ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้
วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
บรรยายโลกร้อนที่เขตบางเขน
วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
คัมภีร์โตราห์ กับคู่มือเบญจบรรณ
บรรยากาศงาน 61 ปีอิสราเอล
อาหารยิวที่บางคนไม่คุ้น แต่ก็กินได้ ส่วนตัวผมชอบที่ความแปลกและรสชาติกินได้หมดกล่อง
วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
หลังหนัง Angels & Demons จบ คริสเตียนเตรียมตอบคำถาม?
- คริสเตียนสั่งฆ่านักวิทยาศาสตร์จริงหรือ?
- สมาคม "อิลลูมินาติ" คืออะไร และยังมีอยู่หรือเปล่า?
- วาติกันยังปิดบังเรื่องอะไรเอาไว้อีก?
- "เซิร์น" สร้างอนุภาคอย่างนั้นได้จริงเหรอ?
และคำถามอีกมากมายที่คริสเตียนจะถูกตั้งคำถาม และตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าหนังบอกอะไรกับคนดู สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ คนดูจะเชื่อทุกอย่างที่หนังบอก จึงตั้งคำถามอย่างนั้น และคิดว่าคริสเตียนรู้ หรือเก็บความลับนั้นอยู่ ซึ่งเรื่องแบบนี้มันเกิดมานานแล้วกว่า 300 ปี และเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงด้านความคิดทางวิทยาศาสตร์
มียุคหนึ่งที่ประชาชนในยุโรปตื่นกลัวเรื่องแม่มด เพราะอิทธิพลด้านการสื่อสารที่อ่อนแอ วิทยาศาสตร์ที่ยังไม่เติบโต ตำนานไสยเวทยังพอมีอยู่ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอุบายเพื่อกำจัดคนที่คิดต่าง โดยยัดข้อหาแม่มดพ่อมด และมีข้อพระคัมภีร์สนุบสนุน ซึ่งทำให้มีหลายคนที่พฤติกรรมต่างออกไปถูกกำจัด โดยการทรมาน และเผาทั้งเป็น ในยุคของกาลิเลโอนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนเช่นกัน สิ่งที่เขาสนับสนุนมาจากการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาด้วย
โคเปอร์นิคัส เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นโปรเตสแตนท์ สิ่งที่เขาคิด คาทอลิกย่อมไม่ชอบ และเห็นต่าง แต่กาลิเลโอซึ่งเป็นคนที่รับค่าแรงจากวาติกันไปสนับสนุนความคิดนั้น ย่อมขัดแย้งเป็นธรรมดา จึงถูกสั่งให้กักบริเวณเขา ประวัติศาสตร์ที่บิดเบียนบอกว่าสั่งประหารชีวิตก็มี
รายละเอียดยังมีอีกมาก ไว้จะมาเล่าต่ออีกที
แนะนำหนังใหม่ (VCD)
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ร่วมฉลอง 61 ปีอิสราเอล
MGF ออกร้านที่งานคองเกรส 7
วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
บทเรียนจากผู้วินิจฉัย บทที่ 7 เรื่องกิเดโอน กับทหารแค่ 300
(1) เยรุบบาอัล (คือกิเดโอน) และคนที่อยู่กับท่านก็ลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ไปตั้งค่ายอยู่ที่ริมน้ำพุฮาโรด ฝ่ายค่ายของพวกมีเดียนอยู่ทางเหนือของเขา อยู่ในหุบเขาที่ภูเขาโมเรห์
(2) พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า "คนที่อยู่กับเจ้ายังมีมาก เกินที่เราจะมอบคนมีเดียนไว้ในมือของเขา เกรงว่าอิสราเอลจะทะนงตัวต่อเรา โดยกล่าวว่า "มือของเราเองได้กู้เราไว้"
(3) เพราะฉะนั้นจงประกาศให้เข้าหูคนทั้งปวงว่า 'ผู้ใดที่กลัวและสั่นเทิ้มอยู่ ก็ให้ผู้นั้นกลับเสียและไปจากภูเขากิเลอาด' " และมีคนกลับไปสองหมื่นสองพันคน และยังเหลืออยู่หนึ่งหมื่นคน
