ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

หลังหนัง Angels & Demons จบ คริสเตียนเตรียมตอบคำถาม?

พยากรณ์ได้เลยว่าจะมีคำถามที่น่าจะถูกถามจากคนชมหนังเรื่องนี้คือ
  1. คริสเตียนสั่งฆ่านักวิทยาศาสตร์จริงหรือ?
  2. สมาคม "อิลลูมินาติ" คืออะไร และยังมีอยู่หรือเปล่า?
  3. วาติกันยังปิดบังเรื่องอะไรเอาไว้อีก?
  4. "เซิร์น" สร้างอนุภาคอย่างนั้นได้จริงเหรอ?

และคำถามอีกมากมายที่คริสเตียนจะถูกตั้งคำถาม และตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าหนังบอกอะไรกับคนดู สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ คนดูจะเชื่อทุกอย่างที่หนังบอก จึงตั้งคำถามอย่างนั้น และคิดว่าคริสเตียนรู้ หรือเก็บความลับนั้นอยู่ ซึ่งเรื่องแบบนี้มันเกิดมานานแล้วกว่า 300 ปี และเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงด้านความคิดทางวิทยาศาสตร์

มียุคหนึ่งที่ประชาชนในยุโรปตื่นกลัวเรื่องแม่มด เพราะอิทธิพลด้านการสื่อสารที่อ่อนแอ วิทยาศาสตร์ที่ยังไม่เติบโต ตำนานไสยเวทยังพอมีอยู่ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอุบายเพื่อกำจัดคนที่คิดต่าง โดยยัดข้อหาแม่มดพ่อมด และมีข้อพระคัมภีร์สนุบสนุน ซึ่งทำให้มีหลายคนที่พฤติกรรมต่างออกไปถูกกำจัด โดยการทรมาน และเผาทั้งเป็น ในยุคของกาลิเลโอนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนเช่นกัน สิ่งที่เขาสนับสนุนมาจากการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาด้วย

โคเปอร์นิคัส เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นโปรเตสแตนท์ สิ่งที่เขาคิด คาทอลิกย่อมไม่ชอบ และเห็นต่าง แต่กาลิเลโอซึ่งเป็นคนที่รับค่าแรงจากวาติกันไปสนับสนุนความคิดนั้น ย่อมขัดแย้งเป็นธรรมดา จึงถูกสั่งให้กักบริเวณเขา ประวัติศาสตร์ที่บิดเบียนบอกว่าสั่งประหารชีวิตก็มี

รายละเอียดยังมีอีกมาก ไว้จะมาเล่าต่ออีกที

แนะนำหนังใหม่ (VCD)

ผมเพิ่งดูหนังแผ่นจบไปเรื่องหนึ่งชื่อเรื่องว่า "Saint Peter เซนต์ปีเตอร์ นักบุญบุตรสวรรค์" ชื่ออาจจะออกไปทางคาทอลิก แต่เนื้อหาก็สอดคล้องกับหนังสือกิจการอัครทูต และต่อเนื่องไปจนถึงตอนปีเตอร์ หรือเปโตรถูกตรึงกางเขนกลับหัว ซึ่งตอนนี้เป็นไปตามประวัติศาสตร์ แต่ไม่มีบันทึกในพระคัมภีร์ แม้แต่เรื่องเปาโลหรือปอลถูกสั่งตัดหัวเพราะเทศนาในกรุงโรม ในสมัยที่เนโรเป็นซีซาร์ ประมาณปี ค.ศ.60

สิ่งที่หนังทำออกมา ดูแล้วทำให้เข้าใจบรรยากาศในสมัยนั้นมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความเป็นยิวที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับชนชาติอื่น จนเปาโลเองเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อให้คนต่างชาติ โดยเฉพาะชาวกรีกและโรมันในสมัยนั้น ส่งผลให้การประกาศออกไปทั่วโลกด้วย
ตอนจบของหนังมีภาพที่วาติกันแวบหนึ่ง หากใครไม่รู้ประวัติก็อาจจะงงว่ามาเกี่ยวอะไร จุดตรงที่เปโตรถูกตรึงกลับหัว ต่อมากลายเป็นที่ตั้งของวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่วาติกันนั่นเอง

ใครมีโอกาสได้ชมเรื่องนี้อาจจะลดความขัดแย้งลงได้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องทัศนะว่าต้องเชื่อแบบนั้น หรือเชื่อแบบนี้จึงจะถูกต้อง ใครเชื่อต่างจากตัวเองผิดไปหมด บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือทุกคนเจตนาดี หวังดี และรักพระเจ้า แต่อาจลืมไปว่าคนอื่นเขาก็รักพระเจ้าเหมือนกัน แต่เขาคิดต่างจากเรา แต่งตัวต่างจากเรา สอนต่างจากเรา หรือแม้แต่เชื่อต่างจากเรา แต่จุดร่วมที่เหมือนกันก็คือ พระเจ้าทรงรักทุกคนเท่ากัน เหมือนกัน อย่าเอาความต่าง หรือวิธีการมาตัดสินคนอื่น หรือสงวนพื้นที่ของตนไว้ ทั้งๆ ที่ตนเองก็ไม่ได้ทำอะไรได้มากไปกว่านั้น..

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ร่วมฉลอง 61 ปีอิสราเอล

ทีมงานของมูลนิธิสื่อใจไทย และอาสาสมัคร ร่วมประชุมวางแผนงานนี้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่งานคองเกรสด้วย หวังว่าคริสเตียนไทยจะสนใจและร่วมงานนี้ จัดที่อาคารสภาคริสตจักร ชั้น 6 ที่สะพานหัวช้าง บ่ายวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม ตั้งแต่ 13.30 น. เป็นต้นไปครับ

MGF ออกร้านที่งานคองเกรส 7


บรรยากาศในงานเป็นสนามกีฬาที่ดัดแปลงมาเป็นห้องจัดแสดงสินค้า สินค้าที่ขายดีที่สุด ก็คือเรื่องทูตสวรรค์ทั้ง 2 ชุด

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

บทเรียนจากผู้วินิจฉัย บทที่ 7 เรื่องกิเดโอน กับทหารแค่ 300

ที่นำเรื่องนี้มาเป็นบทเรียนก็เพราะ เมื่อมีการศึกษาเรื่องทูตสวรรค์ ได้มีบางคนกลัว ไม่กล้าขอทูตสวรรค์มาช่วยหรือใช้หนังสือ อีกทั้งยังบอกให้เพื่อนเลิกสนใจ และบางคนขอให้ผมเลิกสอนเพราะกลัวผมจะเพี้ยน เขาไม่มั่นใจ สับสน ซึ่งก็น่าเห็นใจ ใครที่กลัวที่จะศึกษาเรื่องนี้ ก็ควรดำเนินชีวิตตามปกติอย่างเดิมๆ แต่ใครที่คิดว่าจะสวมยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า และเข้าสู่สงครามฝ่ายวิญญาณก็ควรค้นหาความจริงในเรื่องนี้..

(1) เยรุบบาอัล (คือกิเดโอน) และคนที่อยู่กับท่านก็ลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ไปตั้งค่ายอยู่ที่ริมน้ำพุฮาโรด ฝ่ายค่ายของพวกมีเดียนอยู่ทางเหนือของเขา อยู่ในหุบเขาที่ภูเขาโมเรห์

(2) พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า "คนที่อยู่กับเจ้ายังมีมาก เกินที่เราจะมอบคนมีเดียนไว้ในมือของเขา เกรงว่าอิสราเอลจะทะนงตัวต่อเรา โดยกล่าวว่า "มือของเราเองได้กู้เราไว้"

(3) เพราะฉะนั้นจงประกาศให้เข้าหูคนทั้งปวงว่า 'ผู้ใดที่กลัวและสั่นเทิ้มอยู่ ก็ให้ผู้นั้นกลับเสียและไปจากภูเขากิเลอาด' " และมีคนกลับไปสองหมื่นสองพันคน และยังเหลืออยู่หนึ่งหมื่นคน

(4) พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า "ประชาชนยังมากอยู่จงพาเขาลงไปที่น้ำ และเราจะทำการทดสอบเขาให้เจ้าที่นั่น ผู้ที่เราจะบอกเจ้าว่า 'ให้คนนี้ไปกับเจ้า' ผู้นั้นต้องไปกับเจ้า ผู้ที่เราบอกว่า 'คนนี้อย่าให้ไป' ผู้นั้นไม่ต้องไป"

(5) ท่านจึงพาประชาชนลงไปที่น้ำ พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า "ทุกคนที่ใช้ลิ้นเลียน้ำดังสุนัข จงรวมเขาไว้พวกหนึ่ง ทุกคนที่คุกเข่าลงดื่มน้ำจงรวมไว้อีกพวกหนึ่งดุจกัน"

(6) จำนวนคนที่ใช้มือวักน้ำขึ้นเลียมีสามร้อยคน แต่ประชาชนนอกนั้นคุกเข่าลงดื่มน้ำ




(7) พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า "เราจะช่วยกู้เจ้าทั้งหลายด้วยจำนวนคนสามร้อย ที่เลียน้ำนั้น และมอบคนมีเดียนไว้ในมือของเจ้า นอกนั้นให้กลับไปบ้านเมืองของตนทุกคน"

(8) ประชาชนจึงถือเสบียงและเขาสัตว์ไว้ และท่านสั่งให้อิสราเอลกลับไปยังเต็นท์ของตนทุกคน แต่ให้สามร้อยคนนั้นอยู่ และค่ายของมีเดียนก็อยู่ข้างล่างท่านในหุบเขา

คำพยานเรื่องทูตสวรรค์

ดูเหมือนว่าช่วงนี้ ผมจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทูตสวรรค์เยอะมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม การสอนเรื่องนี้มีผล 2 ด้าน

ด้านแรกก็คือ ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากคนบางกลุ่ม บางทัศนะ บางความเชื่อที่แตกต่าง ซึ่งก็คงผ่านไป เพราะเราทำอย่างถูกต้อง และเชื่อในพระเจ้า
อีกด้าน คือ ได้รับการรองรับว่าสิ่งนี้เป็นจริง ซึ่งมาจากผู้มีประสบการณ์จริง และได้พบอีกทั้งยังพิสูจน์ด้วยตัวเขาเอง

คำพยานเรื่องนี้จึงมีหลากหลายรูปแบบ นับตั้งแต่ ขอทูตสวรรค์มาช่วยดูแลพ่อของเขา จนพ่อรับเชื่อในพระเจ้า หรือเรียกมาทั้ง 72 ชื่อ จนเกิดปรากฏการณ์ประหลาด และรู้ว่าไม่ควรเรียกมาเฉยๆ อีกบางท่านยังใช้ไปตรวจสอบวันเดือนของโบสถ์ และพบลักษณะของโบสถ์ (หมายถึงนิสัยของผู้คนหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน) บางท่านสามารถนำวิธีการไปใช้และเกิดผล และค้นหาวิธีการได้ด้วยตนเอง จนกระทั่งเกิดประโยชน์

ทำให้รู้ว่าสิ่งนี้ ไม่ใช่ทุกคนสามารถรับได้ และมีเพียงน้อยคนนักที่จะเข้าใจ เฉกเช่นเดียวกับบุคคลในพระคัมภีร์ ผู้พยากรณ์ในอดีต การต่อต้านและมองเห็นต่างกัน จึงเป็นเรื่องที่ย่อมเกิดขึ้นได้ และจะเกิดขึ้นอีก

ตัวอย่างจากเรื่องกิเดโอน ซึ่งเขาใช้ทหารเพียง 300 คนเท่านั้น ในสงครามของอิสราเอล

คำพูดของพี่น้องที่เอ่ยมาว่า "คนที่มีหัวใจและเข้าใจเรื่องอิสราเอล และยุคสุดท้ายเท่านั้น ถึงจะเข้าใจเรื่องทูตสวรรค์"!

