ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

แผ่นศิลาที่โมเสสนำลงมาจากภูเขาซีนาย บันทึกแค่ "บัญญัติสิบประการ" เพียงเท่านั้นเองหรือ

มีใครเคยคิดอย่างผมบ้างไหมว่า แผ่นศิลาที่โมเสสนำลงมาจากภูเขาซีนาย บันทึกแค่ "บัญญัติสิบประการ" เพียงเท่านั้นเองหรือ แล้วกฎหมายอื่นๆ บันทึกใ่ส่อะไร เพราะมีมากมายจนเป็นหนังสือได้เลย นั่นก็คือ "เลวีนิติ" มีใครรู้บ้างครับ มาร่วมกันค้นหาคำตอบ...

ภาพวาดก็วาดเพียงด้านเดียว

ในภาพยนตร์ก็สื่อเพียงบัญญัติ 10 ประการ

ในอพยพบทที่ 20 ข้อ 1 พระเจ้าตรัสพระวจนะทั้งสิ้นต่อไปนี้ว่า
ข้อ 2 “เราคือพระเจ้าของเจ้า ผู้ได้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์คือจากแดนทาส
ข้อ 3 “อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา...

ในข้อ 1 บอกเราว่า "พระเจ้าตรัส...

ในข้อ 18 คนทั้งหลายเมื่อได้ยิน ได้เห็นฟ้าร้อง ฟ้าแลบ เสียงแตร และควันที่พลุ่งขึ้นจากภูเขาเช่นนั้น ต่างก็ยืนตัวสั่นอยู่แต่ไกล
ข้อ 19 เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า “ท่านจงนำความมาเล่าเถิด พวกข้าพเจ้าจะฟัง แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย”

แสดงว่าบัญญัติสิบประการประชาชนก็ได้ยินเหมือนกัน

ในอพยพ บทที่ 24 ข้อ 3 โมเสสจึงนำพระวจนะของพระเจ้าและกฎหมายทั้งสิ้นมาชี้แจงให้ประชาชนทราบ ประชาชนทั้งปวงก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พระวจนะทั้งหมดซึ่งพระเจ้าตรัสไว้นั้น พวกเราจะกระทำตาม”
ข้อ 4 โมเสสจึงจารึกพระวจนะของพระเจ้าไว้ทุกคำ แล้วตื่นขึ้นแต่เช้าจัดแจงสร้างแท่นบูชาขึ้นที่เชิงภูเขา ปักเสาหินขึ้นสิบสองก้อนตามจำนวนเผ่าทั้งสิบสองของอิสราเอล
ข้อ 5 ท่านใช้ให้หนุ่มๆ ชนชาติอิสราเอลถวายเครื่องเผาบูชาและถวายโคเป็นเครื่องศานติบูชาแด่พระเจ้า
ข้อ 6 โมเสสเก็บเลือดโคครึ่งหนึ่งไว้ในชาม อีกครึ่งหนึ่งประพรมที่แท่นบูชานั้น ท่านถือหนังสือพันธสัญญาอ่านให้ประชาชนฟัง พวกเขากล่าวว่า “สิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้นั้น พวกเราจะกระทำตาม และเราจะเชื่อฟัง”

ในข้อ 4 โมเสสจารึกพระวจนะไว้ทุกคำ ในข้อ 6 ท่านถือหนังสือพันธสัญญาอ่านให้ประชาชนฟัง

ในอพยพบทที่ 31 ข้อ 18 เมื่อพระองค์ตรัสแก่โมเสสบนภูเขาซีนายเสร็จแล้ว พระองค์ได้ประทานแผ่นพระโอวาทสองแผ่นเป็นแผ่นศิลาจารึกด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้า

สรุปว่าประชาชนอิสราเอล รู้จักบัญญัติสิบประการ และกฎหมายต่างๆ ก่อนที่พระเจ้าจะประทานแผ่นพระโอวาทสองแผ่นเสียอีก

ในอพยพ บทที่ 32 ข้อ 15 ฝ่ายโมเสสกลับลงมาจากภูเขาถือแผ่นศิลาพระโอวาทมาสองแผ่นซึ่งจารึกทั้งสองด้าน จารึกทั้งด้านนี้และด้านนั้น
ข้อ 16 แผ่นศิลาเหล่านั้น เป็นงานจากฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า และอักษรที่จารึกนั้น เป็นลายพระหัตถ์ของพระองค์สลักไว้บนแผ่นศิลานั้น