(4) พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า "ประชาชนยังมากอยู่จงพาเขาลงไปที่น้ำ และเราจะทำการทดสอบเขาให้เจ้าที่นั่น ผู้ที่เราจะบอกเจ้าว่า 'ให้คนนี้ไปกับเจ้า' ผู้นั้นต้องไปกับเจ้า ผู้ที่เราบอกว่า 'คนนี้อย่าให้ไป' ผู้นั้นไม่ต้องไป"
(5) ท่านจึงพาประชาชนลงไปที่น้ำ พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า "ทุกคนที่ใช้ลิ้นเลียน้ำดังสุนัข จงรวมเขาไว้พวกหนึ่ง ทุกคนที่คุกเข่าลงดื่มน้ำจงรวมไว้อีกพวกหนึ่งดุจกัน"
(6) จำนวนคนที่ใช้มือวักน้ำขึ้นเลียมีสามร้อยคน แต่ประชาชนนอกนั้นคุกเข่าลงดื่มน้ำ
(7) พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า "เราจะช่วยกู้เจ้าทั้งหลายด้วยจำนวนคนสามร้อย ที่เลียน้ำนั้น และมอบคนมีเดียนไว้ในมือของเจ้า นอกนั้นให้กลับไปบ้านเมืองของตนทุกคน"
(8) ประชาชนจึงถือเสบียงและเขาสัตว์ไว้ และท่านสั่งให้อิสราเอลกลับไปยังเต็นท์ของตนทุกคน แต่ให้สามร้อยคนนั้นอยู่ และค่ายของมีเดียนก็อยู่ข้างล่างท่านในหุบเขา
คำพยานเรื่องทูตสวรรค์
ด้านแรกก็คือ ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากคนบางกลุ่ม บางทัศนะ บางความเชื่อที่แตกต่าง ซึ่งก็คงผ่านไป เพราะเราทำอย่างถูกต้อง และเชื่อในพระเจ้า
อีกด้าน คือ ได้รับการรองรับว่าสิ่งนี้เป็นจริง ซึ่งมาจากผู้มีประสบการณ์จริง และได้พบอีกทั้งยังพิสูจน์ด้วยตัวเขาเอง
คำพยานเรื่องนี้จึงมีหลากหลายรูปแบบ นับตั้งแต่ ขอทูตสวรรค์มาช่วยดูแลพ่อของเขา จนพ่อรับเชื่อในพระเจ้า หรือเรียกมาทั้ง 72 ชื่อ จนเกิดปรากฏการณ์ประหลาด และรู้ว่าไม่ควรเรียกมาเฉยๆ อีกบางท่านยังใช้ไปตรวจสอบวันเดือนของโบสถ์ และพบลักษณะของโบสถ์ (หมายถึงนิสัยของผู้คนหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน) บางท่านสามารถนำวิธีการไปใช้และเกิดผล และค้นหาวิธีการได้ด้วยตนเอง จนกระทั่งเกิดประโยชน์
ทำให้รู้ว่าสิ่งนี้ ไม่ใช่ทุกคนสามารถรับได้ และมีเพียงน้อยคนนักที่จะเข้าใจ เฉกเช่นเดียวกับบุคคลในพระคัมภีร์ ผู้พยากรณ์ในอดีต การต่อต้านและมองเห็นต่างกัน จึงเป็นเรื่องที่ย่อมเกิดขึ้นได้ และจะเกิดขึ้นอีก
คำพูดของพี่น้องที่เอ่ยมาว่า "คนที่มีหัวใจและเข้าใจเรื่องอิสราเอล และยุคสุดท้ายเท่านั้น ถึงจะเข้าใจเรื่องทูตสวรรค์"!
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ศาสนศาสตร์เรื่องทูตสวรรค์
ซึ่งขอคัดลอกมาให้อ่านกัน สำหรับบางท่านอาจจะไม่คุ้นเคยการศึกษาเรื่องทูตสวรรค์ เพราะบางโบสถ์ไม่ได้สอนกันด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เชิญอ่านได้เลยครับ.. คิดลอกมาจากหน้า 181-182...
เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เราควรจะศึกษาหลักคำสอนเรื่องทูตสวรรค์ต่อจากเรื่องพระเจ้า เพราะว่าทูตสวรรค์เป็นผู้รับใช้พระเจ้าในราชกิจการทรงจัดเตรียมของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ไม่น้อยเลย แต่โดยทั่วไปแล้วเรื่องทูตสวรรค์กลับถูกละเลยมากในสมัยนี้ จนบางคนเกือบปฏิเสธเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะสาเหตุหลายประการด้วยกัน
ประการแรก พวกไญยนิยม (Gnostic) มักจะนมัสการทูตสวรรค์ (คส.2:18)