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ศาสนศาสตร์เรื่องทูตสวรรค์


ศาสนศาสตร์เรื่องทูตสวรรค์ไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเรื่องลึกลับ แต่สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ "ศาสนศาสตร์ระบบ" ของ เฮ็นรี่ แคลเรนซ์ ทีเซ่น ตีพิมพ์โดย กนกบรรณสาร

ซึ่งขอคัดลอกมาให้อ่านกัน สำหรับบางท่านอาจจะไม่คุ้นเคยการศึกษาเรื่องทูตสวรรค์ เพราะบางโบสถ์ไม่ได้สอนกันด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เชิญอ่านได้เลยครับ.. คิดลอกมาจากหน้า 181-182...

เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เราควรจะศึกษาหลักคำสอนเรื่องทูตสวรรค์ต่อจากเรื่องพระเจ้า เพราะว่าทูตสวรรค์เป็นผู้รับใช้พระเจ้าในราชกิจการทรงจัดเตรียมของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ไม่น้อยเลย แต่โดยทั่วไปแล้วเรื่องทูตสวรรค์กลับถูกละเลยมากในสมัยนี้ จนบางคนเกือบปฏิเสธเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะสาเหตุหลายประการด้วยกัน

ประการแรก พวกไญยนิยม (Gnostic) มักจะนมัสการทูตสวรรค์ (คส.2:18)

ต่อมาก็มีความคิดเพ้อเจ้อแบบสคอลาสซิซึม (Scholasticism) ซึ่งเป็นปรัชญาระบบหนึ่งที่สอนกันในสมัยกลาง

ในยุคหลังๆ มีความเชื่อเกี่ยวกับพ่อมดหมอผีมากเกินไป

และประการสุดท้ายการนมัสการภูติผีปีศาจและลัทธิซาตานเพิ่มขึ้นมากมายในสมัยของเรา

แต่เราก็มีเหตุผลหลายประการสนับสนุนความเชื่อในเรื่องทูตสวรรค์ กล่าวคือ

(1) เรื่องทูตสวรรค์มีจริง และงานทูตสวรรค์ มีสอนมากมายในพระคัมภีร์ พระเยซูเองทรงกล่าวถึงเรื่องนี้ไม่น้อยเลย และเราไม่ควรเมินเฉยต่อคำสอนของพระองค์โดยถือว่ารู้ดีกว่าพระองค์

(2) หลักฐานจากปรากฏการณ์ที่มีผีสิง ผีรบกวน และการบูชาภูติผีปีศาจเป็นข้อสนับสนุนว่าทูตสวรรค์มีจริง เปาโลเองถือว่าการไหว้รูปเคารพเป็นการนมัสการผี (1 โครินธ์ 10:20-21) ในวาระสุดท้ายการไหว้รูปเคารพและการถือภูติผีปีศาจจะยิ่งแพร่หลายมากยิ่งขึ้น (วิวรณ์ 9:20-21)

(3) ความสนใจในเรื่องคนทรง และการติดต่อกับคนที่ตายแล้ว ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจคำสอนเรื่องทูตสวรรค์มากยิ่งขึ้น พระคัมภีร์ห้ามเล่นไสยศาสตร์ การทรงผี และการใช้เวทมนตร์คาถา (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:10-12, อิสยาห์ 8:19-20) และสิ่งเหล่านี้จะทวีขึ้นในวาระสุดท้ายเช่นกัน (1 ทิโมธี 4:1)

และ (4) เราต้องเข้าใจงานของซาตานและวิญญาณชั่วที่ขัดขวางงานของพระเจ้าในจิตใจของเราและในโลกนี้ทั่วไป เพื่อเราจะเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับมันในอนาคตได้ และเพื่อจะมีความแน่ใจว่า ในไม่ช้ามันจะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ (ปฐมกาล 3:15, โรม 16:20, วิวรณ์ 12:7, 20:1-10)

เราจะแบ่งเรื่องทูตสวรรค์ออกเป็นสองภาค คือ
(1) ต้นกำเนิด ลักษณะ การล้มลงในบาป และประเภทต่างๆ ของทูตสวรรค์
(2) งานและจุดจบของทูตสวรรค์

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552

ทูตสวรรค์และกำเนิดซาตาน


ศจ.ดร. สุรศักดิ์ กิติเรืองแสง
BIT Delivery 2008 ครั้งที่ 5 คริสตจักรสะพานเหลือง
เรื่อง ทูตสวรรค์และกำเนิดซาตาน
เมื่อวันที่ 30/11/2008
สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

ต้นกำเนิดของทูตสวรรค์
ทูตสวรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งทรงสร้าง (สดุดี 148:2-5)
ความเข้าใจของชาวยิว ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจากพระเจ้าทั้งหมด แม้ว่าพระคัมภีร์จะไม่ได้กล่าวชัดเจนว่าทูตสวรรค์ถูกสร้างเมื่อไร แต่ในโยบ 38:4-7 ได้บอกไว้ว่าน่าจะมีทูตสวรรค์อยู่ก่อนที่โลกจะถูกสร้าง

ลักษณะของทูตสวรรค์
ทูตสวรรค์ คือ สิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ มีความฉลาด มีอารมณ์ และเจตนารมณ์
ความฉลาด (มัทธิว 8:29; 2โครินธ์ 11:3; 1เปโตร 1:12)
มีการแสดงออกทางอารมณ์ (ลูกา 2:13; ยากอบ 2:19; วิวรณ์ 12:17)
เจตนารมณ์ (ลูกา 8:28-31; 2ทิโมธี 2:26; ยูดา 6)
จากพระคัมภีร์บางตอน ได้กล่าวว่า ทูตสวรรค์สามารถปรากฎเป็นลักษณะเหมือนคนได้
ทูตสวรรค์มีทั้งดีและชั่วร้าย
ทางคาทอลิก เชื้อว่าทูตสวรรค์แบ่งออกเป็น 9 ชั้น

พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ เพื่อบอกว่า
a. ทูตสวรรค์ไม่ใช่มนุษย์ที่รับพระสิริ
มนุษย์เราถูกสร้างมาตามพระฉายาของพระเจ้า และเราก็แสดงออกถึงลักษณะของพระเจ้า แต่เราไม่ได้เป้นพระเจ้ามนุษย์กับทูตสวรรค์ต่างกัน

มัทธิว 22:30 ผู้เชื่อจะเป็นเหมือนทูตสวรรค์

สดุดี 8:5 พระเจ้ามนุษย์ให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงชั่วระยะหนึ่ง

1โครินธ์ 6:3 ท้ายสุดมนุษย์ผู้ที่เชื่อก็จะพิพากษาทูตสวรรค์

b. ไม่มีรูปทางกายภาพ
เป็นวิญญาณ (ฮีบรู 1:14) ไม่มีรูปร่าง แต่มีตัวตน
"ทูตสวรรค์ทั้งปวง เป็นเพียงวิญญาณที่รับใช้พระเจ้า ที่ทรงส่งไปปรนนิบัติบรรดาคนที่จะได้รับความรอดไม่ใช่หรือ?" (ฮีบรู 1:14 ThaiTSV2002)
เราทุกคน น่าจะมีประสบการณ์ที่ได้รับการคุ้มครอง ได้รับการช่วยเหลือจากทูตสวรรค์ แม้ว่าเราจะไม่เห็นก็ตาม เพราะพระเจ้าทรงให้ทูตสวรรค์คอยดูแลปกป้องช่วยเหลือเรา
บางครั้งก็สามารถปรากฎเป็นลักษณะบุคคลได้

c. เป็นหมู่เหล่า ไม่ใช่เผ่าพันธุ์
สดุดี 148:2 ทูตสวรรค์เป็นกอง แต่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์
ลูกา 20:34-36 ไม่มีการสมรส ไม่มีการตาย
ในภาษากรีก คำว่าทูตสวรรค์ เป็นนามเพศชาย แต่จริงๆ แล้วไม่มีเพศ

d. มีปัญญาสูงกว่าปัญญามนุษย์ แต่ไม่สัพพัญญู

ความรอบรู้ของทูตสวรรค์มีความจำกัดเพราะทูตสวรรค์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ซึ่งหมายความว่าเหล่าทูตสวรรค์ไม่ได้รอบรู้ไปหมดทุกอย่างเหมือนที่พระเจ้าทรงรอบรู้ (มัทธิว 24:36)
ในศตวรรษที่ 1 รวมถึงพระธรรมโคโลสี ได้บอกว่ามีคนบางกลุ่ม ที่นมัสการทูตสวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
แต่ดูเหมือนว่าทูตสวรรค์จะมีความรอบรู้มากกว่ามนุษย์ (2ซามูเอล 14:20)

ปัญญาของทูตสวรค์นั้นสูงกว่าของมนุษย์ เนื่องจากสาเหตุ 3 อย่าง
1. ถูกสร้างขึ้นมาในจักรวาลให้อยู่ในระดับที่สูงกว่ามนุษย์
2. ศึกษาพระคัมภีร์และโลกอย่างละเอียดมากกว่ามนุษย์มาก (ยากอบ 2:19; วิวรณ์ 12:12)
3. ได้รับสติปัญญาจากการเฝ้าดูกิจกรรมของมนุษย์มาเป็นเวลาช้านาน จึงไม่ต้องศึกษาอดีตเหมือนมนุษย์ เรียนรู้ประสบการณ์เหล่านั้นมาแล้วจึงรู้ว่าคนอื่น ๆ มีปฏิกิริยาหรือตอบโต้

e. มีพลังมากกว่ามนุษย์ แต่ไม่ได้มีฤทธานุภาพสูงสุด
2เปโตร 2:11 ฤทธานุภาพเหนือกว่ามนุษย์
เช่น ช่วยออกจากคุก (กิจการ 5:19; 12:7
กลิ้งก้อนหินออกจากอุโมงค์ (มัทธิว 28:2)
พลังจำกัด (วิวรณ์ 12:7)

f. มีภาวะสูงกว่ามนุษย์ แต่ไม่ได้อยู่ทุกหนทุกแห่ง
ไม่สามารถอยู่ต่างสถานที่ในเวลาเดียวกันได้

ประเภทของทูตสวรรค์
ทูตสวรรค์ดี
1. เหล่าทูตสวรรค์ การใช้คำในภาษากรีก มีความหมายถึง ผู้สื่อข่าว ที่จะเป็นมนุษย์หรือทูตสวรรค์ก็ได้
พระเยซูก็เคยกล่าวถึงกองของทูตสวรรค์ (มัทธิว 26:53)
ทูตสวรรค์มากมายเหลือคณานับ เป็นโกษ ๆ แสน ๆ
"แต่ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านทั้งหลายมาถึงภูเขาศิโยน และมาถึงนครของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ คือนครเยรูซาเล็มแห่งสวรรค์ และมาถึงที่ชุมนุมรื่นเริงของทูตสวรรค์มากมายเหลือที่จะนับได้" (ฮีบรู 12:22 ThaiTSV2002)

