ค้นหาข้อมูลจากบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552

Angels & Demons

ปกหนังสือเล่มใหม่ที่กำลังเรียบเรียงของผม

โปสเตอร์หนังที่จะฉายเดือนพฤษภาคม 2009

แกะรอย แดน บราวน์ เล่มใหม่ ต้อนรับหนังที่กำลังจะเข้าฉายในเมืองไทย เดือนพฤษภาคมนี้

สิ่งที่คาใจของผู้อ่านเกี่ยวกับเรื่องสมาคมลับ "อิลลูมินาติ" เกี่ยวข้องอะไรกับการสังหารนักวิทยาศาสตร์
และสำนักวาติกัน คาทอลิกต่อต้านวิทยาศาสตร์จริงหรือ
ศิลปินในยุคโบราณเกี่ยวข้องและเป็นสมาชิกองค์กรลับด้วยหรือ

จากนิยายสู่ภาพยนตร์ โดยนักแสดงเจ้าเก่า ทอม แฮงก์ที่รับบท โรเบิร์ต แลงดอน
นิยายและหนังอื้อฉาวสะเทือนวงการคริสตศาสนา เรื่องนี้แม้จะเขียนก่อน ดาวินชีโค้ด แต่หนังมาสร้างทีหลัง

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552

ความจริง 3 ประการเกี่ยวกับทูตสวรรค์

“..อย่าให้ผู้ใดโกงบำเหน็จของท่าน
ด้วยการจงใจถ่อมตัวลง และกราบไหว้ ทูตสวรรค์
ใฝ่ฝันในสิ่งเหล่านั้นที่เขาไม่ได้เห็น
ผยองขึ้นเปล่าๆ ตามความคิดของเนื้อหนัง..”
โคโลสี 2:18 (ฉบับไทยคิงเจมส์)

ความจริง 3 ประการเกี่ยวกับทูตสวรรค์ คือ
1. หน้าที่ของทูตสวรรค์จะไม่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์
2. การกระทำของทูตสวรรค์ จะสอดคล้องกับบุคลิกของพระคริสต์เสมอ
3. การพบกับทูตสวรรค์จะเป็นสง่าราศีของพระเจ้า ไม่ใช่ของทูตสวรรค์ พวกเขาไม่เคยอวดอ้างตัวเอง การงานของพวกเขาจะไม่ปรากฏให้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

คู่มือ ทูตสวรรค์ประจำตัว

หนังสือคู่มือ เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ
มี DVD 3 แผ่น และแถมหนังสือคู่มือฟรี 1 เล่ม ราคาชุดละ 300 บาท

หนังสือเล่มใหม่ที่แนะนำการค้นหาทูตสวรรค์ตัวของเรา และของคนอื่นๆ ที่เราอยากรู้ เพียงแค่มี วันเดือนปีเกิด ของคนนั้น

วิธีการนี้อาจดูคล้ายกับวิชาหมอดูตามที่หลายคนรู้สึกตามวัฒนธรรมเดิมของไทย แต่แท้ที่จริง การทำนายฝัน และการพยากรณ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นปรากฏในคนของพระเจ้าหลายครั้ง และแตกต่างกับหลักการทั่วไป

บันทึกโบราณของชาวยิวสอนต่อๆ กันมาว่า ยาโคบฝันเห็นทูตสวรรค์เดินขึ้นลงสวรรค์ เขาสอนเรื่องนามทูตสวรรค์แก่บุตรชายโยเซฟ (ลูกคนโปรด) ดังนั้น โยเซฟจึงมีความสามารถในการทำนายฝัน และถึงจุดสูงสุดของชีวิตเมื่อทำนายฝันให้แก่ฟาโรห์แห่งอียิปต์

แต่ข้อห้ามเรื่อง "เจ้าอย่าเป็นหมอดู" ถูกบัญญัติไว้ในพระบัญญัติ ทำให้หลายคนไม่กล้ายุ่งเกี่ยว (รวมทั้งคริสเตียนในปัจจุบัน) เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะชาวอียิปต์ก็มีศาสตร์ลี้ลับนี้เหมือนกัน และทำให้ผู้คนหลงงงงวยในศาสตร์นั้น

แต่ถึงอย่างไร วิชาทำนายฝันจึงถูกส่งต่อไป และเป็นหนึ่งในความสามารถของชาวยิว ดังเช่น "ดานิเอล" ก็มีความสามารถในการทำนายฝัน ซึ่งทำให้เขาโด่งดัง เมื่อทำนายฝันประหลาดของราชาแห่งบาบิโลน เนบูคัดเนสซาร์

เราต้องแยกความสามารถที่เหมือนกันนี้ออกจากสิ่งที่ขัดใจจากวัฒนธรรม เพราะการทำนายฝัน การพยากรณ์ การสังเกตวิญญาณ ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนี้ด้วย แม้ในแวดวงความเชื่อของคริสเตียน (คณะเพนเตคอส)

การค้นหานามของทูตสวรรค์ จึงเป้นหนึ่งในศาสตร์ลับของชาวยิว ที่ถูกนำมาเผยแพร่ให้เข้าใจง่ายด้วยวิธีแบบวิทยาศาสตร์และหลักคณิตศาสตร์แห่งการคำนวน หลักสถิติ และข้อมูลที่ได้มาก็เน้นเรื่องจิตวิญาณมากกว่าเรื่องที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย

อะไรที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ หรือหากเราต้องการวิจารณ์วิจัย ควรใช้หลักจากพระคัมภีร์เสมอ จึงจะถือว่าถูกต้อง

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ผู้เชื่อทุกคนมี "ทูตสวรรค์ประจำตัว"!