ต่อมาก็มีความคิดเพ้อเจ้อแบบสคอลาสซิซึม (Scholasticism) ซึ่งเป็นปรัชญาระบบหนึ่งที่สอนกันในสมัยกลาง
ในยุคหลังๆ มีความเชื่อเกี่ยวกับพ่อมดหมอผีมากเกินไป
และประการสุดท้ายการนมัสการภูติผีปีศาจและลัทธิซาตานเพิ่มขึ้นมากมายในสมัยของเรา
แต่เราก็มีเหตุผลหลายประการสนับสนุนความเชื่อในเรื่องทูตสวรรค์ กล่าวคือ
(1) เรื่องทูตสวรรค์มีจริง และงานทูตสวรรค์ มีสอนมากมายในพระคัมภีร์ พระเยซูเองทรงกล่าวถึงเรื่องนี้ไม่น้อยเลย และเราไม่ควรเมินเฉยต่อคำสอนของพระองค์โดยถือว่ารู้ดีกว่าพระองค์
(2) หลักฐานจากปรากฏการณ์ที่มีผีสิง ผีรบกวน และการบูชาภูติผีปีศาจเป็นข้อสนับสนุนว่าทูตสวรรค์มีจริง เปาโลเองถือว่าการไหว้รูปเคารพเป็นการนมัสการผี (1 โครินธ์ 10:20-21) ในวาระสุดท้ายการไหว้รูปเคารพและการถือภูติผีปีศาจจะยิ่งแพร่หลายมากยิ่งขึ้น (วิวรณ์ 9:20-21)
(3) ความสนใจในเรื่องคนทรง และการติดต่อกับคนที่ตายแล้ว ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจคำสอนเรื่องทูตสวรรค์มากยิ่งขึ้น พระคัมภีร์ห้ามเล่นไสยศาสตร์ การทรงผี และการใช้เวทมนตร์คาถา (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:10-12, อิสยาห์ 8:19-20) และสิ่งเหล่านี้จะทวีขึ้นในวาระสุดท้ายเช่นกัน (1 ทิโมธี 4:1)
และ (4) เราต้องเข้าใจงานของซาตานและวิญญาณชั่วที่ขัดขวางงานของพระเจ้าในจิตใจของเราและในโลกนี้ทั่วไป เพื่อเราจะเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับมันในอนาคตได้ และเพื่อจะมีความแน่ใจว่า ในไม่ช้ามันจะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ (ปฐมกาล 3:15, โรม 16:20, วิวรณ์ 12:7, 20:1-10)
เราจะแบ่งเรื่องทูตสวรรค์ออกเป็นสองภาค คือ
(1) ต้นกำเนิด ลักษณะ การล้มลงในบาป และประเภทต่างๆ ของทูตสวรรค์
(2) งานและจุดจบของทูตสวรรค์
วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552
ทูตสวรรค์และกำเนิดซาตาน
ศจ.ดร. สุรศักดิ์ กิติเรืองแสง
BIT Delivery 2008 ครั้งที่ 5 คริสตจักรสะพานเหลือง
เรื่อง ทูตสวรรค์และกำเนิดซาตาน
เมื่อวันที่ 30/11/2008
สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์
ต้นกำเนิดของทูตสวรรค์
ทูตสวรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งทรงสร้าง (สดุดี 148:2-5)
ความเข้าใจของชาวยิว ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจากพระเจ้าทั้งหมด แม้ว่าพระคัมภีร์จะไม่ได้กล่าวชัดเจนว่าทูตสวรรค์ถูกสร้างเมื่อไร แต่ในโยบ 38:4-7 ได้บอกไว้ว่าน่าจะมีทูตสวรรค์อยู่ก่อนที่โลกจะถูกสร้าง
ลักษณะของทูตสวรรค์
ทูตสวรรค์ คือ สิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ มีความฉลาด มีอารมณ์ และเจตนารมณ์
ความฉลาด (มัทธิว 8:29; 2โครินธ์ 11:3; 1เปโตร 1:12)
มีการแสดงออกทางอารมณ์ (ลูกา 2:13; ยากอบ 2:19; วิวรณ์ 12:17)
เจตนารมณ์ (ลูกา 8:28-31; 2ทิโมธี 2:26; ยูดา 6)
จากพระคัมภีร์บางตอน ได้กล่าวว่า ทูตสวรรค์สามารถปรากฎเป็นลักษณะเหมือนคนได้
ทูตสวรรค์มีทั้งดีและชั่วร้าย
ทางคาทอลิก เชื้อว่าทูตสวรรค์แบ่งออกเป็น 9 ชั้น
a. ทูตสวรรค์ไม่ใช่มนุษย์ที่รับพระสิริ
