”    (มก.14:11)  ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้เลย  ถ้ายูดาสเป็นคนโลภจริง เหตุใดจึงเอาเงินแค่สามสิบเหรียญซึ่งเป็นเงินไม่มาก  แถมภายหลังยังเอาเงินไปคืนอีก  น่าจะมีอะไรมากกว่านั้น  ส่วนลูกาบอกว่า “ซาตานเข้าดลใจยูดาส” (ลก.21:3)  ยอห์นก้กล่าวเช่นเดียวกัน “..ซาตานก็เข้าสิงในใจเขา” (ยน.13:27) ในสมัยก่อนเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เข้าใจยากก็โทษมารไว้ก่อน  คนที่มีความประพฤติผิดปกติก็ว่ามีผีสิง (แม้แต่ในปัจจุบันในประเทศไทยแถวภาคอีสานก็มักจะมีเรื่องเช่นนี้อยู่บ่อย ๆ เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์คือว่ามีผีปอบเข้าสิงบ้างเป็นต้น) ในข้อนี้เราต้องยอมรับว่าเรายังไม่รู้แน่ที่ผู้เขียนพระกิตติคุณเขียนไว้ว่า  “ซาตานดลใจ” มีความหมายว่าอย่างไร  เราทราบกันดีว่าพระเยซูรักษาคนที่ป่วยประเภทนี้มาอย่างมากมาย  เหตุใดพระเยซูไม่ทรงขับผีออกจากยูดาส  พระองค์ไม่ทรงสงสารสาวกคนนี้หรือ

มีนักวิชาการพระคัมภีร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อีกหลายประการด้วยกันคือ

ขวดหินอ่อนที่ใช้ใส่น้ำหอมนารดา
1. ยูดาสอาจไม่พอใจพระเยซูที่มาต่อว่าในเรื่องที่มีหญิงคนหนึ่ง  ซึ่งนำเอาน้ำมันหอมมาชโลมศรีษะแด่พระเยซู  ยูดาสกล่าวว่า “เหตุใด  จึงทำให้ของนี้เสียเปล่า  น้ำมันนั้นถ้าขายก็ได้เงินมาก  แล้วจะแจกให้คนจนก็ได้”  พระเยซูทรงทราบจึงตรัสแก่เขาว่า  “กวนใจหญิงนี้ทำไม  เขาได้กระทำดีแก่เรา...” (มธ.26:8-10) ยูดาสอาจรู้สึกหน้าแตก  พระเยซูที่เขารัก และนับถือไม่น่าจะมาว่าเขาอย่างนี้ต่อหน้าคนอื่นเลย  ทั้ง ๆ ที่เขาหวังดีแท้ ๆ กลับโดนต่อว่า  เขาอาจน้อยใจเลยอยากประชด  เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมายูดาสไม่เคยถูกต่อว่าเลย

2. อาจเป็นเพราะยูดาสอยากให้พระเยซูพิสูจน์พระองค์เองต่อหน้าคนทั้งปวงให้รู้กันไปเลยว่าพระองค์เป็นใคร  ซึ่งยูดาสเห็นการอัศจรรย์มามากมายหลายครั้ง  แต่เมื่อพระองค์ถูกจับกลับไม่โต้ตอบอะไร  ซ้ำยังถูกพิพากษาปรับโทษถึงตาย  ยูดาสคงรู้สำนึกผิดที่มีส่วนทำให้คนบริสุทธิ์อย่างพระเยซูถูกปรับโทษถึงชีวิตก็เลยนำเงินมาคืน (มธ.27:3-10)  แต่พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ไม่รับรู้ใด ๆ ทั้งสิ้น  ยูดาสจึงทิ้งเงินไว้ในพระวิหาร  แล้วไปผูกคอตาย เพื่อแสดงความรับผิดชอบ  ชีวิตแทนชีวิต เพราะรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง

3. ยูดาสอาจต้องการผลักดันก่อให้เกิดการปฏิวัติ (เช่นเดียวกับในอดีตที่ยูดาส มัคคาเบียสได้กระทำไว้เป็นผลสำเร็จ) เพราะช่วงเวลานั้นอิสราเอลตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรโรมัน  ถ้ามีการจับพระเยซูซึ่งดุจดังเป็นผู้นำ  ต้องมีการลุกหือขึ้นต่อสู้เป็นแน่ ยูดาส  คงจะสังเกตเห็นว่าคราวที่พระเยซูเสด็จเข้าเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิตทรงลูกลาเข้ามา  และประชาชนก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีดุจดังต้อนรับกษัตริย์ของพวกเขาเหมือนคราวในอดีตที่ซาโลมอนทรงล่อพระที่นั่งรับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ (1 พกษ.1:38-40) ซึ่งในจำนนสาวกของพระเยซูนั้นก็มีพวกที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองรวมอยู่ด้วยเหมือนกัน  เช่น ซีโมน พรรคชาตินิยม  ในเรื่องนี้สร้างความหวาดวิตกให้แก่พวกมหาปุโรหิต และพวกผู้ใหญ่เช่นกัน “ถ้าเราปล่อยเขาไว้อย่างนี้  คนทั้งปวงจะเชื่อเขา  แล้วพวกโรมก็จะมาทำลายพระวิหาร และชาติของเรา” (ยน.11:45) แต่คายาฟาส กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายไม่รู้อะไรเสียเลย  และไม่รู้ว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย  ถ้าจะให้คนตายเสียคนหนึ่งแทนที่จะให้คนทั้งชาติต้องพินาศ” (ยน.11:50)

4. พระเยซูรู้ตัวก่อนอยู่แล้วว่าจะมีคนทรยศ  โดยคำพยากรณ์จากพระคัมภีร์เดิม ซึ่งอาจจะเป็นใครก็ได้ที่เป็น 1 ใน 12 สาวกซึ่งไม่ได้เจาะจงว่า คือ “ยูดาส”  “แม้ว่าเพื่อนในอกของข้าพระองค์ ผู้ซึ่งข้าพระองค์ไว้วางใจ  ผู้รับประทานอาหารของข้าพระองค์  ก็ยกซ่นเท้าใส่ข้าพระองค์”  (สดุดี 41:9)  และสังเกตได้จากคำอธิษฐานของพระองค์ “เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่กับคนเหล่านั้น  ข้าพระองค์ก็ได้พิทักษ์รักษาพวกเขา  ผู้ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ และข้าพระองค์ได้ปกป้องเขาไว้ และไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเสียไป  นอกจากลูกของความพินาศ  เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม” (ยน.17:12)

บุคลิกลักษณะของมนุษย์สลับซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้  เราจึงไม่อาจอธิบายเหตุผลที่ชัดเจนได้ว่า เหตุใดยูดาสจึงทรยศต่อพระเยซู แต่ก็พอจะสรุปได้ว่ายูดาสปล่อยให้อำนาจฝ่ายต่ำเข้าครอบงำมากเกินไป  ยูดาสได้มาพบบุคคลผู้สูงสุดแล้วเช่นนี้แต่ท่านยังไม่ยอมให้บุคคลสูงสุดนั้นครอบครองจิตใจท่าน  บางครั้งก็คิดเองเออเองไปก่อนพระเจ้าอีก นี่ถ้ายูดาสกลับใจดังเช่นเปโตรก็คงได้รับการอภัยโทษเช่นกัน (แม้แต่เปาโลที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ข่มเหงคริสเตียนก็ยังกลับใจได้)

เรายังคงมองเห็นความผิดพลาดของยูดาสไม่ถนัดนัก  แต่ที่ชัด ๆ ก็คือ เขาไม่กลับใจนั้นเอง  พระเยซูทรงยกโทษให้โอกาสแก่ยูดาสทุกขณะที่สามารถทำได้  พระองค์ทักยูดาสในคืนวันที่เขามาอายัดพระองค์ว่า “สหายเอ๋ย..” (มธ.26:50) พระองค์ทรงยกโทษให้ท่านทั้งหลายได้เช่นเดียวกัน  มนุษย์เรายังต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกเล่า...