เปโตรถูกนำตัวออกจากคุกโดยทูตสวรรค์

ทูตสวรรค์ประจำตัวของเปโตรมาช่วยเขา ซึ่งทูตสวรรค์ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า
เป็นสิ่งพิเศษที่มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่ใช่คนทำดี ไม่ต้องสะสมบุญ
เขาทำตามคำสั่งพระเจ้า และผู้ที่เชื่อในพระเจ้า

ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ได้บันทึกเรื่องราวของทูตสวรรค์ไว้มากมายหลายตอน ซึ่งเกี่ยวข้องกับมนุษย์แทบทั้งสิ้น เพราะพระเจ้าสร้างทูตสวรรค์เพื่อมาช่วยเหลือมนุษย์

“ดูเถิด เราใช้ทูต (Angel) ของเราเดินนำหน้าพวกเจ้า เพื่อคอยระวังรักษาพวกเจ้าตามทาง นำไปถึงที่ซึ่งเราได้เตรียมไว้ จงเอาใจใส่ฟังคำพูดของทูตนั้น และเชื่อฟังคำของเขา อย่าฝ่าฝืนเขา เพราะเขาจะไม่ยกโทษให้เจ้าเลย ด้วยว่าเขากระทำในนามของเรา”
อพยพ 23:20-21

“ถ้ามีทูตสวรรค์ (Messenger) องค์หนึ่งมาเพื่อเขา เป็นล่าม หนึ่งในพัน เพื่อแถลงแก่มนุษย์ว่าอะไรถูกเพื่อเขา”אם יש עליו מלאך מליץ אחד מני אלף להגיד לאדם ישרו׃
โยบ 23:20 (ในภาษาฮีบรูเรียกทูตสวรรค์ว่า "มาลัค" แปลว่า "ผู้ส่งข่าว")

“เพราะพระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ (Angle) ของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน”
สดุดี 91:11

จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่ง ด้วยเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ทูตสวรรค์ประจำของเขาเฝ้าอยู่เสมอ ต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์”
มัทธิว 18:10

และเหตุการณ์สำคัญในคัมภีร์ใหม่

มีทูตองค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏ.. ..กระตุ้นเปโตรที่สีข้างให้ตื่นขึ้นแล้วว่า ลุกขึ้นเร็วๆ” โซ่นั้นก็หลุดตกจากมือของเปโตร.. ..เปโตรจึงตามออกไป และไม่รู้ว่าการซึ่งทูตทำนั้นเป็นความจริง คิดว่าได้เห็นนิมิต เมื่อออกไปพ้นทหารยามชั้นที่หนึ่งและที่สองแล้ว ก็มาถึงประตูเหล็กที่จะเข้าไปในเมือง ประตูนั้นก็เปิดเองให้ท่านทั้งสอง ท่านจึงออกไปเดินตามถนนแห่งหนึ่ง และในทันใดนั้นทูตสวรรค์ก็ได้อันตรธานไปจากเปโตร ครั้นเปโตรรู้สึกตัวแล้วจึงว่า “เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ารู้แน่ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงใช้ทูตของพระองค์มาช่วยข้าพเจ้า ให้พ้นจากอำนาจของเฮโรด และพ้นจากการมุ่งร้ายของพวกยิว”
กิจการ 12:7-11

เขาทั้งหลายจึงว่า “เป็น เทวทูตประจำตัว เปโตร”
กิจการ 12:15

เมื่อทูตสวรรค์ (Angel) ไม่ใช่เทวดา?

ทูตสวรรค์หรือแองเจิล เกิดจากพระเจ้าเป็นผู้สร้าง 
และไม่ใช่คนที่ทำดีแล้วไปเกิดเป็นทูตสวรรค์

ความเชื่อเรื่องเทวดามาจากศาสนาฮินดู 
และถูกนำมาใช้กับความเชื่อของชาวสยาม

เทวนิยมหมายถึงการเชื่อเรื่องการมีเทวดา
แต่อเทวนิยมไม่เชื่อเรื่องมีเทวดา

ผมเกิดในครอบครัวชาวพุทธในเมืองไทย พ่อของผมจบการศึกษาทางธรรมในระดับขั้นเปรียญเก้า เมื่อสึกออกมาจึงถูกเรียกว่า “มหา” ตามธรรมเนียมนิยมที่เรียกขานกัน ซึ่งผมเองได้ยินพ่อถูกเรียกอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก

แน่นอนว่าเรื่องราวของความเป็นชาวพุทธในประเทศไทยนั้น เรียกได้ว่าผมมีความเข้าใจแบบไทยๆ มาตั้งแต่เกิดว่า เมืองไทยคือเมืองพุทธ บรรยากาศความเป็นไปก็เหมือนคนไทยทั่วๆ ไป

