16 ธันวา 17 ต้องขอขอบคุณพี่น้องที่เดินทางมาจากสุพรรณบุรี 1 คันรถตู้ ที่ตั้งใจมาศึกษาพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมทั้งพี่น้องจากโคราชที่ยังมาสม่ำเสมอ อีกทั้งมาจาก จ.แพร่ ที่ถือว่าไกลสุด ซึ่งทำให้เป็นกำลังใจแก่พี่น้องที่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่มองเห็นความกระตือรือร้นของพี่น้องที่หิวกระหายจะมาศึกษาพระวจนะคำของพระเจ้าแบบนี้ ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ อาเมน พบกันใหม่ในสัมมนาเดือนมกราคม ปีหน้า 2018 ยังต่อเนื่องจากคราวนี้
ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้
วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560
เยรูซาเล็ม คือเมืองหลวงของอิสราเอล
เยรูซาเล็ม คือเมืองหลวงของอิสราเอล
กรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองที่พระเป็นเจ้าทรงเลือกสรรไว้ให้เป็นป้อมปราการแห่งความเชื่อ เพื่อรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า แต่เพียงพระองค์เดียว
จากเนินเขาที่โล่งแจ้งนี้ บรรดาผู้เผยพระวจนะและพระเยซูคริสต์เองทรงประกาศคำสั่งสอนของพระผู้เป็นเจ้าและบทบัญญัติแห่งความรัก
จากดินแดนนี้ ไฟแห่งความเชื่อได้แพร่ไป พร้อมกับมุ่งขจัดความมืดมนแห่งการหลงผิด และการนับถือพระเทียมเท็จต่างๆ ให้หมดสิ้นไป
"เพราะว่าธรรมบัญญัติจะออกมาจากศิโยน และพระวจนะของพระยาห์เวห์จะออกมาจากเยรูซาเล็ม " อสย.2:3
เยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงทางศาสนาของประชากรโลก ราวครึ่งหนึ่งของมนุษยชาติ สำหรับชาวยิวเป็นสัญลักษณ์แห่งขุมพระพรอันดั้งเดิม และเป็นความหวังสำหรับอนาคต
สำหรับชาวคริสต์ เยรูซาเล็มเป็นเมืองที่พระเยซูคริสต์ทรงประกอบภารกิจในช่วงระยะเวลาสุดท้าย แห่งพระชนม์ชีพของพระองค์ เมืองที่ได้เป็นพยานถึงการสิ้นพระชนม์ และการกลับฟื้นคืนชีพของพระองค์
กรุงเยรูซาเล็ม เป็นแหล่งกำเนิดความเชื่อและสันติ เมืองที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก ยังได้เป็นเมืองแห่งความทารุณโหดร้ายแห่งสงครามครูเสด และการหลั่งเลือด ณ ประตูเมืองแห่งนี้มีการสู้รบมากกว่าที่เมืองอื่นใดๆ ในโลกจะมี กรุงเยรูซาเล็มถูกล้อมมากกว่า 50 ครั้ง ถูกยึดถึง 36 ครั้ง และถูกทำลายมากกว่า 10 ครั้ง
ไม่มีผู้ใดทราบว่ากรุงเยรูซาเล็มเริ่มมีตัวตนขึ้นมาเมื่อใด ครั้งแรกที่พระคัมภีร์พูดถึง ก็คือ สมัยของอับราฮัม โดยมีชื่อเมืองว่า "ซาเลม" ซึ่งแปลว่า “สันติสุข”
"เมลคีเซเดคผู้เป็นทั้งกษัตริย์ซาเลม และปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด ก็นำขนมปังกับเหล้าองุ่นมาให้” (ปฐก 14:18)
ในศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล กษัตริย์ดาวิดได้ยึดเมืองนี้และตั้งเป็นเมืองหลวง โดยนำหีบแห่งพันธสัญญามาประดิษฐานไว้
ช่วงเวลา
กรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองที่พระเป็นเจ้าทรงเลือกสรรไว้ให้เป็นป้อมปราการแห่งความเชื่อ เพื่อรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า แต่เพียงพระองค์เดียว
จากเนินเขาที่โล่งแจ้งนี้ บรรดาผู้เผยพระวจนะและพระเยซูคริสต์เองทรงประกาศคำสั่งสอนของพระผู้เป็นเจ้าและบทบัญญัติแห่งความรัก
จากดินแดนนี้ ไฟแห่งความเชื่อได้แพร่ไป พร้อมกับมุ่งขจัดความมืดมนแห่งการหลงผิด และการนับถือพระเทียมเท็จต่างๆ ให้หมดสิ้นไป
"เพราะว่าธรรมบัญญัติจะออกมาจากศิโยน และพระวจนะของพระยาห์เวห์จะออกมาจากเยรูซาเล็ม " อสย.2:3
เยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงทางศาสนาของประชากรโลก ราวครึ่งหนึ่งของมนุษยชาติ สำหรับชาวยิวเป็นสัญลักษณ์แห่งขุมพระพรอันดั้งเดิม และเป็นความหวังสำหรับอนาคต
สำหรับชาวคริสต์ เยรูซาเล็มเป็นเมืองที่พระเยซูคริสต์ทรงประกอบภารกิจในช่วงระยะเวลาสุดท้าย แห่งพระชนม์ชีพของพระองค์ เมืองที่ได้เป็นพยานถึงการสิ้นพระชนม์ และการกลับฟื้นคืนชีพของพระองค์
กรุงเยรูซาเล็ม เป็นแหล่งกำเนิดความเชื่อและสันติ เมืองที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก ยังได้เป็นเมืองแห่งความทารุณโหดร้ายแห่งสงครามครูเสด และการหลั่งเลือด ณ ประตูเมืองแห่งนี้มีการสู้รบมากกว่าที่เมืองอื่นใดๆ ในโลกจะมี กรุงเยรูซาเล็มถูกล้อมมากกว่า 50 ครั้ง ถูกยึดถึง 36 ครั้ง และถูกทำลายมากกว่า 10 ครั้ง
ไม่มีผู้ใดทราบว่ากรุงเยรูซาเล็มเริ่มมีตัวตนขึ้นมาเมื่อใด ครั้งแรกที่พระคัมภีร์พูดถึง ก็คือ สมัยของอับราฮัม โดยมีชื่อเมืองว่า "ซาเลม" ซึ่งแปลว่า “สันติสุข”
"เมลคีเซเดคผู้เป็นทั้งกษัตริย์ซาเลม และปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด ก็นำขนมปังกับเหล้าองุ่นมาให้” (ปฐก 14:18)
ในศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล กษัตริย์ดาวิดได้ยึดเมืองนี้และตั้งเป็นเมืองหลวง โดยนำหีบแห่งพันธสัญญามาประดิษฐานไว้
ช่วงเวลา
- 965-922 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์โซโลมอนได้ปรับปรุงเมืองนี้และสร้างพระวิหาร
- 587 ปีก่อนคริสตกาล ชาวบาบิโลนได้ยึดกรุงเยรูซาเล็ม ทำลายพระวิหาร และนำชาวยิวไปเป็นทาสในบาบิโลน
- 538 ปีก่อนคริสตกาล ชาวยิวได้กลับสู่กรุงเยรูซาเล็ม และสร้างพระวิหารขึ้นมาใหม่
- 332 ปีก่อนคริสตกาล อเล็กซานเดอร์มหาราชได้ยึดกรุงเยรูซาเล็ม
- 168 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์อันติโอกุส เอปีฟาเนส ได้ทำลายกำแพงกรุงเยรูซาเล็ม
- 63 ปีก่อนคริสตกาล ชาวโรมยึดเมือง
- 37 ปีก่อนคริสตกาล เฮโรดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ของชาวยิว พระองค์เป็นนักก่อสร้างและปรับปรุงกรุงเยรูซาเล็มให้สวยงาม ได้สร้างกำแพงและพระวิหาร ขึ้นมาใหม่ให้สวยงามกว่าในสมัยของซาโลมอน
- ปี ค.ศ.70 กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายโดยแม่ทัพทิตัส
- ปี ค.ศ.132-135 จักรพรรดิเอเดรียนได้สร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ตามแบบของเมืองโรมัน ตั้งชื่อว่า "เอลีอา กาปี โตลียา" และสร้างแท่นบูชาแด่พระเทียมเท็จบนซากของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว และชาวคริสต์ และพวกยิวถูกห้ามเข้าเมืองอย่างเด็ดขาด หากจับได้ จะมีโทษมีประหารชีวิต
- ปี ค.ศ.330 จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 มหาราชผู้กลับใจ ได้เปลี่ยนกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นเมืองของชาวคริสต์
- ปี ค.ศ.614 ชาวเปอร์เซียยึดกรุงเยรูซาเล็ม และทำลายโบสถ์วิหารต่างๆ
- ปี ค.ศ.636 กรุงเยรูซาเล็มตกอยู่ภายในอำนาจของชาวอาหรับ ซึ่งได้รักษาอำนาจนี้ตลอดมาเป็นเวลา 500 ปี
- ปี ค.ศ.1099 กรุงเยรูซาเล็มถูกยึดโดยนักรบครูเสดและกลับมาเป็นที่ตั้งของอาณาจักรละติน
- ปี ค.ศ.1187 กรุงเยรูซาเลมถูกยึดคืนโดยชาวมุสลิมภายใต้การนำของซาลาดิน
- ปี ค.ศ.1517 เมืองตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวเติร์ก และอยู่ในการปกครองตลอด 400 ปี
- ปี ค.ศ.1917 พันธมิตรได้ยึดกรุงเยรูซาเล็มและให้อยู่ใต้การปกครองของทหารอังกฤษ
- ปี ค.ศ.1948 สงครามระหว่างยิวและชาวอาหรับ กรุงเยรูซาเล็มถูกแบ่งดินแดนเป็นเยรูซาเล็มตะวันตก ปกครองโดยอิสราเอล และเยรูซาเล็มตะวันออก ปกครองโดยจอร์แดน และเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอลในส่วนที่เป็นเยรูซาเล็มตะวันตก
- ระหว่างสงคราม 6 วัน ใน ค.ศ. 1967เยรูซาเล็มตะวันออกจึงตกอยู่ ภายใต้การปกครองของอิสราเอล และตามกฎหมายซึ่งออกใน ค.ศ. 1980 เยรูซาเล็มจึงเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ...
- ปี ค.ศ.2017 ปธน.ทรัมป์ (สหรัฐอเมริกา) ประกาศรองรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล
วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560
การงานของทูตสวรรค์ จากคริสตมาสแรก จนถึงวาระสุดท้ายของโลก พวกเขาทำอะไรกันบ้าง
การงานของทูตสวรรค์ จากคริสตมาสแรก จนถึงวาระสุดท้ายของโลก พวกเขาทำอะไรกันบ้าง
ทูตสวรรค์มาติดต่อกับมนุษย์เพื่อแจ้งข่าวการเสด็จมาครั้งแรกของพระบุตรคือพระเยซู
การเสด็จมาครั้งที่สอง ก็ยังใช้ทูตสวรรค์มาอีก คราวนี้มาด้วยเสียงแตร
หลังจากทูตสวรรค์มาแล้ว หน้าที่ของพวกเขาคือรวบรวมคนของพระเจ้าทั้งสี่ทิศของโลก
แน่นอนว่า จะแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม ดังนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะถูก รับไป แม้ว่าจะเคยเชื่อพระเจ้าแล้วก็ตาม หากไม่กลับใจจริงๆ ยังประพฤติชั่วอยู่ ก็คงต้องอด
งานในยุคสุดท้าย ทูตสวรรค์ก็ยังมาประการข่าว ดีเหมือนเดิมกับในครั้งคริส ตมาสแรก
ทูตสวรรค์มาติดต่อกับมนุษย์เพื่อแจ้งข่าวการเสด็จมาครั้งแรกของพระบุตรคือพระเยซู
การเสด็จมาครั้งที่สอง ก็ยังใช้ทูตสวรรค์มาอีก คราวนี้มาด้วยเสียงแตร
หลังจากทูตสวรรค์มาแล้ว หน้าที่ของพวกเขาคือรวบรวมคนของพระเจ้าทั้งสี่ทิศของโลก
แน่นอนว่า จะแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม
งานในยุคสุดท้าย ทูตสวรรค์ก็ยังมาประการข่าว
วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560
พระกุมารนอนอยู่ในรางหญ้าเพื่อคนเลี้ยงแกะ
เป็นที่ถกเถียงกันมานานสำหรับเรื่องครอบครัวของโยเซฟและมารีย์ว่าพวกเขายากจนหรือไม่ ทำไมถึงขนาดต้องไปคลอดลูกในโรงนา (หรือในถ้ำ) และพันผ้าอ้อมวางลูกไว้ในรางหญ้า
หากเราอ่านพระคัมภีร์อย่างถี่ถ้วนก็จะพบว่า เหตุที่ต้องไปคลอดลูกในลักษณะนั้นเป็นเจตนาของพระเจ้า
เหตุผลแรก ที่พักเต็มจนไม่มีที่ว่าง
