ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559

อาณาจักรอียิปต์ กับคัมภีร์ไบเบิ้ล

บทความจากหนังสือ "เรียนรู้อดีต ลิขิตอนาคต"
  ประวัติศาสตร์โลกถูกเปิดเผยออกเรื่อย ๆ จนทำให้เราสามารถเรียนรู้ถึงอดีตกาลได้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับพื้นพิภพแห่งนี้  สำหรับประเทศไทยเรานั้นถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์แล้วพบว่าในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พ.ศ.1820-1860 (ค.ศ.1277-1317) กำหนดอักษรไทยในปี พ.ศ.1826 (ค.ศ.1283) ตรงกับประวัติศาสตร์ยุโรปที่เกิดสงครามครูเสด (ค.ศ.1238-1378) แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องราวของอาณาจักรอียิปต์กับประเทศไทยนั้น  เรายังไม่รู้เลยว่าพวกคนไทยนั้นอยู่ที่ไหน  แต่พอจะทราบได้ว่าคนไทยก็รู้จักอียิปต์บ้างเหมือนกัน  จากบทกลอนบทหนึ่งของท่านสุนทรภู่  กวีเอกของไทยกล่าวเอาไว้ว่า “ไอยคุปโตโกสัมพีระดีระดิ่น...”

ในปี 1966 ได้มีการตีพิมพ์พระคัมภีร์เป็นภาษาไทย (ซึ่งแปลออกมาจากภาษาเดิมเป็นของหอพระคริสต์ธรรมประเทศไทย (Thailand Bible House) พิมพ์ที่ฮ่องกง)  ใช้ชื่อว่า “พระคริสตธรรมเดิม”  คือ มีหนังสือในเล่มอยู่ 39 เรื่อง (พระคัมภีร์ปัจจุบันมี 66 เรื่องรวมทั้งฉบับเดิม 39 เรื่องและใหม่ 27 เรื่อง) ตั้งแต่ปฐมกาล-มาลาคี  ซึ่งในภาษาในฉบับเดิมนี้เรียกหนังสือ ปฐมกาลว่า “เยเนซิส” และในหนังสือเล่มนี้เรียกอียิปต์ว่า “อายฆุบโต” (เยเนซิส 12:10)

อียิปต์  ไอยคุปโต หรือ อายฆุบโต  ได้ชื่อว่าดินแดนแห่งความเร้นลับ  และไสยศาสตร์ที่แตกต่างจากอาณาจักรอื่น ๆ นับตั้งแต่อดีตกาลมา  เป็นอาณาจักรที่ยึดมั้นในลัทธิความเชื่อ  และขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเองมากที่สุด และมีอิทธิพลต่ออารยธรรมของชาติอื่น ๆ หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทางประติมากรรม  สถาปัตยกรรม  การชลประทาน  และการแพทย์ ฯลฯ

เรื่องราวของอียิปต์เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อนักปราฃญ์กรีกโบราณ คือ “เฮโรโดตุส  บิดาแห่งประวัติศาสตร์” ได้ค้นพบดินแดนแห่งนี้ราวๆ 500 ปี ก่อนคริสตกาล  กล่าวกันว่าเฮโรโดตุสเคยเดินทางไปอียิปต์ประมาณ 450 ปีก่อนคริสตกาล  และได้พบกับนักบวชชั้นสูงที่เชี่ยวชาญในการอ่านภาษาภาพโบราณที่แกะสลักจารึกไว้ตามผนังวิหาร  และสุสานต่างๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเรื่องราวของอาณาจักรอียิปต์จึงถูกเปิดเผยออกสู่สายตาชาวโลก ... ผมขอวกกลับมายังเรื่องราวของโมเสสตามที่ได้สัญญาไว้ว่าจะมานำเสนอต่อท่านผู้อ่านว่าทำไมโมสสต้องให้อาโรนมาเป็นเพื่อน  แต่ก่อนอื่นขอเท้าความก่อนว่าคนฮีบรูมาอยูอียิปต์ได้อย่างไร

ประวัติย่อเรื่องโยเซฟ
          เรื่องราวที่เกิดขึ้นนับสืบเนื่องมาจากเกิดการกันดารอาหารเป็นอย่างมากทั่วแผ่นดิน  ซึ่งก่อนหน้านั้นโยเซฟบุตรชายของยาโคบถูกพวกพี่ชายขายเป็นทาสเพราะความอิจฉาน้อง และถูกนำมาที่อียิปต์  ต่อมาภายหลังได้เป็นใหญ่เป็นโตในอียิปต์ควบคุมการสะสมเสบียง  เพราะสามารถทำนายความฝันของฟาโรห์ได้ (ปฐก.41:1-57) “การกันดารอาหารแผ่ไปทั่วแผ่นดิน  โยเซฟก็เปิดฉางออกขายข้าวแก่ชาวอียิปต์  เพราะการกันดารอาหารในแผ่นดินรุนแรงมาก  ยิ่งกว่านั้นทั้งโลกก็มายังประเทศอียิปต์หาโยเซฟเพื่อซื้อข้าว  เพราะกันดารอาหารร้ายแรงทั่วโลก” (ปฐก.41:56-57) และโดยเหตุนี้เองพี่น้องของโยเซพก้มาซื้ออาหารด้วยเช่นกัน  ภายหลังโยเซฟสำแดงตัวให้พี่น้องรู้ว่าตนเป็นใคร (ปฐก.45:1-28) ทำให้ยาโคบกับครอบครัวเดินทางมายังอียิปต์ (ปฐก.46:1-7)

การขาดแคลนอาหารดำเนินไปหลายปีขนาดประชาชนทั่วแผ่นดินอียิปต์ทั้งหมด  ต้องนำสัตว์มาแลกอาหาร  สุดท้ายต้องขายไร่ขายนา  ขายตัวเองเป็นทาส  “ส่วนประชาชนอียิปต์นั้นโยเซฟให้เป็นทาสทั่วบ้านทั่วเมือง”  (ปฐก.47:21)  โยเซฟจบชีวิตลงเมื่อท่านอายุได้ 110 ปี (ปฐก.50:26)

เหตุผลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของโยเซฟที่ได้เป็นใหญ่
          ช่วงเวลาประมาณ 1700 ปีก่อนคริสตกาล อาณาจักรอียิปต์อ่อนแอลงจนทำให้พวก “ฮิกโซส (Hyksos)” (ฮิกโซสเป็นภาษาอียิปต์ใช้ทับศัพท์แปลว่า “เจ้านายต่างชาติ”) บุกยึดเมืองได้ ทั้งๆ ที่พวกนี้เป็นชาวเผ่าร่อนเร่  ป่าเถื่อนและด้อยพัฒนากว่า  ในยุคนี้ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีมากนัก  ทั้งๆที่ชาวอียิปต์มักจะเป็นชนชาติที่ช่างเขียนช่างจดช่างสลัก  นักโบราณคดีพยายามหาข้อเท็จจริงจึงพบว่าอาณาจักรอียิปต์ในยุคนี้ถูกปกครองโดยกษัตริย์ต่างแดน  คือราชวงศ์ฮิกโซสนั้นเอง  ปกครองถึง 6 รัชกาล  ถึงแม้ว่าพวกฮิกโซสไม่ใช่ชาวอียิปต์ แต่พวกเขาได้ปกครองอียิปต์ตามแบบเดิม  และประชาชนชาวอียิปต์ก็ยินยอม  แต่สาเหตุที่ไม่มีงานศิลปะออกมาเลยเพราะพวกฮิกโซสเป็นเพียงชาติที่เร่ร่อนในทะเลทราย  ไม่มีศิลปะอารยธรรมเป็นของตน  เมื่อมายึดครองอียิปต์ก็มัวหลงเพลิดเพลินอยู่กับความงามของมหานครจึงไม่มีความคิดจะสร้างสรรค์อะไร

  การที่โยเซฟ อดีตทาสชาวฮีบรูได้รับอำนาจสูงสุดตำแหน่งรองจากฟาโรห์นั้น  นักโบราณคดีพากันสงสัยกันใหญ่ว่า  เหตุใดฟาโรห์จึงยอมให้ทาสเป็นใหญ่ เพราะเท่าที่ผ่านมาชาวอียิปต์นั้นถือว่าตนเจริญสูงสุดในโลก  และเหยียดหยามชนชาติอื่นต่ำกว่าตนไปหมด  ในที่สุดก็สรุปได้ว่าเพราะฟาโรห์ชาวฮิกโซสก้เป็นชาวต่างชาติเหมือนกัน  และเห็นความฉลาดของโยเซฟดังในหนังสือปฐมกาลบทที่ 41:39 ฟาโรห์จึงตรัสกับโยเซฟว่า “เพราะพระเจ้าได้ทรงสำแดงเรื่องนี้ทั้งสิ้นแก่ท่าน จะมีผู้ใดที่มีความคิดดี  และมีปัญญาเหมือนท่านก็ไม่ได้  เราจะตั้งท่านไว้ให้ดูแลราชสำนัก  และให้ประชาชนทั้งหลายของเราปฏิบัติตามท่าน...”  และโยเซฟได้ชื่อใหม่อีกว่า “ศาเฟนาท-ปาเนอาห์”  และได้ภรรยาชาวอียิปต์ชื่อ “อาเสนัท” บุตรของโปทิเฟรา (ปฐก.41:45) มีบุตร 2 คนชื่อ “มนัสเสห์” และ “เอฟราอิม” (ปฐก.41:51-52)

  หลายร้อยปีผ่านไปจนมาถึงสมัยของฟาโรห์องค์ใหม่ที่ไม่รู้จักเรื่องราวของโยเซฟ (ราชวงศ์ฮิกโซสถูกยึดอำนาจคืนโดย  อาโมซีสที่ 1 แห่งธีบิส)  เห็นว่าคนฮีบรูชักจะมีมากเกินไปแล้วเกรงว่าจะยากแก่การปกครองจึงคิดจะกำจัดจึงทำการบีบบังคับต่างๆ นานาแต่คนฮีบรูก็มากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีคำสั่งว่า “บุตรชายฮีบรูทุกคนที่เกิดมาให้เอาไปทิ้งเสียในแม่น้ำไนล์...” (อพย.1:22) เข้าใจว่าเป็นการบูชาแก่เทพ  และเทวีต่างๆ ของอียิปต์ที่ปกป้องแม่น้ำไนล์ด้วย