ยิ่งเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาก็มีความเข้าใจมากขึ้น และเรียนรู้เพิ่มขึ้นโดยการสั่งสอนของครูสอนวิชาศีลธรรมว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแบบอเทวนิยม ไม่เชื่อในเรื่องพระเจ้า คือตรงกันข้ามแบบเทวนิยมที่เป็นของชาวคริสต์ ก็เข้าใจอย่างนี้มาตลอด

แต่พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ มานับถือในวิถีคริสต์ และศึกษาแบบเอาจริงเอาจังก็ต้องพิศวงงงงวย เพราะศาสนาพุทธในเมืองไทยเป็นพุทธแบบผสม คือยอมรับนับถือศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูของอินเดียด้วย แต่เอามาประยุกต์ แบบกึ่งเทวนิยม ซึ่งก็หมายความว่ามีการเคารพนับถือบูชาเทพเจ้าไปด้วย

เทพเทวะที่ผมคุ้นเคยตั้งแต่จำความได้คือ “พระอินทร์” ร่างกายสีเขียว ทั้งยังมีคำถามแบบปัญหาเชาว์ถามกันเล่นๆ ในวัยเด็กว่า “อะไรเอ่ย เขียนเหมือนพระอินทร์ บินเหมือนนก ศรปักอก นกก็ไม่ใช่” คำตอบก็คือ “แมลงทับ”

พระอินทร์ เป็นเทวดาที่ใหญ่สุดในความเชื่อและคำสอนแบบกึ่งเทวนิยมของไทยพุทธ

ในปัจจุบันได้ปรากฏว่ามีเทพเทวะอินเดียมามีอิทธิพลในเมืองไทยอย่างคึกคัก โดยมีพระพิฆเณศเป็นองค์นำ มีคนบูชากันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะพิธีกรรมของเหล่าผู้คนในวงการการแสดงที่เกี่ยวข้องกับพิธีแบบพราหมณ์

แต่จะว่าไปแล้ว ไทยเราก็นำเทพเทวะมาดัดแปลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “พระอิศวร” หรือ “พระศิวะ”, “พระวิษณุ” หรือ “พระนารายณ์” ส่วน “พระพรหม” เรียกเหมือนกัน

เอาเป็นว่าคนไทย ยอมรับว่ามีเทพเทวะอยู่จริง และสามารถดลบันดาลให้เกิดคุณและโทษกับมนุษย์ ซึ่งโดยปกติมักจะเรียกกันว่า “เทวดา” และมีหลายระดับ ปรากฏเป็นภาพวาดเหล่าเทวดาทั้งชายและหญิงเปลือยท่อนบน สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ พำนักอยู่บนสรวงสวรรค์ หากใครทำคุณงามความดี หลังจากตายไปก็จะได้ขึ้นสวรรค์ไปเกิดเป็นเทวดา จะมีหูทิพย์ ตาทิพย์ และอิ่มทิพย์ และยังมีความเชื่อว่ามีเทวดาประจำบุคคลอยู่ด้วย

ภาพของเทพเทวะที่อยู่ในจิตรกรรมฝาผนัง ถูกถ่ายทอดสู่การแสดงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโขน หรือละครทีวีแนวจักรๆ วงศ์ๆ ความคุ้นเคยในเรื่องเทพเทวะค่อยๆ ฝังตัวในอุดมคติของคนไทย และค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเทพเทวะที่อยู่ในชุดฤดูร้อน กลับเปลี่ยนมามีปีกแบบนกแบบเทวดาฝรั่ง ภาพยนตร์หรือละครทีวีก็ยอมรับวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามาในเมืองไทย มีการแปลภาษาเปรียบเทียบกัน คำว่า “เทวดา” จึงถูกนำไปเปรียบเทียบกับคำว่า “แองเจิล (angel) ” ซึ่งก็พอถูไถไปได้ แม้ความหมายจริงๆ อาจจะไม่ถูกต้องนักตามหลักความเชื่อของศาสนา

แต่ที่ทำให้เพี้ยนไปกว่านั้นก็คือ เมื่อต้นฉบับภาษาอังกฤษซึ่งมีคำว่า “แองเจิล (angel)” ปรากฏอยู่กลับถูกแปลว่า “นางฟ้า” เพราะผลพวงของเรื่องเทพนิยาย (อันนี้ก็แปลผิดอีก) ที่ฝรั่งเรียกว่า “แฟรี่ (fairy)” ไม่ใช่เทพ แต่เป็นเพียง “ภูตผีปิศาจ” ในนิทานฝรั่ง

หากศึกษาเชิงลึกไปอีกก็จะพบว่า “เทวดา” ของไทยกับของฝรั่งเป็นคนละเรื่องเลย ทั้งในแง่ความเชื่อ สถานภาพของเทวดา ทั้งการเรียก และอ้างถึง