บทความจากหนังสือ "เรียนรู้อดีต ลิขิตอนาคต" เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1995



วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ใครจะเป็นคน "รับเราขึ้นไป" (Rapture) พบกับพระคริสต์

ยังคงเป็นบทความต่อเนื่องจากเรื่อง "การรับขึ้นไป" เพราะเอาเข้าจริงๆ ในพระคัมภีร์ ไม่มีคำว่า "Rapture" ปรากฏอยู่เลย


แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีการสอนเรื่องนี้อย่างกว้างขวางและแพร่หลาย แต่เป็นแบบไม่เจาะลึกถึงเนื้อหาจริงๆ ความหมายจึงคลาดเคลื่อนไปอย่างน่าเสียดาย

ถ้าเราเข้าใจหลักการที่ดูน่าจะเป็นมาตรฐานของการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูแล้วคือ
      1. ต้องมีเสียงแตร
      2. มาพร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์
      3. พระคริสต์จึงกลับมา และมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

"การรับขึ้นไป" จะเกิดขึ้นด้วยการรวบรวมคนทั้งปวงทั้งสี่ทิศทั่วโลก

คือเรื่องเดียวกันที่ต่อเนื่องเป็นลำดับเหตุการณ์ แน่นอนว่า คนที่จะพาผู้เชื่อขึ้นไปก็น่าจะเป็น "ทูตสวรรค์" ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ใช่การกล่าวลอยๆ แต่มีข้อพระคัมภีร์ยืนยันชัดเจน



และร่างกายของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงใหม่เฉกเช่นเดียวกับพระเยซู

การรับขึ้นไป เปรียบเสมือน การเลือกไฟล์ที่ยังใช้ได้อยู่ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัส ต้องล้างระบบใหม่ เมื่อระบบดีแล้วจึงเอาไฟล์ที่ยังใช้ได้ๆกลับไปใช้อีกครั้ง ก็เหมือนกับการรับเอาคนที่เชื่อจริงๆ ไปเก็บไว้ก่อน แล้วค่อยเอามาอยู่ในโลกที่เป็นระเบียบเรียบร้อยดีอีกครั้ง ในยุคพันปี

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การรับขึ้นไป Rapture มีกี่ครั้งกันแน่? ในพระคัมภีร์ (ประเด็นคาใจของคริสตชน)

มีเพื่อนๆ พี่น้องหลายคนถามกันว่า การรับขึ้นไป (Rapture) มีกี่ครั้ง บ้างก็ว่า 4 ครั้ง บางก็ว่า 3 หรือ 2 ครั้ง แถมยังมีข้อพระคัมภีร์มาสนับสนุนความคิดหรือคำสอนของตน มีหลายคนพึงพอใจกับคำตอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับขึ้นไปก่อนกลียุค จะได้ไม่ต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบาก

สอนกันหลายคณะหลายโบสถ์ครับ ดูดีด้วย ไม่ต้องลำบาก แต่จริงๆ แล้ว ยังไม่มีข้อพระคัมภีร์สนับสนุนชัดๆ เลยครับ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ลองมาดูตัวอย่างที่อ้างๆ กันมา...