สอง ทูตสวรรค์เจาะจงบอกคนเลี้ยงแกะว่า การนอนในรางหญ้าเป็นหมายสำคัญหรือสัญลักษณ์ให้พวกเขาไปหากันโดยง่าย หากบอกไม่ละเอียด คนเลี้ยงแกะคงเสียเวลามัวค้นหาเด็กเกิดใหม่หลายที่
สาม ครอบครัวคงยากจนระดับหนึ่ง เพราะใช้นกเขาหรือนกพิราบถวายเพื่อบุตรหัวปี
คงจะหายคาใจไปบ้างนะครับ สำหรับเรื่องจนไม่จน อาจไม่เกี่ยวเลยด้วยซ้ำว่าต้องถ่อมตัวขนาดนั้น โดยมาเกิดในรางหญ้า แต่ใครจะโยงไปแบบนั้นก็ได้ เพราะมันก็เหลือเชื่อจริงๆ
หากเราอ่านพระคัมภีร์อย่างถี่ถ้วนก็จะพบว่า เหตุที่ต้องไปคลอดลูกในลักษณะนั้นเป็นเจตนาของพระเจ้า
เหตุผลแรก ที่พักเต็มจนไม่มีที่ว่าง
สอง ทูตสวรรค์เจาะจงบอกคนเลี้ยงแกะว่า การนอนในรางหญ้าเป็นหมายสำคัญหรือสัญลักษณ์ให้พวกเขาไปหากันโดยง่าย หากบอกไม่ละเอียด คนเลี้ยงแกะคงเสียเวลามัวค้นหาเด็กเกิดใหม่หลายที่
สาม ครอบครัวคงยากจนระดับหนึ่ง เพราะใช้นกเขาหรือนกพิราบถวายเพื่อบุตรหัวปี
คงจะหายคาใจไปบ้างนะครับ สำหรับเรื่องจนไม่จน อาจไม่เกี่ยวเลยด้วยซ้ำว่าต้องถ่อมตัวขนาดนั้น โดยมาเกิดในรางหญ้า แต่ใครจะโยงไปแบบนั้นก็ได้ เพราะมันก็เหลือเชื่อจริงๆ
| การที่ซีซาร์ออกัสตัส จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดินที่ตนปกครอง ส่งผลให้ครอบครัวของมารีย์-โยเซฟต้องเดินทางมายังเบธเลเฮม และให้กำเนิดพระกุมารเยซู จนสอดคล้องกับคำพยาการณ์ของอิสยาห์อย่างลงตัว |
| ดูเหมือนว่าพวกเขายากจน จนต้องคลอดลูกในโรงนา และวางเด็กไว้ในรางหญ้า |
| แต่ทูตสวรรค์บอกว่า การนอนในรางหญ้าคือสัญลักษณ์ที่พวกคนเลี้ยงแกะจะหาพบโดยง่าย |
| แล้วพวกเขาก็พบตามนั้นจริงๆ |
| นกเขาคู่หนึ่ง หรือนกพิราบหนุ่มสองตัว เครื่องถวายบูชาของคนยากจน (ลนต. 12:8) |
เรื่องที่ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงในเทศกาลคริสตมาส
อาจดูโหดร้ายเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องการสังหารหมู่เด็กๆ ที่เบธเลเฮม แต่เป็นความจริงที่มัทธิวบันทึกเอาไว้ในหนังสือของท่านเกี่ยวกับประวัติของพระเยซูในช่วงเริ่มแรกตั้งแต่วันประสูติ
เหตุการณ์นี้ ตามประวัติศาสตร์เกิดหลังจากพระเยซูประสูติแล้วประมาณ 2 ปี
แต่ยังเป็นประเด็นสงสัยว่าจริงๆ แล้ว นักปราชญ์ผู้ตามดาว มาพอดีกับตอนประสูติ หรือหลังจากนั้น 2 ปี หรือเฮโรดสั่งสังหารเด็กหลังจากที่นักปราชญ์ไปแล้ว 2 ปี หรือสังหารเลย
แล้วทำไม เรื่องของนักปราชญ์จึงถูกบรรจุไว้ในเทศกาลคริสตมาส อาจเป็นเพราะเรื่องของขวัญที่พวกเขานำมาถวายพระกุมารซึ่งจะเป็นกษัตริย์ของชาวยิวตามตำราวิชาการของพวกเขาก็เป็นได้
แต่เลือกที่จะไม่เล่าเรื่องผลที่ตามมาหลังจากการปรากฎตัวของพวกนักปราชญ์ นั่นคือความตายของเด็กๆ ในเบธเลเฮม และเมืองใกล้เคียง
เหตุการณ์นี้ ตามประวัติศาสตร์เกิดหลังจากพระเยซูประสูติแล้วประมาณ 2 ปี
แต่ยังเป็นประเด็นสงสัยว่าจริงๆ แล้ว นักปราชญ์ผู้ตามดาว มาพอดีกับตอนประสูติ หรือหลังจากนั้น 2 ปี หรือเฮโรดสั่งสังหารเด็กหลังจากที่นักปราชญ์ไปแล้ว 2 ปี หรือสังหารเลย
แล้วทำไม เรื่องของนักปราชญ์จึงถูกบรรจุไว้ในเทศกาลคริสตมาส อาจเป็นเพราะเรื่องของขวัญที่พวกเขานำมาถวายพระกุมารซึ่งจะเป็นกษัตริย์ของชาวยิวตามตำราวิชาการของพวกเขาก็เป็นได้
แต่เลือกที่จะไม่เล่าเรื่องผลที่ตามมาหลังจากการปรากฎตัวของพวกนักปราชญ์ นั่นคือความตายของเด็กๆ ในเบธเลเฮม และเมืองใกล้เคียง
| นักปราชญ์ตามดาวมาหลังจากประสูติไปแล้ว 2 ปี? |
| จากข้อนี้ แสดงให้เห็นข้อมูลเบื้องต้นว่า พระเยซูประสูติไปแล้ว ภายหลังจึงมีพวกนักปราชญ์มา... |
| พระกุมารที่พวกเขาตามหา จะมาเป็นกษัตริย์ของพวกยิว! |
| พระคัมภีร์บอกชัดเจนว่า นักปราชญ์เข้าไปในบ้าน ไม่ใช่ในโรงนาที่มีรางหญ้า |
| เฮโรดสั่งฆ่าเด็ก หลังจากทราบข่าวจากนักปราชญ์กี่ปี? (2 ปีหรือเปล่า) |
| ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ลี้ภัยไปอียิปต์ |
วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
นมัสการด้วยความจริง (บทเรียนจาก ยอห์น บทที่ 4)
ยอห์น บทที่ 4 ข้อ 19 นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ดิฉันเห็นจริงแล้วว่าท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ 20 บรรพบุรุษของพวกเรานมัสการที่ภูเขานี้ แต่พวกท่านว่าตำบลที่ควรนมัสการนั้น คือเยรูซาเล็ม”
21 พระเยซูตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม 22 ซึ่งเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นมาจากพวกยิว 23 แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ 24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง”
ผมเคยงงกับบทสนทนานี้ และวลีที่ว่า "...คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง ..."