“แองเจิล” ตามความเชื่อของฝรั่งหรือศาสนาคริสต์ ถูกแปลตรงๆ ว่า “ทูตสวรรค์” หรือ “เทวทูตของพระเจ้า” ซึ่งมีหน้าที่ส่งข่าวสารที่มาจากสวรรค์หรือจากพระเจ้ามาถึงมวลมนุษย์ และไม่ได้เกิดจากมนุษย์ที่ทำความดีจนได้ไปจุติบนสรวงสวรรค์ แต่ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และมีระดับขั้นต่างๆ กัน ซึ่งแตกต่างจากเทพเทวะของอินเดียหรือของไทยอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น การที่เราจะเข้าใจเรื่องของ “แองเจิล” หรือ “ทูตสวรรค์” ตามความเชื่อของชาวคริสต์ ก็ต้องลบภาพความคิดเดิมๆ ทัศนะเดิมๆ ออกเสียก่อนที่จะอ่านเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ต่อไป

ซึ่งท่านผู้อ่านจะเข้าใจเพิ่มมากขึ้น และรู้ว่า “ทูตสวรรค์” ถูกสร้างมาเพื่อเป็นผู้ช่วยให้กับมนุษย์ทุกคน ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ทูตสวรรค์ถูกสร้างมาเพื่อท่านอย่างแน่นอน




คับบาลา (Kabbala) กับนามของทูตสวรรค์ทั้ง 72 นาม


คับบาลา ศาสตร์ลับของชาวยิวโบราณที่ค้นพบนามของทูตสวรรค์ในหนังสือสดุดี ซึ่งมีอยู่ถึง 71 ชื่อ และในปฐมกาลอีก 1 ชื่อ

โดยวิธีนี้ คุณจะพบกุญแจไขปริศนา ซึ่งเป็นรหัสภาษาฮีบรู 72 คำ จารึกได้เขียนรอบเครื่องรางโดยผู้รอบรู้ทั้ง 72 คน ซึ่งถูกค้นพบในสัญลักษณ์ของคาบาลาซึ่งเป็นทรงกลม ในแต่ละคำจารึกเหล่านี้ได้บรรจุนามของพระเจ้า และถือว่าเป็นนามของทูตสวรรค์ที่มีความหมายตรงกัน บาดหลวงฝรั่งเศสนาม De Villars ได้บรรยายถึงสิ่งน่ามหัศจรรย์นี้ ขณะที่เขาเอ่ยนาม “อักลา (Agla)” เพื่องานของเขาที่ Le Comte de Gabalis

บทความที่แปลได้ดีที่สุดคือฉบับอัมเตอร์ดัม โดย Jacques Lejeune ในปี 1700 ได้รับประกันความแน่นอนว่า พวกเราสามารถใช้นามเหล่านี้ในงานของเราแบบมหัศจรรย์ไม่มีวันสิ้นสุด แม้แต่เมื่อการสะกดคำอย่างหยาบคาย ก็ยังมีสิทธิในการร้องขอตามผู้ที่ปรารถนาให้เป็นความจริงเหล่านั้น ซึ่งต้องเพิ่มจินตนาการ และความเลื่อมใสศรัทธาของพวกเขา และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก วิธีการทั้งหมดนี้ถูกเขียนใน “คัมภีร์แห่งคับบาลา (Kabbalistic Rite)” ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมของยิวโบราณ

นักปรัชญาหรือผู้รู้กล่าวว่า นามเหล่านี้ได้เปิดเผยให้ยาโคบได้รู้ เมื่อเขามองเห็นในความฝันถึงบันได 72 ขั้น พร้อมกับทูตสวรรค์ 72 องค์ ซึ่งกำลังปีนขึ้นและลง จากสถานที่ที่เรียกว่า “ประตูสวรรค์” และสิทธินี้ถูกมอบไปยังโยเซฟ (ลูกชายคนโปรด) และถ่อยทอดจากพี่ชาย-น้องชายของเขา และเขาสามารถอธิบายความฝันได้ และสิ่งนี้ทำให้เขามีชื่อเสียงต่อหน้าฟาโรห์

ทูตสวรรค์ ผู้ช่วยของเรา (ที่ไม่เคยรู้ว่ามี)


     ทูตสวรรค์เป็นความเชื่อเรื่องหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในหลายศาสนา ไม่ว่าจะเป็น ศาสนายิว คริสต์ และอิสลาม (ในศาสนาพุทธแม้จะมีเรื่องเทวดา แต่แตกต่างกับ 3 ศาสนานี้) ทุกศาสนาจะมีบันทึกกล่าวถึงทูตสวรรค์ว่าเป็นผู้ไม่มีจิตใจ ไม่มีร่างกาย และเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้น พวกเขามีหน้าที่ในการรับใช้พระเจ้าผู้สูงสุด หรือรับใช้บุคคลที่เป็นตัวแทนของพระเจ้า (อย่างเช่น ผู้เผยพระวจนะ)

     พวกเขาได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดี และถูกกล่าวถึงอย่างบ่อยครั้งในพระคริสตธรรมคัมภีร์ คัมภีร์โตราห์ และคัมภีร์อัลกุรอาน ทูตสวรรค์ยังถูกแบ่งเป็นชั้นๆ ในแต่ละชั้นจะมีหน้าที่แตกต่างกัน ซึ่งพวกเขามีอยู่ทั้งหมด 3 ชั้น 9 คณะ