มนุษย์เราถูกสร้างมาตามพระฉายาของพระเจ้า และเราก็แสดงออกถึงลักษณะของพระเจ้า แต่เราไม่ได้เป้นพระเจ้ามนุษย์กับทูตสวรรค์ต่างกัน
เป็นวิญญาณ (ฮีบรู 1:14) ไม่มีรูปร่าง แต่มีตัวตน
"ทูตสวรรค์ทั้งปวง เป็นเพียงวิญญาณที่รับใช้พระเจ้า ที่ทรงส่งไปปรนนิบัติบรรดาคนที่จะได้รับความรอดไม่ใช่หรือ?" (ฮีบรู 1:14 ThaiTSV2002)
เราทุกคน น่าจะมีประสบการณ์ที่ได้รับการคุ้มครอง ได้รับการช่วยเหลือจากทูตสวรรค์ แม้ว่าเราจะไม่เห็นก็ตาม เพราะพระเจ้าทรงให้ทูตสวรรค์คอยดูแลปกป้องช่วยเหลือเรา
บางครั้งก็สามารถปรากฎเป็นลักษณะบุคคลได้
c. เป็นหมู่เหล่า ไม่ใช่เผ่าพันธุ์
สดุดี 148:2 ทูตสวรรค์เป็นกอง แต่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์
ลูกา 20:34-36 ไม่มีการสมรส ไม่มีการตาย
ในภาษากรีก คำว่าทูตสวรรค์ เป็นนามเพศชาย แต่จริงๆ แล้วไม่มีเพศ
d. มีปัญญาสูงกว่าปัญญามนุษย์ แต่ไม่สัพพัญญู
ในศตวรรษที่ 1 รวมถึงพระธรรมโคโลสี ได้บอกว่ามีคนบางกลุ่ม ที่นมัสการทูตสวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
แต่ดูเหมือนว่าทูตสวรรค์จะมีความรอบรู้มากกว่ามนุษย์ (2ซามูเอล 14:20)
ปัญญาของทูตสวรค์นั้นสูงกว่าของมนุษย์ เนื่องจากสาเหตุ 3 อย่าง
1. ถูกสร้างขึ้นมาในจักรวาลให้อยู่ในระดับที่สูงกว่ามนุษย์
2. ศึกษาพระคัมภีร์และโลกอย่างละเอียดมากกว่ามนุษย์มาก (ยากอบ 2:19; วิวรณ์ 12:12)
3. ได้รับสติปัญญาจากการเฝ้าดูกิจกรรมของมนุษย์มาเป็นเวลาช้านาน จึงไม่ต้องศึกษาอดีตเหมือนมนุษย์ เรียนรู้ประสบการณ์เหล่านั้นมาแล้วจึงรู้ว่าคนอื่น ๆ มีปฏิกิริยาหรือตอบโต้
e. มีพลังมากกว่ามนุษย์ แต่ไม่ได้มีฤทธานุภาพสูงสุด
2เปโตร 2:11 ฤทธานุภาพเหนือกว่ามนุษย์
เช่น ช่วยออกจากคุก (กิจการ 5:19; 12:7
กลิ้งก้อนหินออกจากอุโมงค์ (มัทธิว 28:2)
พลังจำกัด (วิวรณ์ 12:7)
f. มีภาวะสูงกว่ามนุษย์ แต่ไม่ได้อยู่ทุกหนทุกแห่ง
ไม่สามารถอยู่ต่างสถานที่ในเวลาเดียวกันได้
ประเภทของทูตสวรรค์
ทูตสวรรค์ดี
1. เหล่าทูตสวรรค์ การใช้คำในภาษากรีก มีความหมายถึง ผู้สื่อข่าว ที่จะเป็นมนุษย์หรือทูตสวรรค์ก็ได้
พระเยซูก็เคยกล่าวถึงกองของทูตสวรรค์ (มัทธิว 26:53)
ทูตสวรรค์มากมายเหลือคณานับ เป็นโกษ ๆ แสน ๆ
"แต่ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านทั้งหลายมาถึงภูเขาศิโยน และมาถึงนครของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ คือนครเยรูซาเล็มแห่งสวรรค์ และมาถึงที่ชุมนุมรื่นเริงของทูตสวรรค์มากมายเหลือที่จะนับได้" (ฮีบรู 12:22 ThaiTSV2002)
2. พวกเครูบ อาจมีความหมายว่า ปกคลุม หรือพิทักษ์รักษา เช่น ปฐมกาล 3:24; 2พงศ์กษัตริย์ 19:15
"พระองค์ทรงขับไล่ชายนั้นออกไป และทรงตั้งเหล่าเครูบ(หมายถึง ทูตสวรรค์จำพวกหนึ่ง) ทางด้านทิศตะวันออกของสวนเอเดน และตั้งดาบเพลิงอันหนึ่งที่หมุน ได้ไว้เฝ้าทางที่จะไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตนั้น" (ปฐมกาล 3:24 ThaiTSV2006)
11ชื่อแม่น้ำสายที่หนึ่งคือปิโชน เป็นแม่น้ำที่ไหลรอบแผ่นดินฮาวิลาห์ทั้งหมด ที่มีแร่ทองคำ 12ทองคำที่บริเวณนั้นเป็นทองคำเนื้อดี และมียางไม้ตะคร้ำ(ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งที่มียางไม้สีเหลือง ใส และมีกลิ่นหอม) และโมรา 13ชื่อแม่น้ำสายที่สองคือกิโฮน ไหลรอบแผ่นดินคูชทั้งหมด