2. พวกเครูบ อาจมีความหมายว่า ปกคลุม หรือพิทักษ์รักษา เช่น ปฐมกาล 3:24; 2พงศ์กษัตริย์ 19:15
"พระองค์​ทรง​ขับไล่​ชาย​นั้น​ออกไป และ​ทรง​ตั้ง​เหล่า​เครูบ(หมาย​ถึง ทูตสวรรค์​จำพวก​หนึ่ง) ​ทาง​ด้าน​ทิศ​ตะวันออก​ของ​สวน​เอเดน และ​ตั้ง​ดาบ​เพลิง​อัน​หนึ่ง​ที่​หมุน​ ได้​ไว้​เฝ้า​ทาง​ที่​จะ​ไป​สู่​ต้นไม้​แห่ง​ชีวิต​นั้น" (ปฐมกาล 3:24 ThaiTSV2006)
11ชื่อ​แม่น้ำ​สาย​ที่​หนึ่ง​คือ​ปิโชน เป็น​แม่น้ำ​ที่​ไหล​รอบ​แผ่นดิน​ฮาวิลาห์​ทั้ง​หมด ที่​มี​แร่​ทองคำ 12ทองคำ​ที่​บริเวณ​นั้น​เป็น​ทองคำ​เนื้อ​ดี และ​มี​ยาง​ไม้​ตะคร้ำ(ไม้​ยืนต้น​ชนิด​หนึ่ง​ที่​มี​ยางไม้​สี​เหลือง ใส และ​มี​กลิ่น​หอม) ​และ​โมรา 13ชื่อ​แม่น้ำ​สาย​ที่​สอง​คือ​กิโฮน ไหล​รอบ​แผ่นดิน​คูช​ทั้ง​หมด
เครูปได้บังไว้ ไม่ให้มนุษย์เห็น เช่นเดียวกับหีบพันธสัญญา

3. เสราฟิม ใน 1ซามูเอล 4:4; สดุดี 80:1; สดุดี 80:1; 99:1 พระเจ้าทรงประทับเหนือพวกเครูบ
อิสยาห์ 6:2,6 เสราฟินยืนอยู่เหนือพระองค์ เป็นพวกที่นำนัสการในสวรรค์ งานของพวกนี้เกี่ยวข้องกับการนมัสการและความบริสุทธิ์

4. สิ่งมีชีวิต ภาษาไทยแปลว่า สัตว์ (วิวรณ์ 4:6-9) น่าจะเป็นทูตอีกพวกหนึ่ง
สัตว์ 4 ตัวนี้ บางครั้งก็แปลว่ารวมถึงพระคัมภีร์ 4 เล่ม ได้แก่
มัทธิว อธิบายพระเยซู ผู้ซึ่งเป็นสิงห์แห่งยูดาห์ คือเป็นกษัตยิ์
มาระโก อธิบายพระเยซูผู้รับใช้
ลูกา อธิบายถึงพระเยซูผู้เป็นบุตรมนุษย์
ยอห์น อธิบายพระเยซูผู้ซึ่งเป็นพระวาทะทีได้บังเกิดเป็นมนุษย์

5. อัครเทวทูตาธิบดี มีเพียง 2 ครั้ง คือ ยูดาห์ 9 และ 1เธสะโลนิกา 4:16
ทูตผู้มีฤทธิ์ 7 องค์ คือ อูรีเอล ราฟาเอล รากูเอล มีคาเอล ซารีเอล กาเบรียล และ เรมีเอล (ชื่อจะลงท้ายด้วย "เอล" หรือ "el" เนื่องจากทูตสวรรค์เป็นทูตของพระเจ้า) ชื่อเหล่านี้บางชื่อจะอยู่ในส่วนของอธิกธรรม

6. ผู้พิทักษ์ ดาเนียล 4:13 ผู้พิทักษ์องค์บริสุทธิ์

7. บุตรของพระเจ้า
ในพระคัมภีร์ไทยแปลได้ว่า บรรดาเทพบุตร และอาจหมายถึงบุตรชายของพระเจ้า (ปฐมกาล6:2)

กิจกรรมของทูตสวรรค์
1. สรรเสริญพระเจ้า
2. นมัสการพระเจ้า
3. ชื่นชมยินดีในสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ
4. ปรนนิบัติพระเจ้า
5. ปรากฎอยู่จำเพาะพระพักตร
6. เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงใช้ในการพิพากษา
7. นำคำตอบสำหรับคำอธิษฐาน
8. ช่วยนำคนมาหาพระคริสต์
9. เฝ้าติดตามความระเบียบเรียบร้อย การงาน ความทุกข์ยากของคริสเตียน
10. หนุนใจในยามอันตราย
11. ดูแลผู้ชอบธรรมในยามที่เขาเสียชีวิต

ทูตสวรรค์เป็นสิ่งที่ทรงสร้างที่แตกต่างไปจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง มนุษย์ไม่ได้กลายเป้นทูตสวรรค์เมื่อเสียชีวิต ทูตสวรรค์ไม่มีวันตายและไม่เคยเป็นมนุษย์ พระจเทรงสร้างทูตสวรรค์เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ ไม่มีที่ไหนที่กล่าวว่าทูตสวรรค์ถูกสร้างขึ้นมาตามพระฉายาของพระเจ้า เป็นสิ่งมีชีวิตและจิตวิญญาณที่สามรารถมีตัวตนได้ในระดับหนึ่ง มนุษย์มีตัวตนและมีจิตวิญญาณ สิ่งที่ยิ่งใหหญ่ที่สุดที่เราสามารถเรียนรู้จากทูตสวรรค์ได้ คือ พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าอย่างทันทีทันใดโดยไม่มีคำถาม
มนุษย์เรา เป็นเหมือนทูตของพระองค์ ที่จะนำข่าวประเสริฐไปบอกแต่ผู้คน แต่มนุษย์เราก็ไม่ใช่ทูตสวรรค์

กำเนิดซาตาน
ซาตานเป็นทูตสวรรค์ที่หลุดจากตำแหน่งในสวรรค์ อันเนื่องจากความบาป และในตอนนี้มันอยู่มุมตรงข้ามกับพระเจ้าเต็มที่ ทำทุกสิ่งเท่าที่อำนาจของมันจะทำได้เพื่อขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ

ซาตานถูกสร้างขึ้นมาในตอนแรกในฐานทูตสวรรค์ที่บริสุทธิ์
อิสยาห์ 14:12 ก่อนที่มันจะล้มลงในความบาป มันมีชื่อว่า "ลูซิเฟอร์"
เอเซเคียล 28:12-14 ซาตานถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นเครูบ และเป็นทูตสวรรค์ระดับสูงสุดที่พระเจ้าทรงสร้าง แต่มันเกิดหลงรูปงามและฐานของตัวเอง จนเกิดความทะนงตนขึ้นมา และตัดสินใจวง่ามันอยากจะนั่งบนพระบัลลังค์อยู่สูงสุด ซึ่เงป็นของพระเจ้า อิสยาห์ 14:13-14
ซาตานกลายเป็นผู้ครอบครองโลกนี้ ซึ่งเดินออกห่างจากพระเจ้า และเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ (ยอห์น 12:31; 2โครินธ์ 4:4; เอเฟซัส 2:2)
มันเป็นผู้กล่าวโทษ (วิวรณ์ 12:10)
ผู้ล่อใจให้ชั่ว (มัทธิว 4:3,1; 1เธสะโลนิกา 3:5)
และผู้ล่อลวง (ปฐมกาล 3; 2โครินธ์ 4:4; วิวรณ์ 20:3)
ความหมายที่แท้จริงของชื่อของมัน คือ ปรปักษ์ หรือ "ผู้ซึ่งเป็นศัตรู" อีกชื่อหนึ่งที่ซาตานถูกเรียก คือ ผีมาร ซึ่งหมายความว่า "ผู้ใส่ร้าย"

แม้ว่ามันจะถูกขับออกจากสวรรค์ มันก็ยังพยายามยกบัลลัก์ให้สูงกว่าพระเจ้า ลอกเลียนทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกระทำ ด้วยหวังที่จะได้รับการนมัสการจากมนุษย์และทำให้อาณาจักรของพระเจ้าปั่วป่วน
ซาตานคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังลัทธิเทียมเท็จและศาสนาของโลก ทุกศาสนาตัวจริง มันจะทำทุกอย่างเท่าที่มันจะมีอำนาจที่จะทำได้เพื่อต่อต้านพระเจ้า และคนที่ติดตามพระองค์ แต่จุดหมายปลายทางของมันได้ถูกประทับตราไว้แล้ว นั่นคือ บึงไฟนรกชั่วรันดร์ (วิวรณ์ 20:10)

จริงๆ แล้วซาตานไม่ได้มีอำนาจมากมาย แต่ในปัจจุบันจะเห็นว่าการงานของมารเกิดได้ เนื่องจากมนุษย์ยอม และเชื่อฟังมัน

คริสเตียนถูกผีมารครอบงำได้ไหม?

คำตอบ: พระคัมภีร์ไม่ได้บอกชัดเจนว่าคริสเตียนจะถูกครอบงำโดยผีมารได้ไหม แต่เนื่องจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ในเรา (โรม 8:9-11; 1 โครินธ์ 3:16; 6:19) จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงอนุญาตให้ผีมารเข้าครอบครองผู้ที่พระองค์ทรงสถิตอยู่

เรารู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถถูกโต้แย้งได้ แต่เราเชื่อมั่นคงว่าคริสเตียนไม่สามารถถูกครอบงำโดยผีมารได้ เราเชื่อว่ามีข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการถูกครอบงำกับการถูกก่อกวน/รบกวนโดยผีมาร การถูกครอบงำหมายถึงการมีอำนาจควบคุมเหนือความคิด และ/หรือการกระทำของคน ๆ นั้น (ลูกา 4:33-35; 8:27-33; มัทธิว 17:14-18)

การครอบงำ/มีอิทธิพลต่อชีวิต หมายถึงผีมารหรือพวกของมันโจมตีคนๆ นั้นฝ่ายวิญญาณ และ/หรือบังคับให้คน ๆ นั้นทำความบาป (1 เปโตร 5:8-9; ยากอบ 4:7)

ท่านจะสังเกตว่าตลอดทั่วพันธสัญญาใหม่ที่พูดถึงสงครามฝ่ายวิญญาณ พระคัมภีร์ไม่เคยบอกให้เราขับวิญญาณชั่วออกจากผู้เชื่อ (เอเฟซัส 6:10-18) แต่บอกให้เราต่อสู้กับมัน (1 เปโตร 5:8-9; ยากอบ 4:7) ไม่ใช่ขับมันออกไป

ข้าพเจ้าไม่เคยมีความคิดอยู่ในสมองเลยว่าพระเจ้าจะทรงอนุญาตให้ลูกๆ ของพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงไถ่ไว้ด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ (1 เปโตร 1:18-19) และทรงสร้างขึ้นมาใหม่ (2 โครินธ์ 5:17) – ถูกผีมารซาตานครอบงำและควบคุมได้ แน่นอน, ในฐานะผู้เชื่อ, เราขับเขี้ยวกับซาตานและสมุนของมัน แต่ไม่ใช่ภายในเรา ข้อพระคัมภีร์ 1 ยอห์น 4:4 กล่าวว่า “ลูกทั้งหลายเอ๋ย ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า และได้ชนะเขาเหล่านั้น เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก”

ใครคือผู้ที่ทรงสถิตอยู่ในเรา? พระวิญญาณบริสุทธิ์ ใครคือผู้ที่อยู่ในโลก? ซาตานและสมุนของมัน

บทความจาก https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-Christian-possessed.html

พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับการถูกผีมารครอบงำ/โดนผีมารครอบงำ?