ชั้นเอก (The First Triad)

1. เสราฟิม Seraphim
     “เสราฟิม” คือทูตสวรรค์ชั้นสูงสุดของบรรดาเหล่าทูตสวรรค์ พวกเขายืนอยู่ข้างบัลลังก์ของพระเจ้า

     ..มีเสราฟิมยืนอยู่ แต่ละตนมีปีกหกปีก ใช้สองปีกบังหน้า และสองปีกคลุมเท้า และด้วยสองปีกบินไป ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าจอมโยธา แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์” (อิสยาห์ 6:3) หรือ คาโดซ คาโดซ คาโดซ (kadosh kadosh kadosh)

     พวกเขาเป็นดังแสงบริสุทธิ์ และติดต่อสื่อสารโดยตรงกับพระเจ้า เสราฟิมมีปีก 6 ปีก และหัว 4 หัว มีรัศมีด้วยไฟแห่งความรัก มีอยู่ 4 นามที่เกี่ยวกับเสราฟิมคือ กาบรีเอล (Gabriel), คีมูเอล (Kemuel), นาธานาเอล (Nathanael), และมาตาตรอน (Matatron) หรือซาตาน (Satan) ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับ “งูแมวเซา (Fiery Serpents)”

     มีหลายคนสับสนระหว่างลำดับของทูตสวรรค์ ระหว่างเสราฟิม และเทพบดี (Archangels) เพราะมีหลายตอนแปลคำว่า “เทพบดี (Archangels)” ว่า “หัวหน้าของทูตสวรรค์” จึงคิดว่าตำแหน่งนี้คือเทพสูงสุด แต่เมื่อดูหน้าที่ความรับชอบของเทพบดี ก็เป็นเพียงทูตสวรรค์ประเภทนักรบ จึงเป็นทูตสวรรค์ชั้นตรี และหัวหน้าทูตสวรรค์ในชั้นเดียวกัน ส่วนทูตสวรรค์นาม “เมตาตรอน (Metatron)” ก็คือซาตานนั่นเอง เป็นดังเจ้าแห่งความมืด หรือ “งูดึกดำบรรพ์” ในบางครั้ง และในบางบันทึกกล่าวว่าเขามีปีก 36 ปีก และมีตามากมาย

2. เครูบ Cherubim
     ..และทรงตั้งพวกเครูบ (หมายถึง ทูตสวรรค์จำพวกหนึ่ง) ทางด้านทิศตะวันออกแห่งสวนเอเดน และตั้งกระบี่เพลิงอันหนึ่งที่หมุน ได้รอบทิศไว้เฝ้าทางที่จะเข้าไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตนั้น.. (ปฐมกาล 3:24)

     ในภาษาฮีบรูสะกดคำนี้ว่า “เครูบ” ซึ่งหากแปลตรงๆ จะหมายความว่า “ใครคนหนึ่ง ผู้ที่ช่วยร้องขอให้” แต่เมื่อสรุปความทางภาษาจึงได้ความหมายว่า “ความรู้”

     ในตำนานอื่นๆ กล่าวถึง “คาริบู (Karibu)” คือความน่าสะพรึงกลัว เขามีร่างขนาดยักษ์ และเป็นผู้ดูแลวิหาร และพระราชวังวังในดินแดนซูเมอร์ และอาณาจักรบาบิโลน

     ในดินแดนตะวันออก เทพผู้พิทักษ์ของชาวอัสซีเรีย ก็มีปีกเหมือนกัน มีหัวเป็นนกอินทรี มีหน้าที่ปกป้องต้นไม้แห่งชีวิตตามตำนานความเชื่อของพวกเขา และมี 4 หน้า และ 4 ปีก
ในหนังสืออพยพบทที่ 25:18-21 กล่าวถึงหีบพันธสัญญาที่ออกแบบให้มีเครูบอยู่ด้วย

     ..จงทำเครูบทองคำสองรูป โดยใช้ฝีค้อนทำตั้งไว้ที่ปลายพระที่นั่งกรุณาทั้งสองข้าง ทำเครูบไว้ที่ปลายพระที่นั่งกรุณาข้างละรูป ทำเครูบนั้น และให้ตอนปลายทั้งสองข้างติดเป็นเนื้อเดียวกับพระที่นั่งกรุณา ให้เครูบกางปีกออกไว้เบื้องบนปกพระที่นั่งกรุณา ไว้ด้วยปีก และให้หันหน้าเข้าหากัน ให้เครูบหันหน้ามาตรงพระที่นั่งกรุณา แล้วจงตั้งพระที่นั่งกรุณานั้นไว้บนหีบ จงบรรจุพระโอวาทซึ่งเราจะให้ไว้แก่เจ้าไว้ในหีบนั้น..
แต่ในหนังสือ 1 ซามูเอล บทที่ 4 ข้อ 4 (ไทยคิงเจมส์) ได้บอกว่าหีบของพระเจ้า “ผู้ประทับระหว่างพวกเครูบ”