เครูปได้บังไว้ ไม่ให้มนุษย์เห็น เช่นเดียวกับหีบพันธสัญญา
3. เสราฟิม ใน 1ซามูเอล 4:4; สดุดี 80:1; สดุดี 80:1; 99:1 พระเจ้าทรงประทับเหนือพวกเครูบ
อิสยาห์ 6:2,6 เสราฟินยืนอยู่เหนือพระองค์ เป็นพวกที่นำนัสการในสวรรค์ งานของพวกนี้เกี่ยวข้องกับการนมัสการและความบริสุทธิ์
4. สิ่งมีชีวิต ภาษาไทยแปลว่า สัตว์ (วิวรณ์ 4:6-9) น่าจะเป็นทูตอีกพวกหนึ่ง
สัตว์ 4 ตัวนี้ บางครั้งก็แปลว่ารวมถึงพระคัมภีร์ 4 เล่ม ได้แก่
มัทธิว อธิบายพระเยซู ผู้ซึ่งเป็นสิงห์แห่งยูดาห์ คือเป็นกษัตยิ์
มาระโก อธิบายพระเยซูผู้รับใช้
ลูกา อธิบายถึงพระเยซูผู้เป็นบุตรมนุษย์
ยอห์น อธิบายพระเยซูผู้ซึ่งเป็นพระวาทะทีได้บังเกิดเป็นมนุษย์
5. อัครเทวทูตาธิบดี มีเพียง 2 ครั้ง คือ ยูดาห์ 9 และ 1เธสะโลนิกา 4:16
ทูตผู้มีฤทธิ์ 7 องค์ คือ อูรีเอล ราฟาเอล รากูเอล มีคาเอล ซารีเอล กาเบรียล และ เรมีเอล (ชื่อจะลงท้ายด้วย "เอล" หรือ "el" เนื่องจากทูตสวรรค์เป็นทูตของพระเจ้า) ชื่อเหล่านี้บางชื่อจะอยู่ในส่วนของอธิกธรรม
6. ผู้พิทักษ์ ดาเนียล 4:13 ผู้พิทักษ์องค์บริสุทธิ์
7. บุตรของพระเจ้า
ในพระคัมภีร์ไทยแปลได้ว่า บรรดาเทพบุตร และอาจหมายถึงบุตรชายของพระเจ้า (ปฐมกาล6:2)
กิจกรรมของทูตสวรรค์
1. สรรเสริญพระเจ้า
2. นมัสการพระเจ้า
3. ชื่นชมยินดีในสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ
4. ปรนนิบัติพระเจ้า
5. ปรากฎอยู่จำเพาะพระพักตร
6. เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงใช้ในการพิพากษา
7. นำคำตอบสำหรับคำอธิษฐาน
8. ช่วยนำคนมาหาพระคริสต์
9. เฝ้าติดตามความระเบียบเรียบร้อย การงาน ความทุกข์ยากของคริสเตียน
10. หนุนใจในยามอันตราย
11. ดูแลผู้ชอบธรรมในยามที่เขาเสียชีวิต
ทูตสวรรค์เป็นสิ่งที่ทรงสร้างที่แตกต่างไปจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง มนุษย์ไม่ได้กลายเป้นทูตสวรรค์เมื่อเสียชีวิต ทูตสวรรค์ไม่มีวันตายและไม่เคยเป็นมนุษย์ พระจเทรงสร้างทูตสวรรค์เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ ไม่มีที่ไหนที่กล่าวว่าทูตสวรรค์ถูกสร้างขึ้นมาตามพระฉายาของพระเจ้า เป็นสิ่งมีชีวิตและจิตวิญญาณที่สามรารถมีตัวตนได้ในระดับหนึ่ง มนุษย์มีตัวตนและมีจิตวิญญาณ สิ่งที่ยิ่งใหหญ่ที่สุดที่เราสามารถเรียนรู้จากทูตสวรรค์ได้ คือ พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าอย่างทันทีทันใดโดยไม่มีคำถาม
มนุษย์เรา เป็นเหมือนทูตของพระองค์ ที่จะนำข่าวประเสริฐไปบอกแต่ผู้คน แต่มนุษย์เราก็ไม่ใช่ทูตสวรรค์
กำเนิดซาตาน
ซาตานเป็นทูตสวรรค์ที่หลุดจากตำแหน่งในสวรรค์ อันเนื่องจากความบาป และในตอนนี้มันอยู่มุมตรงข้ามกับพระเจ้าเต็มที่ ทำทุกสิ่งเท่าที่อำนาจของมันจะทำได้เพื่อขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ
อิสยาห์ 14:12 ก่อนที่มันจะล้มลงในความบาป มันมีชื่อว่า "ลูซิเฟอร์"
เอเซเคียล 28:12-14 ซาตานถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นเครูบ และเป็นทูตสวรรค์ระดับสูงสุดที่พระเจ้าทรงสร้าง แต่มันเกิดหลงรูปงามและฐานของตัวเอง จนเกิดความทะนงตนขึ้นมา และตัดสินใจวง่ามันอยากจะนั่งบนพระบัลลังค์อยู่สูงสุด ซึ่เงป็นของพระเจ้า อิสยาห์ 14:13-14