คำตอบ: พระคัมภีร์มีตัวอย่างสองสามตัวอย่างเกี่ยวกับคนถูกผีมารครอบงำหรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผีมาร จากตรงนี้เราจะมาดูกันถึงอาการบางอย่างของคนที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผีมาร และจะได้รู้ว่าผีมารเข้าครอบงำผู้คนได้อย่างไรพร้อมกันไป

ต่อไปนี้เป็นข้อพระคัมภีร์บางข้อ( มัทธิว 9:32-33; 12:22; 17:18; มาระโก 5:1-20; 7:26-30; ลูกา 4:33-36; ลูกา 22:3; กิจการ 16:16-18) จากข้อพระคัมภีร์บางข้อเราจะเห็นว่าการถูกครอบงำโดยผีมารก่อให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างกาย, เช่น พูดไม่ได้ เป็นลมชัก มองไม่เห็น ฯลฯ ในบางกรณีมันจะทำให้คน ๆ นั้นทำสิ่งที่ชั่วร้าย, ยูดาสเป็นตัวอย่างสำคัญตัวอย่างหนึ่ง

ในหนังสือกิจการ 16:16-18 วิญญาณชั่วดูเหมือนว่าจะทำให้ทาสหญิงคนหนึ่งรู้บางสิ่งบางอย่างเหนือความสามารถของเธอเอง ในกรณีของคนที่ถูกผีกลุ่มใหญ่สิงที่แดนกาดารา เขามีกำลังเหนือธรรมชาติ เดินแก้ผ้าไปทั่ว และอาศัยอยู่ในอุโมงค์ฝังศพ

ส่วนกษัตริย์ซาอูลหลังจากที่ทรงกบฏต่อพระเจ้า วิญญาณชั่วก็ได้รับอนุญาตให้ทรมานพระองค์(1 ซามูเอล 16:14-15; 18:10-11; 19:9-10) พระอาการที่มองเห็นได้คือทรงมีอารมณ์หงุดหงิด อยากและพร้อมที่จะฆ่าดาวิดได้ทุกเมื่อยังมีอาการอีกมากมายของการถูกครอบงำโดยวิญญาณชั่ว เช่น
การมีอาการผิดปกติทางร่างกายที่ไม่ได้มาจากปัญหาทางร่างกายตามปกติ,
บุคลิกภาพเปลี่ยนไป เช่น มีอารมณ์หดหู่มากผิดปกติ หรือ ก้าวร้าวอย่างไม่มีเหตุผล,
มีกำลังมากเกินปกติ, ไม่อาย, หรือ วางตัวในสังคมอย่าง “ปกติ” ไม่ได้ หรือบางทีก็สามารถให้ข้อมูลที่โดยปกติคนอื่นไม่สามารถรู้ได้ มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องรู้ว่าอาการเหล่านี้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดอาจมีคำอธิบายอย่างอื่นได้

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะไม่ตัดสินโดยทันทีว่าคนที่มีความรู้สึกหดหู่ หรือเป็นโรคลมชัก จะต้องถูกครอบงำโดยผีมาร แต่ข้าพเจ้าคิดว่าวัฒนธรรมตะวันตกไม่ค่อยเห็นว่าการเข้ามาเกี่ยวข้องของมารซาตานในชีวิตผู้คนเป็นเรื่องใหญ่นักนอกจากอาการทางร่างกายและอารมณ์ที่แปลกไปแล้ว เราสามารถสังเกตอาการของคนที่ถูกวิญญาณชั่วเข้าครอบงำได้จากอาการทางจิตวิญญาณด้วย

อาการเหล่านี้อาจจะเป็นการไม่ยอมยกโทษ (2 โครินธ์ 2:10-11) และการเชื่อในคำสอนที่ผิด, โดยเฉพาะคำสอนที่เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และการถวายพระองค์เป็นเครื่องไถ่บาป (2 โครินธ์ 11:3-4,13-15; 1 ทิโมธี 4:1-5; 1 ยอห์น 4:1-3)

เมี่อพูดเกี่ยวกับการเข้าไปเกี่ยวข้องกับผีมารในชีวิตของคริสเตียน อัครทูตเปโตรเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าผู้เชื่อสามารถถูกอิทธิพลของผีมารควบคุมได้ (มัทธิว 16:23) บางคนเรียกคริสเตียนที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผีมารอย่างแรงถูก “ผีเข้า” แต่ในพระคัมภีร์ไม่มีตัวอย่างให้เห็นเลยว่าผู้เชื่อในพระคริสต์ถูกครอบครองโดยผีมาร และนักศาสนศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าคริสเตียนไม่สามารถถูกครอบครองโดยผีมารได้ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ในเขา (2 โครินธ์ 1:22; 5:5; 1 โครินธ์ 6:19)

เราไม่รู้แน่นอนว่าคนๆ หนึ่งถูกวิญญาณชั่วเข้าครอบครองได้อย่างไร หากยกกรณีของยูดาสเป็นตัวอย่าง เราจะเห็นว่าเขาเปิดใจต่อสิ่งชั่วร้าย (ในกรณีนี้คือความละโมบ – ยอห์น 12:6)

ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ว่าหากคนๆ หนึ่งยอมเปิดใจให้ความบาปบางอย่างเข้ามาจนติดเป็นนิสัย … มันก็จะกลายเป็นการเชิญชวนให้ผีมารเข้ามาครอบครองเขา จากประสบการณ์ของมิชชั่นนารี ดูเหมือนว่าวิญญาณชั่วสามารถเข้าครอบครองได้โดยการกราบไหว้รูปเคารพของคนนอกศาสนา และการมีสิ่งของที่ใช้เกี่ยวกับเวทย์มนต์คาถาไว้ในครอบครอง

พระคัมภีร์บอกซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าการกราบไหว้รูปเคารพก็เหมือนกับการกราบไหว้ผีมารวิญญาณชั่ว (เลวีนิติ 17:7; เฉลยธรรมบัญญัติ 32:17; สดุดี 106:37; 1 โครินธ์ 10:20) ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่าการเกี่ยวข้องและปฏิบัติตามศาสนาเหล่านั้นสามารถนำไปสู่การเข้าครอบครองของผีมารได้

ข้าพเจ้าเชื่อโดยถือข้อพระคัมภีร์ต่างๆ ข้างต้นเป็นหลัก ประกอบกับประสบการณ์ของมิชชั่นนารีหลาย ๆ ท่าน ว่ามีคนหลายคนที่เปิดชีวิตตัวเองให้กับผีมารวิญญาณชั่วด้วยการไม่ยอมทิ้งความบาปบางอย่าง หรือโดยการเข้าไปเกี่ยวข้องกับลัทธิบางอย่าง (โดยรู้หรือไม่รู้ตัวก็ได้) ตัวอย่างคือ อาจเป็นความประพฤติที่ผิดศีลธรรม; การเสพยาเสพติด/ของมึนเมา … เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้สติสัมปชัญญะของผู้คนเปลี่ยนไป; ความดื้อรั้น, ความขมขื่น, การนั่งทางใน เป็นต้น ในวัฒนธรรมตะวันตกเราจะเห็นว่ามีการเผยแพร่ศาสนาตะวันออกมากขึ้นภายใต้ชื่อว่าศาสนานิวเอจ

มีบางอย่างที่เราต้องจำไว้ให้ดี นั่นคือซาตานและสมุนที่ชั่วร้ายของมันไม่สามารถทำอะไรใครได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า (โยบ 1, 2) และด้วยเหตุนี้, ในขณะที่ซาตานคิดว่ามันกำลังทำให้ความต้องการของมันสำเร็จ, จริง ๆ แล้วมันกำลังทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จนั่นเอง… แม้กระทั่งเรื่องการทรยศของยูดาส…

มีบางคนลุ่มหลงอยู่กับกิจกรรมลึกลับหรือเกี่ยวกับเวทย์มนต์คาถาซึ่งไม่ปลอดภัย การกระทำเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องฉลาดและไม่ถูกต้องตามพระคัมภีร์ หากเราติดตามพระเจ้าด้วยชีวิตของเรา สวมยุทธภัณฑ์ของพระองค์ และพึ่งพาพระกำลังของพระองค์ (ไม่ใช่ของเราเอง) (เอเฟซัส 6:10-18) เราไม่มีอะไรที่ต้องกลัวพวกวิญญาณชั่วเพราะพระเจ้าทรงครอบครองอยู่เหนือทุกสิ่ง

บทความจาก https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-demon-possession.html

ซาตานคือใคร? (1)


คำตอบ: ความเชื่อของคนเกี่ยวกับซาตานมีตั้งแต่ไม่เป็นเรื่องไปถึงเป็นเรื่องที่ต้องนำมาขบคิด คือ จากการเป็นคนตัวเล็กๆ สีแดงมีเขา นั่งอยู่บนไหล่ท่านคอยชวนให้ท่านทำบาป ไปจนถึงการสื่อความหมายว่ามันเป็นตัวแห่งความชั่วร้าย แต่พระคัมภีร์บอกเราชัดเจนว่าซาตานเป็นใคร, และมันมีผลต่อชีวิตของเราอย่างรา ง่ายๆ

พระคัมภีร์บอกว่าซาตานเป็นทูตสวรรค์ที่หลุดจากตำแหน่งของมันในสวรรค์อันเนื่องมาจากความบาป และในตอนนี้มันอยู่มุมตรงข้ามกับพระเจ้าเต็มที่ ทำทุกสิ่งเท่าที่อำนาจของมันจะทำได้เพื่อขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ

ซาตานถูกสร้างขึ้นมาในตอนแรกในฐานะทูตสวรรค์ที่บริสุทธิ์ หนังสืออิสยาห์ 14:12 บอกว่าก่อนที่มันจะล้มลงในความบาปมันมีชื่อว่าลูซิเฟอร์

หนังสือเอเสเคียล 28:12-14 บอกว่าซาตานถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นเครูป, และเป็นทูตสวรรค์ระดับสูงสุดที่พระเจ้าได้ทรงสร้าง แต่มันเกิดหลงรูปงามและฐานะของตัวเองจนเกิดความทะนงตนขึ้นมา และตัดสินใจว่ามันอยากจะนั่งบนพระบัลลังก์อยู่สูงสุดซึ่งเป็นของพระเจ้า (อิสยาห์ 14:13-14; เอเสเคียล 28:15; 1 ทิโมธี 3:6)

ความยโสของมันทำให้มันล้มลงในความบาป ให้สังเกตคำว่า “ข้าจะ…” ในหนังสืออิสยาห์ 14:12-15 เพราะความบาปของมันพระเจ้าจึงทรงโยนมันออกจากสวรรค์

ซาตานกลายเป็นผู้ครอบครองโลกนี้ซึ่งเดินออกห่างจากพระเจ้า และเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ (ยอห์น 12:31; 2 โครินธ์ 4:4; เอเฟซัส 2:2)

มันเป็นผู้กล่าวโทษ (วิวรณ์ 12:10),

ผู้ล่อใจให้ชั่ว (มัทธิว 4:3; 1 เธสะโลนิกา 3:5),

และผู้ล่อลวง (ปฐมกาล 3; 2 โครินธ์ 4:4; วิวรณ์ 20:3)

ความหมายที่แท้จริงของชื่อของมันคือปรปักษ์ หรือ “ผู้ซึ่งเป็นศัตรู” อีกชื่อหนึ่งที่ซาตานถูกเรียก คือ ผีมาร ซึ่งหมายความว่า “ผู้ใส่ร้าย”

แม้ว่ามันจะถูกขับออกจากสวรรค์, มันก็ยังพยายามยกบัลลังก์ของมันให้สูงกว่าของพระเจ้า มันลอกเลียนทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกระทำ ด้วยหวังที่จะได้รับการนมัสการจากมนุษย์และทำให้อาณาจักรของพระเข้าปั่นป่วน ซาตานคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังลัทธิเทียมเท็จและศาสนาของโลกทุกศาสนาตัวจริง มันจะทำทุกอย่างเท่าที่มันมีอำนาจที่จะทำได้เพื่อต่อต้านพระเจ้า และคนที่ติดตามพระองค์ แต่จุดหมายปลายทางของมันได้ถูกประทับตราไว้แล้ว นั่นคือ บึงไฟนรกชั่วนิรันดร์ (วิวรณ์ 20:10)

พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับผีมารไว้ว่าอย่างไรบ้าง?