ด้วยจิตวิญญาณ พอเข้าใจ ก็เพราะเห็นทุกๆ คริสตจักร พยายามทำการนมัสการแบบสุดๆ ทุกอาทิตย์ โดยเน้นเรื่องดนตรี และเนื้อเพลง เลยมีเพลงใหม่ๆ เกิดขึ้นเกือบทุกเดือน รูปแบบปัจจุบัน แทบจะเหมือนกันทุกๆ โบสถ์ คือมีกลอง กีตาร์ คีย์บอร์ด นักร้อง นักร่ายรำ จนมีการจัดสัมมนาการอบรมการนมัสการอย่างเป็นเรื่องราวมากมาย...บลาๆๆๆ (ซึ่งเอาเข้าจริงๆ การนมัสการในโบสถ์ก็ยังมีจำกัดด้วยเรื่องสถานที่และเรื่องเสรีภาพ เราะบางประเทศทำไม่ได้!)
คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม บางคนก็อาจเลยเถิดตีความว่าก็คือคริสตจักรไง ยังจะถามอะไรอีก แต่อยากถาม แล้วบางแห่งในโลกทีั่ไม่มีคริสตจักร ไม่มีเสรีภาพล่ะ และตามประวัติศาสตร์ ในปี ค.ศ.70 พระวิหารถูกเผาทำลาย จนระบบปุโรหิต การนมัสการด้วยการเผาสัตวบูชาถูกยกเลิดก เพราะไม่มีสถานที่ทำการอีกแล้ว
นั่นแสดงว่า การนมัสการด้วยจิตวิญญาณที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงสถานที่ ไม่ใช่ที่ภูเขาในสะมาเรีย ไม่ใช่ที่เยรูซาเล็ม ไม่ใช่ที่คริสตจักร แต่คือทุกๆ ที่ ที่มีคนของพระเจ้าอยู่ เพราะร่างกายของเราคือพระวิหารของพระเจ้า
แล้วด้วยความจริงหละ คือการนมัสการยังไง? บางคนก็บอกก็คือฟังนักเทศน์ไง.. จบข่าว ถ้ามีแค่นี้ก็คงไม่ต้องก็ได้มั้ง เพราะสิ่งที่นักเทศน์ได้เทศนาก็คือข้อความจากพระคัมภีร์ (อ่านเองก็ได้มั้งครับ) ความจริงที่ว่าคืออะไรกันแน่!
ในหลายๆ ครั้ง พระเยซูมักกล่าวว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า..." เพราะเยซูบอก ความจริง แก่เราเสมอ นั่นคือ ความจริง ที่พระองค์ต้องการให้เรานมัสการหรือเปล่า?
ใน 1 เธสะโลนิกา 1 ข้อ 3 บันทึกว่า "...ต่อพระพักตร์พระบิดาเจ้าของเรา เรารำลึกถึงความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ และความรักที่ท่านเต็มใจทำงานหนัก และความพากเพียรซึ่งเกิดจากความหวังในพระเยซูคริสตเจ้าของเรา"
21 พระเยซูตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม 22 ซึ่งเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นมาจากพวกยิว 23 แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ 24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง”
| ชาวสะมาเรียนมัสการพระเจ้าที่ภูเขาเกริซิม |
| ชาวยูดาห์นมัสการพระเจ้าที่วิหารในเยรูซาเล็ม |
ผมเคยงงกับบทสนทนานี้ และวลีที่ว่า "...คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง ..."
นมัสการอย่างถูกต้อง
จะนมัสการพระบิดา
ด้วยจิตวิญญาณ
และความจริง!
ด้วยจิตวิญญาณ พอเข้าใจ ก็เพราะเห็นทุกๆ คริสตจักร พยายามทำการนมัสการแบบสุดๆ ทุกอาทิตย์ โดยเน้นเรื่องดนตรี และเนื้อเพลง เลยมีเพลงใหม่ๆ เกิดขึ้นเกือบทุกเดือน รูปแบบปัจจุบัน แทบจะเหมือนกันทุกๆ โบสถ์ คือมีกลอง กีตาร์ คีย์บอร์ด นักร้อง นักร่ายรำ จนมีการจัดสัมมนาการอบรมการนมัสการอย่างเป็นเรื่องราวมากมาย...บลาๆๆๆ (ซึ่งเอาเข้าจริงๆ การนมัสการในโบสถ์ก็ยังมีจำกัดด้วยเรื่องสถานที่และเรื่องเสรีภาพ เราะบางประเทศทำไม่ได้!)
คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม บางคนก็อาจเลยเถิดตีความว่าก็คือคริสตจักรไง ยังจะถามอะไรอีก แต่อยากถาม แล้วบางแห่งในโลกทีั่ไม่มีคริสตจักร ไม่มีเสรีภาพล่ะ และตามประวัติศาสตร์ ในปี ค.ศ.70 พระวิหารถูกเผาทำลาย จนระบบปุโรหิต การนมัสการด้วยการเผาสัตวบูชาถูกยกเลิดก เพราะไม่มีสถานที่ทำการอีกแล้ว
![]() |
| ค.ศ. 70 พระวิหารในเยรูซาเล็มถูกเผาทำลายโดยชาวโรมัน ถือเป็นการสิ้นสุดการนมัสการพระเจ้าด้วยระบบปุโรหิต |
นั่นแสดงว่า การนมัสการด้วยจิตวิญญาณที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงสถานที่ ไม่ใช่ที่ภูเขาในสะมาเรีย ไม่ใช่ที่เยรูซาเล็ม ไม่ใช่ที่คริสตจักร แต่คือทุกๆ ที่ ที่มีคนของพระเจ้าอยู่ เพราะร่างกายของเราคือพระวิหารของพระเจ้า
แล้วด้วยความจริงหละ คือการนมัสการยังไง? บางคนก็บอกก็คือฟังนักเทศน์ไง.. จบข่าว ถ้ามีแค่นี้ก็คงไม่ต้องก็ได้มั้ง เพราะสิ่งที่นักเทศน์ได้เทศนาก็คือข้อความจากพระคัมภีร์ (อ่านเองก็ได้มั้งครับ) ความจริงที่ว่าคืออะไรกันแน่!
ในหลายๆ ครั้ง พระเยซูมักกล่าวว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า..." เพราะเยซูบอก ความจริง แก่เราเสมอ นั่นคือ ความจริง ที่พระองค์ต้องการให้เรานมัสการหรือเปล่า?
ใน 1 เธสะโลนิกา 1 ข้อ 3 บันทึกว่า "...ต่อพระพักตร์พระบิดาเจ้าของเรา เรารำลึกถึงความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ และความรักที่ท่านเต็มใจทำงานหนัก และความพากเพียรซึ่งเกิดจากความหวังในพระเยซูคริสตเจ้าของเรา"
"...ความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ..."
ถ้าความเชื่อ = จิตวิญญาณ
ถ้าการกระทำ = ความจริง
ก็คงเป็นคำตอบให้เราได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้เรานมัสการพระองค์ ด้วยความเชื่อและการกระทำเพื่อนมัสการพระเยซู มากกว่าคำพูด! อาเมน
วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
ยอห์น Copycat เอลียาห์ (มาระโก บทที่ 1)
ตอนสมัยเป็นอนุชน เคยโดนถามว่าชอบใครในพระคัมภีร์ หรืออยากเป็นแบบใครในพระคัมภีร์ ถ้าไม่นับพระเยซูก็คงต้องตอบว่าอยากเป็น "เปโตร" หรือ "เปาโล" เพราะคืออัครสาวก อัครทูต
Copycat = ผู้ที่เลียนแบบผู้อื่น
แต่เอาเข้าจริงๆ ก็แค่ชอบ คงไม่ได้เลียบแบบอะไรที่เปโตรทำ หรือเปาโลพูด เพราะมันยากอยู่เหมือนกันที่จะทำแบบนั้น (แต่ก็มีนะ มีบางคนทำแบบนั้นได้)
วนกลับมาที่บุคคลดังในพระคัมภีร์ที่ถูกอ้างถึงบ่อยในยุคพระเยซู นั่นก็คือ "เอลียาห์" ทำไมบุคคลท่านนี้ถึงถูกกล่าวขวัญถึงหลายครั้ง
และหนึ่งในผู้ที่ถูกถามบ่อยมากที่สุดก็น่าจะเป็น "ยอห์นผู้ให้บัพติศมา"
เหตุที่เป็น "ยอห์น" ก็เพราะชุุดแต่งกายที่เหมือนกันจนอย่างกับถอดแบบกันมา เรียกได้ว่าเห็นปุ๊บก็นึกถึงปั๊บ
อีกทั้งยังกล้าหาญติเตียนกษัตริย์เฮโรด เหมือนที่เอลียาห์กล่าวต่ออาหับกษัตริย์แห่งอิสราเอล
![]() |
| เอลียาห์ กล้าเผชิญหน้ากษัตริย์อาหับตามคำสั่งของพระเจ้า |
บางคนอาจจะคิดว่ายอห์นทำเกินไปหรือเปล่า เพราะเฮโรดไม่ได้เป็นคนยิว และไม่ได้เชื่อพระเจ้า ไปท้าทายเลยถูกตัดหัวซะเลย ส่วนเอลียาห์ไม่ตาย และได้ขึ้นรถม้าเพลิงไป
| ยอห์นเลียบแบบเอลียาห์ทุกเรื่อง แม้แต่การเผชิญหน้ากับกษัตริย์เฮโรด |
การอยู่ในสถานะที่เหมือนๆ กัน หรือแม้แต่สิ่งที่ "ยอห์น" ดูเหมือนกำลังเลียนแบบทุกเรื่องที่ "เอลียาห์" เคยทำเอาไว้ จะส่งผลให้เขามีชื่อเสียงเร็วขึ้นก็ตาม แต่ที่น่าสนใจก็คือ เขาเลียนแบบทุกอย่างแบบสุดๆ แม้ผลบั้นปลายจะออกมาต่างกันก็ตาม...
อย่างน้อย "ยอห์น" เขาก็ทำจนสุดตัว!
แล้วท่านหละ! ชอบใครในพระคัมภีร์ และเลียนแบบคนๆ นั้นทุกเรื่องหรือเปล่า!
อย่างที่เปาโลก็เลียนแบบพระเยซูเหมือนกัน!
แล้วท่านหละ! ชอบใครในพระคัมภีร์ และเลียนแบบคนๆ นั้นทุกเรื่องหรือเปล่า!
อย่างที่เปาโลก็เลียนแบบพระเยซูเหมือนกัน!
จงยึดถือข้าพเจ้าเป็นแบบอย่าง
เหมือนกับที่ข้าพเจ้ายึดถือพระคริสตเจ้าเป็นแบบอย่างเถิด
เหมือนกับที่ข้าพเจ้ายึดถือพระคริสตเจ้าเป็นแบบอย่างเถิด
1 โครินธ์ 11:1
วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
การทดลอง 40 วันของพระเยซู ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร (บทเรียนจาก มาระโก บทที่ 1)
หลายคนมักเข้าใจว่า พระเยซูอดอาหาร 40 วัน เพื่อเตรียมตัวสู่การงานของพระองค์ แต่ในความเป็นจริงของเนื้อหาตอนนี้ กระจ่างแจ้ง และแตกต่างจากแค่เรื่องการอดอหารในถิ่นทุรกันดาร เพราะมันมีเรื่องมากกว่าอาหารการกิน
ในหนังสือมาระโก บทที่ 1 เริ่มต้นด้วยเรื่องราวเหล่านี้
9 ในเวลานั้นพระเยซูเสด็จมาจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี และทรงรับบัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน 10 ทันทีที่พระองค์เสด็จขึ้นมาจากน้ำ ก็ทอดพระเนตรเห็นท้องฟ้าแหวกออก และพระวิญญาณดุจนกพิราบเสด็จลงมาประทับบนพระองค์
11 แล้วมีพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”
พระเยซูทรงถูกทดลอง
12 แล้วโดยทันที พระวิญญาณก็ทรงเร่งเร้าพระองค์ให้เสด็จเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร 13 และประทับอยู่ที่นั่นถึงสี่สิบวัน ทรงถูกซาตานทดลอง และประทับอยู่กับสัตว์ป่า และมีพวกทูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์
สรุปก็คือ นี่คือการทรงนำของพระวิญญาณ เมื่อพระเยซูรับพระวิญญาณ ก็ถูกทดลองเลย นี่คือกระบวนการการทดลองของคนที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าจำเป็นต้องผ่าน 3 เรื่อง ก็คือ..