1. อยู่ใน มัทธิว บทที่ 24 ข้อ 40 "เวลา​นั้น​ชาย​สอง​คน​อยู่​ที่​ทุ่ง​นา จะ​ถูก​รับ​ไป​คน​หนึ่ง และ​ถูก​ละ​ทิ้ง​ไว้​คน​หนึ่ง ข้อ 41 หญิง​สอง​คน​โม่​แป้ง​อยู่​ด้วย​กัน จะ​ถูก​รับ​ไป​คน​หนึ่ง ถูก​ละ​ทิ้ง​ไว้​คน​หนึ่ง" โดยสอนว่านี่คือการรับขึ้นไปครั้งแรก โดยเลือกรับแต่คริสเตียนที่ได้รับชัยชนะ

ต้องอ่านทั้งบริบท ในตอนนี้บอกว่า มารับตอนบุตรมนุษย์เสด็จมา
แต่จริงๆ แล้วพระคัมภีร์ตอนนี้ต้องดูทั้งบริบท และดูในข้อที่ 37 และ 39 ที่กล่าวว่า "...เมื่อ​บุตร​มนุษย์​เสด็จ​มา​ก็​จะ​เป็น​อย่าง​นั้น" อ่านแล้วตีความง่ายๆ ตรงๆ เลยครับว่า "บุตรมนุษย์" หรือ "พระเยซู" ต้อง "เสด็จมาก่อน" ถึงจะมี "การรับขึ้นไป"

จึงต้องตั้งคำถามกลับว่า จริงๆ แล้ว พระเยซูจะเสด็จกลับมากี่ครั้ง? ถ้าคำตอบคือ 4 ครั้่ง การรับขึ้นไปก็คงมี 4 ครั้ง แค่ถ้าคำตอบคือ "ครั้งเดียว" คำตอบก็คือ "ครั้งเดียว" เหมือนกัน

2. มีการอ้างถึง วิวรณ์ บทที่ 7 เกี่ยวกับคนยิว 144,000 คน ว่าคือ การรับขึ้นไป ครั้งที่ 2 อีกด้วย  อ่านดูเผินๆ ก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่จริงๆ แล้ว คนเหล่านี้มีที่มาที่ไปครับ...




อ่านดีๆ ตอนนี้ก็เล็งถึง "กลียุค" (ความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่)
ถ้าอ่านทบทวนดีๆ จะพบว่าข้อพระคัมภีร์ตอนนี้โยงกับวิวรณ์ บทที่ 6 ข้อ 9-11 ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีผู้เชื่อถูกฆ่าตายเพราะพระวจนะของพระเจ้าจนครบจำนวน และได้สวมเสื้อสีขาว (ไม่เกี่ยวกับการรับขึ้นไปเลย)




3. มีการอ้างถึง วิวรณ์ บทที่ 12 ว่าหมายถึงผู้เชื่อในพระคริสต์ แต่ข้อนี้ เล็งถึงพระเยซู โดยตรง ในบทที่ 12 ข้อ 5 บุตรชาย ผู้ซึ่งจะครอบครองประชาชาติ ไม่ใช่ผู้เชื่อ อย่างที่ตีความกันไปเองว่าคือ การรับขึ้นไปครั้งที่ 3


4. แน่นอนว่า การรับขึ้นไป จึงมีเพียงครั้งเดียวก่อนการขันที่ 7 ซึ่งอยู่ในวิวรณ์ บทที่ 16 ข้อ 15 เพราะขันสุดท้ายคือการล้างโลกเลยทีเดียว


ส่วนข้อพระคัมภีร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับขึ้นไป ลองอ่านดูครับ

1 คร. 15:52
ใน​ชั่ว​ขณะ​เดียว ใน​พริบ​ตา​เดียว เมื่อ​เป่า​แตร​ครั้ง​สุด​ท้าย เพราะ​ว่า​จะ​มี​การ​เป่า​แตร และ​พวก​ที่​ตาย​แล้ว​จะ​ถูก​ทำ​ให้​เป็น​ขึ้น​โดย​ปราศ​จาก​ความ​เสื่อม​สลาย แล้ว​เรา​จะ​ถูก​เปลี่ยน​ใหม่