กำเนิดโมเสส (อพย.1:1-10)
“ยังมีชายเผ่าเลวีคนหนึ่ง ได้หญิงสาวคนเลวีมาเป็นภรรยา  หญิงนั้นตั้งครรภ์คลอดบุตรชาย  เมื่อนางเห็นบุตรน่ารักจึงซ่อนตัวไว้ถึงสามเดือน...” (ข้อ 1) มาถึงตอนสำคัญของเรื่องแล้ว  ด้วยความรักของนางโยเคเบดผู้เป็นมารดามิอาจจะให้บุตรของตนเสียชีวิตได้  ครั้นจะซ่อนต่อไปอีก เรื่องก็จะแดงออกมา  จึงเอาตระกร้าสานด้วยกก  ยาดวยยางมะตอย และชัน เอาทารกใส่ในระกร้าแล้วเอาทารกไปวางไว้ที่กอปรือริมแม่น้ำ  แล้วให้มีเรียมพี่สาวไปคอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ผลปรากฏว่ามีพระราชธิดาของฟาโรห์ลงไปทรงน้ำที่แม่น้ำพระนางเห็นตระกร้าจึงให้สาวใช้ไปนำมาเปิดตระกร้าเห็นเด็กกำลังร้องไห้  มีเรียมเห็นได้ทีจึงโผล่พรวดเข้าไป และทูลว่า "จะให้หม่อมฉันไปหานางนมชาวฮีบรูมาเลี้ยงทารกนี้ให้นางไหม” (ข้อ 7) เป็นอันว่าก็รอดตายโดยความกล้าหาญของมีเรียมพี่สาวที่กล้ามาพูดกับราชธิดาของฟาโรห์แถมนางโยเคเบดยังได้เลี้ยงลูกตัวเอง และยังได้ค่าจ้างเลี้ยงดูอีกด้วย

ดังนั้น อับราม และนางโยเคเบดได้บุตรกลับคืนมาโดยไม่ต้องกลัวอีกแล้ว  พวกทหารคงไม่กล้ามายุ่งกับเด็กที่ราชธิดาของฟาโรห์รับไว้ให้เป็นพระราชบุตรบุญธรรมของพระนางเป็นแน่  เขาทั้งสองคงจะขอบคุณพระเยโฮวา  สำหรับวิถีทางอันอัศจรรย์ที่ทรงปกป้องเด็กเอาไว้

จากวันกลายเป็นเดือนที่เลื่อนผ่านไป  จากทารกน้อยสู่การเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นท่ามกลางความสุข  ความอบอุ่นของครอบครัว  เขาได้ปลูกฝังเด็กน้อยให้ได้รู้ถึงความเชื่อศรัทธาในพระเจ้าและพระราชกิจอันใหญ่ยิ่งของพระองค์  เรียนรู้ถึงการนมัสการพระเยโฮวาซึ่งเป็นพระเจ้าของอับราฮัม  อิสอัค  และยาโคบ

สู่พระราชวังในฐานะเจ้าชาย
“เมื่อทารกเติบใหญ่ขึ้นแล้ว  นางก้พามาถวายพระราชธิดาของฟาโรห์  พระนางก็รับไว้เป็นพระราชบุตรของพระนาง ประทานชื่อว่า “โมเสส” ตรัสว่า “เพราะเราได้ฉุดขึ้นมาจากน้ำ” (อพย.2:10)

พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าพ่อแม่ของโมเสสนำเขามาถวายให้พระราชธิดาตอนอายุเท่าไหร่  แต่ก็มีบางตำราตั้งข้อสังเกตไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงอายุประมาณ 4-5 ขวบ เด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึง 3 ขวบนั้นเป็นวัยที่สามารถรับรู้  มีระบบย่อยข่าวสารขั้นพื้นฐานซึ่งสำคัญมาก เนื่องจากเด็กได้รับการกระตุ้นจากภายนอก  ส่วนในเรื่องความนึกคิด  ความมุ่งมั่น  ความคิดสร้างสรรค์  ความเข้าใจ อารมณ์  ซึ่งเป็นเรื่องระดับสูงจะถูกสร้างหลังจากอายุ 3 ขวบ กล่าวคือ เป็นส่วนที่ว่าจะเอาส่วนที่ถูกสร้างมาก่อนอายุ 3 ขวบ ไปใช้อย่างไร  จากพระคัมภีร์ใหม่ในหนังสือฮีบรูบทที่ 11 ข้อ 24 กล่าวว่า “เพราะความเชื่อ  เมื่อโมเสสโตแล้วท่านไม่ยอมให้ใครเรียกท่านว่าเป็นบุตรของธิดากษัตริย์ฟาโรห์”  นั่นแสดงให้เห็นว่าโมเสสถูกปลูกฝังมาอย่างดีจากพ่อแม่ของเขาในเรื่องชาติกำเนิดของตน

ตั้งแต่โมเสสเข้ามาอยู่ในพระราชวังในฐานะพระราชบุตร  เขาก็ได้รับการศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การเขียน การอ่านจารึกโบราณ  ภาพเขียนแห่งอียิปต์ แม้แต่ความลึกลับแห่งศาสนาอียิปต์  การบวงสรวงในวิหาร  (อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้โมเสสมีความสามารถในการเขียนพระคัมภีร์เล่มแรก  หนังสือปฐมกาลจากตำนานโบราณที่ได้เรียนรู้มา  และการดลใจจากพระเจ้า  โมเสสได้เขียนหนังสือเล่มอื่น ๆ อีก 4 เล่ม  คือ อพยพ เลวีนิติ กันดารวิถี เฉลยธรรมบัญญัติ)  เรียกได้ว่าเรียนรู้กันแบบครบหลักสูตรสมฐานะเจ้าชายแห่งอียิปต์ พระราชบุตรแห่งธิดาฟาโรห์  จนเขาเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มรูปงามเพียบพร้อมไปด้วยความรอบรู้  ส่วนเรื่องราวของโมเสสตอนที่หนีไปมีเดียนนั้นเกิดขึ้น เพราะเขาได้ฆ่าคนอียิปต์ที่ไปตีคนฮีบรู  อีกวันต่อมาคนฮีบรูตีกันเอง  โมเสสไปห้าม  กลับถูกต่อว่า  “ใครแต่งตั้งท่านให้เป็นเจ้านายและเป็นตุลาการปกครองข้าพเจ้า  ท่านตั้งใจจะฆ่าข้าพเจ้าเหมือนกับที่ได้ฆ่าคนอียิปต์คนนั้นหรือ” (อพย.2:14) โมเสสได้ฟังแล้วก็กลัว  จึงหนีไปอยู่มีเดียนก็ได้ภรรยา  และมีบุตรชาย เวลาผ่านล่วงเลยไป จนฟาโรห์สิ้นพระชนม์....

ทรงเรียกโมเสส (อพย.3)
โมเสสมาอยู่มีเดียนหลายสิบปี  จากเจ้าชายกลับกลายมาเป็นคนเลี้ยงแกะ  จากคนที่มีความรู้เก่งกล้าสามารถกลับมาเป็นคนเงียบขรึม  และไม่ค่อยพูดจากับใคร  เพราะอยู่แต่กับแกะ  จนพระเจ้าทรงเรียกโมเสส  ให้เขาเห็นพุ่มไม้เป็นเปลวไฟโดยไม่ไหม้พระเจ้าต้องการใช้โมเสสให้ไปนำคนอิสราเอลมายังดินแดนแห่งพันธสัญญา  เพราะเสียงร้องของคนอิสราเอลจากการโดนกดขี่ดังไปถึงพระเจ้า  ฝ่ายโมเสสปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า  จนพระเจ้าต้องสำแดงให้โมเสสเห็นฤทธิ์เดชแห่งพระเจ้า  โดยให้ไม้เท้าของโมเสสกลายเป็นงู  ทำให้มือเป็นโรคเรื้อน  แต่โมเสสปฏิเสธอีกว่า “ข้าแต่พระเจ้า  ข้าพระองค์มิใช่เป็นคนช่างพูด ทั้งในกาลก่อน  และตั้งแต่เวลาที่พระองค์ตรัสกับผู้รับใช้ของพระองค์  ข้าพระองค์เป็นคนพูดไม่คล่องแคล่ว” (อพย.4:10) บัดนี้โมเสสคนเก่งในอดีตฆ่าคนอียิปต์ในชั่วพริบตา  เก่งกล้าเชิงยุทธ  และความรู้กลับกลายเป็นคนพูดไม่คล่องแคล่วขาดความมั่นใจในตนเองไปเสียแล้ว พระเจ้าจึงตรัสว่า “...ไปเถิด  เราจะอยู่ที่ปากของเจ้า และจะสอนคำซึ่งควรจะพูด”  แต่โมเสสกลับทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าขอทรงโปรดใช้ผู้อื่นไปเถิดพระเจ้าข้า” พระเจ้าทรงกริ้วโมเสสจึงตรัสว่า “เจ้ามีพี่ชายคืออาโรนคนเลวีมิใช่หรือ เรารู้แล้วว่าเขาเป็นคนพูดเก่ง ..เขาจะเป็นปากแทนเจ้า...” (อพย.4:11-17)

เป็นอันว่าโมเสสยอมทำตามพระบัญชาของพระเจ้า  เพราะมีอาโรนไปด้วยนี่เอง  เหตุเพราะยังกลัวๆ นั่นเอง  เลยต้องการมีเพื่อนไปด้ย  จากตารางฤทธานุภาพ 11 ประการของพระเจ้าในฉบับที่แล้ว  ทำให้เราทราบว่าในฤทาธานุภาพครั้งที่ 1-4 นั้น อาโรนเป็นคนที่กระทำการของพระเจ้าทั้งสิ้น  ครั้งที่ 5-6 พระเจ้าดลบันดาลเอง ครั้งที่ 7-10 สังเกตได้ว่าความมั่นใจของโมเสสกลับคืนมาแล้วท่านจึงกระทำการของพระเจ้าเองโดยตลอด  ยกเว้นครั้งสุดท้ายที่พระองค์ประหารบุตรหัวปีทั้งคน และสัตว์เลั้ยงทั่วทั้งอียิปต์ หลังจากนั้นโมเสสก็เป็นผู้นำคนอิสราเองโดยตลอด เพราะความมั่นใจในฤทธานุภาพของพระเจ้านั่นเอง ...

ฟาโรห์พระทัยแข็งกระด้าง
เรามาทำความรู้จักกับฟาโรห์ก่อนดีกว่าว่าเป็นใคร  พระราชาของอียิปต์จะถูกเรียกว่า “ฟาโรห์” คำว่าฟาโรห์จึงไม่ใช่ชื่อคน  แต่เป็นภาษาอียิปต์ใช้ทับศัพท์แปลว่า “กษัตริย์”  ชาวอียิปต์ไม่เพียงแต่เคารพนับถือฟาโรห์อย่างสูงเท่านั้น  เขายังเชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้าองค์หนึ่งที่ต้องเชื่อฟ้ง ไม่กล้าละเมิดพระดำรัสของพระองค์...