คำตอบ: วิวรณ์ 12:9 เป็นข้อพระคัมภีร์ที่บอกเกี่ยวกับผีมารไว้อย่างชัดเจนที่สุด “พญานาคใหญ่ซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ที่เขาเรียกกันว่ามารและซาตาน ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลกก็ถูกผลักทิ้งลงไป พญานาคและบริวารของมันก็ถูกผลักทิ้งลงไปในแผ่นดินโลก”

พระคัมภีร์บอกว่าผีมารคือพวกทูตสวรรค์ที่ล้มลงในความบาป - ทูตสวรรค์รวมถึงซาตานที่กบฏต่อพระเจ้า – พระคัมภีร์พูดถึงเรื่องการที่ซาตานถูกผลักตกลงมาจากสวรรค์ไว้ในหนังสือ อิสยาห์ 14:12-15 และ เอเสเคียล 28:12-15 หนังสือ วิวรณ์ 12:4 พูดเหมือนกับว่าซาตานดึงเอาทูตสวรรค์หนึ่งในสามมากับมันด้วยตอนที่มันทำบาป

หนังสือยูดาห์ข้อ 6 พูดถึงทูตสวรรค์ที่ทำบาป ดังนั้นมันจึงเป็นไปได้ว่าผีมารคือทูตสวรรค์ที่ทำตามอย่างซาตานโดยการทำบาปกับพระเจ้าตอนนี้ ซาตานและสมุนที่ชั่วร้ายของมันกำลังคอยจ้องที่จะทำลายและหลอกลวงผู้ที่ติดตามพระเจ้าและนมัสการพระองค์ (1 เปโตร 5:8; 2 โครินธ์ 11:14-15)

ผีมารถูกอธิบายว่าเป็นวิญญาณชั่ว (มัทธิว 10:1) ผีโสโครก (มาระโก 1:27) และทูตของซาตาน (วิวรณ์ 12:9) ซาตานและสมุนของมันล่อลวงโลก (2 โครินธ์ 4:4),

โจมตีคริสเตียน (2 โครินธ์ 12:7; 1 เปโตร 5:8)

และทำสงครามกับทูตสวรรค์ที่ดี (วิวรณ์ 12:4-9)

ผีมารเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีรูปร่าง แต่มันสามารถปลอมตัวให้เห็นเป็นรูปร่างได้ (2 โครินธ์ 11:14-15)

ผีมาร/ทูตสวรรค์ที่ล้มลงในความบาปเป็นศัตรูของพระเจ้า – แต่เป็นศัตรูที่แพ้ไปเรียบร้อยแล้ว พระองค์ผู้สถิตอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก (1 ยอห์น 4:4)

บทความจาก https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-demons.html

พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับทูตสวรรค์ว่าอย่างไร?


คำตอบ: ทูตสวรรค์คือสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ มีความฉลาด มีอารมณ์ และ เจตนารมณ์ ทูตสวรรค์มีทั้งดีและชั่วร้าย ทูตสวรรค์มีความฉลาด (มัทธิว 8:29; 2 โครินธ์ 11:3; 1 เปโตร 1:12) มีการแสดงออกทางอารมณ์ (ลูกา 2:13; ยากอบ 2:19; วิวรณ์ 12:17) และเจตนารมณ์ (ลูกา 8:28-31: 2 ทิโมธี 2:26; ยูดา 6) 1:14 ทูตสวรรค์เป็นวิญญาณ (ฮีบรู 1:14) ที่ไม่มีรูปร่าง แต่การไม่มีรูปร่างไม่ได้หมายถึงว่าทูตสวรรค์ไม่มีตัวตน (เช่นเดียวกับพระเจ้า)

ความรอบรู้ของทูตสวรรค์มีความจำกัดเพราะทูตสวรรค์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ซึ่งหมายความว่าเหล่าทูตสวรรค์ไม่ได้รอบรู้ไปหมดทุกอย่างเหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงรอบรู้ ((มัทธิว 24:36)
แต่ดูเหมือนว่าทูตสวรรค์จะมีความรอบรู้มากกว่ามนุษย์ นี่อาจเป็นเพราะสาเหตุสามอย่าง คือ
1) ทูตสวรรค์ถูกสร้างขึ้นมาในจักรวาลให้อยู่ในระดับสูงกว่ามนุษย์ ดังนั้นเหล่าทูตสวรรค์จึงมีความรู้ที่มากกว่าโดยปริยาย
2) ทูตสวรรค์ศึกษาพระคัมภีร์และโลกอย่างละเอียดกว่ามนุษย์มากจึงได้รับสติปัญญาจากการศึกษานั้น (ยากอบ 2:19; วิวรณ์ 12:12)
3) ทูตสวรรค์ได้รับสติปัญญาจากการเฝ้าดูกิจกรรมของมนุษย์มาเป็นเวลาช้านาน ทูตสวรรค์ไม่จำเป็นที่จะต้องศึกษาอดีตเหมือนมนุษย์; ทูตสวรรค์เรียนรู้ประสบการณ์เหล่านั้นมาแล้วจึงรู้ว่าคนอื่น ๆ มีปฏิกิริยาหรือตอบโต้อย่างไรในสถานการณ์นั้น ๆ และสามารถทำนายค่อนข้างจะถูกต้องว่าเราจะมีปฏิกิริยาอย่างไรในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน แม้ว่าทูตสวรรค์จะมีเจตนารมณ์ แต่พวกเขาก็ต้องจำนนต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้าเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่พระองค์ทรงสร้าง ทูตสวรรค์ที่ดีถูกพระเจ้าส่งมาให้ช่วยผู้เชื่อ (ฮีบรู 1:14)

กิจกรรมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือกิจกรรมที่พระคัมภีร์บอกว่าเป็นกิจกรรมของทูตสวรรค์:

ก. สรรเสริญพระเจ้า (สดุดี 148:1,2; อิสยาห์ 6:3)
ข. นมัสการพระเจ้า (ฮีบรู 1:6; วิวรณ์ 5:8-13)
ค. ชื่นชมยินดีในสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ (โยบ 38:6-7)
ง. ปรนนิบัติพระเจ้า (สดุดี 103:20; วิวรณ์ 22:9)
จ. ปรากฏอยู่จำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า (โยบ 1:6; 2:1)
ฉ. เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงใช้ในการพิพากษา (วิวรณ์ 7:1; 8:2)
ช. นำคำตอบสำหรับคำอธิษฐานมาให้ (กิจการ 12:5-10)
ซ. ช่วยในการนำคนมาหาพระคริสต์ (กิจการ 8:26; 10:3)
ฌ. เฝ้าติดตามความเป็นระเบียบเรียบร้อย, การงาน, และความทุกข์ยากของคริสเตียน
ญ. หนุนใจในยามอันตราย (กิจการ 27:23,24)
ฎ. ดูแลผู้ชอบธรรมในยามที่เขาเสียชีวิต (ลูกา 16:22)

ทูตสวรรค์เป็นสิ่งที่ทรงสร้างที่แตกต่างไปจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง มนุษย์ไม่ได้กลายเป็นทูตสวรรค์เมื่อเสียชีวิต ทูตสวรรค์ไม่มีวันและไม่เคยเป็นมนุษย์ พระเจ้าทรงสร้างทูตสวรรค์เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ ไม่มีที่ไหนในพระคัมภีร์ที่กล่าวว่าทูตสวรรค์ถูกสร้างขึ้นมาตามพระฉายของพระเจ้าดังที่ได้ทรงสร้างมนุษย์ (ปฐมกาล 1:26) ทูตสวรรค์เป็นสิ่งมีชีวิตและจิตวิญญาณที่สามารถมีตัวตนได้ในระดับหนึ่ง มนุษย์มีตัวตนและมีจิตวิญญาณ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราสามารถเรียนรู้จากทูตสวรรค์ได้ คือ พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าอย่างทันทีทันใดโดยไม่มีคำถาม

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

คิดอย่างผู้ใหญ่

ผมเอาบทความที่เคยใช้สอนในค่ายอนุชนมาลง เพื่อทบทวนความจำ และเพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลานี้ที่มีบางคนไม่เข้าใจและชอบมาตัดสินว่าเราต้องทำอย่างนี้อย่างนั้น..


คิด..อย่างผู้ใหญ่ (1) : เลิกอาการเด็ก
เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก ใคร่ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย 1 โครินธ์ 13:11

· ส่วนร่างกาย
· ส่วนอารมณ์
· ส่วนสังคม

คิด..อย่างผู้ใหญ่ (2) : คิด..อย่างผู้ใหญ่
ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ความคิดของท่านอย่าให้เป็นอย่างเด็ก ในเรื่องความชั่วร้ายจงเป็นอย่างทารก แต่ฝ่ายความคิดจงให้เป็นอย่างผู้ใหญ่ 1 โครินธ์ 14:20

· เข้าใจอารมณ์ตนเอง
· จัดการกับอารมณ์ตนเองได้
· ผสานอารมณ์ด้วยเหตุผล
· ใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์
· เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น

คิด..อย่างผู้ใหญ่ (3) : จนกว่า.. จะโต
จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์ เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์ เอเฟซัส 4:13-15

Fallibility แปลว่า โอกาสที่จะผิดพลาดได้ ซึ่งย่อมผิดพลาดได้ แนวคิดนี้หมายความว่า ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ไม่สมบูรณ์โดยรากเหง้า ความเข้าใจของเรามีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ ไม่มีใครรู้สัจธรรมโดยสมบูรณ์ เพราะว่าจะมีความแตกต่างกันระหว่างความเป็นจริงกับความเข้าใจอยู่เสมอ

ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น 1 ยอห์น 1:9

คิด..อย่างผู้ใหญ่ (4) : เป็นผู้ใหญ่..ในพระคริสต์
พระองค์นั้นแหละเราประกาศอยู่ โดยเตือนสติทุกคนและสั่งสอนทุกคนให้มีสติปัญญาทุกอย่าง เพื่อจะได้ถวายทุกคนให้เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์ โคโลสี 1:28

คิด..อย่างผู้ใหญ่ (5) : อาหารสำหรับผู้ใหญ่
ถึงแม้ว่าขณะนี้ท่านทั้งหลายควรจะเป็นครูได้แล้ว แต่ท่านก็ต้องให้คนอื่นสอนท่านอีก ในเรื่องหลักธรรมเบื้องต้นแห่งพระวจนะของพระเจ้า ท่านทั้งหลายต้องกินน้ำนมไม่ใช่อาหารแข็ง เพราะว่าทุกคนที่ยังกินน้ำนมนั้น ยังไม่เข้าใจในเรื่องความชอบธรรม เพราะเขายังเป็นผู้เยาว์ อาหารแข็งเป็นอาหารสำหรับผู้ใหญ่ สำหรับผู้ที่ได้รับการฝึกหัดอบรมให้สามารถรู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว ฮีบรู 5:12-14

เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป ยากอบ 4:17

รู้แล้วไม่สอนผู้อื่นต่อ เท่ากับไม่ได้ทำหน้าที่คริสเตียนให้เต็มที่
ไม่รู้แล้วสอนผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นเข้าใจพระคำผิดๆ
ก็หลงทางทั้งผู้สอน ทั้งผู้รับการสอน
ไม่รู้แต่อ้างว่ารู้ แล้วสอนผู้อื่นต่อ อันตรายที่สุด!

