ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563
วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563
อธิษฐานแล้วได้อะไร?
ณ ที่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ขณะที่เด็กวันรุ่น 2 คนเดินผ่านร้านอาหาร ผู้ใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่ที่ร้านอดไม่ได้ ตะโกนถามว่า "ออกไปแล้วได้อะไร?"
เพราะรู้แน่ๆ ว่าเด็กพวกนี้ไปม็อบ เด็กสมัยนี้ ฉะฉาน ไม่ก้มหน้า และปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเงียบๆ ก็เลยสวนกลับไปว่า "แล้วที่นั่งอยู่เฉยๆ เนี้ยได้อะไร?"
(**ขอขอบคุณต้นเรื่องจากปากแม่ค้าที่เห็นเหตุการณ์)
"ทำไมคุยเรื่องการเมืองไม่ได้กับคนไทย" เพื่อนมิชชั่นนารีชาวเกาหลีใต้กล่าวด้วยความสงสัย? เขาจึงเล่าเรื่องประสบการณ์ในช่วงวัยรุ่นให้ฟัง
การประท้วงที่เกาหลีใต้ มีทั้งนักศึกษาและประชาชนออกมาประท้วงอย่างกว้างขวาง เพื่อขับไล่รัฐบาลเผด็จการ แน่นอน เขาเป็นคริสเตียน และกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนพระคริสตธรรม มีการประท้วงเกือบทุกวัน เขาออกไปร่วม เอาน้ำมันใส่ขวด เพื่อเป็นระเบิดเพลิง ไว้ขว้างปาใส่ตำรวจ-ทหารที่ออกมาปราบปรามประชาชน ที่โบสถ์ มีการอธิษฐานเผื่อเรื่องเหตุการณ์การชุมนุม เขาโกรธ และโมโห ที่เพื่อนของเขาไม่ออกมาร่วม เขามองว่าเพื่อนคริสเตียนคนนี้ขี้ขลาดตาขาว อ่อนแอ และ...ฯลฯ มัวแต่อธิษฐานอยู่ได้ มันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก
หลายสิบปีต่อมา...
การประท้วงที่เกาหลีใต้ ประสบความสำเร็จ สื่อมวลชน สำนักข่าว มองเห็นความจริง ยอมเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา และเข้าร่วมที่จะเปิดเผยความจริง
เกาหลีใต้เป็นประเทศประชาธิปไตย ที่เราเห็นแล้วว่ากฎหมายสามารถเอาผิดกับผู้นำประเทศได้ด้วยขบวนการยุติธรรมทางกฎหมาย ที่ตรวจสอบที่มาที่ไปได้อย่างโปร่งใส
มิชชั่นเกาหลีใต้ท่านนี้ ได้ยกตัวอย่าง อพยพ บทที่ 17 ข้อ 8 -15 เรื่องทำสงครามกับคนอามาเลข
ถ้าโมเสสไม่ยกมือขึ้น (อธิษฐาน) อิสราเอลก็คงไม่ได้รับชัยชนะ แน่นอนการยกมือคนเดียวคงเมื่อยล้า อาโรนและเฮอร์ก็ช่วยยกมือท่านคนละข้าง
(**ขอขอบคุณต้นเรื่องจากเพื่อนมิชชั่นเกาหลีใต้ ต่อมา เพื่อนที่เป็นนักอธิษฐานกลายเป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงของเกาหลีใต้ ส่วนผู้ที่ออกมาประท้วงกลายเป็นมิชชั่นนารีหลายคน)
เมื่อดาเนียลอธิษฐาน แม้จะผิดกฎหมายบ้านเมือง จนตัวเองต้องถูกจับโยนไปในถ้ำสิงโต แต่สุดท้าย เยรูซาเล็มได้กลับมารื้อฟื้นบ้านเมืองใหม่ พระวิหารได้รับการบูรณะ
เมื่อเอสเธอร์อธิษฐาน แม้จะเสี่ยงแต่กฎหมายบ้านเมือง ในการล้างเผ่าพันธุ์ชนชาติอิสราเอลของเธอและเธออาจจจะถูกปลดออกจากตำแหน่งราชินี กฎหมายที่ตราแล้วเปลี่ยนไม่ได้ในการอนุญาตให้มีการจับกุมคนยิว แต่เมื่อมีการร่างกฎหมายใหม่เพิ่มเติม โดยอนุญาตให้ชาวยิวป้องกันตัวเอง และต่อสู้คนที่จะมาทำร้ายชาวยิวได้ พวกเขารับมอบอำนาจให้ต่อต้านได้อย่างเต็มที่