ในข้อ 15 บอกว่า...แผ่นศิลา...จารึกทั้งสองด้าน จารึกทั้งด้านนี้และด้านนั้น

แสดงว่าไม่ได้จารึกด้านเดียวแบบในภาพวาดทั่วไปที่คนทั้งโลกเรียนรู้พระคัมภีร์จากภาพวาด หรือภาพยนตร์

ส่วนเรื่องที่ว่าโมเสสเป็นคนเขียนหรือไม่นั้น น่าจะเป็นความเห็นของคนต่างความเชื่อ ไม่น่าจะมาจากคนที่เชื่อพระเจ้า เพราะทุกครั้งที่มีการอ้างถึงพระคัมภีร์ 5 เล่มแรก จะถูกเรียกดังนี้

ในพระคัมภีร์เดิม
- หนังสือธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- ธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- บัญญัติของโมเสส (the commandment of Moses)
- บทบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- หนังสือของโมเสส (the book of Moses)
- คำของโมเสส (the word of Moses)

ในพระคัมภีร์ใหม่
- คัมภีร์ของโมเสส (the book of Moses)
- คัมภีร์ธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- ธรรมบัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- บัญญัติของโมเสส (the law of Moses)
- จารีตของโมเสส (the custom of Moses)

เจตนาของหัวข้อนี้คือ อยากให้คนที่เชื่อถือในพระเจ้า อ่านพระวจนะของพระองค์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์มากกว่าการดูภาพวาด หรือดูจากภาพยนตร์ หรือฟังคำเทศนา หรือฟังจากอาจารย์ที่สอน ดูแล้ว ฟังแล้ว ก็กลับมาเช็คที่พระคัมภีร์เพื่อความถูกต้อง

หากผู้เชื่ออ่านพระคัมภีร์เองก็จะพบคำตอบมากมายมหาศาล และที่ผมยกตัวอย่างมา ก็นำมาจากพระคัมภีร์ทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นทฤษฎีที่ตีความ หรือถอดรหัสลับออกมา

การที่หนังทำออกมาเช่นนั้น เป็นการสรุปความ ย่นย่อให้เข้าใจง่ายๆ เช่นเดียวกับศิืลปินที่วาดภา่พออกมามีเพียงบัญญัติ 10 ประการ และที่แย่ก็คือ ผู้คนทั่วไปก็เข้าใจเพียงศิลาจารึกเพียงแค่บัญญัติ 10 ประการ แถมยังเอามาสอนต่อกันอีกว่า เหลือเพียง 2 ข้อ ที่พระเยซูบอก (ไปกันใหญ่) หากเราอ่านพระคัมภีร์ดีๆ พระเยซูไม่ได้บอกเราแค่นั้น

ในมัทธิว 5:17-18 พระเยซูกล่าวว่า..
“อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ตราบใดที่ฟ้าและดินดำรงอยู่ แม้อักษรหนึ่งหรือขีดๆ หนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าสิ่งที่จะต้องเกิด ได้เกิดขึ้นแล้ว..

และ..ในข้อ 19 ผู้ใดได้ทำให้ข้อเล็กน้อยสักข้อหนึ่ง
ในธรรมบัญญัตินี้เบาขึ้น ทั้งสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย
ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้น้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์
แต่ผู้ใดที่ประพฤติและสอนตามธรรมบัญญัติ
ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ ในแผ่นดินสวรรค์

บทเรียนจากคำเทศนาจากคจ.พันธมิตรดอนเมือง

อาทิตย์ที่ 2 กย. 2012 ผมได้รับเชิญให้ไปแบ่งปันที่คจ.พันธมิตรดอนเมือง และได้นำเสนอเรื่อง "พระคัมภีร์ 5 เล่มแรก" แต่ที่ทำให้ต้องศึกษาต่อก่อนไปก็คือเรื่อง "Dead Sea Scroll" หรือที่เรียกกันว่า "ม้วนหนังสือแห่งทะเลตาย" ที่ถูกค้นพบในปี 1947 แถวถ้ำหินใกล้ทะเลตาย ต่อมาจึงทราบว่าคือนิคมคุมราน แหล่งคัดลอกพระคัมภีร์ของชาวแอซซีน และถูกเก็บซ่อนไว้ในไหอย่างดี จนเป็นที่มาของการเรียกพระนามของพระเจ้าจากอักษร 4 ตัวว่า "YHWH" (ยาห์เวห์)

ที่ตั้งนิคมคุมรานอยู่ใกล้ทะเลตาย
ห่างเยรูซาเล็มประมาณ 21 กม.