คิด..อย่างผู้ใหญ่ (6) : สู่ความเป็นผู้ใหญ่
เหตุฉะนั้นขอให้เราผ่านหลักธรรมเบื้องต้นแห่งคริสตศาสนา ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ไม่วางรากฐานซ้ำอีก คือเรื่องการกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย เรื่องความเชื่อในพระเจ้า ฮีบรู 6:1

สู่ความมีวุฒิภาวะ (Maturity) หมายถึง การพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่
1. พัฒนาจากการพึ่งผู้อื่น (Dependent) ไปสู่ความเป็นอิสระ (Independent)
2. พัฒนาจากความสนุกสนาน (Pleasure) ไปสู่ความเป็นจริง (Reality)
3. พัฒนาจากความไม่รู้ (Ignorance) ไปสู่การมีความรู้ (Knowledge)
4. พัฒนาจากการไม่มีความสามารถ (Incapability) ไปสู่การมีความสามารถ (Capability)
5. พัฒนาจากการสับสนทางเพศ (Diffused) ไปสู่การคบเพื่อนต่างเพศ (Heterosexuality)
6. พัฒนาจากการไร้ศีลธรรมจรรยา (Amoral) ไปสู่ความมีศีลธรรม (Moral)
7. พัฒนาจากยึดตนเองเป็นหลัก (Self-Centered) ไปสู่ยึดผู้อื่นเป็นหลัก (Other-Centered)

เฝ้าเดี่ยวอย่างผู้ใหญ่ (1) : เด็ก กับ ทาส
ข้าพเจ้าหมายความว่า ตราบใดที่ทายาทยังเป็นเด็กอยู่ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับทาสเลย ถึงแม้เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งปวง กาลาเทีย 4:1

เฝ้าเดี่ยวอย่างผู้ใหญ่ (2) : เด็ก เท่ากับ ทาส
ฝ่ายเราก็เหมือนกัน เมื่อเป็นเด็กอยู่ เราก็เป็นทาสของวิญญาณต่างๆ แห่งสากลจักรวาล กาลาเทีย 4:3

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

ทูตสวรรค์ : มีทั้งดี-เลว และน่าชัง


ทูตสวรรค์ประจำตัวของผู้เชื่อจะเป็นฝ่ายดี
แต่บางคนยังไม่เคยรู้เลยว่าตนเองมี
ต่อไปนี้เป็นบทความแปลของ ซู โบห์ลิน (ซึ่งเป็นทัศนะหนึ่ง ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณด้วย และใช้พระคัมภีร์ในการตัดสินว่าอะไรถูกต้อง)

ตอนฉันมีอายุได้ประมาณ 13 ปี ฉันได้เจอกับทูตสวรรค์ ฉันกำลังจะขึ้นไปชั้นบนซึ่งเป็นห้องของฉัน เมื่อฉันกำลังเอื้อมไปที่ราวจับ ในทันใดนั้น ก็มีบางอย่างปัดมือของฉัน ฉันก็เลยหงายหลัง ในระหว่างที่กำลังล่วงลงไปนั้น ฉันก็รู้สึกว่ามีมือที่แข็งแรงผลักดันให้ฉันตั้งตัวตรง ไม่มีใครอยู่ที่นั่น ใช่ ไม่มีใครจริงๆ

เรื่องของทูตสวรรค์ มันน่าหลงใหลเสมอ และในบทความนี้ที่เกี่ยวกับทูตสวรรค์ : มีทั้งดี เลว และความน่าชัง
ทูตสวรรค์ที่ดีก็คือความบริสุทธิ์อย่างหนึ่ง ส่วนทูตสวรรค์ที่เลวก็คือความชั่วร้าย พระคริสตธรรมคัมภีร์เรียกว่า “มาร” หรือ “วิญญาณชั่ว” และทูตสวรรค์ที่น่าชังหรือปิศาจ ก็คือการปลอมตัวเป็นทูตสวรรค์ที่ดี ทูตสวรรค์ที่น่าชังเหล่านี้ได้ล่อลวงคนมากมายที่อยู่ในวัฒนธรรมความเชื่อของแต่ละท้องที่ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า “พวกบูชาเทพเจ้า (ทูตสวรรค์)”

ทูตสวรรค์ที่ดี

ในหนังสือฮีบรูเรียกทูตสวรรค์ว่า “ทูตสวรรค์ทั้งปวง เป็นแต่เพียงวิญญาณผู้ปรนนิบัติ ที่พระองค์ทรงส่งไปช่วยเหลือบรรดาผู้ที่จะได้รับความรอดกระนั้นมิใช่หรือ” (ฮีบรู 1:14)

งานของเหล่าทูตสวรรค์มากมายเกี่ยวกับพวกเรา และงานเหล่านั้นก็สามารถดูได้จากตัวอย่างในพระคัมภีร์เช่นเดียวกับเรื่องเล่าประสบการณ์ในปัจจุบัน

หน้าที่

พระเจ้าทรงใช้ทูตของพระองค์สำหรับงานของพระองค์ ตัวอย่างคือเรื่องทูตสวรรค์ที่นำอาหารมามอบให้กับเอลียาห์ คือขนมปังและน้ำ ในขณะที่เขาหลบหนีจากพระนางเยเซเบล หลังจากได้รับชัยชนะที่เขาคารเมล

“และท่านก็นอนลงหลับอยู่ใต้ต้นซาก ดูเถิด มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาถูกต้องท่าน และพูดกับท่านว่า “ลุกขึ้นรับประทานซี” และท่านก็มองดู ดูเถิด ตรงที่ศีรษะของท่านมีขนมปังที่ปิ้งบนก้อนหินร้อนและ มีไหน้ำลูกหนึ่งท่านก็รับประทานและดื่ม และนอนลงอีก” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:5-6)

ในปี 1944 ซูซี่ แวร์ ภรรยาศิษยาภิบาล ผู้ยากจนคนหนึ่ง และทำงานด้านการประกาศในสวิตเซอร์แลนด์ เธอได้อธิษฐานว่า “พระเจ้า ลูกต้องการมันฝรั่ง 5 ปอนด์ แป้งสำหรับทำขนมปัง 2 ปอนด์ แอปเปิล ลูกแพร์ กระหล่ำดอก แครอท เนื้อลูกวัวทอดทุกๆ วันเสาร์ และเนื้อวัวทุกๆ วันอาทิตย์” ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา มีใครคนหนึ่งเคาะอยู่ที่หน้าประตูบ้าน และเขาเป็นหนุ่มน้อยที่ถือกระจาดของอยู่ในมือ เขากล่าวว่า “คุณนายแวร์ครับ ผมนำของที่คุณต้องการมาให้ครับ” ซึ่งทุกอย่างตรงกับที่เธออธิษฐานทุกอย่าง แม้แต่แป้งสำหรับทำขนมปัง หลังจากนั้นหนุ่มน้อยคนนั้นจากไป ซึ่งแม้แต่อาจารย์แวร์และภรรยา พยายามจะมองไปที่หน้าต่างของบ้านว่าเขาเดินไปทางไหน แต่ชายคนนั้นก็หายไปเฉยๆ ไม่เห็นว่าเขาไป

ผู้ให้คำแนะนำ

บางครั้ง ทูตสวรรค์ก็ให้คำแนะนำ ดังนั้นคนของพระเจ้าจะรู้ว่าอะไรที่เขาต้องทำ ทูตสวรรค์ปรากฏต่อโยเซฟในความฝัน และบอกเขาให้รับมารีย์มาเป็นภรรยาของเขา และตั้งชื่อบุตรว่า เยซู

..แต่เมื่อโยเซฟยังคิดในเรื่องนี้อยู่ ก็มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้า มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า “โยเซฟบุตรดาวิด อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของเจ้าเลย เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิ์ในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ เธอจะประสูติบุตรชาย แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” (มัทธิว 1:20-21)

และอีกเหตุการณ์ที่ทูตสวรรค์ได้แนะนำให้ฟีลิปไปพบกับขันทีชาวเอธิโอเปียเพื่อนำเขามาสู่พระคริสต์
..แต่ทูตองค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้สั่งฟีลิปว่า “จงลุกขึ้น ไปยังทิศใต้ตามทางที่ลงไปจากกรุงเยรูซาเล็มถึงเมืองกาซา” (กิจการ 8:26)

เพื่อนของฉันชื่อ “ลี” มีประสบการณ์ว่าเขาได้รับการแนะนำจากทูตสวรรค์ เมื่อคนอื่นๆ ที่อยู่ในกองทัพถูกเกณฑ์ให้ไปยังพื้นที่สีแดงซึ่งเป็นเขตอันตราย เขาได้อธิษฐานขอความเข้มแข็ง มีผู้ส่งข่าวล่องหนมาหาเขา และบอกให้เขาขยับจากที่ตั้งไปอีก 10 ฟุต “จงอย่ากลัว เจ้าจะไม่ตาย เราจะช่วยท่าน และคุ้มครองท่าน”

ผู้ให้การสนับสนุน, ผู้ช่วยเหลือ

บรรดาทูตสวรรค์ของเรามีอำนาจในการช่วยเหลือ ดังเช่นตัวอย่างของชีวิตเปาโล เมื่อเขา และเพื่อนเดินทางบนเรือได้เผชิญหน้ากับพายุที่รุนแรง และกำลังจะอับปาง ทูตสวรรค์ได้มาปรากฏแก่เขา

..เพราะว่าเมื่อคืนนี้เอง ทูตองค์หนึ่งของพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าได้ปรนนิบัติได้มายืนอยู่ใกล้ข้าพเจ้า ทูตนั้นกล่าวว่า 'เปาโลเอ๋ย อย่ากลัวเลย เจ้าจะต้องเข้าเฝ้าซีซาร์ ส่วนคนทั้งปวงที่อยู่ในเรือกับเจ้านั้น ดูเถิด พระเจ้าจะทรงโปรดให้รอดตาย เพราะอำนวยตามคำเจ้า' (กิจการ 27:23-24)

มีคุณแม่คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ลูกสาวของเธอจะต้องผ่าตัดมะเร็ง ที่นั่นมีนางพยาบาลคนหนึ่งที่สูงมาก เธอไว้ผมยาวถักเปีย ดูทะมัดทะแมง เธอทำงานตลอดทั้งคืน เธอดูแลเด็กหญิงอย่างเข้มแข็ง แต่อ่อนโยน และคุยกับแม่ของเด็กเกี่ยวกับพระเจ้า และสิ่งที่ดีของพระองค์ หลังจากพวกเขากลับไปบ้าน คุณแม่ตัดสินใจเขียนจดหมายขอบคุณสำหรับการดูแลของนางพยาบาล และได้โทรถามโรงพยาบาลว่านางพยาบาลคนนั้นชื่ออะไร แต่ทุกๆ คน หรือแม้แต่หัวหน้าของนางพยาบาล ไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้น หรือผู้หญิงที่มีลักษณะแบบนั้น เธอจึงเชื่อว่าพระเจ้าส่งทูตสวรรค์ที่จะช่วยให้เธอผ่านความกังวลใจในคืนอันมืดมิดคืนนั้นไปได้