1. ทดลองเรื่องความเป็นอยู่ (ความสำเร็จส่วนตัว)
2. ทดลองเรื่องความเชื่อ (ความสำเร็จทางศาสนา)
3. ทดลองเรื่องอำนาจวาสนา (ความสำเร็จทางโลก)
ดังนั้น เมื่อเราตั้งใจจะรับใช้พระเจ้า หรือทำการใดๆ ก็ให้พระวิญญาณนำให้เราผ่านการทดลอง 3 ประการ เพื่อจะได้ตรงประเด็น ตรงวัตถุประสงค์แรก แบบเดียวกับพระเยซู
การจัดกิจกรรมอดอาหารอธิษฐาน 40 วัน ที่ทำๆ กัน อาจจะคลาดเคลื่อนไปตามการตีความของแต่ละคน แต่เมื่อเรารู้ความหมายที่แท้จริงแล้ว ท่านจะว่าอย่างไร?
ตอนนี้ เราผ่านการทดลองแรกหรือยัง? เพราะพระเยซูรู้ว่า เราอาจจะยังไม่ผ่าน พระองค์จึงหนุนใจเราว่า “เพราะเหตุนี้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่าจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารไม่ใช่หรือ? และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ?" มัทธิว บทที่ 6 ข้อ 25
ในหนังสือมาระโก บทที่ 1 เริ่มต้นด้วยเรื่องราวเหล่านี้
จากการบัพติศมาสู่การทดลอง...
เพราะพระวิญญาณนำ
พระเยซูทรงรับบัพติศมาเพราะพระวิญญาณนำ
9 ในเวลานั้นพระเยซูเสด็จมาจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี และทรงรับบัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน 10 ทันทีที่พระองค์เสด็จขึ้นมาจากน้ำ ก็ทอดพระเนตรเห็นท้องฟ้าแหวกออก และพระวิญญาณดุจนกพิราบเสด็จลงมาประทับบนพระองค์
11 แล้วมีพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”
พระเยซูทรงถูกทดลอง
12 แล้วโดยทันที พระวิญญาณก็ทรงเร่งเร้าพระองค์ให้เสด็จเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร 13 และประทับอยู่ที่นั่นถึงสี่สิบวัน ทรงถูกซาตานทดลอง และประทับอยู่กับสัตว์ป่า และมีพวกทูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์
| พระวิญญาณนำเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร แต่ซาตานทดลอง |
สรุปก็คือ นี่คือการทรงนำของพระวิญญาณ เมื่อพระเยซูรับพระวิญญาณ ก็ถูกทดลองเลย นี่คือกระบวนการการทดลองของคนที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าจำเป็นต้องผ่าน 3 เรื่อง ก็คือ..
1. ทดลองเรื่องความเป็นอยู่ (ความสำเร็จส่วนตัว)
2. ทดลองเรื่องความเชื่อ (ความสำเร็จทางศาสนา)
3. ทดลองเรื่องอำนาจวาสนา (ความสำเร็จทางโลก)
ดังนั้น เมื่อเราตั้งใจจะรับใช้พระเจ้า หรือทำการใดๆ ก็ให้พระวิญญาณนำให้เราผ่านการทดลอง 3 ประการ เพื่อจะได้ตรงประเด็น ตรงวัตถุประสงค์แรก แบบเดียวกับพระเยซู
การจัดกิจกรรมอดอาหารอธิษฐาน 40 วัน ที่ทำๆ กัน อาจจะคลาดเคลื่อนไปตามการตีความของแต่ละคน แต่เมื่อเรารู้ความหมายที่แท้จริงแล้ว ท่านจะว่าอย่างไร?
ตอนนี้ เราผ่านการทดลองแรกหรือยัง? เพราะพระเยซูรู้ว่า เราอาจจะยังไม่ผ่าน พระองค์จึงหนุนใจเราว่า “เพราะเหตุนี้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่าจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารไม่ใช่หรือ? และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ?" มัทธิว บทที่ 6 ข้อ 25
วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
ในทัศนความเชื่อจากพระคัมภีร์เดิมก็คือ..การนับถือพระอื่น = การเล่นชู้ (จาก ยอห์น บทที่ 4)
ในบันทึกจากพระคัมภีร์เดิมมักเปรียบเปรยถึง การเล่นชู้ = การไปนมัสการพระอื่น ที่ไม่ใช่พระเจ้าของชาวอิสราเอล
ในปัจจุบัน..บ่อน้ำที่ว่า..ก็ยังมีอยู่ในอิสราเอล
พระเยซูมาขอน้ำหญิงคนนั้นดื่ม และบทสนทนาที่ตรงๆ และซับซ้อนซ่อนรหัสก็เริ่มขึ้น เหมือนคุยกันคนละเรื่อง...