3. เทวบัลลังก์ Thrones
     เทวบัลลังก์ คือเทพผู้ปรนนิบัติพระเจ้าอย่างใกล้ชิด เปรียบเหมือนผู้เป็นสารถีขับราชรถของพระเจ้า ซึ่งรู้จักในนาม “กัลกาลิน (Galgalin)” หรือ “โอฟานิม (Ophanim)” “กัลกาล (Galgal)” ในภาษาฮีบรูมีความหมายว่า “รูม่านตา” และกงจักรหรือกงล้อ พวกเขาพำนักอยู่ในสวรรค์ชั้นที่สามหรือสี่ตามความเชื่อเรื่องสวรรค์ของชาวยิวโบราณ พวกเขาอาจอยู่ในบริเวณระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์ “ราฟาเอล (Raphael)” คือหนึ่งนามในทูตสวรรค์คณะนี้ อยู่ในฐานะผู้คุมกฎ


ชั้นโท (The Second Triad)


4. เทพอาณาจักร The Dominions
     เทพอาณาจักร คือเทพที่ “กำหนดระเบียบ” ของทูตสวรรค์ หน้าที่ขึ้นอยู่กับ “ไดโอนีซิอัส (Dionysius)” พวกเขาพำนักอยู่ในสวรรค์ชั้นที่ 2 ตามความเชื่อของชาวยิวโบราณ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เก็บรายชื่อของผู้ที่จะได้อยู่ในสวรรค์

     พวกเขามีลักษณะเหมือนเทพเจ้า “คูริโอเตเตส (Kuriotetes)”, “ฮาชมัลลิม (Hashmallim)” หรือ “โดมิเนียน (Dominions)” ในคณะนี้มีผู้คุมกฎนามว่า “มูริเอล (Muriel)”, “ยาฮ์ริเอล (Yahriel)”, “ซาดคีเอล (Zadkiel) และ “ฮาชมาล(Hashmal)” (หรืออีกนามคือ “คาสมาล (Chasmal)” หรือ “เทพแห่งไฟ”)

5. รัศมีเทพ The Virtues
     บางครั้งก็ถูกเรียกว่า “ทาร์ชิชฮิม (Tarshishim)”, “ดูนามิส (Dunamis)” และ “มาลาคิม (Malakim)” ซึ่งมีความหมายว่า “ความหลักแหลม” หรือ “แสงสว่างแห่งปัญญา” และหน้าที่หลักของเทพคณะนี้คือ “การอวยพร” ซึ่งมักจะมาในรูปแบบของสิ่งมหัศจรรย์ หรือการอัศจรรย์

     ทั้งยังเป็นทูตสวรรค์ที่ไปเป็นเพื่อนร่วมทางกับพระคริสต์ในระหว่างเสด็จขึ้นสู่สวรรค์เพื่อรับพระเกียรติสูงสุด พวกเขาปรากฏในบันทึกโบราณของชาวยิวในหนังสือเรื่องอาดัมกับเอวา เกี่ยวกับการเกิดของคาอิน
ผู้นำของคณะนี้คือ “มีคาเอล (Michael)”, “กาบรีเอล (Gabriel)”, “ราฟาเอล (Raphael)”, “บาริเอล (Bariel)”, “ทรัชชิช (Trashish)” และก่อนจะตกจากสวรรค์ “ซาตานเอล (Satanel)”

6. ศักดิเทพ The Powers

     ศักดิเทพ มีสถานะเปรียบดัง “ผู้มีสิทธิอำนาจ”, “ผู้ควบคุมขุมพลัง” และ “จอมพลังมหากาฬ” กล่าวกันว่าพวกเขาเป็นทูตสวรรค์คณะแรกที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาเลยทีเดียว พวกเขาพำนักอยู่ระหว่างสวรรค์ครั้งที่ 1 และชั้นที่ 2 มีหน้าที่คือต่อต้านพวกปิศาจและวิญญาณชั่วไม่ให้ครอบงำโลกมนุษย์

     มีผู้นำคือ “คามาเอล (Camael)” นามของเขาหมายความว่า “ผู้มองเห็นพระเจ้า” พวกนักเวท (Magus) เชื่อว่าเขาคือ 1 ในทุตสวรรค์ทั้งเจ็ดผู้ซึ่งรับใช้ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า บางความเชื่อกล่าวว่า “คามาเอล (Camael)” มีร่างกายเป็นเหมือนเสือดาว ยังมีที่แปลกไปกว่านั้นก็คือเขาเป็น “เจ้าแห่งนรก” แต่บางคนเชื่อว่าเขาคือ “เทพเจ้าสงคราม” เช่นเดียวกับ “มาร์ส” เทพเจ้าของโรมัน เขามีอำนาจในการออกคำสั่งเพื่อ “การแก้แค้น, การลงโทษ, การทำลาย และสั่งให้ตาย” ซึ่งเหมือนกัน “เคมมูเอล (Kemuel)” ผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างอิสราเอลและสวรรค์ทั้งเจ็ด