ผู้ปกป้อง

ในโลกใบนี้เป็นสถานที่อันตราย และทูตสวรรค์สามารถให้การป้องกันเหนือธรรมชาติได้ ในหนังสือดาเนียลบทที่ 6 ได้กล่าวถึงเรื่องของทูตสวรรค์จะปิดปากสิงโต เมื่อดาเนียลถูกนำเข้าไปในถ้ำของมัน

มีสาวน้อยผู้หนึ่งนามว่า “ไมร่า” เธอทำงานเกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นที่เมืองฟิลลาเดเฟีย มีแก๊งตรงข้ามชอบมาขู่ทำร้ายคนที่ทำงานในนั้น และพวกเขาก็คอยรบกวนไมร่าเป็นประจำ

คืนหนึ่ง เมื่อเธออยู่ตามลำพังในที่ทำงาน เธอต้องออกไปเป็นพยานเรื่องของพระเยซูกับแก๊งวัยรุ่นที่อยู่ตรงข้ามให้ได้ ขณะที่เธอเปิดประตูออก และอธิษฐานขอการปกป้อง

กลุ่มวัยรุ่นพวกนั้นหยุดการตะโกนโวยวายในทันที และมองหน้ากันและกัน หันไปหันมา ไมร่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

หลังจากเหตุการณ์นั้น เจ้าหน้าที่ได้สอบถามแก๊งวัยรุ่นนั้นว่าทำไมพวกเขาถึงไม่รบกวนข่มขู่ไมร่าอีกในคืนนั้น

เด็กหนุ่มคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า “พวกเราไม่กล้ายุ่งกับเธอหรอก แฟนของเธอสูงตั้ง 7 ฟุต” ผู้จัดการจึงถามต่อว่า “ผมไม่ยักรู้ว่าไมร่ามีแฟนแล้ว แต่คืนนั้น เธอทำงานคนเดียวตามลำพัง” คนอื่นๆ ในแก๊งยืนยันว่า “ไม่ๆ เราเห็นเขา เขาอยู่ข้างหลังเธอ ตัวเบ้อเริ่ม และใส่เสื้อสีขาว”

อีกเรื่องหนึ่ง มีผู้หญิงอายุยังน้อยคนหนึ่งเดินกลับบ้านจากที่ทำงานที่บรู๊คลิน เธอต้องเดินผ่านตึกที่มีชายน่ากลัวอยู่ที่นั่น เธอรู้สึกกลัว และอยากผ่านที่นั่นไปเร็วๆ และเธอได้อธิษฐานสำหรับการปกปักรักษา ซึ่งเธอจะปลอดภัยโดยพระเจ้า และเมื่อถึงบริเวณนั้น เธอรู้สึกว่าชายคนนั้นมองดูเธออยู่ แต่เขาไม่ได้ขยับตัว ในช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากเธอกลับถึงบ้าน เธอก็ได้ยินเสียงไซเรนและมองเห็นแสงไฟจากรถตำรวจ

วันถัดไปเพื่อนบ้านของเธอเล่าให้ฟังว่า มีคนถูกข่มขืน ในที่ๆ เธอเดินผ่านมาหลังจากเธอเดินผ่านชายคนนั้น
เธอรู้สึกงงว่าถ้าผู้ชายที่เธอเดินผ่านเมื่อคืนนั้นคือผู้ต้องหาคดีข่มขืน เพราะอะไรเธอจึงรอดมาได้ เธอจึงไปพบตำรวจ และสอบถามเขาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เธอไปดูคนร้าย และถามตำรวจว่า “ทำไม เขาไม่ทำร้ายฉัน ทั้งๆ ที่ฉันดูบอบบางกว่าผู้หญิงคนต่อมาเสียอีก” ตำรวจเองก็อยากรู้เหมือนกัน ตามที่เธอเล่าให้ฟัง จึงไปสอบสวนคนร้าย เขาให้การว่า “ฉันจำเธอได้ ที่ไม่กล้ายุ่งกับเธอ เพราะเธอมากับชายร่างยักษ์ 2 คน ที่เดินขนาบข้างเธออยู่”

ผู้ช่วยเหลือ


บางครั้ง ทูตสวรรค์ได้ให้การช่วยเหลือผู้คนที่ตกอยู่ในอันตราย นั่นคือหน้าที่ของทูตสวรรค์ของพระเจ้า ดังเช่น ชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก ที่ถูกโยนลงในกองเพลิง พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากเปลวไฟ (ดาเนียล บทที่ 3)
เพื่อนของฉันชื่อ “จอห์น” บอกฉันว่า คืนหนึ่ง เขาและเพื่อนกำลังเดินกลับบ้าน มีแก๊งอันธพาลประมาณ 12 ถึง 15 คน เข้ามาขวางพวกเขา จอห์นถูกต่อย 2 ครั้ง และล้มลงกับพื้น เขาคิดว่ากำลังถูกปล้นและถูกทำร้ายร่างกายอีกหลายครั้ง แต่กลับไม่ใช่อย่างที่คิด สิ่งที่ตรงกันข้าม เขาได้ยินเสียงห่างออกไปประมาณ 6 ฟุตว่า “โอเค ๆ เราจะไปแล้ว” เขาเงยหน้าขึ้น และมองเห็นบุรุษลึกลับที่ห่างออกไปประมาณ 25 ฟุต ยืนพิงที่กำแพง แต่ไม่มีแก๊งอันธพาลสักคน พวกเขาหายไปแล้ว และที่นั่นก็ไม่มีใครอีก นอกจากจอห์น

นักรบจากสวรรค์


หน้าที่ของนักรบ(ทูต)สวรรค์ดูจะเป็นวิธีพิเศษ ผู้พยากรณ์เอลีชาอธิษฐานต่อพระเจ้าขอให้พระองค์เปิดตาคนรับใช้ของเขา ดังนั้นเขาจึงสามารถมองเห็นกองทัพเทวทูตที่มีอำนาจของพระเจ้าที่ส่งมาปกป้องพวกเขา

ที่เยอรมัน สมัยพวกนาซีเรืองอำนาจ หญิงคนหนึ่งและลูกน้อยของเธอได้รับการซ่อนตัวโดยกลุ่มแม่ชีที่มีสถานที่ที่ปลอดภัย ในคืนวันหนึ่ง ทุกคนได้อธิษฐานขอการปกป้องจากพระเจ้า แต่เด็กน้อยได้ลืมตาขึ้นก่อนที่จะกล่าวคำว่า “อาเมน” เด็กบอกกับแม่ว่า “เขามาที่นี่ครับ” และชี้ไปที่ช่องทางข้างบนหลังคา เมื่อถูกสอบถามมากๆ เด็กก็อธิบายอีกว่า “เขาเห็นคนมาที่นี่จริงๆ” พยาบาลถามว่า “เธอพูดอะไรของเธอน่ะ” และเด็กก็บอกว่า มองเห็นคนถือโคมไฟไปที่มุมของที่ซ่อน ดังนั้นทุกคนจึงไปหลบซ่อนที่ใต้หลังคา ตามที่เด็กมองเห็นนักรบแห่งสวรรค์ชี้นำไป และทุกคนก็ปลอดภัย

ผู้ปกป้อง

พวกเรามีทูตสวรรค์ผู้ปกป้องคุ้มครองไหม ? แม้คัมภีร์ไบเบิ้ลจะไม่ได้ให้คำตอบอย่างชัดเจนนัก แต่พระเยซูตรัสว่า “จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่ง ด้วยเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ทูตสวรรค์ประจำของเขาเฝ้าอยู่เสมอ ต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์” (มัทธิว 18:10) และในสดุดี 91:11 “เพราะพระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ ของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน”

วันหนึ่ง เมื่อลูกชายของฉันซึ่งยังเป็นเด็กเล็กๆ ขณะที่ฉันอุ้มเขาอยู่ แล้วเขาก็ดันตัวออกจากฉันและหัวทิ่มไปที่กำแพง ไม่มีทางที่ฉันจะช่วยเขาได้ทัน แต่ฉันดูเหมือนมีสิ่งที่อธิบายไม่ได้ว่ามาหยุดเขาไว้เพียงแค่นิ้วเดียวก่อนถึงกำแพงนั้น แล้วเขาก็หล่นลงที่พรมอย่างนุ่มนวล ฉันรู้สึกเลยว่านั่นคือมือของทูตสวรรค์ที่เป็นนวมกันชนของเขา

นี่เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยของพันๆ เรื่องที่เกี่ยวกับทูตสวรรค์ผู้ที่ให้การคุ้มครอง และช่วยชีวิตคน ทั้งเป็นคริสเตียนและไม่เป็นคริสเตียน แต่คำถามของคนขี้สงสัยก็คงยังมีอยู่ เช่นทูตสวรรค์อยู่ที่ไหนเมื่อเด็กผู้หญิงถูกข่มขืน และคนขับรถเมาเหล้าชนเข้ากับรถยนต์ของวัยรุ่น และคนร้ายระเบิดตึกที่มีคนบริสุทธิ์อยู่เป็นร้อย?

ทูตสวรรค์ยังคงอยู่ที่นั่น ทำหน้าที่เกี่ยวกับความบาดเจ็บ และความตาย เราไม่รู้ถึงบทบาทที่แท้จริงของทูตสวรรค์ในท่ามกลางบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัว เพราะว่างานของพวกไม่ปรากฏให้เห็น และไร้ซึ่งความรู้สึก

เบื้องหลังคำถามที่ว่า “ทูตสวรรค์อยู่ที่ไหน?” เป็นปัญหาที่ตอบยากมาก เพราะพระเจ้าแสนดีทำไมจึงอนุญาตทำให้มีความเจ็บปวด และความทุกข์ ในหนังสือโยบ ได้แสดงถึงสิ่งสำคัญอยู่ 2 เรื่อง ที่เกี่ยวกับความเจ็บปวด

สิ่งแรก คือ เมื่อเภทภัย และความทุกข์โจมตีพวกเราในทุกเรื่องที่เราปกครองดูแลอยู่ นั่นอาจจะมีบางสิ่งที่สำคัญ และใหญ่กว่าอยู่ในโลกของจิตวิญญาณที่มองไม่เห็น

สอง พระเจ้าไม่เคยให้คำตอบกับโยบเมื่อเขาร้องถามที่จะรู้เหตุผลว่า “ทำไม” พระองค์เพียงตอบว่า “เราคือพระเจ้า ทางของเรา เจ้าไม่สามารถเข้าใจ เจ้าต้องไว้วางใจในเรา เพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร” ข้อเท็จจริงก็คือพระเจ้าควบคุมทุกอย่าง พระองค์อนุญาตให้ความเจ็บปวด และความทุกข์ เป็นเหตุไปสู่การความสุขสมบูรณ์ เราต้องจำไว้ว่าเมื่อดูเหมือนว่าทูตสวรรค์ละทิ้งพวกเรา ไม่มีเพราะพวกเขาละทิ้ง แต่เพราะพระเจ้าอนุญาต

ทูตสวรรค์เลว

เมื่อมีทูตสวรรค์ที่ดี ย่อมมีทูตสวรรค์ที่เลว เมื่อแรกเริ่มพวกเขาถูกสร้างเป็นทูตสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ แต่ประมาณหนึ่งในสามของพวกเขา ทำการกบฏต่อต้านพระเจ้า และตกจากตำแหน่งของพวกเขา