ถ้ำที่นิคมคุมราน

เล่ากันว่าเด็กเลี้ยงแกะไปค้นหาแกะในถ้ำและค้นพบไหโบราณ

หลังจากนั้นก็ถูกนำไปขายในตลาดค้าของเก่า

ตัวอย่างไหโบราณ

ที่นั่นมีการคัดลอกพระคัมภีร์

พวกเขาอุทิศตัวให้กับการคัดลอกพระคัมภีร์

ในปี 1947 หลังจากค้นพบแล้ว พระคัมภีร์ถูกแปลโดยนักวิชาการ

ชิ้นส่วนของพระคัมภีร์ที่มีอายุประมาณ 2,000 ปี

พระคัมภีร์ดังกล่้าวคือหนังสือ "อิสยาห์"

ถูกเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์ในเยรูซาเล็ม

 YHWH อักษร 4 ตัว ที่ใช้เรียกพระเจ้า

ตัวอักษรที่เอ่ยแทนพระนามของพระเจ้า
(ตัวอักษรภาษาฮีบรู ต้องอ่านจากขวาไปซ้าย)

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตามรอยการเดินทางของเปาโล



จากหนังสือ "กิจการของอัครทูต" บทที่ 28
1 ครั้นรอดพ้นภัยแล้ว   พวกเราจึงรู้ว่าเกาะนั้นชื่อมอลตา
2 ฝ่ายชาวพื้นเมืองมีความกรุณาแก่พวกเราอย่างผิดปกติ   เขาก่อไฟรับรองเราเพราะฝนตกและหนาว
3 เปาโลเก็บกิ่งไม้แห้งมัดหนึ่งมาใส่ไฟ   มีงูพิษตัวหนึ่งออกมาเพราะถูกความร้อน   กัดมือของเปาโลติดอยู่
4 เมื่อพวกชาวพื้นเมืองนั้นเห็นงูติดห้อยอยู่ที่มือของเปาโล   จึงพูดกันว่า   “คนนี้คงเป็นผู้ฆ่าคนแน่นอน   ถึงแม้ว่ารอดพ้นจากทะเลแล้ว   เจ้าแม่แห่งความยุติธรรมก็ยังไม่ยอมให้รอดตายไปได้”
5 แต่เปาโลได้สะบัดมือให้งูตกลงไปในไฟ   และหาเป็นอันตรายประการใดไม่
6 ฝ่ายเขาทั้งหลายคอยดูอยู่   คิดว่าท่านจะบวมขึ้นหรือจะล้มลงตายทันที   แต่ครั้นเขาคอยดูอยู่ช้านานมิได้เห็นท่านเป็นอะไร   เขาจึงกลับถือว่าท่านเป็นพระ  
7 เจ้าแห่งเกาะนั้นชื่อปูบลิอัส   มีไร่นาอยู่ใกล้ตำบลนั้น   ท่านได้ต้อนรับเลี้ยงดูพวกเราไว้อย่างดีสามวัน  8 ฝ่ายบิดาของปูบลิอัสนั้นนอนป่วยอยู่   เป็นไข้และเป็นบิด   เปาโลจึงเข้าไปหาท่าน   อธิษฐานแล้ววางมือบนท่านรักษาให้หาย
9 ครั้นทำอย่างนั้นแล้ว   คนอื่นๆที่เกาะนั้นซึ่งมีโรคต่างๆก็มาหา   และเขาก็หายด้วย
10 เขาทั้งหลายจึงให้เกียรติพวกเราหลายประการ   เมื่อเราจะแล่นเรือไปจากที่นั่น   เขาจึงนำสิ่งของที่เราต้องการมาใส่เรือ
11 ครั้นล่วงไปสามเดือน   พวกเราจึงลงเรือกำปั่นซึ่งมาจากเมืองอเล็กซานเดรีย   และค้างอยู่ที่เกาะนั้นในฤดูหนาว   กำปั่นลำนั้นมีรูปราศี   “มิถุน”(แปลว่า  คนคู่)    เป็นเครื่องหมาย
12 พวกเราแวะที่เมืองไซราคิ้วส์จอดอยู่ที่นั่นสามวัน
13 เราออกจากที่นั่นอ้อมไปยังเมืองเรยีอูม   ครั้นรุ่งขึ้นลมทิศใต้ก็พัดมา   วันที่สองจึงมาถึงเมืองโปทิโอลี
14 เราพบพวกพี่น้องที่นั่น   และเขาเชิญเราให้หยุดพักอาศัยอยู่กับเขาเจ็ดวัน   แล้วเราจึงไปถึงกรุงโรม