ทำไมฟาโรห์ถึงพระทัยแข็งกระด้างครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าจะตอบโดยใช้หลักฐานจากพระคัมภีร์เพียงอย่างเดียวก็คงจะต้องตอบว่าเพราะ “พระเจ้าทรงบันดาลให้พระทัยฟาโรห์แข็งกระด้าง”  เป็นคำพูดที่นักเทศน์หลายท่านนำมาใช้บ่อย ๆ ในการเทศนาเรื่องนี้  ซึ่งจากพระคัมภีร์นั้นมีข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายจุดด้วยกัน  โดยเริ่มจากตอนที่พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “เราจะทำให้ใจของฟาโรห์แข็งกระด้าง  แม้เราจะกระทำหมายสำคัญ  และอัศจรรย์ให้ทวีมากขึ้นในประเทศอียิปต์  ฟาโรห์ไม่เชื่อฟังเจ้า” (อพย.7:3-4) พระคัมภีร์บันทึกคำว่า “จริงดังที่พระเจ้าตรัสว่าพระทัยฟาโรห์ก็แข็งกระด้างหายอมเชื่อไม่” กล่าวในทำนองเดียวกันเช่นนี้ถึง 6 ครั้ง  มีคำว่า “พระเจ้าทรงให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้าง” 3 ครั้งและพระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้างเอง 1 ครั้ง  ส่วนครั้งสุดท้ายถึงยอมปล่อยคนอิสราเอล  สาเหตุสำคัญที่ฟาโรห์จำเป็นต้องพระทัยแข็งกระด้างหลายครั้งเพื่อการอัศจรรย์ของพระเจ้าจะได้เพิ่มขึ้นในอียิปต์ (อพย.11:9) และเพื่อคนอิสราเอลจะออกจากอียิปต์อย่างสมกับเป็นประชากรของพระเจ้าที่ทรงเลือกสรรไว้ ซึ่งจากการที่คนอิสราเอลออกจากอียิปต์นั้น  ทำให้มีชื่อเสียงไปทั่วดินแดนต่างๆ เมื่อคนอิสราเอลยกไปที่ไหน  ก็สามารถปราบเมืองต่าง ๆ นั้นได้โดยง่าย เพราะพวกชาวเมืองต่างๆ กลังเกรงอำนาจของพระเจ้า

ยังมีอีกมุมมองหนึ่งของเรื่องนี้  คือตามตำนานโบราณของอียิปต์จากอักขระอักษรภาพโบราณที่เก่าแก่ตามกำแพง  และเสาในมหาวิหารต่างๆ ที่มีผู้ถอดความออกมาเป็นภาษาปัจจุบัน  ได้กล่าวถึงเรื่องราวของเวทมนตร์ต่างๆ ที่มีอย่างดาษดื่นในอียิปต์เชื่อกันว่าใครได้เรียนมหาเวทจากคัมภีร์เทพเจ้าท็อต ก็จะกลายเป็นผู้เก่งฉกาจไร้เทียมทาน  นักบวชตามวิหารเทพ  ก็ต้องมีศิลปวิทยาการไว้โชว์ให้ฟาโรห์เห็นบ้างตามยุคสมัยของเขา  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาๆ ในสายตาของฟาโรห์เห็นบ้างตามยุคสมัยของเขา  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาๆ ในสายตาของฟาโรห์  พระองค์มองดูเรื่องเช่นนี้เป็นเพียงแค่ความบันเทิงอย่างหนึ่งเท่านั้น  การที่โมเสส และอาโรนมาสำแดงกิจมหัศจรรย์ต่างๆ คนของฟาโรห์ก็ทำได้ถึง 3 ครั้ง  ดังนั้นจึงน่าจะสรุปได้ว่าฟาโรห์เห็นแล้วเฉย ๆ เพราะเห็นมาบ่อยจึงคิดว่าสิ่งที่โมเสส และอาโรนกระทำนั้นเป็นเพียงการแสดงกลให้ดูตามจารึกโบราณบันทึกว่าเคยมีการประลองเวทมนตร์ระหว่างสองอาณาจักร คือ อียิปต์ และเอธิโอเปีย  ผลปรากฎว่า ชาวเอธิโอเปียพ่ายแพ้ต่อหน้าพระที่นั่งฟาโรห์  ไม่เพียงเท่านี้  ในประเทศอียิปต์นั้นทุกกิจกรรมของพวกเขามักจะมีเรื่องไสยศาสตร์ เวทมนตร์  คาถา  มาเกี่ยวข้องด้วยเสมไม่ว่าจะเป็นการทำการเกษตร  การสร้างปิรามิด  การทำพิธีศพ  (ดังตัวอย่างในฉบับที่แล้ว) การสงคราม ฯลฯ แม้ในปัจจุบันผู้คนยังเชื่อถือในคำสาบแห่งสุสานฟาโรห์ใครไปยุ่งเกี่ยวต้องมีอันเป็นไปถึงชีวิต


คนทำวิทยาคม
ในอดีตกาลที่ผ่านมา  มนุษย์เราถูกดึงดูดใจ  และควบคุมโดยความลึกลับแห่งวิทยาคม  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “magic” แปลว่า “เวทมนตร์คาถา  อำนาจวิเศษ  อาถรรพณ์  มายากล” มาจากคำว่า “magi (อ่านว่า เม-ไจ)” หมายถึง นักบวชชาวเปอร์เซียโบราณ  ซึ่งเชี่ยวชาญกิจกรรมทางศาสนาโดยเฉพาะ  ความหมายตรง ๆ ก็คือ ความพยายามจะควบคุม หรือบังคับพลังธรรมชาติ  หรือเหนือธรรมชาติให้ทำตามคำสั่งมนุษย์

พระคัมภีร์เดิมได้พูดถึงพวกวิทยาคมไว้หลายแห่ง  ไม่ว่าจะเป็น ปฐมกาล 41:12-14  ดาเนียล 2:27, 4:7  นักวิทยาคมมีบทบาทมากในอียิปต์  บาบิโลน  อิทธิพลนี้ยังแพร่มายังพวกกรีก  และชาวโรมัน  สังเกตได้จากแต่ละวิหารของแต่ละชนชาติจะมีพระ  หรือผู้ประกอบพิธีสำแดงอภินิหารให้เห็นเป็นประจำ  เมื่อประกอบพิธีใดพิธีหนึ่ง

จะขอแบ่งรูปแบบของมายากลตามแบบของโรเบิร์ต เอ. สเต็บบินส์  ซึ่งจัดแบ่งออกมาได้ 3 ประเภทด้วยกัน   คือ

1. มายากลลี้ลับ  คือ “การแสดงถึงสิ่งลี้ลับ” มีการอ้างว่า “เหตุการณ์หรือกระบวนการต่างๆ ซึ่งขัดแย้งกับสามัญสำนึก หรือความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์” เป็น “ความจริงหรือถูกต้อง” สเต็บบินส์อธิบายว่า “มายากลลี้ลับคือผู้รับใช้ของเวทมนตร์คาถา  พ่อมดหมอผี  การเล่นแร่แปรธาตุ และศาสนา  ภายใต้สภาพการณ์บางอย่าง”

2. มายากลแบบแสวงผลประโยชน์  “ผู้แสดงจะควบคุม หรือหลอกผู้ชมให้เข้าใจผิดจากความเป็นจริง  เพื่อโอ้อวดอำนาจของตน”  พวกเขารู้ว่ากำลังหลอกลวงผู้คน  “พวกเขากระตุ้นผู้คน  ซึ่งกำลังชมมายากลให้เชื่ออย่างอื่น  ให้เชื่อว่าในฐานะมายากล  พวกเขามีอำนาจเหนือธรรมชาติ หรือมีความเกี่ยวพันพิเศษกับสิ่งที่มีชีวิตซึ่งมีอำนาจเหนือธรรมชาติ” สเต็บบินส์กล่าว

3. มายากลเพื่อความบันเทิง  มีจุดมุ่งหมายเพื่อเร้าให้เกิดความงงงวยพิศวงโดยตบตา  มายากลแบบนี้  แบ่งออกเป็น 5 วิธีพื้นฐาน คือ

            3.1 มายากลบนเวที
            3.2 มายากลที่ให้ดูใกล้ ๆ
            3.3 วิทยากล
            3.4 การลวงตา
            3.5 การติดต่อทางจิต

พระคัมภีร์ว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องผี
พระคัมภีร์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้าอย่าเป็นหมอดูหรือเป็นหมอผี” (ลนต.19:26 ฉธบ.18:914) ในหนังสือกิจการกล่าวถึงชาวเมืองเอเฟซัสที่มาเชื่อแล้วได้เอาตำราเวทมนตร์มาเผาไฟต่อหน้าคนทั้งปวง  “มีหลายคนที่เชื่อแล้วได้มาสารภาพ และเปิดเผยว่าเขาได้ใช้เวทมนตร์...” (กจ.19:18-19)

อันตรายจากมายากลแบบแสวงผลประโยชน์  หมอดูลายมือ  ทำนายโชคชะตา  รักษาโรคด้วยวิธีต่าง ๆ โดยใช้เวทมนตร์หรือของวิเศษ ฯลฯ  พวกนี้ทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง ดังข่าวในหนังสือพิมพ์ทั่วไปที่พาดหัวอยู่บ่อย ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ในประเทศไทย  พระคัมภีร์กล่าวว่า “อย่า..ประพฤติคดโกง หรือมุสาวาทต่อกันและกัน”  (ลนต. 19:11)

บางครั้งพวกวิทยาคมก็ไปยุ่งเกี่ยวกับวิญญาณของผู้ตาย  ซึ่งบางคนต้องการจะติดต่อหรือทราบความเป็นอยู่ของญาติสนิทมิตรสหายของตนเองแม้จะเป็นการทำเล่น ๆ เมื่อได้โอกาสพวกปีศาจสามารถฉวยโอกาสนี้  และพยายามอย่างไม่ลดละ “เมื่อมารทำการทดลองทุกอย่างสิ้นแล้ว  จึงละพระองค์ไปจนถึงโอกาสเหมาะ” (ลก.4:13) “แต่ว่าทุกคนก็ถูกล่อให้หลวเมื่อกิเลสของตัวเองล่อ  และชักนำให้กระทำตาม” (ยก.1:14)

ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้จะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก “พญามาร” เพราะมันได้ชื่อว่า “ผู้ล่อลวง” ตั้งแต่สมัยปฐมกาลมาแล้ว (ปฐก.3:1-19) หนังสือธุรกิจเล่มหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “ซาตาน” เป็น “เซลล์แมนคนแรกของโลก” คือมัน “ขายความเชื่อ”  ใครจะขายความเชื่อบ้าง? หรือว่าขายไป    แล้วอย่างไม่รู้ตัว  เปาโลเขียนจดหมายบอกพี่น้องที่เมืองเอเฟซัสว่า “เหตุฉะนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า..” (อฟ.5:1) ในหนังสือยากอบก็กล่าวในเรื่องนี้เช่นกัน  “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า  จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป” (ยก.4:7)