ซาตาน เป็นผู้นำของเหล่าปิศาจ หรือ ทูตสวรรค์ที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นผู้กล่าวเท็จ ฆาตกร และขโมย (ยอห์น 10:10) เขาเกลียดพระเจ้า และเขาเกลียดอย่างแรงกับคนของพระเจ้า พระคัมภีร์บอกเราว่า มันเที่ยวหาหาเหยื่อเหมือนสิงโตคำรามที่หาเหยื่อมากัดกิน (1 เปโตร 5:8) เราต้องจำไว้ว่าซาตานและสมุนของมัน มีอำนาจเหนือธรรมชาติเช่นกัน และซาตานปลอมตัวเองเป็นทูตสวรรค์แห่งแสงสว่าง (2 โครินธ์ 11:14)

การปลอมตัวเป็นทูตสวรรค์ที่ดี ซึ่งเบื้องหลังคือทูตสวรรค์เลวแฝงตัวอยู่ในวัฒนธรรมความเชื่อของพวกเรา ขณะที่มีหนังสือคริสเตียนที่น่ามหัศจรรย์หลายเล่ม เล่าเรื่องของทูตสวรรค์ที่ดี การช่วยเหลือผู้คน

มีหนังสือมากมาย ทั้งหนังสือพิมพ์ และการสัมนา ได้เปิดเผยงานของมาร ความหลอกลวงชนิดที่น่าเกลียดที่สุด เพราะว่าเมื่อคุณเริ่มต้นพูดคุยทูตสวรรค์ มันจะจบลงด้วยการกับมารร้าย

ทูตสวรรค์ที่น่าชัง

ศัตรูฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเราใช้เทคนิคการบิดเบือนซึ่งเป็นวิธีเก่าแก่ การสนใจในทูตสวรรค์จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะไม่มีการสอน และไม่มีใครเคยเห็น ลัทธิติดต่อทูตสวรรค์จึงกลายเป็นเรื่องของพวกนิวเอจ (New Age) ซึ่งเป็นความเชื่อโบราณของลัทธิบูชาเทพเจ้า ลัทธิ Pantheism จะมีความเชื่อในทุกสิ่ง พระเจ้าไม่มีตัวตนเช่นเดียวกับทุกส่วนที่ทรงสร้าง เป็นหนึ่งเดียวกันที่ยิ่งใหญ่ ทั้งหมดคือหนึ่งเดียว พระเจ้าคือหนึ่งเดียว พวกเราคือพระเจ้า และปรัชญานิวเอจจึงหวนกลับมาอีกครั้ง

คุณคงรู้ว่ารอบๆ ตัวคุณมีทูตสวรรค์ที่น่าชัง หรือวิญญาณชั่ว ตบตาเราเหมือนทูตสวรรค์จริงๆ เมื่อคุณได้อ่านเรื่องราวดังต่อไปนี้

1. การติดต่อกับทูตสวรรค์
ตอนนี้มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ถามทูตสวรรค์ของคุณ” และ “100 วิธีที่จะดึงดูดทูตสวรรค์” แต่ในพระคัมภีร์ไม่เคยบอกเรื่องการติดต่อทูตสวรรค์มาก่อน เมื่อผู้คนเริ่มติดต่อกับทูตสวรรค์ นั่นไม่ใช่ทูตสวรรค์ที่ดีที่ให้คำตอบ แต่เป็นวิญญาณชั่วที่ปลอมมา โดยพวกมันเองเปิดเผยตัวว่าเป็นทูตสวรรค์ที่ดี คนที่ไม่รู้จะบอกความแตกต่างอย่างไร

2. การรักทูตสวรรค์ของเรา การอธิษฐานกับทูตสวรรค์ของเรา
บางคนเชื่อว่า “ทูตสวรรค์ผู้เชี่ยวชาญ” พวกชาวลัทธิบอกว่าพวกเขารักทูตสวรรค์ของพวกเขา และสามารถเรียกมาช่วยให้มีสุขภาพดี ช่วยเยียวยารักษา ช่วยให้เจริญ และช่วยแนะนำ

แต่ทูตสวรรค์คือผู้รับใช้ของพระเจ้า และทั้งหมดนี้มาพร้อมกับความสำคัญและสง่าราศีแด่พระเจ้า ไม่ใช่คนรับใช้ของพระองค์ พระเจ้าตรัสว่า “เราคือเยโฮวาห์ นั่นเป็นนามของเรา สง่าราศีของเรา เรามิได้ให้แก่ผู้อื่น หรือให้คำที่สรรเสริญเราแก่รูปแกะสลัก” (อิสยาห์ 42:8) พระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึงการรักทูตสวรรค์ แต่ให้รักพระองค์เท่านั้น รวมทั้งพระคำของพระองค์ และผู้คน (เพื่อนบ้าน) และก็ไม่เคยบอกพวกเราที่จะอธิษฐานอ้อนวอนต่อทูตสวรรค์ นอกจากพระองค์เท่านั้น

3. วิธีการ ความรู้ หรือความเข้าใจแจ่มแจ้งจากทูตสวรรค์ผู้สอนเรื่องทูตสวรรค์บางคนกำลังประกาศว่าทูตสวรรค์กำลังพยายามอย่างหนักที่จะติดต่อพวกเรา ดังนั้นเราจึงสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณนั้นได้ ความรู้ทูตสวรรค์ คือการผสมผสานเรื่องของความจริงและโกหก และไม่เคยอยู่บนพื้นฐานความจริงของพระคัมภีร์

มีทูตสวรรค์อยู่ 4 นามที่ถูกอ้างถึงในวรรณกรรมที่เกี่ยวกับทูตสวรรค์ เช่น มีคาเอล กาบรีเอล ยูรีเอล และราฟาเอล มีคาเอล และกาบรีเอลเป็นทูตสวรรค์ที่ถูกพูดถึงในพระคัมภีร์ชัดๆ แต่อีก 2 ชื่อมาจากหนังสือเล่มแรกของเอโนค (อะโพรคาฟา) ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวอันแปลกประหลาดของทูตสวรรค์ทั้งสี่

“อปอลลิโยน (APOLLYON)” ก็เป็นทูตสวรรค์แห่งบาดาลอยู่ในวิวรณ์บทที่ 9 ข้อ 11 และซาตาน ก็คือทูตสวรรค์ที่ไม่ดีตกจากการเป็นทูตสวรรค์ ผู้ที่สอนเรื่องทูตสวรรค์ตามความเป็นจริงจะต้องแนะนำวิธีการของมารด้วย

4. ความรู้พิเศษ หรือการสอนจากทูตสวรรค์

นาโอมี อัลไบรท์ (Naomi Albright) ได้สอนความหมายที่ลึกซึ้งของสี และหมายเลข และลำดับตัวอักษร ซึ่งเธอการเรียกว่า “ความรู้ที่มาจากเบื้องบน และนำมาแสดงรายละเอียดมากมายโดยหัวหน้าเทวทูตชั้นสูง” สิ่งที่นางอัลไบรท์บอกเล่านั้น ก็เพื่อที่จะเน้นการสอนสิ่งสำคัญคือ สิ่งแรก พระเจ้ารับรองศาสนาทั้งหมด และสอง มีการสร้างหลักการใหม่

คำสอนทั้งสองนี้ แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของพวกนิวเอจเกี่ยวกับทูตสวรรค์ ซึ่งจะสนับสนุนความเชื่อจอมปลอม ซึ่งสิ่งนั้นเป็นเมล็ดพันธุ์จากนรก โดยวิญญาณชั่วกำลังเลี้ยงดูความเชื่อนี้ในคำสอนจากครูเหล่านั้น

การสอนเรื่องทูตสวรรค์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิบูชาเทพเจ้า ผู้เรียนรู้สามารถแบ่งจากส่วนอื่นๆโดยเข้าสู้ความลึกซึ้งเกี่ยวกับความรู้ที่ทูตสวรรค์มอบให้ และในที่สุด ผู้ปฏิบัติจะติดต่อกับทูตสวรรค์ได้หรือได้พบกับทูตสวรรค์ที่ส่องแสง (ซึ่งอาจจะกลายเป็นมารทีหลัง)

พวกเราต้องจำไว้ว่า ทูตสวรรค์ของพระเจ้าไม่ใช่ครู พระคำของพระเจ้าบอกกับเราว่า พวกเขาคือผู้ส่งข่าว พระเจ้าได้แสดงทุกสิ่งให้พวกเรารู้ว่าเราต้องการสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตและความเชื่อ

“ด้วยเห็นแล้วว่าฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ได้ให้สิ่งสารพัดแก่เราที่จะให้มีชีวิตและทางที่เป็นอย่างพระเจ้า โดยรู้จักพระองค์ผู้ได้ทรงเรียกเราให้ถึงสง่าราศีและคุณธรรม” (2 เปโตร 1:3)

5. มนุษย์มาจากพระเจ้าข้อมูลเกี่ยวกับทูตสวรรค์น่าชัง มักจะกล่าว่า เราเป็นหนึ่งกับสวรรค์ พวกเราบริสุทธิ์ พวกเราคือพระเจ้า ในหนังสือเรื่องทูตสวรรค์ ของคาเรนโกลแมน (Karen Goldman) เป็นหนังสือคู่มือสำหรับการรู้จักทูตสวรรค์ เธอชอบพูดว่า “ทูตสวรรค์ต้องไม่ตกจากท้องฟ้า พวกเขาจะปรากฏขึ้นจากภายในใจ และวัตถุประสงค์ในชีวิต คือการรู้จักทูตสวรรค์ของตัวเอง ในหนทางนี้ที่พวกเราจะพบว่ามันเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ถูกต้อง"

การติดต่อแบบนี้ อาจเป็นช่องสัญญาณจากมารที่วางท่าเหมือนอย่างทูตสวรรค์ที่มีนามว่า “DAEPHRENOCLES” “แสงมหัศจรรย์จากทูตสวรรค์ จากพระเจ้าไปถึงเทวทูต ไปถึงจิตวิญญาณธรรมชาติ นำทุกสิ่งมาถึงคุณ คุณจะรู้สึกได้ถึงความปลาบปลื้มจากสวรรค์ คุณบริสุทธิ์แล้วตอนนี้”

หนังสือหลายเล่มที่อ้างอิงถึงทูตสวรรค์ยืนยันว่า “ทูตสวรรค์อยู่ภายใน” แต่จริงๆ แล้ว ทูตสวรรค์คือส่วนที่แยกออกจากการทรงสร้าง พวกเขาถูกสร้างก่อนมนุษย์ เป็นชนิดที่แตกต่างกัน พวกเขาไม่ได้อยู่ภายในตัวเรา

แม้แต่ในภาพยนตร์เรื่อง "It's a Wonderful Life (มันเป็นชีวิตที่น่ามหัศจรรย์)" ก็นำเสนอว่า เมื่อพวกเราได้ยินกระดิ่งส่งเสียง (กรุ๊งกริ๊ง) นั่นคือเสียงปีกของทูตสวรรค์ หรือไม่ก็คนทำสิ่งที่ดีอย่างจริงจังก็จะได้เป็นทูตสวรรค์เมื่อพวกเขาตาย (ความเชื่อแบบฮินดู และพุทธ) พวกเราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ทูตสวรรค์ และอย่างแน่นอน ไม่ใช่พระเจ้าด้วย อะไรคือความต้องการในลัทธิที่จะตอบสนองเรื่องทูตสวรรค์เพี้ยนๆ มาจากการทรงสร้างของพระคำพระเจ้า