สาวกที่พลีชีพเพื่อพระคริสต์

สาวกยุคแรก ยอมสละชีวิตของตนเพื่อการประกาศพระคริสต์

จะถูกสังหารแทบทั้งสิ้น

มัทธิว 26:35
เปโตรทูลพระองค์ว่า
“ถึงแม้ข้าพระองค์ จะต้องตาย กับพระองค์
ข้าพระองค์ก็จะไม่ปฏิเสธพระองค์เลย”
เหล่าสาวกก็ทูลเช่นนั้นเหมือนกันทุกคน

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สิ่งก่อสร้างที่ติดหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีอยู่ในพระคัมภีร์ด้วยนะ

หากท่านอ่านหนังสือ "กิจการของอัครทูต" อาจจะพบเหตุการณ์ และชื่อเทพเจ้าของกรีก-โรมัน และที่สำคัญ มีอยู่ 2 แห่งที่สาวกของพระเยซูเคยไปเกี่ยวข้องโดยตรง มีสถานที่แห่งใดบ้างลองดูครับ

คนแต่งเรื่องเทพนิยายกรีก คือโฮเมอร์ครับ เป็นศิลปินตาบอด
ข้อพระคัมภีร์ยืมมาใช้ครับ เพราะดูเหมาะดี

วิหารแห่งเทพซุส อยู่ในสมัยพระคัมภีร์ด้วย
นี่คือ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

เรื่องของ ซุส (โรมันเรียก จูปิเตอร์) ก็อยู่ในหนังสือกิจการ

เทพเจ้ากรีก ถูกแปลงให้เป็นเทพเจ้าของโรมันด้วย
ด้วยการแสนง่าย คือเปลี่ยนชื่อ

เปาโลและบารนาบัส ถูกเรียกว่าเทพเจ้า
เพราะทำการมหัศจรรย์ต่อหน้าที่สาธารณะ

เทพีอาร์เทมิส (โรมันเรียก ไดอาน่า) ก็อยู่ในหนังสือกิจการ

เป็นอีกแห่งที่ติดอันดับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก


วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ที่ตั้งของพระวิหารหลังที่สาม ทั้ง 3 ทฤษฎี

หลังจากที่คำพยากรณ์ของรับไบพลากไปว่าพระวิหารหลังที่สาม จะถูกสร้างขึ้นหลังจากธรรมศาลาเฮอวาถูกซ่อมสร้างขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2010 แต่ก็เลยมาแล้วสร้างปี และในวันที่ 26 สิงหาคม 2012 ก็จะครบรอบข่าวเรื่องการสร้างพระวิหารของชาวเมสัน (26 สค.1909) จึงนำภาพทฤษฎีที่ตั้งพระวิหารมาให้ชมกันครับ

ทฤษฎีแรก ที่ตั้งเดิมพระวิหารซ้อนทับกับโดมศิลา

ทฤษฎีนี้ พระวิหารอิงกับกำแพงร้องไห้ที่ยังเหลืออยู่

ทฤษฎีนี้อิงประตูทองคำทางทิศตะวันออก

ภาพนี้จะมองเห็นว่าประตูทองคำชัดเจน

หากเกิดสนธิสัญญา ภาพนี้ก็จะเกิดขึ้น

สันติสุขในเยรูซาเล็ม

ประตูทองคำที่เคยเปิด ตอนนี้ปิดสนิท

ประตูทองคำในปัจจุบัน

นี่แหละครับ ต้องไปให้ถึงที่

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เยี่ยมโบสถ์เจริญกรุงไมตรีจิตร

อาทิตย์ที่ 5 สค. มาเยี่ยมโบสถ์เจริญกรุง เพราะอ.ดุสิตมาเทศน์ที่นี่

เพลงพิเศษด้วยเครื่องสาย

บรรยากาศในโบสถ์ครับ

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โคโลสีศึกษา ว่าด้วยเรื่องทูตสวรรค์

เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะฉบับแปล 2002 และกลายเป็น 2011 ก็ยังใช้เหมือนเดิม จึงนำมาวิเคราะห์กันครับ

โคโลสี เป็นจดหมายฝากจากเปาโลถึงชาวเมืองที่นั่น

ทูตสวรรค์ที่เมืองนี้คืออะไรกันแน่?