มีหลายคนนำเรื่อง “มายากล” ไปรวมกับความบันเทิง อาจจะไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้  แต่ถ้ามีการเสแสร้งว่าเป็น “มายากลลี้ลับ” คริสเตียนควรใส่ใจกับเรื่องนี้ไหม .. ยังมีอันตรายแฝงอยู่มากมายเกี่ยวกับเรื่อง “มายากล” คริสเตียนแท้จึงครหลีกห่างจากการฝึกปฏิบัติสิ่งเหล่านี้  หรือข้องเกี่ยว หรือชมการแสดง “ข้าพเจ้ามิได้หมายถึงใจสำนักผิดชอบของท่าน  แต่หมายถึงใจสำนึกผิดชอบของคนที่บอกนั้น” (1คร.10:29) “ในข้อนี้ข้าพเจ้าอุตสาห์ประพฤติตามจิตสำนึกเห็นว่าดีเสมอ  มิให้ผิดต่อพระเจ้า และต่อมนุษย์” (กจ. 24:16)

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

เกร็ดความรูัเกี่ยวกับ "อียิปต์" ในการสัมมนาเรื่อง "โยเซฟ"



ลำดับชนชั้นของอียิปต์โบราณ โยเซฟได้ตำแหน่งระดับสอง เป็นรองจากฟาโรห์ และยังมีพ่อตาเป็นปุโรหิตอีกด้วย

ปฐมกาล บทที่ 41 :
38. ฟาโรห์ตรัสกับบรรดาข้าราชการว่า 
“พวกเราจะหาคนที่มีพระวิญญาณพระเจ้าอยู่ในตัวเหมือนคนนี้ได้หรือ?”
39. ฟาโรห์จึงตรัสกับโยเซฟว่า “เพราะพระเจ้าได้ทรงสำแดงเรื่องทั้งสิ้นนี้แก่เจ้า จึงไม่มีใคร
ที่มีความเข้าใจและมีปัญญาเหมือนเจ้า
40. เจ้าจะเป็นผู้ดูแลราชสำนักของเรา และให้ประชาชนทั้งหมดของเราทำตามคำของเจ้า 
เว้นแต่พระที่นั่งเท่านั้นที่เราจะเป็นใหญ่กว่าเจ้า”
41. ฟาโรห์ตรัสกับโยเซฟอีกว่า “เราให้ท่านอยู่เหนือแผ่นดินอียิปต์ทั้งหมด”
42. ฟาโรห์ทรงถอดแหวนตราออกจากพระหัตถ์ ทรงสวมให้ที่มือโยเซฟ กับให้สวมเสื้อผ้าป่านเนื้อละเอียด และทรงสวมสร้อยทองคำให้ที่คอ
43. ให้โยเซฟใช้ราชรถคันที่สองที่เป็นของพระองค์ มีคนร้องประกาศข้างหน้าว่า “คุกเข่าลง” ดังนี้แหละ พระองค์ทรงตั้งท่านให้อยู่เหนือดินแดนอียิปต์ทั้งหมด
44. ฟาโรห์ตรัสกับโยเซฟอีกว่า “เราคือฟาโรห์ เราจะไม่ให้คนทั่วแผ่นดินอียิปต์ยกมือยกเท้าได้ เว้นแต่เจ้าจะอนุญาต”

Timeline ช่วงเวลาในประวัติศาสตร์โลก


ปฐก.41:42-45 สิ่งที่ฟาโรห์ประทานให้โยเซฟ 8 อย่าง คือ
1) ตำแหน่งผู้ครอบครองอียิปต์รองจากฟาโรห์ ดู ข้อ 41 และ 42:6
2) แหวนตรา ดู ข้อ 42
3) ชุดพระราชทาน ดู ข้อ 42
4) สร้อยทองคำ ดู ข้อ 42
5) ราชรถคันที่สองรองจากฟาโรห์ ดู ข้อ 43
6) มีคนนำหน้าร้องประกาศให้ทุกคนคุกเข่าลงเพื่อให้เกียรติโยเซฟ ดู ข้อ 43
7) ได้นามใหม่ คือ ศาเฟนาทปาเนอาห์ ดู ข้อ 45
8) ได้ภรรยา คือ อาเสนัท บุตรของปุโรหิตเมืองโอน ดู ข้อ 45

พวก Hyksos คือฟาโรห์ต่างเผ่าที่มาปกครองอียิปต์จริงหรือ?


พวก Hyksos เป็นราชวงศ์ที่ใช้รถรบราชวงศ์แรก จึงสันนิษฐานว่าเป็นฟาโรห์ในสมัยที่โยเซฟไปอียิปต์ แต่ปัญหาอยู่ที่ปีศักราช



ชื่อของโยเซฟในแบบ "อียิปต์"

ปฐมกาล บทที่ 41 :
45. ฟาโรห์ประทานนามโยเซฟว่า ศาเฟนาทปาเนอาห์ และประทานอาเสนัทบุตรีโปทิเฟราปุโรหิตเมืองโอนให้เป็นภรรยา โยเซฟก็ออกไปทั่วดินแดนอียิปต์
46. เมื่อโยเซฟเข้าเฝ้าฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์นั้น ท่านอายุได้ 30 ปี แล้วท่านก็ออกจากพระพักตร์ฟาโรห์ไปทั่วดินแดนอียิปต์

อียิปต์ (Egypt)

เมื่อเอ่ยชื่อดินแดนแห่งนี้ แทบจะทุกคนคงจะต้องนึกถึง “ปิรามิด” เป็นสิ่งแรก รองลงมาก็คงจะเป็น มัมมี่, สฟริงส์, คำสาปลึกลับ, สมบัติล้ำค่า, พระนางคลีโอพัตรา หรือแม่น้ำไนล์

ดินแดนแห่งนี้มีชื่อเสียงมากในเรื่องเวทมนตร์มากกว่าดินแดนใดๆ ในอดีตกาล เรื่องราวถูกถ่ายทอดเล่าสืบต่อกันมาอย่างมากมาย

การดำรงชีวิตของผู้คนในดินแดนแถบนี้เกี่ยวข้องกับแม่น้ำไนล์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีผลทำให้เทพเจ้าต่างๆ ของอียิปต์มีหน้าตาบุคลิกลักษณะเป็นสัตว์ประจำถิ่นไป แต่เทพสูงสุดยังคงเกี่ยวข้องกับดวงดาวในท้องฟ้าอยู่เช่นเดียวกับพวกซูเมเรียน

เทพ “รา (Ra)” คือเทพสูงสุดของอียิปต์ มีวาจาสิทธิ์ในการสร้างสรรพสิ่ง เช่นเดียวกับพระเจ้าของชาวยิว

เมื่อเทพ “รา” ตรัสว่า “ข้าคือ เคเปรา (Khepera) ในยามรุ่งอรุณ คือ รา ในยามเที่ยงวัน และคือ ตุม (Tum) ในยามเย็น” และปรากฏร่างเป็นดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าจากทิศตะวันออก และหายไปทางตะวันตกในวันแรกของการกำเนิดโลก

เมื่อเอ่ยนาม “ชู (Shu)” สายลมก็พัด

กล่าวคำว่า “เตฟนุต (Tefnut)” ฝนก็ตกลงมา

และคำว่า “เกบ (Geb)” แผ่นดินโลกก็เกิดขึ้น

“นุต (Nut)” กลายเป็นท้องฟ้า

“ฮาปิ (Hapy)” กลายเป็นแม่น้ำ (คือแม่น้ำไนล์)

เทพ “รา” เอ่ยคำอะไรสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก คำตรัสสุดท้ายก็คือ ชาย และ หญิง จึงถือกำเนิดมาเป็นประชาชนของอียิปต์

แล้วเทพ “รา” ก็กลายร่างเป็นมนุษย์ปกครองอียิปต์นับพันปี ถือว่าเป็นฟาโรห์องค์แรก

ดังนั้นสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์จึงเป็นสัญลักษณ์ที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ ในภาพวาด หรือรูปสลักของอียิปต์


ยาโคบ ได้รับการทำเป็นมัมมี่ และได้รับเกียรติอย่างสูงในพิธีศพของเขา

ปฐมกาล 50
1. โยเซฟซบหน้าลงที่หน้าบิดาแล้วร้องไห้ และจูบท่าน
2. โยเซฟบัญชาพวกหมอที่เป็นข้าราชการของท่าน ให้อาบยารักษาศพบิดาไว้ พวกหมอก็อาบยารักษาศพอิสราเอล
3. การอาบยารักษาศพใช้เวลาสี่สิบวันตามจำนวนวันในการอาบยารักษาศพ ชาวอียิปต์ก็ไว้ทุกข์ให้อิสราเอลถึงเจ็ดสิบวัน


ช่วงชีวิตของโยเซฟ

โยเซฟตายเมื่ออายุได้ 110 ปี ตามหลักฐานโบราณมีการบันทึกว่า สิ่งที่เป็นยอดปรารถนาของคนอียิปต์คือการมีอายุยืนถึง 110 ปี ดังนั้นการที่โยเซฟมีอายุถึง 110 ปี จึงเป็นพระพรยิ่งใหญ่จากพระเจ้า

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

รีวิวหนัง ‪‎RISEN


รีวิวหนัง ‪RISEN‬ ที่ผมไปชมมาเมื่อวานในกิจกรรมของ Christian Thai Subtitle
พลอตของเรื่อง (เป็นเรื่องแต่งขึ้นที่อิงเหตุการณ์ในพระคัมภีร์) เริ่มต้นตอนที่ กองทัพโรมันจัดการกับกบฎชาวยิว และสังหารผู้นำพรรคชาตินิยม(ยิว) "บารับบัส"

คลาเวียส Clavius เป็นผู้บัญชาการกองทัพโรมันเป็นนายทหารระดับมือขวาของปิลาต Pontius Pilate ได้รับคำสั่งโดยตรงให้ไปจัดการสืบสวนเพื่อตรวจสอบข่าวลือที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเป็นขึ้นมาจากความตายของ Yeshua (พระเยซูชาวนาซาเร็ธ) เหตุการณ์ของเรื่องอยู่ในช่วง 40 วันแรกหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เขาล้มเหลวที่จะหาร่างของพระเยซู หลังจากที่คลาเวียสใช้พยายามค้นหาความจริง ก็พบว่าสาวกของพระเยซูไม่ได้ขโมยพระศพ และได้สัมผัสความจริงมากขึ้น จนขนาดทำให้เขาต้องพาสาวกของพระเยซูหลบหนีจากการตามล่าของทหารโรมัน