1 ธส. 4:16
คือ​ว่า​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​จะ​เสด็จ​มา​จาก​สวรรค์​ด้วย​พระ​ดำ​รัส​สั่ง ด้วย​เสียง​เรียก​ของ​หัว​หน้า​ทูต​สวรรค์​และ​ด้วย​เสียง​แตร​ของ​พระ​เจ้า และ​ทุก​คน​ที่​ตาย​แล้ว​ใน​พระ​คริสต์​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​ก่อน

วว. 11:15
แล้ว​ทูต​สวรรค์​องค์​ที่​เจ็ด​ก็​เป่า​แตร​ขึ้น และ​มี​เสียง​หลายๆ เสียง​กล่าว​ขึ้น​ดังๆ ใน​สวรรค์​ว่า “อา​ณา​จักร​ของ​โลก​นี้​กลับ​กลาย​เป็น​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​แล้ว และ​เป็น​ของ​พระ​คริสต์​ของ​พระ​องค์ และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ครอบ​ครอง​ตลอด​ไป​เป็น​นิตย์” ​

การเป่าแตรมาจากทูตสวรรค์ มาพร้อมกับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ และเป็นการมาครั้งเดียวเท่านั้น (ดูแผนภาพด้านล่าง ซึ่งยังคงเป็นทฤษฎีตามความน่าจะเป็น)

ตรา แตร ขัน ไม่ได้เรียงลำดับเหตุการณ์ตามตัวอักษร นี่เป็นเพียงอีกทฤษฎีหนึ่งเท่านั้น

จะเกิดอะไรขึ้นใน 7 ปีกลียุค
และถ้าท่านใดได้มาอ่านบทความนี้ และได้ไตร่ตรองดู ควรรู้ไว้ว่า ใครก็ตามที่เชื่อในพระเจ้า และได้รักษาความเชื่อของตนในช่วง 7 ปีกลียุค จะได้บำเน็จคือ การครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี ดูใน วิวรณ์ บทที่ 20 และมีบางคนไม่ได้อยู่ในยุคพันปีด้วย ต้องรอให้ยุคพันปีผ่านไปก่อนถึงจะได้ฟื้นขึ้นมาสู่การพิพากษาสุดท้าย

ข้อความที่ชัดเจนเกี่ยวกับการไม่รับเครื่องหมาย 666 แม้ต้องตายก็จะคืนชีพอีกครั้ง และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์

มีบางคนต้องรอหลังยุคพันปี


อยากให้ผู้สอน หรือนักเทศน์ หรือคนที่สนใจศึกษาวิวรณ์เชิงลึก ช่วยกันสอนเรื่อง ยุคพันปี กันให้มาก เพราะนี่คือรางวัลที่แท้จริงของผู้เชื่อ

อย่ากลัวเลย! ที่จะกลายเป็นคริสเตียนที่อยู่ใน 7 ปีกลียุค ท่านไม่ใช่ผู้พ่ายแพ้ แต่ท่านคือผู้ที่ได้รับโอกาสพิสูจน์ความเชื่อศรัทธาในพระคริสต์ และมีโอกาสได้อยู่ใน ยุคพันปี นั่นเอง 

ขอพระเจ้าประทานความเข้าใจแก่เราทุกคน อาเมน

หนังสือ ‪"‎วิวรณ์‬" ไม่ใช่ตำราวิทยาศาสตร์ แต่พยากรณ์ถึงอนาคตโลก


นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาใช้กล้องเคปเลอร์ (Kepler) ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์มีกำลังขยายสูง สำรวจพบดาวเคราะห์ในกลุ่มดาวซิกนัส (Cygnus) หรือกลุ่มดาวหงส์ซึ่งมีลักษณะคล้ายโลกมากที่สุดและตั้งชื่อว่า "เคปเลอร์ 452b" (Kepler-452b) นาซายังระบุอีกว่าดาวเคราะห์ที่เปรียบเสมือนกับดาวลูกพี่ลูกน้องหรือคู่แฝดของโลกนี้อยู่ในโซนของกลุ่มดาวที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต

ดาวเคราะห์เคปเลอร์ 452b มีขนาดใหญ่กว่าโลกถึงร้อยละ 60 นอกจากนี้่ยังมีอายุมากกว่าโลก อยู่ห่างจากโลกประมาณ 1,400 ปีแสง โดยโคจรอยู่รอบดาวที่มีลักษณะคล้ายกับดวงอาทิตย์และมีระยะการโคจรเท่าๆ กับโลก รวมทั้งมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น มีทะเล แสงแดดเหมือนกับโลกและอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่


ก่อนหน้านี้นาซาเคยประกาศการค้นพบดาวเคราะห์คล้ายโลกมาแล้วหลายครั้ง แต่ดาวเคราะห์ที่พบส่วนใหญ่ยังขาดคุณสมบัติบางอย่างที่ใกล้เคียงกับโลก เช่น บางดวงมีสภาพอากาศที่ร้อนจัดเกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ต่างจากดาวเคราะห์เคปเลอร์ 452b ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของนาซาระบุว่าเป็นดาวคู่แฝดของโลกจึงตั้งชื่อเล่นให้ว่า "Earth 2.0"






ข้อมูลจาก http://news.thaipbs.or.th/content/นาซาพบดาวเคราะห์-คู่แฝด-ของโลก

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การรับเครื่องหมายเพื่อซื้อขาย กับขันแห่งพระพิโรธใบที่หนึ่ง

การตีความพระคัมภีร์ จนไปสู่การเรียนการสอนหนังสือ "วิวรณ์" มักจะเลยเถิดไปไกล ยิ่งยุคสมัยที่แชร์ข้อมูลง่ายๆ เพียงแค่คลิกเดียว ทำให้ผู้ศึกษาพระคัมภีร์และคำพยากรณ์ขาดการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน

เราจึงอยากนำเสนอลำดับเหตุการณ์ และความต่อเนื่องของเนื้อหาที่สมเหตุสมผล ไม่ได้เรียนแบบแยกส่วนเฉพาะข้อ หรือเลือกมาสื่อสารเพียงข้อเดียว

เหตุการณ์การรับเครื่องหมาย "666" ที่หลายคนกำลังหวาดกลัว (จนชิน) ว่าเกิดขึ้นจากตรงนั้นตรงนี้


แต่ในหนังสือ "วิวรณ์" กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า...วิวรณ์  13:16 ...และมันยังได้บังคับคนทั้งปวง ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย  คนมั่งมี  และคนจน  ไทและทาสให้รับเครื่องหมายไว้ที่มือขวาหรือที่หน้าผากของเขา (ข้อ 17) เพื่อไม่ให้ผู้ใด ทำการซื้อขายได้ นอกจากผู้ที่มีเครื่องหมายนั้น  ซึ่งเป็นชื่อของสัตว์ร้ายนั้น  หรือเลขชื่อของมัน

เหตุการณ์บังคับให้รับเครื่องหมาย น่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่ "สัตว์ร้าย" มีอำนาจปกครองโลกนาน 42 เดิือน หรือ 3 ปีครึ่ง

จากนั้น หนังสือ "วิวรณ์" ก็ยังกล่าวถึงการประกาศของทูตสวรรค์ ใน วิวรณ์ 14:6 แล้วข้าพเจ้าได้เห็น
ทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะแก่ชนชาวโลกทั้งปวง   
ทุกเผ่าพันธุ์  ทุกชาติ  ทุกภาษา



และสุดท้าย วิวรณ์ 16:2 ทูตสวรรค์องค์แรกจึงออกไป และเทขันของตน ลงบนแผ่นดินโลก และคนทั้งหลายที่มีเครื่องหมายของสัตว์ร้าย และบูชารูปของมันก็เกิดเป็นแผลร้ายที่เป็นหนองทั่วตัว 