     “คามาเอล (Camael)” คือทูตสวรรค์ที่ปล้ำสู้กับยาโคบ และที่ปรากฏกับพระเยซูในสวนเกทเสมนี และป้องกันโมเสสจากการรับบัญญัติจากพระเจ้าบนภูเขา ศักดิเทพเปรียบดังผู้นำทางจิตวิญญาณ พวกเขาคือทูตสวรรค์ผู้จะรักษาสมดุลระหว่างความดีและความชั่ว ในความหวังที่ว่าบุคคลที่ดีจะไม่ตกอยู่ในด้านมืด พวกเขาจะนำผู้หลงทางจากวัตถุประสงค์แห่งชีวิตเข้าสู่วิถีที่ควร

ชั้นตรี The Third Triad

7. เทพผู้ครอง The Principalities
     เทพผู้ครอง คือเหล่าทูตสวรรค์ผู้ที่อยู่ประจำเมืองใหญ่ และชนชาติต่างๆ ของโลกมนุษย์ ต่อมาพวกเขามีหน้าที่เป็นผู้ปกป้องพระศาสนา

     แม้พวกเขาไม่มีผู้นำ แต่ก็อาจจะมีบ้างเหมือนกันที่ถูกกล่าวถึง หนึ่งในนั้นก็คือ “นิสรอค (Nisrock)” ในความเชื่อของชาวอัสซีเรียน บอกว่าบางเวลาเทพองค์นี้เป็นหัวหน้าของปิศาจ เจ้าแห่งนรก

     “อนาเอล (Anael)” คือหนึ่งในบรรดาทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดของการทรงสร้าง อนาเอลยังเป็นผู้ดูแลจัดการสวรรค์ชั้นที่ 2 และเกี่ยวข้องกับมนุษย์ในด้านเพศสัมพันธ์

     ทูตสวรรค์องค์อื่นๆ คือ “ฮามิเอล (Hamiel)” ซึ่งก็คือทูตสวรรค์ผู้ที่ส่งเอโนคไปสวรรค์
“เซอร์วิล (Cervil)” เทพแห่งกำลังผู้ที่ช่วยเหลือดาวิดเอาชนะโกลิอัทตามความเชื่อของยิวโบราณ

8. เทพบดี Archangels
     ในความเชื่อแบบคริสเตียน และชาวยิว กล่าวว่ามีเทพบดีอยู่ 7 องค์ แต่อย่างไรก็ตาม ในคัมภีร์อัลกุรอานบอกว่ามีเพียง 4 องค์ และมีชื่อระบุเอาไว้ด้วย 2 ใน 4 นั้นก็คือ “มีคาเอล (Michael)” และ “จีบริล (Jjibril)” หรือกาบรีเอล แต่ก็มีความแตกต่างจากความเชื่อชาวยิวและคริสเตียน

     พวกเขายอมรับว่า “กาบรีเอล (Gabriel)”, “ราฟาเอล (Raphael)”, “ยูริเอล (Uriel)” และ “มีคาเอล (Michael)” เป็นเทพบดี (Archangel) และนามอื่นๆ ก็มี “เรมิเอล (Remiel)”, “ซาริเอล (Sariel)”, “ราซิเอล (Raziel)”, “รากูเอล (Raguel)” “อนาเอล (Anael)” และ “เมตาตรอน (Metatron)” เทพบดีทำสงครามกับบุตรแห่งความมืด พวกทูตสวรรค์เป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างพระเจ้าและมนุษย์


9. ทูตสวรรค์ Angels
     ทูตสวรรค์ ถือเป็นเทพชั้นสุดท้าย ทูตสวรรค์อยู่ในระหว่างกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า

     ทูตสวรรค์ในภาษาอังกฤษ “แองเจิล (Angel)” มีรากศัพท์มาจากคำกรีกว่า “แองเจลอส (Angelos)” ซึ่งพวกเปอร์เซียนเรียกต่างไปว่า “แองการอส (Angaros)” และในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “แองเจเรส (Angeres)” แต่ในภาษาฮีบรูต่างไปจากภาษาอื่นอย่างสิ้นเชิงว่า “มาลักฮฺ (Malakh)” ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “ผู้ส่งข่าว”

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เจนเสน ฮีโร่ชาวเดนมาร์ก

ตอนบ่ายขับม้าผ่าน แลเห็น
ที่ตำรวจร้อยเอกเย็น เซ่นม้วย
เพราะไล่รุกเงี้ยวเป็น สามารถ
สนองเดชภูเบศว์ด้วย ชีพครั้งจำเป็น
เย็นเซ่นเดนมาร์คเชื้อ ชาติไฉน
สวามิภักดิ์ตราบบรรลัย ชีพได้
ควรเราที่เป็นไทย จำเยี่ยง
ผิวะเหตุโอกาสไซร้ เกิดแล้วไป่สยอง
พระราชนิพนธ์ในลิลิตพายัพ ของสมเด็จพระยุพราช (ร.6)
หลุมฝังศพรูปทรงแบบเสาโอเบลิสในสุสานฝรั่งที่เชียงใหม่ จารึกว่า "นายร้อยเอกเย็นเซ็น ชาติเดนมาร์ด อายุ 24 ปี เป็นพลตำรวจภูธรมณฑลพายัพ ถึงแก่กรรมในเวลาต่อสู้ผู้ร้าย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ศก 121 ที่ตำบลบ้านแม่กา แขวงเมืองพะเยา"