เขาได้เห็นการรักษาคนโรคเรื้อน และการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซู นั่นคือสิ่งที่คลาเวียสค้นพบว่าเขาจะต้องจำนนต่อสิ่งที่เขาได้เห็นและสิ่งนี้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับชีวิตของเขาไปตลอดกาล

ในฐานะนักดูหนังคริสเตียนมาหลายสิบเรื่อง และอ่านพระคัมภีร์มาตลอด และแม้เรื่องนี้จะคาดเดาเรื่องได้ล่วงหน้า แต่เรื่องก็ชวนให้ติดตามพอสมควร มีหลายช่วงที่ดูจะง่วงๆ ไปหน่อย แต่ก็ชอบในเรื่องของฉากเมืองเยรูซาเล็ม และป้อมทหาร

และฉากตรึงกางเขนก็ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่กางเขนเป็นรูปตัว T และเท้าที่ถูกตรึงเป็นด้านข้าง ต่างจากที่คุ้นเคยคือตอกตะปูบนเท้าทั้งสอง



สิ่งที่ดูเบาไปคือความเข้มข้นในลักษณะตัวละครของเหล่าสาวก และบทสนทนา เพราะหนังเรื่องนี้เน้นมุมมองของนายทหารโรมันคลาเวียสเพียงคนเดียว เรื่องจะต้องติดตามมุมมองของเขาทั้งเรื่อง

ถ้าให้คะแนนเรื่องนี้ ผมให้ 7/10





วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

การพยากรณ์ (Divining Arts) ศาสตร์ที่ต่างจากคำสอนในคัมภีร์ไบเบิ้ล

ชาวเคลเดีย เป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกที่ศึกษาศาสตร์แห่งดวงดาว
วิชาดาราศาสตร์ กับวิชาโหราศาสตร์ นั้นมีแหล่งที่มาจากที่เดียวกัน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับวิชาหมอดู แต่ในที่สุดแล้วผู้คนก็ยังเข้าใจผิดกันอยู่ดี

  • Astronomy แปลว่า ดาราศาตร์
  • Astrology แปลว่า โหราศาสตร์

รากศัพท์ของคำนี้มาจากคำว่า “Astro” ซึ่งแปลว่า “ดวงดาว” มาจากคำว่า “Astron” ในภาษากรีก

วิชานี้ปรากฏในตำนานของชาวบาบิโลนโบราณ พวกเขาดูดวงดาวมากว่า 3,000 ปี ซึ่งมักจัเกี่ยวข้องกับดวงชะตาชีวิตของมนุษย์

นักโหราศาสตร์ที่ทันสมัยมักจะใช้ข้อมูลทางดาราศาสตร์ในการลงตำแหน่งดาวเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับชะตาชีวิตด้วย

โหราจารย์จากทิศตะวันออกสามารถรู้ว่าจะมีกษัตริย์มาบังเกิดได้อย่างแม่นยำ เขาติดตามดวงดาวมายังเมืองเบธเลเฮมและพบเด็กที่จะเป็นกษัตริย์

พระเยซูได้ทรงบังเกิดที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดียในรัชกาลของกษัตริย์เฮโรด ภายหลังมีพวกโหราจารย์จากทิศตะวันออกมายังกรุงเยรูซาเล็ม ถามว่า “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน”..

..และดาวซึ่งเขาได้เห็นเมื่อปรากฏขึ้นนั้นก็ได้นำหน้าเขาไป จนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ที่กุมารอยู่นั้น เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก ครั้นเข้าไปในเรือนก็พบกุมารกับนางมารีย์มารดา จึงกราบถวายนมัสการกุมารนั้น แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขา ออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ  ทองคำ กำยาน  และมดยอบ
(คัดลอกจากหนังสือมัทธิว บทที่ 2 ข้อ 1-2, 9-11)


คนเหล่านี้ถูกเรียกต่างๆ กันในหลายมุมมองว่าเป็น “Wise man นักปราชญ์, Magi โหราจารย์ หรือ King กษัตริย์” แม้จะระบุอย่างชัดเจนไม่ได้ว่าพวกเข่าเป็นใครกันแน่ แต่จากวิชาที่พวกเขาใช้ก็พอจะสรุปได้ว่าเป็นวิชาโหราศาสตร์อย่างแน่นอน

การพยากรณ์ในรูปแบบอื่นๆ ก็มีหลายอย่างนอกเหนือจากการดูดวงดาวและนั่นก็เกี่ยวข้องกับหมอดูอย่างแน่นอน อาทิเช่น การดูเส้นลายมือ การดูไพ่ การดูลูกแก้ว การดูกากชา เป็นต้น

อนาคตศาสตร์ 9-13 พค. ที่เชียงราย


พบกับ ‪‎อนาคตศาสตร์‬ การศึกษาพระคัมภีร์ระดับปริญญาโท ที่พระคริสตธรรมศึกษาเชียงราย 9-13 พฤษภาคม 2016 บทเรียน 30 ชั่วโมงเรียน (5 วันๆ ละ 6 ชม.) เข้มข้นทุกเนื้อหา ศึกษาเชิงวิเคราะห์สถานการณ์โลกยุคปัจจุบัน โดยผ่านหนังสือ ‪‎เอเสเคียล‬ ดาเนียล‬ และวิวรณ์ เป็นหลักในการค้นคว้า ซึ่งเป็นวิชาที่หลายท่านเคยเรียนกันมาแล้ว แต่ครั้งนี้แอดวานซ์ระดับปริญญาโท คือต้องยากขึ้นไปอีกระดับ โดยนักศึกษาจะได้โจทย์ไป และต้องไปหาข้อมูลโดยผ่านตำรา และอินเตอร์เน็ต วันถัดมาต้องออกมานำเสนอข้อมูลหน้าชั้นเรียน เพราะมีการทดสอบและประเมินการเรียนด้วย

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

สรุปตารางการสัมมนา SophiaMedia+Submarine Bible ตั้งแต่ปี 2011-2016

มีพี่น้องบางท่านอยากทราบว่าเราสัมมนาอะไรกันมาบ้าง และกี่ครั้ง เราจึงสรุปตารางการสัมมนาแบบเจาะลึกทุกบททุกข้อของ SophiaMedia+Submarine Bible มาให้ดูกัน ตั้งแต่ปี 2011-2016 ใครไปร่วมครั้งไหนกันบ้าง

ปี 2011
• กค. 36 คำอุปมากับยุคพันปี
• สค. การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์
• ตค. วิวรณ์ บทที่ 1-3
• ตค. วิวรณ์ บทที่ 4-7

ปี 2012
• มค. วิวรณ์ บทที่ 8-12
• เมย. วิวรณ์ บทที่ 13-18
• เมย. วิวรณ์ บทที่ 19-22

ปี 2013
• กพ. เบญจบรรณ
• มีค. ปฐมกาล บทที่ 1-2
• มิย. ปฐมกาล บทที่ 3-9
• กค. ปฐมกาล บทที่ 10-25
• กย. กิจการ บทที่ 1-8
• พย. กิจการ บทที่ 9-28

ปี 2014
• พค. พระวิหารหลังที่ 3
• มิย. ปฐมกาล บทที่ 25-36
• กค. เอเฟซัส บทที่ 1-6
• พย. Timeline Bible

ปี 2015
• มค. The Prophets
• พค. เอเสเคียล บทที่ 1-13
• มิย. เอเสเคียล บทที่ 14-48
• กย. วิวรณ์ บทที่ 1-3
• ตค. วิวรณ์ บทที่ 4-7
• พย. วิวรณ์ บทที่ 8-12
• ธค. วิวรณ์ บทที่ 13-18

ปี 2016
• มค. วิวรณ์ บทที่ 19-22
• มีค. ดาเนียล บทที่ 1-14

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เปโตร และ เปตรา สำนวนคำกรีก

ยังไม่จบอีกครับ เรื่องของ "‪เปโตร‬"

ชาวคาทอลิกตีความเป็นสถานที่ที่เปโตรถูกตรึงตาย

ชาวโปรแตสแตนท์ตีเป็นเรื่องจิตวิญญาณ หรือนามธรรม

แต่ยังมีอีกความหมาย...

จาก...มัทธิว บทที่ 16 ข้อ 18 ฝ่ายเราบอกท่านว่า ท่านคือ เปโตร และบน #‎ศิลานี้‬ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้
κἀγὼ δέ σοι λέγω ὅτι σὺ εἶ ‎Πέτρος‬, καὶ ἐπὶ ταύτῃ τῇ ‪‎πέτρᾳ‬ οἰκοδομήσω μου τὴν ἐκκλησίαν, καὶ πύλαι ἅ|δου οὐ κατισχύσουσιν αὐτῆς.

ในตอนนี้ในภาษากรีกเป็นการเล่นคำครับ Πέτρος เปโตร กับ πέτρᾳ เปตรา ซึ่งทั้งสองคำมีความหมายถึง "‎ก้อนหิน‬"


และ เปตรายังเป็นสถานที่จริงๆ อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศจอร์แดน

"‪‎เปตรา‬" (จากภาษากรีก πέτρα แปลว่าหิน ภาษาอารบิก البتراء) คือนครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา หุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลเดดซีกับอ่าวอะกาบาในประเทศจอร์แดน นครนี้แต่เดิมนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ซึ่งต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี

"เปตรา" เจริญถึงขีดสูงสุดในช่วง 50 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงค.ศ.70 ในช่วงเวลานี้เปตราถูกปกครองด้วยกษัตริย์นาม อารีตัสที่ 4 (Aretas IV) ผู้ที่ชาวกรีกยกย่องให้ว่า ฟิโลเดมอส (Philodemos) ซึ่งแปลว่า ผู้รักประชาชน และด้วยความมั่งคั่ง ความเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกล และชัยภูมิอันยากแก่การพิชิต จึงทำให้เมืองมีโอกาสเจริญเติบโตได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องกลัวศัตรูจากภายนอก...

สรุปว่าพระเยซูอยากให้ เปโตร แข็งแกร่งดุจดัง เปตรา นั่นเอง เป็นสำนวนอ้างอิงถึงสถานที่จริง ที่หมายถึง แกร่งดังนครศิลาแห่งผูภาหิน ยากแก่การพิชิต





วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แค่ปลื้มพระเยซู!

‎ถาม‬ คุณรักผมหรือเปล่า!
‎ตอบ‬ ...แต่ผมปลื้มคุณนะ!


ยอห์น บทที่ 21 ข้อ 15 เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า “ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเรามากกว่าเหล่านี้หรือ” เขาทูลพระองค์ว่า “เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์” พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า “จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด”
15 Οτε οὖν ἠρίστησαν λέγει τῷ Σίμωνι Πέτρῳ ὁ Ἰησοῦς, Σίμων Ἰωάννου, ‪‎ἀγαπᾷς‬ με πλέον τούτων; λέγει αὐτῷ, Ναί, κύριε, σὺ οἶδας ὅτι ‪‎φιλῶ‬ σε. λέγει αὐτῷ, Βόσκε τὰ ἀρνία μου.