ซาตานกลายเป็นผู้ครอบครองโลกนี้ ซึ่งเดินออกห่างจากพระเจ้า และเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ (ยอห์น 12:31; 2โครินธ์ 4:4; เอเฟซัส 2:2)
มันเป็นผู้กล่าวโทษ (วิวรณ์ 12:10)
ผู้ล่อใจให้ชั่ว (มัทธิว 4:3,1; 1เธสะโลนิกา 3:5)
และผู้ล่อลวง (ปฐมกาล 3; 2โครินธ์ 4:4; วิวรณ์ 20:3)
ความหมายที่แท้จริงของชื่อของมัน คือ ปรปักษ์ หรือ "ผู้ซึ่งเป็นศัตรู" อีกชื่อหนึ่งที่ซาตานถูกเรียก คือ ผีมาร ซึ่งหมายความว่า "ผู้ใส่ร้าย"
แม้ว่ามันจะถูกขับออกจากสวรรค์ มันก็ยังพยายามยกบัลลัก์ให้สูงกว่าพระเจ้า ลอกเลียนทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกระทำ ด้วยหวังที่จะได้รับการนมัสการจากมนุษย์และทำให้อาณาจักรของพระเจ้าปั่วป่วน
ซาตานคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังลัทธิเทียมเท็จและศาสนาของโลก ทุกศาสนาตัวจริง มันจะทำทุกอย่างเท่าที่มันจะมีอำนาจที่จะทำได้เพื่อต่อต้านพระเจ้า และคนที่ติดตามพระองค์ แต่จุดหมายปลายทางของมันได้ถูกประทับตราไว้แล้ว นั่นคือ บึงไฟนรกชั่วรันดร์ (วิวรณ์ 20:10)
จริงๆ แล้วซาตานไม่ได้มีอำนาจมากมาย แต่ในปัจจุบันจะเห็นว่าการงานของมารเกิดได้ เนื่องจากมนุษย์ยอม และเชื่อฟังมัน
คริสเตียนถูกผีมารครอบงำได้ไหม?
เรารู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถถูกโต้แย้งได้ แต่เราเชื่อมั่นคงว่าคริสเตียนไม่สามารถถูกครอบงำโดยผีมารได้ เราเชื่อว่ามีข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการถูกครอบงำกับการถูกก่อกวน/รบกวนโดยผีมาร การถูกครอบงำหมายถึงการมีอำนาจควบคุมเหนือความคิด และ/หรือการกระทำของคน ๆ นั้น (ลูกา 4:33-35; 8:27-33; มัทธิว 17:14-18)
การครอบงำ/มีอิทธิพลต่อชีวิต หมายถึงผีมารหรือพวกของมันโจมตีคนๆ นั้นฝ่ายวิญญาณ และ/หรือบังคับให้คน ๆ นั้นทำความบาป (1 เปโตร 5:8-9; ยากอบ 4:7)
ท่านจะสังเกตว่าตลอดทั่วพันธสัญญาใหม่ที่พูดถึงสงครามฝ่ายวิญญาณ พระคัมภีร์ไม่เคยบอกให้เราขับวิญญาณชั่วออกจากผู้เชื่อ (เอเฟซัส 6:10-18) แต่บอกให้เราต่อสู้กับมัน (1 เปโตร 5:8-9; ยากอบ 4:7) ไม่ใช่ขับมันออกไป
ข้าพเจ้าไม่เคยมีความคิดอยู่ในสมองเลยว่าพระเจ้าจะทรงอนุญาตให้ลูกๆ ของพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงไถ่ไว้ด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ (1 เปโตร 1:18-19) และทรงสร้างขึ้นมาใหม่ (2 โครินธ์ 5:17) – ถูกผีมารซาตานครอบงำและควบคุมได้ แน่นอน, ในฐานะผู้เชื่อ, เราขับเขี้ยวกับซาตานและสมุนของมัน แต่ไม่ใช่ภายในเรา ข้อพระคัมภีร์ 1 ยอห์น 4:4 กล่าวว่า “ลูกทั้งหลายเอ๋ย ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า และได้ชนะเขาเหล่านั้น เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก”
ใครคือผู้ที่ทรงสถิตอยู่ในเรา? พระวิญญาณบริสุทธิ์ ใครคือผู้ที่อยู่ในโลก? ซาตานและสมุนของมัน
บทความจาก https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-Christian-possessed.html
พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับการถูกผีมารครอบงำ/โดนผีมารครอบงำ?