คนในสมัยนั้นยังมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้ากรีก
ยูเรนัสคือเทพเจ้าผู้สร้างโลกตามความเชื่อนั้น
เมื่อความเชื่อแบบคริสต์เข้ามาในเมือง
เรื่องนี้จึงยังคงค้างอยู่ เมื่อมาเป็นคริสต์จึงยังความเชื่อแบบนั้นอยู่
คล้ายๆ กับคนไทยที่มาเป็นคริสต์ ยังคงมีนิสัยบางอย่างผสมอยู่ด้วย


ฉบับแปลนี้ คงแปลแบบกลางๆ ไม่ใส่ทัศนะลงไป

แต่เมื่อใส่ทัศนะในเชิงศาสนศาสตร์ลงไปด้วย จึงเป็นแบบนี้
จนใช้มาเรื่อยจนถึงฉบับ 2011 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน
ซึ่งคงเป็นปัญหาแน่นอน

เปรียบเทียบกับฉบับแปลไทยอื่นๆ

ลองไปเช็คกับต้นฉบับภาษากรีก ซึ่งไม่เกี่ยวกับพวกภูติผีเลย



วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

รูเบนเสียสิทธิ์บุตรหัวปี


ใน ปฐมกาล 35:22
อยู่มาเมื่ออิสราเอลอาศัยอยู่ที่แคว้นนั้น รูเบนไปนอนกับนางบิลฮาห์ภรรยาน้อยของบิดา อิสราเอลก็รู้เรื่องนี้

มีใครเคยสงสัยไหมว่าทำไม รูเบน ถึงไปนอนกับนางบิลฮาห์ บางคนอาจจะคิดว่าก็รูเบนเป็นหนุ่ม บิลฮาห์ก็ยังสาว และเธอก็เป็นเพียงสาวใช้หรือทาสสาว สมบัติของพ่อ ก็คือสมบัติบุครหัวปี เขาจึงใช้สิทธิ์นั้นทันทีที่มีโอกาส สุดท้ายเรื่องก็แดงขึ้น เพราะยาโคบรู้เรื่องนี้

แต่มีเหตุการณ์หนึ่งก่อนหน้านั้นเกิดขึ้น และเป็นที่มาของเรื่องนี้

ปฐมกาล 30:14
ในฤดูเกี่ยวข้าวสาลี รูเบนออกไปที่นาพบมะเขือดูดาอิม
จึงเก็บผลมาให้นางเลอาห์มารดา
ราเชลจึงพูดกับเลอาห์ว่า
“ขอมะเขือดูดาอิมของบุตรชายของพี่ให้ฉันบ้าง”

แน่นอนว่าไม่เคยมีใครอธิบายเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องเป็นราวว่า "มะเขือดูดาิอิม" คืออะไร? ทำไมรูเบนเก็บไปให้แม่ของตน และน้ามาขอแบ่งไปใช้บ้าง

ในภาษาอังกฤษเรียก 'MANDRAKE'
ฮีบรูเรียก 'dudaim'
หมายถึง 'apple of Sodom'
หรือ love-apple
ภาษาอาหรับ "Satan's apple"
หรือแปลตรงๆ ว่า "ยาปลุกเซ็กซ์" นั่นเอง บ้างก็ว่าถ้ากินแมนเดร็กเข้าไปจะทำให้มีลูก ตอนนั้นราเชลไม่มีลูกจึงอยากได้บ้าง เพราะเห็นพี่สาวมีลูกตั้งหลายคน


อย่างไม่ต้องสงสัยให้ลึกซึ้ง รูเบนคงกินแมนเดร็กที่ว่าเข้าไปด้วย และเกิดความต้องการ เมื่อหาทางออกไม่ได้ ก็เลยไปลงที่ บิลฮาห์หญิงรับใช้ของน้าราเชล จนยาโคบเองไม่ค่อยจะพอใจในเรื่องนี้ ดังนั้น ลูกของบิลฮาห์จึงเป็นเรื่องคาใจให้ยาโคบยิ่งนัก และเด็กคนนั้นก็คือ "ดาน"

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

CE คืออะไร?