16 พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สองว่า “ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ” เขาทูลตอบพระองค์ว่า “เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์” พระองค์ตรัสกับเขาว่า “จงดูแลแกะของเราเถิด”
16 λέγει αὐτῷ πάλιν δεύτερον, Σίμων Ἰωάννου, ἀγαπᾷς με; λέγει αὐτῷ, Ναί, κύριε, σὺ οἶδας ὅτι φιλῶ σε. λέγει αὐτῷ, Ποίμαινε τὰ πρόβατά μου.

17 พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สามว่า “ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ” เปโตรก็เป็นทุกข์ใจที่พระองค์ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า “เจ้ารักเราหรือ” เขาจึงทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงเลี้ยงแกะของเราเถิด
17 λέγει αὐτῷ τὸ τρίτον, Σίμων Ἰωάννου, ‪‎φιλεῖς‬ με; ἐλυπήθη ὁ Πέτρος ὅτι εἶπεν αὐτῷ τὸ τρίτον, Φιλεῖς με; καὶ λέγει αὐτῷ, Κύριε, πάντα σὺ οἶδας, σὺ γινώσκεις ὅτι φιλῶ σε. λέγει αὐτῷ [ὁ Ἰησοῦς], Βόσκε τὰ πρόβατά μου.

จากบทสนทนาในหนังสือยอห์นตอนนี้จะเห็นว่า ในภาษากรีก พระเยซูถามในภาษากรีกว่า "ἀγαπᾷς (อากาปาส)" หรือ "รักแท้" แค่ 2 ครั้ง แต่เปโตรกลับตอบ "φιλῶ" หรือ "ผมปลื้มคุณนะ (แบบเพื่อนกัน)" 2 ครั้ง
จนครั้งสุดท้ายพระเยซูจึงเปลี่ยนมาใช้ตามเปโตรว่า "φιλεῖς (ฟีลีส)" หรือ "แค่ปลื้มเราหรือ!"

ชีวิตจริงของหลายคน ก็คงเป็นแบบนี้เหมือนกัน หลายคนอาจแค่ปลื้มพระเยซู มองพระเยซูเป็นสหายยามที่เขาทุกข์โศกเศร้า หรือมองแค่พระองค์เป็นผู้มาช่วย แล้วจบกัน พอพระองค์ถามกลับ และให้ช่วยดูแลงานแทน กลับลังเลที่จะทำ...

ลองถามตัวเราเองว่า เราแค่ปลื้มพระเยซู หรือรักพระองค์จริงๆ!

*หมายเหตุ ส่วนคำว่า "αγάπη (อากาเป้, อากาปี)" เป็๋นคำนามนะครับ ไม่ใช่คำกริยา อาจมีบางท่านยังใช้ไม่ตรงหลักอยู่นะครับ ไหนๆ ก็ใช้ภาษากรีกสอนแล้ว ใช้ให้ตรงกันด้วยนะครับ

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วิวรณ์ reboot#5 การสัมมนารอบสุดท้ายของวิวรณ์

วิวรณ์ reboot#5 การสัมมนารอบสุดท้ายของวิวรณ์ เราจะศึกษาบทที่ 19 ถึง 22 ซึ่งเป็นบทสรุปของคำพยากรณ์ทั้งหมดถึงอนาคตโลกทุกบททุกข้อ และไม่เคยสัมมนาที่ไหนมาก่อน โปรดอย่าพลาด วันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2016



วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สัมมนาวิวรณ์ 7 ธค.2015

จันทร์ที่ 7 ธันวาคม เรียนรู้อะไรกัน อย่าพลาด ถ้ามาได้!
- ที่มาของสัตว์ร้ายจากทะเล
- ทัศนะการตีความที่มาของหมายเลข 666 และ 616
- ทูตสวรรค์กับภารกิจโลก
- ธรรมิกชนเผชิญหน้ากลียุค
- 7 ขันแห่งพระพิโรธเพื่อใคร?
- กำเนิดสงคราม อารมาเกดโดน
- เปิดตำนาน ความลึกลับแห่งมหานครบาบิโลน และแม่ของหญิงแพศยาทั้งหลาย


วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

โลกของเรากลมจริงหรือ?


สวัสดีครับพี่น้องคริสเตียนทุกท่านพบกันฉบับแรกก็ขอตั้งคำถามเองตอบเองก่อนเลย เพราะยังไม่มีใครถามกันมา  จริง ๆ แล้วคำถามที่ว่า “ทำไมคนในสมัยก่อนจึงเชื่อว่าโลกแบน?”  นั้นผมเคยได้ยินคำถามนี้มาจากพี่น้องท่านหนึ่ง แล้วยังถามอีกว่า “มีพระคัมภีร์ข้อไหนบ้างที่บอกว่าโลกกลม?”  ก็เป็นคำถามที่ตอบยากเอาการอยู่  ถ้าจะให้ตอบในทันทีเลยก็คงต้องตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน” หรือ “ขอเวลาศึกษาดูก่อน”  แล้วคำถามนี้ก็ค้างอยู่ในใจของคนถามตลอดไป  เพราะคนตอบไม่รู้จะมาเฉลยเมื่อไหร่  คำถามนี้ก็ค้างอยู่ในใจของผมเหมือนกัน  จึงต้องทำการค้นคว้าว่ามีพระคัมภีร์ตอนไหนบ้างที่บอกว่า โลกกลม  ถ้าจะให้เปิดพระคัมภีร์ดูทุกหน้าคงจะใช้เวลามากเกินไป  ดังนั้น ผมจะเริ่มต้นที่ “ศัพท์สัมพันธ์พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับ 1971”  โดยศจ.โรเบอร์ต นิชิโมโต๊ะ  เป็นผู้จัดทำ

ดูจากศัพท์สัมพันธ์
ก็พบคำว่า “โลก” มี 368 แห่ง “ชาวโลก” 1 แห่ง  “โลกธาตุ” 2 แห่ง “โลกบาดาล” 5 แห่ง “โลกปัจจุบัน” 1 แห่ง “โลกมนุษย์” 1 แห่ง และ “โลกใหม่” อีก 2 แห่ง  ไม่มีแห่งไหนเลยที่จะสนับสนุนว่าโลกกลม  มีแต่จะสนับสนุนว่าโลกแบน...

         เช่นในพระคัมภีร์เดิม  เฉลยธรรมบัญญัติ 13:7 กล่าวว่า “... ไม่ว่าใกล้หรือไกล  จากสุดปลายแผ่นดินโลกข้างนี้ถึงสุดปลายแผ่นดินโลกข้างโน้น..” และบทที่ 26:65  อิสยาห์ 24:16; 41:9  เยเรมีย์ 16:19 ; 25:33  ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า มีจุดปลายโลก  โลกนั้นมีปลายข้างหนึ่งไปยังปลายอีกข้างหนึ่ง  ยิ่งไปกว่านั้นพระคัมภีร์ใหม่ในหนังสือกิจการก็ยังมีข้อความที่กล่าวสนับสนุนอีกว่าโลกแบนคือ  บทที่ 1:8 “... และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในเยรูซาเร็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” สุดปลายแผ่นดินโลก หรือว่าโลกเรานี้แบนจริง ๆ เพราะถ้าคิดตามจริง ๆ ง่าย ๆ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น  คือพอเรานึกถึงอะไรที่มีปลายข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง  มันต้องเป็นวัตถุที่แบน  มีความยาวเดินทางเป็นเส้นตรงเมื่อเรามองดูโลกมันก็ตรง ๆ ไปไม่เห็นมีส่วนไหนโค้งให้เห็น  ทีนี้เรามาดูกันต่อดีกว่าว่ามีใครบ้างในยุคโบราณที่เชื่อว่าโลกเรานี้แบนบ้าง