ต่อไปนี้เป็นข้อพระคัมภีร์บางข้อ( มัทธิว 9:32-33; 12:22; 17:18; มาระโก 5:1-20; 7:26-30; ลูกา 4:33-36; ลูกา 22:3; กิจการ 16:16-18) จากข้อพระคัมภีร์บางข้อเราจะเห็นว่าการถูกครอบงำโดยผีมารก่อให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างกาย, เช่น พูดไม่ได้ เป็นลมชัก มองไม่เห็น ฯลฯ ในบางกรณีมันจะทำให้คน ๆ นั้นทำสิ่งที่ชั่วร้าย, ยูดาสเป็นตัวอย่างสำคัญตัวอย่างหนึ่ง
ในหนังสือกิจการ 16:16-18 วิญญาณชั่วดูเหมือนว่าจะทำให้ทาสหญิงคนหนึ่งรู้บางสิ่งบางอย่างเหนือความสามารถของเธอเอง ในกรณีของคนที่ถูกผีกลุ่มใหญ่สิงที่แดนกาดารา เขามีกำลังเหนือธรรมชาติ เดินแก้ผ้าไปทั่ว และอาศัยอยู่ในอุโมงค์ฝังศพ
ส่วนกษัตริย์ซาอูลหลังจากที่ทรงกบฏต่อพระเจ้า วิญญาณชั่วก็ได้รับอนุญาตให้ทรมานพระองค์(1 ซามูเอล 16:14-15; 18:10-11; 19:9-10) พระอาการที่มองเห็นได้คือทรงมีอารมณ์หงุดหงิด อยากและพร้อมที่จะฆ่าดาวิดได้ทุกเมื่อยังมีอาการอีกมากมายของการถูกครอบงำโดยวิญญาณชั่ว เช่น
การมีอาการผิดปกติทางร่างกายที่ไม่ได้มาจากปัญหาทางร่างกายตามปกติ,
บุคลิกภาพเปลี่ยนไป เช่น มีอารมณ์หดหู่มากผิดปกติ หรือ ก้าวร้าวอย่างไม่มีเหตุผล,
มีกำลังมากเกินปกติ, ไม่อาย, หรือ วางตัวในสังคมอย่าง “ปกติ” ไม่ได้ หรือบางทีก็สามารถให้ข้อมูลที่โดยปกติคนอื่นไม่สามารถรู้ได้ มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องรู้ว่าอาการเหล่านี้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดอาจมีคำอธิบายอย่างอื่นได้
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะไม่ตัดสินโดยทันทีว่าคนที่มีความรู้สึกหดหู่ หรือเป็นโรคลมชัก จะต้องถูกครอบงำโดยผีมาร แต่ข้าพเจ้าคิดว่าวัฒนธรรมตะวันตกไม่ค่อยเห็นว่าการเข้ามาเกี่ยวข้องของมารซาตานในชีวิตผู้คนเป็นเรื่องใหญ่นักนอกจากอาการทางร่างกายและอารมณ์ที่แปลกไปแล้ว เราสามารถสังเกตอาการของคนที่ถูกวิญญาณชั่วเข้าครอบงำได้จากอาการทางจิตวิญญาณด้วย
อาการเหล่านี้อาจจะเป็นการไม่ยอมยกโทษ (2 โครินธ์ 2:10-11) และการเชื่อในคำสอนที่ผิด, โดยเฉพาะคำสอนที่เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และการถวายพระองค์เป็นเครื่องไถ่บาป (2 โครินธ์ 11:3-4,13-15; 1 ทิโมธี 4:1-5; 1 ยอห์น 4:1-3)
เมี่อพูดเกี่ยวกับการเข้าไปเกี่ยวข้องกับผีมารในชีวิตของคริสเตียน อัครทูตเปโตรเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าผู้เชื่อสามารถถูกอิทธิพลของผีมารควบคุมได้ (มัทธิว 16:23) บางคนเรียกคริสเตียนที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผีมารอย่างแรงถูก “ผีเข้า” แต่ในพระคัมภีร์ไม่มีตัวอย่างให้เห็นเลยว่าผู้เชื่อในพระคริสต์ถูกครอบครองโดยผีมาร และนักศาสนศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าคริสเตียนไม่สามารถถูกครอบครองโดยผีมารได้ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ในเขา (2 โครินธ์ 1:22; 5:5; 1 โครินธ์ 6:19)
เราไม่รู้แน่นอนว่าคนๆ หนึ่งถูกวิญญาณชั่วเข้าครอบครองได้อย่างไร หากยกกรณีของยูดาสเป็นตัวอย่าง เราจะเห็นว่าเขาเปิดใจต่อสิ่งชั่วร้าย (ในกรณีนี้คือความละโมบ – ยอห์น 12:6)
ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ว่าหากคนๆ หนึ่งยอมเปิดใจให้ความบาปบางอย่างเข้ามาจนติดเป็นนิสัย … มันก็จะกลายเป็นการเชิญชวนให้ผีมารเข้ามาครอบครองเขา จากประสบการณ์ของมิชชั่นนารี ดูเหมือนว่าวิญญาณชั่วสามารถเข้าครอบครองได้โดยการกราบไหว้รูปเคารพของคนนอกศาสนา และการมีสิ่งของที่ใช้เกี่ยวกับเวทย์มนต์คาถาไว้ในครอบครอง