สรุปก็คือ จะมีการรับเครื่องหมายเพื่อการซื้อขาย ในช่วงที่มีการครอบครองโลกแบบเบ็ดเสร็จ 3 ปีครึ่ง และใครที่ยอมแพ้ ไม่สามารถอดทนได้จนรับเครื่องหมาย หรือจะสมัครใจก็ตาม ก็ต้องรับผลจากพระพิโรธจากขันที่ 1 โดยเกิดเป็นแผลทั้งตัว

การรับขึ้นไปหรือ Rapture จะเกิดขึ้นก่อนขันสุดท้าย หรือขันที่ 7 ดูใน วิวรณ์ 16:15 (นี่แน่ะ  เราจะแอบย่องมาเหมือนขโมย ผู้ที่ตื่นอยู่และรักษาเสื้อผ้าของตนไว้อย่างดีจะเป็นสุข เพราะว่าเขาไม่ต้องเดินเปลือยกายให้คนทั้งหลายเห็น) 

การศึกษาพระคัมภีร์เชิงลึก จะทำให้ท่านเข้าใจพระคัมภีร์อย่างถ่องแท้ และไม่หลงประเด็น!

ทัศนคติของคนยุคโบราณเกี่ยวกับหมายเลข 666



เป็นข้อมูลที่มาของทัศนคติยุคเริ่มต้นของท­ี่มาหมายเลข "666" หรือ "616" แท้ที่จริงมาจากชื่อของ "Nero Caesar" และใช้หลักการเดียวกันนี้มาตลอดทุกยุคทุกส­มัย

ในสมัยครูเสด ถูกนำมากล่าวหาว่า ผู้นำชาวมุสลิมคือเจ้าของหมายเลข เพื่อกระตุ้นให้ชาวคริสต์ต่อสู้ในสงคราม

ในสมัยยุคปฏิรูปศาสนา "มาร์ติน ลูเธอร์" แปลพระคัมภีร์ตอนนี้ใช้โจมตีพระสันตปาปา และในวิธีเดียวกันพระสันตปาปากล่าวว่าวันเ­กิดของลูเธอร์คือ "666"

ตัวเลขนี้จึงถูกใช้กล่าวหาผู้คนฝ่ายตรงข้า­มมาคลอดทุกยุคทุกสมัย เพื่อดิสเครดิต แม้ในปัจจุบัน นักเทศน์หลายคณะก็ยังเชื่อเช่นนั้น ไม่สามารถก้าวข้ามทัศนคติเหล่านี้ไปได้ เพราะอะไร?


ในยุคปัจจุบัน การถอดรหัสตัวเลข กลับกลายเป็นคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่บุคคลแบบในอดีต

หลักการถอดรหัสตัวเลข มาจากวิชา "คับบาลา"

ชื่อ "เนโร ซีซาร์" ต้นกำเนิดหมายเลข "666" แต่มีสำเนาบางฉบับ "616" มาจากภาษาละตินนั่นเอง

กลยุทธศึกสงคราม ใช้โจมตีคู่ต่อสู้ให้กลายเป็นมารร้าย 666 ทุกวันนี้ก็ยังมีคนเชื่อแบบนี้โดยไม่รู้ว่าที่มา
ว่ามันเริ่มต้นจากไหน เพราะอะไร?

ใช้โจมตี "พระสันตปาปา" เป็นเจ้าของหมายเลขเลย ลดคาวมน่าเชื่อถือ ตั้งแต่ครั้งนั้น
จนถึงวันนี้ คริสเตียน โปรเตสแตนท์ยังคงสอนว่า "คาทอลิก" คือเจ้าของหมายเลข "666"
ทัศนคติของ "มาร์ติน ลูเธอร์" ฝังรากลึกข้ามกาลเวลาเลยทีเดียว

จับตาการรวมตัวของอาณาจักรสุดท้ายดีกว่า เพราะมันต้องใช้กับคนทั้งโลก