7...พระเยซูตรัสกับนางว่า “ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง”
8 ขณะนั้นสาวกของพระองค์เข้าไปซื้ออาหารในเมือง
9 หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์ว่า “ทำไมท่านซึ่งเป็นคนยิวจึงมาขอน้ำดื่มจากดิฉันซึ่งเป็นหญิงชาวสะมาเรีย?” (เพราะพวกยิวไม่คบหาพวกสะมาเรียเลย)
10 พระเยซูตรัสตอบนางว่า “ถ้าเธอรู้จักของที่พระเจ้าประทาน และรู้จักผู้ที่พูดกับเธอว่า ‘ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง’ ก็คงจะขอจากท่านผู้นั้น และผู้นั้นก็คงจะให้น้ำดำรงชีวิตแก่เธอ”
11 นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ท่านไม่มีถังตัก และบ่อนี้ก็ลึก ท่านจะเอาน้ำดำรงชีวิตนั้นมาจากไหน? 12 ท่านใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเราผู้ให้บ่อน้ำนี้แก่เราหรือ? ยาโคบเองก็ดื่มจากบ่อนี้รวมทั้งบุตรทั้งหลายและสัตว์เลี้ยงของท่านด้วย”
13 พระเยซูตรัสตอบว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก 14 แต่คนที่ดื่มน้ำที่เราจะให้กับเขานั้น จะไม่มีวันกระหายอีกเลย น้ำที่เราจะให้เขานั้นจะกลายเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์”
15 นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีก และจะได้ไม่ต้องมาตักที่นี่”
ความลึกซึ้งซ่อนอยู่ในบทสนทนาที่ทั้งพระเยซูและหญิงคนนั้นรู้อยู่แก่ใจว่า เหตุที่อาณาจักรอิสราเอลล่มสลาย เพราะการหันไปกราบไหว้รูปเคารพหรือพระต่างด้าวของกษัตริย์อิสราเอล (สะมาเรียคือเมืองหลวงของอิสราเอล อาณาจักรเหนือ)
ในบทสนทนา (ยอห์น บทที่ 4) ของพระเยซูกับหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ ก็สะท้อนเรื่องราวเหล่านั้นเช่นกัน
ในปัจจุบัน..บ่อน้ำที่ว่า..ก็ยังมีอยู่ในอิสราเอล
พระเยซูมาขอน้ำหญิงคนนั้นดื่ม และบทสนทนาที่ตรงๆ และซับซ้อนซ่อนรหัสก็เริ่มขึ้น เหมือนคุยกันคนละเรื่อง...
7...พระเยซูตรัสกับนางว่า “ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง”
8 ขณะนั้นสาวกของพระองค์เข้าไปซื้ออาหารในเมือง
9 หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์ว่า “ทำไมท่านซึ่งเป็นคนยิวจึงมาขอน้ำดื่มจากดิฉันซึ่งเป็นหญิงชาวสะมาเรีย?” (เพราะพวกยิวไม่คบหาพวกสะมาเรียเลย)
10 พระเยซูตรัสตอบนางว่า “ถ้าเธอรู้จักของที่พระเจ้าประทาน และรู้จักผู้ที่พูดกับเธอว่า ‘ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง’ ก็คงจะขอจากท่านผู้นั้น และผู้นั้นก็คงจะให้น้ำดำรงชีวิตแก่เธอ”
11 นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ท่านไม่มีถังตัก และบ่อนี้ก็ลึก ท่านจะเอาน้ำดำรงชีวิตนั้นมาจากไหน? 12 ท่านใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเราผู้ให้บ่อน้ำนี้แก่เราหรือ? ยาโคบเองก็ดื่มจากบ่อนี้รวมทั้งบุตรทั้งหลายและสัตว์เลี้ยงของท่านด้วย”
13 พระเยซูตรัสตอบว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก 14 แต่คนที่ดื่มน้ำที่เราจะให้กับเขานั้น จะไม่มีวันกระหายอีกเลย น้ำที่เราจะให้เขานั้นจะกลายเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์”
15 นางทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีก และจะได้ไม่ต้องมาตักที่นี่”
ความลึกซึ้งซ่อนอยู่ในบทสนทนาที่ทั้งพระเยซูและหญิงคนนั้นรู้อยู่แก่ใจว่า เหตุที่อาณาจักรอิสราเอลล่มสลาย เพราะการหันไปกราบไหว้รูปเคารพหรือพระต่างด้าวของกษัตริย์อิสราเอล (สะมาเรียคือเมืองหลวงของอิสราเอล อาณาจักรเหนือ)
| ตั้งแต่ออกมาจากอียิปต์ ชาวฮีบรูก็ไร้เดียงสาในเรื่องพระเจ้าเดียว หลงเข้าใจว่าคือวัวแบบเดียวกับอียิปต์ |
| ซาโลมอนหลงเจิ่นไป เพราะมีเมียมากเกิน จนยอมให้เธอนมัสการพระของตนเอง |
| กษัตริย์ซาโลมอนผู้มีสติปัญญา กลับกลายเป็นผู้สร้างรูปเคารพซะเอง |
| ข้อความจากสุภาษิต บทที่ 7 สะท้อนพฤติกรรมของบรรดาหญิงต่างด้าว เมียของซาโลมอน กับพิธีกรรมแก้บนต่อเทพเจ้าของเธอ |
| แม้อาณาจักรจะถูกแบ่งเป็นเหนือกับใต้ แต่ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าก็ทำงานในทุกที่ และกล่าวเตือนกษัตริย์ |
| กษัตริย์ที่ไม่ดี ยังคงดำเนินการกราบไหว้รูปเคารพ ปรากฎในหนังสือพงศ์กษัตริย์ทั้ง 2 เล่ม |
| เป็นพระต่างด้าวในดินแดนใกล้เคียง และมาจากมเหสีของอาหับ คือพระเยเซเบลชาวไซดอน |
| พระบาอัล และพระอาเช-ราห์ ถือเป็นเทพเจ้าประจำในดินแดนคานาอันเลย |
| สรุปว่า อาณาจักรอิสราเอล นับถือพระต่างด้าวถึง 5 แห่ง = สามี 5 คนของหญิงชาวสะมาเรีย |
บทสนทนาธรรมดาๆ ถ้าอ่านเองผ่านๆ รับรองว่างงแน่นอน แต่ถ้าเรารู้ประวัติศาสตร์เบื้องหลังบทสนทนา ก็จะเข้าใจความหมายได้ลึกซึ้ง เฉกเช่นเดียวกับหญิงชาวสะมาเรีย ที่สุดท้ายก็ยอมรับว่า..
พระเยซูคือพระเมสสิยาห์ นั่นเอง
อ่านประวัติศาสตร์บ้างก็ดีนะครับ!
อ่านประวัติศาสตร์บ้างก็ดีนะครับ!
คนที่วางใจในพระบุตร (เท่านั้นถึง) จะไม่ถูกพิพากษา ยอห์น 3:18
ผมสามารถท่องข้อพระคัมภีร์ ยอห์น บทที่ 3 ข้อ 16 ได้อย่างขึ้นใจ จะท่องกี่ครั้งก็จำได้ "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก..."