พระคัมภีร์บอกซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าการกราบไหว้รูปเคารพก็เหมือนกับการกราบไหว้ผีมารวิญญาณชั่ว (เลวีนิติ 17:7; เฉลยธรรมบัญญัติ 32:17; สดุดี 106:37; 1 โครินธ์ 10:20) ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่าการเกี่ยวข้องและปฏิบัติตามศาสนาเหล่านั้นสามารถนำไปสู่การเข้าครอบครองของผีมารได้
ข้าพเจ้าเชื่อโดยถือข้อพระคัมภีร์ต่างๆ ข้างต้นเป็นหลัก ประกอบกับประสบการณ์ของมิชชั่นนารีหลาย ๆ ท่าน ว่ามีคนหลายคนที่เปิดชีวิตตัวเองให้กับผีมารวิญญาณชั่วด้วยการไม่ยอมทิ้งความบาปบางอย่าง หรือโดยการเข้าไปเกี่ยวข้องกับลัทธิบางอย่าง (โดยรู้หรือไม่รู้ตัวก็ได้) ตัวอย่างคือ อาจเป็นความประพฤติที่ผิดศีลธรรม; การเสพยาเสพติด/ของมึนเมา … เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้สติสัมปชัญญะของผู้คนเปลี่ยนไป; ความดื้อรั้น, ความขมขื่น, การนั่งทางใน เป็นต้น ในวัฒนธรรมตะวันตกเราจะเห็นว่ามีการเผยแพร่ศาสนาตะวันออกมากขึ้นภายใต้ชื่อว่าศาสนานิวเอจ
มีบางอย่างที่เราต้องจำไว้ให้ดี นั่นคือซาตานและสมุนที่ชั่วร้ายของมันไม่สามารถทำอะไรใครได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า (โยบ 1, 2) และด้วยเหตุนี้, ในขณะที่ซาตานคิดว่ามันกำลังทำให้ความต้องการของมันสำเร็จ, จริง ๆ แล้วมันกำลังทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จนั่นเอง… แม้กระทั่งเรื่องการทรยศของยูดาส…
มีบางคนลุ่มหลงอยู่กับกิจกรรมลึกลับหรือเกี่ยวกับเวทย์มนต์คาถาซึ่งไม่ปลอดภัย การกระทำเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องฉลาดและไม่ถูกต้องตามพระคัมภีร์ หากเราติดตามพระเจ้าด้วยชีวิตของเรา สวมยุทธภัณฑ์ของพระองค์ และพึ่งพาพระกำลังของพระองค์ (ไม่ใช่ของเราเอง) (เอเฟซัส 6:10-18) เราไม่มีอะไรที่ต้องกลัวพวกวิญญาณชั่วเพราะพระเจ้าทรงครอบครองอยู่เหนือทุกสิ่ง
บทความจาก https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-demon-possession.html
ซาตานคือใคร? (1)
พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับผีมารไว้ว่าอย่างไรบ้าง?
พระคัมภีร์บอกว่าผีมารคือพวกทูตสวรรค์ที่ล้มลงในความบาป - ทูตสวรรค์รวมถึงซาตานที่กบฏต่อพระเจ้า – พระคัมภีร์พูดถึงเรื่องการที่ซาตานถูกผลักตกลงมาจากสวรรค์ไว้ในหนังสือ อิสยาห์ 14:12-15 และ เอเสเคียล 28:12-15 หนังสือ วิวรณ์ 12:4 พูดเหมือนกับว่าซาตานดึงเอาทูตสวรรค์หนึ่งในสามมากับมันด้วยตอนที่มันทำบาป
หนังสือยูดาห์ข้อ 6 พูดถึงทูตสวรรค์ที่ทำบาป ดังนั้นมันจึงเป็นไปได้ว่าผีมารคือทูตสวรรค์ที่ทำตามอย่างซาตานโดยการทำบาปกับพระเจ้าตอนนี้ ซาตานและสมุนที่ชั่วร้ายของมันกำลังคอยจ้องที่จะทำลายและหลอกลวงผู้ที่ติดตามพระเจ้าและนมัสการพระองค์ (1 เปโตร 5:8; 2 โครินธ์ 11:14-15)
ผีมารถูกอธิบายว่าเป็นวิญญาณชั่ว (มัทธิว 10:1) ผีโสโครก (มาระโก 1:27) และทูตของซาตาน (วิวรณ์ 12:9) ซาตานและสมุนของมันล่อลวงโลก (2 โครินธ์ 4:4),
โจมตีคริสเตียน (2 โครินธ์ 12:7; 1 เปโตร 5:8)
และทำสงครามกับทูตสวรรค์ที่ดี (วิวรณ์ 12:4-9)
ผีมารเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีรูปร่าง แต่มันสามารถปลอมตัวให้เห็นเป็นรูปร่างได้ (2 โครินธ์ 11:14-15)
ผีมาร/ทูตสวรรค์ที่ล้มลงในความบาปเป็นศัตรูของพระเจ้า – แต่เป็นศัตรูที่แพ้ไปเรียบร้อยแล้ว พระองค์ผู้สถิตอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก (1 ยอห์น 4:4)
บทความจาก https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-demons.html