เครื่องหมาย CE ย่อมาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า “Conformite Europeene" ซึ่งมีความหมายเดียวกับคำใน ภาษาอังกฤษคือ “European Conformity” เดิมทีใช้เครื่องหมาย EC แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นเครื่องหมาย CE อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2536

เครื่องหมาย CE ที่ปรากฏอยู่บนสินค้าเป็นเครื่องหมายที่แสดงการรับรองจากผู้ผลิต (Manufacturer’s Declaration) ว่าสินค้านั้น มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรป การมีเครื่องหมาย CE กำกับบนสินค้าจะทำให้สินค้านั้นสามารถวางจำหน่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีในเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ European Economic Area (EEA) ซึ่งประกอบด้วยสหภาพยุโรป หรือ European Community (EU) และ สมาคมการค้าเสรียุโรป หรือ European Free Trade Association (EFTA) ยกเว้นประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยสมาชิกแต่ละประเทศจะดำเนินการออกกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของสหภาพยุโรป หรือ EC Directives ที่กี่ยวข้องกับการใช้เครื่องหมาย CE

สินค้าที่อยู่ในข่ายต้องใช้เครื่องหมาย CE มีสินค้า 23 กลุ่ม ซึ่งจะต้องมีเครื่องหมาย CE จึงจะสามารถวางจำหน่ายและเคลื่อนย้ายภายในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ได้ ซึ่งรวมถึงสินค้านำเข้าด้วย และในแต่ละสินค้าจะมีกฎหมายเฉพาะสินค้า หรือที่เรียกว่า Product Directives ซึ่งให้รายละเอียดข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละสินค้า (technical specifications) ที่กำหนดขึ้นมาจากมาตรฐานความสอดคล้อง (Harmonized Standards) ขององค์การมาตรฐานต่างๆ ในยุโรป อาทิ European Committee for Standardization (CEN), European Committee for Electrotechnical Standardization (CENELEC) เป็นต้น โดยสินค้าที่ต้องมีเครื่องหมาย CE มีดังนี้