จนดูเหมือนว่าเป็นความหมายตรงๆ ไม่ต้องตีความอะไร พระเจ้ารักมนุษย์ จึงยอมส่งพระเยซูพระบุตรลงมาเพื่อตายไถ่บาป จบข่าว ดูเหมือน short note จะมีข้อความเพียงเท่านี้ ประมาณว่า ใครก็ได้ที่มาเชื่อก็รอด
อืม! ก็โอเคนะ ที่พระเจ้ารักเรา
แต่..ตอนนี้ผมยังไม่ว่างนะ รอแป๊บ!
ได้ๆ ไม่เป็นไร ว่างเมื่อไหร่ค่อยกลับมาก็แล้วกัน...
ถ้าเรื่องมันง่ายแบบนี้ก็คงดี!
แต่จริงๆ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น...
เพราะกว่าบทสนทนานี้จะเกิดขึ้น ก็เกิดจากการแอบย่องมาหาของฟาริสีคนหนึ่งระดับขุนนางชาวยิว นาม "นิโคเดมัส" ที่สงสัยในการทำหมายสำคัญของพระเยซู จึงอดไม่ได้ที่จะต้องมาถามด้วยตนเองในเวลากลางคืน เพราะกลัวว่าพวกพ้องของตนจะเห็น
บทสนทนาค่อนข้างลึกซึ้งและซับซ้อน เพราะคนหนึ่งเข้าใจแบบตรงๆ แต่อีกคนหนึ่งพูดลึกลงไปในจิตวิญญาณของมนุษย์
จนมาถึงบทสนทนาสำคัญ...(จาก ยอห์น บทที่ 3)
พระเยซูยกตัวอย่างเรื่องงูในถิ่นทุรกันดาร ในสมัยโมเสส เพราะชาวฮีบรูบ่นต่อว่าพระเจ้า เลยเจอพิษเข้าไป คนที่ต้องการรอดก็ต้องมาจ้องมองดูงูบนไม้เท้าที่โมเสสได้ทำไว้
เช่นเดียวกัน คนที่ต้องการจะไม่ถูกพิพากษาจากความบาปของบรรพบุรุษ หรือความผิดพลาดที่ตนเองได้กระทำ ณ ปัจจุบัน ก็เพียงมาหาพระเยซู ขอเน้นว่า ต้องเข้ามาหาเท่านั้น!
ถ้าพระคัมภีร์มีแค่ ยอห์น บทที่ 3 ข้อ 16 ก็ดูเหมือนว่า พระเจ้าโอ๋คุณนะ เหมือนเป็นแค่ประโยคบอกเล่าไม่ได้ซีเรียสอะไร เล่าให้ฟังเฉยๆ...
แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ เพราะเนื้อหาของบทสนทนามีความหมายว่า คนที่ต้องการรอดเท่านั้น ถึงจะได้รับ
ความรักของพระเจ้าคือข้อเสนอ และต้องมีการตอบรับด้วย...รัก ต้องตอบด้วยรัก
อย่ารอจนวินาทีสุดท้ายนะครับ ถึงจะมารับการรักษาจากพิษร้ายของโลกนี้!
จนดูเหมือนว่าเป็นความหมายตรงๆ ไม่ต้องตีความอะไร พระเจ้ารักมนุษย์ จึงยอมส่งพระเยซูพระบุตรลงมาเพื่อตายไถ่บาป จบข่าว ดูเหมือน short note จะมีข้อความเพียงเท่านี้ ประมาณว่า ใครก็ได้ที่มาเชื่อก็รอด
อืม! ก็โอเคนะ ที่พระเจ้ารักเรา
แต่..ตอนนี้ผมยังไม่ว่างนะ รอแป๊บ!
ได้ๆ ไม่เป็นไร ว่างเมื่อไหร่ค่อยกลับมาก็แล้วกัน...
ถ้าเรื่องมันง่ายแบบนี้ก็คงดี!
แต่จริงๆ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น...
เพราะกว่าบทสนทนานี้จะเกิดขึ้น ก็เกิดจากการแอบย่องมาหาของฟาริสีคนหนึ่งระดับขุนนางชาวยิว นาม "นิโคเดมัส" ที่สงสัยในการทำหมายสำคัญของพระเยซู จึงอดไม่ได้ที่จะต้องมาถามด้วยตนเองในเวลากลางคืน เพราะกลัวว่าพวกพ้องของตนจะเห็น
บทสนทนาค่อนข้างลึกซึ้งและซับซ้อน เพราะคนหนึ่งเข้าใจแบบตรงๆ แต่อีกคนหนึ่งพูดลึกลงไปในจิตวิญญาณของมนุษย์
จนมาถึงบทสนทนาสำคัญ...(จาก ยอห์น บทที่ 3)
14 โมเสสยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารอย่างไร
บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นอย่างนั้น
บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นอย่างนั้น
15 เพื่อทุกคนที่วางใจพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์”
16 พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์
เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
17 เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก
ไม่ใช่เพื่อพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น
18 คนที่วางใจในพระบุตรจะไม่ถูกพิพากษา
ส่วนคนที่ไม่ได้วางใจก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว
เพราะเขาไม่ได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า
พระเยซูยกตัวอย่างเรื่องงูในถิ่นทุรกันดาร ในสมัยโมเสส เพราะชาวฮีบรูบ่นต่อว่าพระเจ้า เลยเจอพิษเข้าไป คนที่ต้องการรอดก็ต้องมาจ้องมองดูงูบนไม้เท้าที่โมเสสได้ทำไว้
ถ้าพระคัมภีร์มีแค่ ยอห์น บทที่ 3 ข้อ 16 ก็ดูเหมือนว่า พระเจ้าโอ๋คุณนะ เหมือนเป็นแค่ประโยคบอกเล่าไม่ได้ซีเรียสอะไร เล่าให้ฟังเฉยๆ...
แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ เพราะเนื้อหาของบทสนทนามีความหมายว่า คนที่ต้องการรอดเท่านั้น ถึงจะได้รับ
ความรักของพระเจ้าคือข้อเสนอ และต้องมีการตอบรับด้วย...รัก ต้องตอบด้วยรัก
อย่ารอจนวินาทีสุดท้ายนะครับ ถึงจะมารับการรักษาจากพิษร้ายของโลกนี้!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