คนในยุคโบราณเชื่อกันต่อๆ มาว่า “โลกแบน”
  ไม่เพียงแต่เชื่อว่าโลกแบนเท่านั้น  ยังเชื่อว่าโลกเรานั้นเป็นศูนย์กลางของจักรวาลอีกด้วย  พวกที่ตั้งสมมุติฐาน  หรือสนใจเกี่ยวกับโลกกลมหรือแบนนั้นก็เห็นจะมีแต่พวกนักปรัชญาเท่านั้น  เพราะชาวบ้านธรรมดาคงไม่สนใจกันเท่าไหร่  เมื่อประมาณ 624 ปีก่อนคริสตกาล  ที่นครรัฐกรีก (ตอนนั้นยังไม่เป็นประเทศ) ได้กำเนิดชายคนหนึ่งชื่อธาเลส (Thales)  ท่านคือนักปรัชญากรีก เป็นผู้ก่อตั้งสำนักไมเลตุส และได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของปรัชญาตะวันตก  ท่านสามารถทำนายการเกิดสุริยคราสได้อย่างแม่นยำ  มีชื่อเสียงขึ้นถึงขีดสุดเมื่อถูกแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน 7 บัณฑิตกรีก  ท่านมีความเชื่อว่าโลกมีลักษณะกลมแบน  และลอยอยู่เหนือน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลหาของเขตมิได้โลกมีกำเนิดมาอย่างไร  ท่านคิดหาคำตอบด้วยการสังเกตธรรมชาติรองตัวแล้ววิเคราะห์หาเหตุผลสนับสนุน ธาเลสมิได้อ้างตำนาน  หรือเทพนิยายกรีกโบราณสนับสนุนการหาคำตอบของตนเองแต่อย่างใด (ชาวกรีกในยุคนั้นเชื่อว่า โลกถูกสร้างโดยเทพเจ้าต่างๆ)  เมื่อธาเลสทำอย่างนี้นั้นก็แสดงว่าท่านเปิดโอกาสให้คนอื่นคิดตามอย่างเสรี  ใครคิดตามแล้วอาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับทัศนะของท่านก็ได้  เท่ากับเป็นการเปิดศักราชให้กับการคิดแบบปรัชญาในสังคมกรีกโบราณก็ทำให้มีนักปรัชญาหลายสำนักเกิดขึ้นในยุคต่อมา  มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้  แต่ก็ทำให้เกิดอิทธิพลอย่างหนึ่งในด้านความคิด คือ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดเท่าเทียมกัน
พลาโต้ และอริสโตเติ้ล
จนมายุคของโปรแทกอรัส (Protagoras 480-410 ปีก่อนคริสตกาล) ท่านได้กล่าวว่า “มนุษย์เป็นเครื่องวัดสรรพสิ่ง”  ในทัศนะของท่านถือว่าความคิดเห็นของทุกคนถูกด้วยกันทั้งหมด  หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า “ทัศนะอัตนัย (Subjective Opinion)”  เป็นคำที่ใช้บ่อยมากในวิชาปรัชญา ยกตัวอย่างเช่น ผมสงสัยว่า โลกนี้กลมหรือแบน  บนความสงสัยนี้มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนคือ
        (1) ผม หรือจิต ผู้คิดสงสัย
        (2) โลก  หรือวัตถุที่ถูกคิด  ดังนั้นต้องพิสูจน์และก็ต้องตอบว่า โลกแบน  เพราะสายตาบอกผมอย่างนั้น  ผมมองไปข้างหน้า  ผมเห็นแต่ทางราบยาวไปจรดของฟ้า  ดังนั้นก็ต้องสรุปว่าโลกแบน  เพราะผมเห็นว่ามันแบน  ทัศนะของผมถูกเพราะมันเป็นความจริงในทัศนะผม (เราจะพบว่าคนในปัจจุบันก็มีความคิดเห็นแบบนี้อยู่เหมือนกัน) นั่นเป็นตัวอย่างของวิธีคิดแบบนักปรัชญาในยุคแรก ๆ และมีอิทธิพลต่อคนในยุคต่อมาด้วย
บุคคลต่อมาที่ทำให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก  ท่านหนึ่งก็คือ พลาโต้ (Plato  427-347  ก่อนคริสตกาล)  ท่านเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล  ดวงดาวทั้งหลายโคจรรอบโลก วิถีโคจรของดวงดาวเป็นวงกลม  การที่ดวงดาวและโลกเกาะกลุ่มกันอยู่เป็นระเบียบ  เนื่องจากสิ่งเหล่านี้นมีวิญญาณสิงสถิตอยู่  ท่านสรุปว่าพระเจ้าเป็นผู้บงการ  โดยการนำเทพนิยายโบราณมาอธิบายประกอบ  ในเรื่องนี้ถือเป็นข้อด้อยอย่างหนึ่งในวิชาปรัชญาของพลาโต้ เพราะเทพนิยายไม่ใช่เหตุผลที่หนักแน่นพอสำหรับสนับสนุนทฤษฎีทางปรัชญา  แต่เมื่อมองในทางประวัติศาสตร์ก็พบว่าเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของนักปรัชญายุคต่อมาได้ยาวนานที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นอริสโตเติล  ลัทธิพลาโต้ใหม่  หรือปรัชญาคริสต์  ล้วนได้รับอิทธิพลจากพลาโต้ทั้งสิ้น
ส่วนอริสโตเติล (Aristotle 384-322 ปีก่อนคริสตกาล)  สังเกตพบว่าดวงดาวบนท้องฟ้าโคจรเป็นวงกลม  จักรวาลเคลื่อนที่ตลอดเวลา  การเคลื่อนที่ของสิ่งต่างๆ ในจักรวาลมีสาเหตุมาจากพลังภายนอกสิ่งเหล่านั้น เมื่อสาวหาสาเหตุแรกสุดของการเคลื่อนไหว  ก็ได้คำตอบว่าปฐมเหตุแห่งการเคลื่อนไหวคือ พระเจ้าเป็นแบบบริสุทธิ์  พระเจ้าคือผู้ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยที่ตนเองไม่เคลื่อนไหว (Unmoved Mover) “การเคลื่อนไหว” หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทุกประการ  ไม่ว่าในเชิงปริมาณ คุณภาพ หรือการเปลี่ยนสถานที่เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงเคลื่อนไหว เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงไม่เปลี่ยนแปลง  ดังนั้นอริสโตเติลจึงกล่าว่า “พระเจ้าเป็นภาวะที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ทรงมีชีวิตต่อเนื่องเป็นนิตย์  นั่นคือพระเจ้า”
ความรู้ด้านจักรวาลของอริสโตเติลตั้งอยู่บนข้อมูลที่จำกัดของนักดาราศาสตร์สมัยนั้น  ท่านเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล  ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งหมดโคจรรอบโลกเป็นวงกลม  อริสโตเติลแบ่งจักรวาลออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนล่าง  นับตั้งแต่ภายใต้ดวงจันทร์ลงมาถึงพื้นโลก  และส่วนบนนับแต่ดวงจันทร์ขึ้นไปจนถึงดวงดาว  สุดท้ายที่ขอบจักรวาล

ปโตเลมี
ทัศนะของอริสโตเติลที่ว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนี้ได้รับการสนับสนุนต่อมาโดยนักดาราศาสตร์ชาวกรีก-อียิปต์ที่มีชื่อว่า คลาวดิอุส ปโตเลมี (Claudius Ptolemy ค.ศ.130) ได้เสนอแนวความคิดคือ “ระบบจีโอเซนทริก”  ในหนังสือ “Almagest”  ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล  ปักหลักนิ่งอยู่กับที่มีดวงดาวโคจรรอบโลก  วงโคจรเป็นวงกลม  มีผู้คนมากมายเชื่อตามทัศนะนี้นานถึง 1800 ปี
ในปี ค.ศ.1539 ได้มีผู้เขียนภาพระบบสุริยจักรวาล  โดยถอดมาจากคำสอนของปโตเลมี  และใช้ภาษาละติน  วงกลมรอบนอกจะเป็น Habitaculum  Dei  หรือแหล่งพำนักของพระผู้เป็นเจ้า
ในปี ค.ศ.1611 ได้มีการแปลพระคัมภีร์ฉบับกษัตริย์เจมส์ (King James Version) เป็นพระคัมภีร์ฉบับที่มีชื่อเสียงมาก  ก็ยังสนับสนุนแนวคิดนี้ด้วย  ดังในหนังสืออิสยาห์ บทที่ 40 ข้อ 22 ซึ่งได้กล่าวว่า “มีผู้หนึ่งซึ่งประทับเหนือวงกลมแห่งแผ่นดินโลก (It is he that sitteth upo the circle of the earth... )”
           สรุปได้ว่าปรัชญาของอริสโตเติลมีอิทธิพลอย่างมากต่อนักปรัชญาสมัยกลางนั้นคือ  ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและศาสนาอิสลาม  ได้นำปรัชญามาช่วยอธิบายความสมเหตุสมผลของศาสนา ปรัชญาของท่านช่วยเสริมคำสอนได้เป็นอย่างดี


มาถึงยุควิทยาศาสตร์เริ่มต้น
โคเพอร์นิคัส
เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1543 นิโคเลาส์โคเพอร์นิคัส  ชาวโปแลนด์ นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปแตสแตนท์  ผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้นในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์  ท่านเดินทางมาศึกษายังประเทศอิตาลีและได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “On the Revolutions of the Heavenly Spheres”  เกี่ยวกับเรื่องทฤษฎีการเคลื่อนไหวของดวงดาวและท่านเชื่อว่าโลกไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่  โลกจะหมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบ/วัน  ยิ่งไปกว่านั้นโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เหมือนเป็นดาวเคราะห์อื่น ๆ ระบบนี้เรียกว่า  “ระบบเฮลิโอเซนทริก”  มีนักวิทยาศาสตร์มากมายพิสูจน์ และยืนยันว่าเป็นคามจริง  ชาวฝรั่งเศสทานหนึ่งได้เขียนแผนภาพขึ้นมา  เพื่อสนับสนุนแนวคิดของโคเพอร์นิคัส  ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของปโตเลมีโดยสิ้นเชิง

โยฮันเนส เคปเลอร์ (ค.ศ. 1571-1630) ชาวเยอรมัน  นักคณิตศาสตร์ และดาราศาตร์ 
    หนังสือของโคเพอร์นิคัสได้รับการตีพิมพ์โดยโยฮันเนส เคปเลอร์ (ค.ศ. 1571-1630) ชาวเยอรมัน  นักคณิตศาสตร์ และดาราศาตร์  ท่านเป็นผู้ตั้งกฎสำคัญๆ เกี่ยวกับการโคจรของดวงดาวต่างๆ อยู่ในวงรีในขอบเขตคงที่  โดยดวงดาวนั้นๆ จะไม่ล้ำเขตวงรีนั้นเข้าไปภายในเลย  ซึ่งครั้งหนึ่งท่านเคยคิดว่าน่าจะมีหลักการบางอย่างที่สามารถอธิบายถึงปรากฎการณ์ของดวงดาวต่างๆ ในรูปวงรีในขอบเขตที่ว่านี้  แต่ไม่รู้หลักการนั้นคืออะไร  จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่ท่านอ่านพระคัมภีร์ประจำวันอยู่  ท่านพบข้อความตอนหนึ่งที่พระเยซูกล่าวว่า “เมื่อเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้ว  เราก็จะชักนำคนเป็นอันมากให้มาหาเรา” (ยอห์น 12:32) ในทันใดนั้นท่านก็เกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า เป็นไปได้ที่ดวงดาวต่างๆ ดึงดูดกันและกันในห้วงอวกาศเหมือน ๆ กับคำสอนทางด้านจิตวิญญาณเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ที่สามารถดึงดูดคนจำนวนมากมาหาพระองค์  จึงทำให้ท่านตั้งกฎต่างๆ ว่าด้วยการโคจรของดวงดาว (ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต  ท่านได้เขียนตำราว่าด้วยเหตุผลสนับสนุนความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์ว่าเป็นพระคำของพระเจ้า)
ในตอนนั้นก็มีอีกท่านหนึ่งที่เชื่อตามแนวคิดของโคเพอร์นิคัสก็คือ  กาลิเลโอ (Gaileo ค.ศ. 1564-1641) นักคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ชาวอิตาลี  และเป็นผู้ที่เคร่งครัดในสาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกท่านเกิดที่เมืองปิซา (เมืองที่มีหอเอียงที่โด่งดังจนติดอันดับสิ่งมหัศจรรย์ของโลก) ท่านได้เขียนจดหมายติดต่อกับเคปเลอร์เสมอและแจ้งว่าแนวคิดของโคเพอร์นิคัสถูกต้อง แต่กาลิเลโอไม่กล้าประกาศอย่างเปิดเผย  เพราะแนวคิดนี้ขัดแย้งกับคำสอนของนักปรัชญาโบราณที่ผู้คนนับถืออยู่  คือ อริสโตเติล และแนทางของศาสนจักรในยุคนั้น
ในปี ค.ศ. 1609 มีข่าวจากฮอลแลนด์ว่า อันส์ ลิปเปอร์เซีย สร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่ได้เป็นผลสำเร็จนั่นคือ  “กล้องโทรทรรศน์” อุปกรณ์ที่ใช้เลนส์ดึงภาพแสนไกลให้เห็นเสมือนอยู่ใกล้ตา กาลิเลโอจึงลงมือสร้างกล้องโทรทรรศน์ของตนเองขึ้นมาบ้างในเวลาต่อมา  ใช้เวลาไม่กี่เดือนก็ได้กล้องโทรทรรศน์กำลังขยาย 32 เท่า กล้องของเขาให้ภาพชัดเจน  และกำลังขยายสูงกว่าของผู้คนในยุคนั้นอีกไม่นาน  ต่อมาก็มีการใช้กล้องโทรทรรศน์แพร่หลายทั่วยุโรป