  1. ระบบและอุปกรณ์เกี่ยวกับการจัดการจราจรทางอากาศ ซึ่งรวมถึงระบบการสื่อสาร ระบบการตรวจสอบระบบการให้ความช่วยเหลืออัตโนมัติในการควบคุมการจราจรทางอากาศ และระบบการให้ทิศทาง รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/65/EEC ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537
  2. อุปกรณ์เครื่องใช้ที่จุดไฟโดยใช้แก๊ส ซึ่งหมายถึงเครื่องใช้ทุกชนิดที่ใช้ในการทำอาหาร ทำความร้อน ผลิตน้ำร้อน ตู้เย็น แสงสว่าง หรือซักล้าง และที่ซึ่งระดับอุณหภูมิของน้ำไม่เกิน 105 องศาเซลเซียส รายละเอียดปรากฏใน Directive 90/396/EEC ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มกราคม 2539
  3. ระบบการติดตั้งเคเบิลสำหรับบรรทุกผู้โดยสาร รายละเอียดปรากฏใน Directive 2000/9/EC แต่ยังไม่มีผลใช้บังคับทางกฎหมาย
  4. อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้า หรือโวลต์ต่ำ ซึ่งรวมถึง อุปกรณ์ที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้กับระดับแรงดันไฟฟ้าระหว่าง 50-1,000 โวลต์ หรือ 75-1,500 โวลต์ รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากที่ใช้ภายในประเทศและเชิงพาณิชย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 73/23/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2540
  5. ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการก่อสร้าง รายละเอียดปรากฏใน Directive 89/106/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2534
  6. อุปกรณ์และระบบป้องกันสำหรับการใช้ในบรรยากาศที่อาจเกิดการระเบิด ซึ่งหมายถึง เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่สามารถทำให้เกิดการระเบิดผ่านแหล่งกำเนิด ที่ทำให้เกิดการเผาไหม้และระบบป้องกันนี้ถูกออกแบบให้สามารถระงับการระเบิดนั้นได้ รายละเอียดปรากฏใน Directive 94/9/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2546
  7. วัตถุระเบิดสำหรับพลเมืองใช้ ซึ่งถูกนิยามรายละเอียดในเอกสารข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/15/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2546
  8. ภาชนะหุงต้มน้ำร้อน (ปริมาณระหว่าง 4 กิโลวัตต์ ถึง 400 กิโลวัตต์ เผาไหม้โดยของเหลวหรือเชื้อเพลงแก๊ส) รายละเอียดปรากฏใน Directive 92/42/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2541
  9. ตู้เย็นและเครื่องทำความเย็นใช้ภายในครัวเรือน รายละเอียดปรากฏใน Directive 96/57/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนกันยายน 2542
  10. ลิฟต์สำหรับขนผู้โดยสารหรือสินค้า รายละเอียดปรากฏใน Directive 95/16/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2542 
  11. เครื่องจักรกลทุกชนิดที่มีส่วนประกอบใช้ในการแปรรูป รักษา เคลื่อนย้าย หรือการบรรจุหีบห่อวัสดุรายละเอียดปรากฏใน Directive 1998/37/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนมกราคม 2538
  12. อุปกรณ์เกี่ยวกับการเดินเรือ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายการเดินเรือระหว่างประเทศ รายละเอียดปรากฏในDirective 96/98/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2541 
  13. เครื่องมือทางการแพทย์ หมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการวินิจฉัย การ ป้องกัน การติดตาม การรักษา หรือการบรรเทาโรค การบาดเจ็บ หรือความบกพร่องทางร่างกาย ซึ่งรวมถึงการทดแทนแขนขา หรือข้อต่อ และการคุมกำเนิด รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/42/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนมกราคม 2541
  14. เครื่องมือทางการแพทย์เกี่ยวกับการฝังที่มีลักษณะเป็นกัมมันตภาพรังสี ซึ่งรวมถึงเครื่องมือที่อาศัยแหล่งพลังงานไฟฟ้า หรือ แหล่งพลังงานอื่นๆ นอกเหนือไปจากที่ผลิตได้โดยตรงจากร่างการมนุษย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 90/385/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2538
  15. เครื่องมือทางการแพทย์ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค หมายถึง เครื่องมือที่ ใช้ในการตรวจสอบสิ่งต่างๆ เช่น เลือด เนื้อเยื่อจากร่างกายมนุษย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 98/79/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546 
  16. เครื่องชั่งแบบไม่อัตโนมัติ หมายถึง เครื่องชั่งที่ต้องมีผู้ควบคุมเครื่องใน กระบวนการชั่ง รายละเอียดปรากฏใน Directive 90/384/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2546
  17. อุปกรณ์ป้องกันตัวส่วนบุคคล หมายถึง เครื่องมือใดๆ ที่บุคคลใช้ใน การป้องกันความปลอดภัยหรือต่อต้านสิ่งที่เป็นอันตราย รายละเอียดปรากฏใน Directive 89/686/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2538
  18. อุปกรณ์เกี่ยวกับแรงดัน ซึ่งรวมถึงท่อ หรืออุปกรณ์ด้านความปลอดภัย และอุปกรณ์/ส่วนประกอบเกี่ยวกับแรงดันทุกชนิด รายละเอียดปรากฏใน Directive 97/23/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2545
  19. อุปกรณ์เกี่ยวกับวิทยุ และอุปกรณ์เกี่ยวกับสถานีโทรคมนาคม รายละเอียดปรากฏใน Directive1999/5/EC ซึ่งในแต่ละตัวสินค้ามีผลใช้ บังคับทางกฎหมายในระยะเวลาที่แตกต่างกัน
  20. เรือขนาดความยาวของลำเรือตั้งแต่ 2.5 – 24 เมตร ที่ใช้สำหรับการ กีฬา หรือ การพักผ่อน รายละเอียดปรากฏใน Directive 95/25/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2541
  21. ท่อแรงดัน ซึ่งรวมถึงท่อเชื่อมโลหะที่นำมาใช้บรรจุอากาศ หรือ ไนโตรเจน ณ ความดันที่เกินกว่า 0.5 บาร์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 87/404/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2535
  22. ของเล่น หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบและทำให้สำหรับเด็กอายุ ไม่เกิน 14 ปีเล่น รายละเอียดปรากฏใน Directive 88/378 ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มกราคม 2533
  23. ระบบรถไฟภายในยุโรป รายละเอียดปรากฏใน Directive 96/48/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539
นอกจากนี้ สหภาพยุโรปกำลังอยู่ระหว่างเตรียมการออกกฎระเบียบเครื่องหมาย CE สำหรับสินค้าโลหะมีค่า และ หลอดไฟเรืองแสง อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว EU Directives จะให้ระยะเวลาผ่อนผันกับผู้ประกอบการในการ ปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎระเบียบนั้น แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันแล้ว ผู้ผลิตจะต้องใช้เครื่องหมาย CE กำกับ บนสินค้า จึงจะสามารถวางขายได้ในตลาดยุโรป