สุดท้าย ชาวยิวล้างบางคนคิดร้ายได้สำเร็จ จนเกิดเทศกาลปูริม มอบของขวัญให้กันและกัน ฮามาน ผู้ร่างกฎหมายเพื่อทำร้ายคนอื่น ก็ถูกแขวนคอที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
แม้แต่ ปิลาต ผู้ปกครองจากโรมัน ที่อนุญาตให้มีการตรึงกางเขนพระเยซู ก็ถูกปลดจากตำแหน่ง เพราะปัญหาการคอรับชั่นของตนเองในกรุงเยรูซาเล็ม
คายาฟาส มหาปุโรหิต (คศ.18-36) ก็ถูกปลดจากตำแหน่งใหญ่ หมดอำนาจวาสนา เพราะโรมันเห็นว่าหมดประโยชน์
ปี คศ. 66 เกิดกบฏชาวยิวขึ้น ช่วงแรกสามารถขับไล่และต่อต้านทหารโรมันได้ แต่ต่อมาใน คศ.70 เยรูซาเล็มถูกทำลาย พระวิหารถูกเผา ชาวยิวกลายเป็นทาส และกระจัดกระจายไป
อย่าไปบังคับใครให้ทำอะไร? ถ้าปากของคุณพูดออกมาว่าไปชุมนุม เพื่อแสดงจุดยืนทาง "ประชาธิปไตย"
แต่คุณเองกลับบังคับคนอื่น ให้ออกไป หรือคิดเหมือนคุณ การกระทำแบบนั้น เขาเรียกว่า "เผด็จการ" เช่นกัน
วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2563
ไม่มีเพลงสดุดีจากเฮโรด
หลายคนคงรู้มาบ้างว่าเพลงสดุดีเกือบครึ่งหนึ่งแต่งโดย ดาวิด
และทุกเพลงมีเบื้องหลังที่มา อย่างเช่น สดุดี บทที่ 51
ถึงหัวหน้านักร้อง เพลงสดุดีของดาวิด เมื่อนาธันผู้เผยพระวจนะมาเฝ้าท่าน หลังจากที่ท่านเข้าหานางบัทเชบาแล้ว
จาก ซามูเอล บทที่ 12 ข้อ 1-15 นาธันกล่าวโทษดาวิด ด้วยคำอุปมา
ดาวิดเสียใจ และแต่งเพลงสดุดี เป็นคำอธิษฐานขอการชำระและการอภัยบาป
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์ ตามความรักมั่นคงของพระองค์ ตามพระกรุณาอันอุดมของพระองค์ ขอทรงลบบรรดาการละเมิดของข้าพระองค์ (สดด. 51:1)
อีกกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่เปลี่ยนบุคคล อยู่ใน มาระโก บทที่ 6 ข้อ 14-29
เพราะยอห์นเคยทูลเฮโรดว่า “ท่านไม่มีสิทธิ์รับชายาของพระอนุชามาเป็นพระชายาของตัวเอง” (มก. 6:18)
ยอห์นติดคุก และจบด้วยการถูกตัดหัว แม้สถานการณ์จะเหมือนกัน การกระทำแบบเดียวกัน หน้าที่ของการเป็นคนของพระเจ้าที่จะต้องไปตักเตือนบุคคลที่กระทำผิด แต่ผลที่ได้รับอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดังที่สุภาษิตฮีบรูกล่าวเอาไว้ว่า..อย่าตักเตือนคนชอบเยาะเย้ย เพราะเขาจะเกลียดเจ้า จงตักเตือนคนมีปัญญา และเขาจะรักเจ้า (สภษ. 9:8)
วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563
แต่งตัวอย่างโสเภณี
อรรถาธิบาย สุภาษิต บทที่ 7
ในเพลงซาโลมอนบันทึกว่า..มีมเหสี 60 องค์ และนางสนม 80 คน และหญิงสาวอีกมากมายเหลือคณานับ (พซม. 6:8)
และพระคัมภีร์เดิมยังบันทึกถึงจำนวนของเหล่าหญิงงามของซาโลมอนว่า...พระองค์ทรงมีมเหสี 700 คน และนางห้าม 300 คน (1พกษ. 11:3)
แล้วในสุภาษิตกล่าวถึงใครที่แต่งตัวอย่างโสเภณี หรือพูดลอยๆ
ชมข้อมูลจบแล้ว ท่านก็คงตัดสินใจได้ว่าข้อมูลไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน ระหว่างเรื่องของแซมสัน หรือเรื่องซาโลมอนเอง
วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2563
โสเภณีช่วยสายลับ!
อรรถาธิบาย โยชูวา บทที่ 2