ปฏิวัติวงการดาราศาสตร์
กาลิเลโอ
เพียงส่องกล้องดูดาวไม่กี่เดือน  กาลิเลโอก็ค้นพบเรื่องสำคัญหลายเรื่อง  ผลงานการค้นพบส่วนหนึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ Starry Messenger (1610) ท่านพบว่าพื้นผิวของดวงจันทร์ไม่ได้เนียนสวยเหมือนที่ผู้คนมองเห็น   แต่เป็นพื้นขรุขระมีแอ่งมีภูเขา  ทางช้างเผือกก็คือกลุ่มดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนมารวมกัน  การค้นพบดาวบริวารของดาวพฤหัส  นับว่าเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่ง  เพราะจะหักล้างแนวคิดดั้งเดิมของปโตเลมี  ซึ่งทำให้เรารู้ว่าโลกมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล  การค้นพบของท่านก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน  จึงทำให้ท่านต้องย้ายที่อยู่อาสัยไปปักหลักที่เมืองฟลอเรนซ์

ในปี 1611 ท่านเดินทางเข้ากรุงโรม  นำกล้องโทรทรรศน์มาให้นักวิทยาศาสตร์ และบุคคลสำคัญได้ชมเป็นขวัญตา  จนท่านได้รับคัดเลือกให้เข้าสมาคม “แอคคาเดมีย เดอิ ลินเชอิ (Accademiadia Lincei)”  สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งโลก
ในปี 1613 ท่านเขียนหนังสือ Letter ob Sunspots เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้  เป็นผลงานของการสังเกตการณ์  โดยใช้กล้องโทรทรรศน์และเป็นครั้งแรกที่กล่าวสนับสนุนแนวคิดของโคเพอร์นิคัสอย่างเปิดเผย ซึ่งนำไปสู่โทษทัณฑ์ร้ายแรงถึงขั้นจองจำตลอดชีวิต
แกรนด์ดัชเชส  คริสตินา
ในปี 1615 กาลิเลโอเขียนจดหมายทูลชี้แจงต่อ แกรนด์ดัชเชส  คริสตินาเพื่อขอ “เสรีภาพทางวิทยาศาสตร์” แต่ไม่เป็นผล  ดังนั้นท่านจึงเดินทางเข้ากรุงโรม เข้าเฝ้าสันตะปาปาที่ 5 ทูลขอเสรีภาพทางวิทยาศาตร์ เช่นเดียวกัน และยืนยันว่าโคเพอร์นิคัสเป็นฝ่ายถูก  ซึ่งแนวคิดนี้ขัดแย้งกับคำสอนทางศาสนา  และปโตเลมี
ในปี 1616 กาลิเลโอถูกนำตัวขึ้นศาล  ศาสนาถูกสั่งห้ามมิให้สอนไม่ให้เขียนสนับสนุนโคเพอร์นิคัสอีกต่อไป  มิฉะนั้นจะต้องโทษจำคุก
ในปี 1623 ท่านเขียนหนังสือ  Assayer เสนอหนทางสร้างโลกใหม่.. โลกที่เป็นจริงแทนที่จะอิงอยู่กับคำสอนดั้งเดิม  และในปีเดียวกัน  มาฟเฟโอ บาร์เบรินี่ เพื่อนเก่าของท่านได้รับการสถาปนาเป็นองค์สันตะปาปาเออร์บันที่ 8 และอนุญาตให้กาลิเลโอเขียนหนังสือเปรียบเทียบทฤษฎีทางศาสนศาสตร์ทั้งใหม่และเก่าได้อย่างเท่าเทียมกัน
องค์สันตะปาปาเออร์บันที่ 8
ในปี 1632 กาลิเลโอจึงเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ  Dialogue Concerning the Two Chief World Systems ถือได้ว่าเป็นหนังสือวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเล่มหนึ่งท้าทายคำสอนดั้งเดิม และชี้ชัดว่ากฎสำหรับสวรรค์และกฎของโลกควรจะแยกจากกัน  เมื่อตีพิมพ์แล้วทางศาสนจักรโรมันคาทิอลิกพบว่า  เนื้อหาของหนังสือมิได้นำเสนออย่างเท่าเทียมกัน  เนื้อเรื่องสนับสนุนแนวคิดของโคเพอร์นิคัสทั้งหมด และคำสอนของอริสโตเติล และปโตเลมีเป็นฝ่ายผิด
ในปี 1633 ท่านจึงถูกจับตัวขึ้นศาลอีกครั้ง  ท่านให้การต่อศาลศาสนาและยืนยันว่า  การสังเกตการณ์  และข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ควรนำมาพิจารณาร่วมด้วย  แต่ท้ายที่สุดท่านถูกบังคับให้รับว่างานของท่าล้ำเส้นมากไป  หนังสือของท่านทุกเล่มถูกสั่งห้ามอ่าน หนังสือ Dialogue ถูกเก็บมาเผาทิ้งท่านถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แต่องค์สันตะปาปาสั่งการให้ลดหย่อนผ่อนโทษเหลือเพียงจองจำให้อยู่ในบ้าน
ในปี 1637 แม้ท่านจะถูกจองจำ แต่ท่านก็ไม่เคยหยุดสังเกตการณ์  ท่านจึงค้นพบว่าดวงจันทร์มีการแกว่งสั่นกระเพื่อม  เพราะเส้นศูนย์สุตรของดวงจันทรมิได้ตั้งฉากกับแกนการหมุนรอบตัวเอง
ในปี 1638 ท่านเขียนหนังสืออีก  ชื่อว่า Discoures  ซึ่งต้องลักลอบออกไปพิมพ์ต่างประเทศ  เพราะถูกศาสนจักรสั่งห้าม (หนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลต่อมากับผลงานของ ไอแซค นิวตัน)

กาลิเลโอขึ้นศาลศาสนาในข้อหา "ประพฤตินอกรีต ฝ่าฝืนแนวทางคาทอลิกอย่างร้ายแรง"
ในปีถัดมา  ท่านตาบอดทั้งสองข้าง แต่ก็ยังทำงานหนัก และครุ่นคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เสมอ ท่านมีเพื่อนมาเยี่ยมเยียนพบปะไปมาหาสู่กันเสมออย่างไม่ขาดสาย  เพื่อนฝูงพยายามหลายครั้งที่จะขออภัยโทษ  แต่ไม่ประสบผลสำเร็จในที่สุดท่านเสียชีวิตในวันที่ 8 มกราคม 1642
ปี 1642-1727 ไอแซค นิวตัน ถือกำเนิดในปีที่กาลิเลโอเสียชีวิต  ท่านได้นำงานของกาลิเลโอมาสานต่อในสังคมที่เห็นคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ และในที่สุดท่านสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับวงการวิทยาศาสตร์ ถึงแม้ว่ากาลิเลโอจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจเรื่องของจักรวาล  และดาราศาสตร์ แต่ท่านก็เป็นคาทอลิกที่เคร่งครัดเป็นอย่างมาก  ท่านเขียนหนังสืออธิบายความรู้  เรื่องจักรวาลหลายร้อยหน้าโดยอ้างอ้งจากพระคัมภีร์  ท่านกล่าวข้อความตอนหนึ่งไว้ว่า  “พระคัมภีร์และธรรมชาติ  ต่างเป็นผลโดยตรงจากพระเจ้า  ..พระคัมภีร์เกิดขึ้นเพราะการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และธรรมชาติเกิดขึ้นจากการเชื่อฟังคำตรัสของพระองค์”  เช่นในหนังสือปฐมกาลตอนหนึ่งบันทึกว่า  พระเจ้าตรัสว่า “จงมีความสว่างบนฟ้า เมื่อแยกวันออกจากคืน  ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนด ฤดู วัน ปี และให้เป็นดวงสว่างบนฟ้า เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดินก็เป็นดังนั้น (ปฐมกาล 1:14-14)

บทลงท้าย
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แท้จริงแล้วไม่ได้ขัดแย้งกับเรื่องของพระคัมภีร์ เพียงแต่ว่าความเข้าใจของยุคสมัยและการมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้มีอำนาจนั้นต่างหากที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลง  ขอเพียงแต่เราเปิดใจออกให้กว้างสักนิด  คิดแบบปรนัยคือ ให้ข้อพิสูจน์จากฝ่ายวัตถุเป็นหลัก  ยกตัวอย่างเช่น  เราอาจขอร้องให้นักวิทยาศาสตร์ส่งดาวเทียมขึ้นไปถ่ายภาพของโลก ปรากฏว่าโลกที่ปรากฎในภาพมีรูปทรงกลม เราเชื่อตามภาพนั้น  ดังนั้นเราจึงสรุปว่าโลกกลม  โดยอาศัยหลักฐานจากโลก หรือวัตถุ  ใครจะคิดว่าโลกแบน  ก็คิดไป  แต่โลกในความเป็นจริง เป็นโลกกลม  ความจริงที่ได้เป็นความจริงแบบปรนัยที่ไม่เกี่ยวกับทัศนะส่วนตัวของใคร  ทีนี้ลองกับไปดูข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวไว้ในตอนต้น  ก็สรุปได้สุดปลายข้างหนึ่งไปถึงปลายอีกข้างหนึ่งของโลกเรานั้นก็เดินทางเป็นเส้นตรง  แต่เป็นวิถีโค้งแล้วมาบรรจบกันเป็นวงกลมได้เหมือนกัน  ดังนั้นถ้าเราจะตีความพระคัมภีร์โดยเอาทัศนะของตัวเราเองเป็นหลัก  เรื่องก็จะออกมาเป็นวงแคบ ๆ และอาจจะครอบงำผู้อื่นได้ถ้าท่านเป็นผู้นำความคิด  แต่ถ้าตีความจากพระคัมภีร์โดยเราต้องการจะค้นหาความหมายทีผู้เขียนต้องการจะบอกก็จะเป็นประโยชน์แก่เราเอง และผู้อื่นด้วย  ผมหวังว่าพี่น้องที่เคยถามปัญหานี้ที่ว่า “โลกเรานี้กลมหรือแบน  มีข้อพระคัมภีร์สนับสนุนหรือเปล่า?”  ก็คงจะเข้าใจมากขึ้นนะครับ

บทความจาก "เรียนรู้อดีต ลิขิตอนาคต" (มิถุนายน 1999) โดย อ.อภิรักษ์ สอนพรินทร์