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พระคัมภีร์ฉบับแปลไทยในเวอร์ชั่นต่างๆ ใครมีนอกเหนือจากนี้บ้าง


1. เวอร์ชั่นนี้ผู้ตีพิมพ์คือ หอพระคริสตธรรมไทย พิมพ์ในปี 1966 ปกแดง ใช้ภาษาเรียกพระคัมภีร์เล่มต่างๆ ที่คริสเตียนยุคใหม่ไม่ค่อยรู้จัก เช่น เยเนซิส เอ็กโซโด เลวีติโก อาฤธโม พระบัญญัติ ต่อมาพิมพ์รวมเล่มในปี 1992 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ปัจจุบันกลุ่มพยานพระยะโฮวาใช้เวอร์ชั่นนี้
2. ฉบับที่ใช้กันมากที่สุดน่าจะเป็นฉบับแปล 1971 ของสมาคมฯ
3. และฉบับล่าสุด 2011 แปลใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงที่ในเรื่องคำเรียกพระเจ้าที่เรียกว่า"พระยะโฮวา" เปลี่ยนเป็น "พระยาเวห์" เพราะทางสมาคมฯทั่วโลกให้มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการค้นพ้นหนังสือม้วนที่ทะเลตาย อีกทั้งอิสราเอลกลับเป็นประเทศและภาษาฮีบรูกลับมาใช้อีกครั้ง
4. ฉบับอมตธรรมเพื่อชีวิต พิมพ์ปี 1977 ฉบับนี้ชื่อเรียกพระคัมภีร์ใหม่ยังเป็นแบบเดิมเช่น มัดธาย โยฮัน ฟิลิปปอย โกโลซาย ...
5. ฉบับอมตธรรมเพื่อชีวิต แปลใหม่ พิมพ์ปี 1999
6. ฉบับแจกฟรี กีเดียน แปลไทยจาก RSV 1971 ซึ่งภาษาอังกฤษใช้ New King James 1982
7. ฉบับ Jerry and Chareeraat Crow YWAM พิมพ์ปี 1998 โดยกนกบรรณสาร
8. ฉบับอ่านเข้าใจง่าย พิมพ์โดยศูนย์กลางการแปลพระคัมภีร์โลก พิมพ์ปี 2002 ฉบับนี้โดดเด่นตรงที่ใช้ภาษาปัจจุบัน เช่นคุณ หรือผม พระเยซูเรียกตัวเองว่า "ผม" เรียกผู้สนทนาด้วยว่า "คุณ" หรือ "ท่าน"
9. ฉบับไทยคิงเจมส์ พิมพ์ปี 2006 แจกฟรีเหมือนกัน (จนมีใบปลิวโจมตีเวอร์ชั่นนี้ ไว้มาเล่าให้ฟังครับ)
10. ฉบับแปลของคาทอลิก เป็นพระคัมภีร์เดิม แบ่งเป็น 4 เล่ม คือ ปัญจบรรพ (2006) ประวัติศาสตร์ (2008) สารบบที่สอง (2007) ปรีชาญาณ (2009)
11. ฉบับพระคัมภีร์ใหม่ พิมพ์ครั้งแรกปี 2002 โดยคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกพระคัมภีร์
12. ฉบับประชานิยม เป็นของสมาคมพระคริสตธรรมไทย ฉบับนี้เป็นคำกลอนอ่านแล้วเพลินๆ ครับ

อาจจะมีนอกเหนือจากที่ผมสะสมหรือพบเจอ ไปขอแลกเขามาบ้าง ก็เชิญท่านทั้งหลายมาแบ่งปันกันครับ


วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แบ่งปันเรื่องเทคนิคการเป็นพยาน 7 แบบ ที่คจ.พันธมิตรดอนเมือง

วันอาิทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2012 ผมมาแบ่งปันพระคัมภีร์เรื่อง เทคนิคการประกาศ 7 แบบจากพระคัมภีร์
โหลดไฟล์ PowerPoint ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/329589640416623/412513052124281/ บทที่ 5 (05รวมเทคนิคการประกาศ.pptx)

บรรยากาศในการนมัสการ



หัวข้อการแบ่งปันวันนี้