ศพของเขายังอยู่ที่จังหวัดพะเยา จึงมีแต่ป้ายจารึกเท่านั้นที่อยู่ที่เชียงใหม่

ในปี ร.ศ. 121 เกิดกบฎเงี้ยวขึ้นที่มณฑลพายัพ พวกเงี้ยวก็คือพวกไทยใหญ่หรือพวกฉาน เพราะไม่พอใจรัฐบาลกลางในสมัยนั้นคือรัฐบาลของรัชกาลที่ 5

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สุสานแมคกิลวารีที่เชียงใหม่

อนุสาวรีย์ของราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ
ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสุสาน
แสดงว่าที่นี่เกี่ยวข้องกับกงสุลอังกฤษด้วย

หลุมฝังศพของหมอแมคกิลวารีและภรรยาโซเฟีย บรัดเลย์ เคียงคู่กัน

คำจารึกที่หลุมศพของหมอแมคกิลวารี

คำจารึกที่หลุมศพของ โซเฟีย บรัดเลย์ ลูกสาวของหมดบรัดเลย์ 
ภรรยาของแมคกิลวารี เธอเกิดที่กรุงเทพฯ และเสียชีวิตที่เชียงใหม่

ป้ายจารึกหลุมศพ สั่งทำจาก J & G. Mossman
เมือง Glasgow
 ของสก็อตแลนด์ ในอังกฤษ

ปกติพอพูดถึงมิชชั่นนารี ก็จะนึกถึงหมอสอนศาสนาอย่างหมอบรัดเลย์ เพราะท่านได้บุกเบิกที่กรุงเทพฯ ตั้งโรงพิมพ์ และพิมพ์หนังสือออกมาหลายเล่ม ทั้งหนังสือพิมพ์และหนังสืออ่านเล่น และแน่นอนว่าถ้าพูดถึงมิชชั่นนารีที่เชียงใหม่ทุกคนต้องเอ่ยถึง "พ่อครูหลวง" หรือ "หมอแมคกิลวารี" ลูกเขยของหมอบรัดเลย์คนดังแห่งเมืองล้านนา

ถือเป็นโอกาสดีของผมที่ได้ไปเยี่ยมคารวะหลุมฝังศพของท่านและภรรยาในครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาไปเชียงใหม่เกือบทุกปี ปีละครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะไปเที่ยว เพิ่งไปทำงานเกี่ยวกับการบรรยายก็ปีที่แล้วนี่เอง ดังนั้นการมาครั้งนี้จึงถือโอกาสตะลุยสุสานฝรั่งที่เชียงใหม่ (เมื่อ ธค. ปี 07 ตะลุยที่สุสานฝรั่งกรุงเทพฯ ไว้จะย้อนเล่าให้ฟังทีหลัง)

หลุมฝังศพที่เชียงใหม่แตกต่างจากที่กรุงเทพฯ เพราะที่ถนนเจริญกรุงนั้นมีร่างของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทยหลายคนโดยเฉพาะพวกฝรั่ง จึงมีหลากหลายแบบ แต่ที่เชียงใหม่ห่างไกลจากเมืองหลวงกว่า 700 กิโลเมตร การเดินทางสมัยนั้นก็แสนลำบาก ใช้เวลากว่า 100 วัน ดังนั้นความหรูหราหรือพิศดารจึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ถึงกระนั้น หินที่ใช้จารึกข้อความที่หลุมของมิชชั่นนารีอย่างแมคกิลวารีก็สั่งตรงมาจากเมืองนอก และเป็นการสั่งทำพิเศษ

รูปทรงของพื้นที่สุสานเป็นรูปสามเหลี่ยม ด้านบนของสามเหลี่ยมทางด้านทิศเหนือมีอนุสาวรีย์ขนาดเล็กของราชินีแห่งอังกฤษ "พระนางวิกตอเรีย"

สุสานทั้งสองแห่งทั้งกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ น่าจะเกี่ยวข้องกับกงสุลอังกฤษเหมือนกัน

บรรยายโลกร้อนที่เชียงใหม่

อนุชนอาชีพของคริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่

สมาชิกของคริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ ร่วมกันฟังบรรยายเรื่องภาวะโลกร้อน 
ที่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยด้วย

ผังของคริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเมืองเชียงใหม่ริมแม่น้ำปิง

ภาพประวัติของหมอแมคกิลวารี

เมื่อวันที่ 31 มค. 09 ไปบรรยายเรื่องอนาคตโลกที่เชียงใหม่ให้กับกลุ่มอนุชนอาชีพของคริสตจักรที่ 1 และวันที่ 1 กพ. 09 บรรยายเรื่องภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลกระทบมาเมืองไทยด้วย ต่อมาในวันที่ 3 กพ. ไปบรรยายเรื่อง "ทัศนะของคริสเตียนต่อสังคมแบบคริสเตียน" ให้น้องๆ ที่ YFC จากนั้นก็กลับกรุงเทพฯ

ที่ประทับใจในทริปนี้ก็คือ ได้ไปเยี่ยมสุสานฝรั่งที่เชียงใหม่ พบหลุมฝังศพของหมอแมคกิลวารีและภรรยาโซเฟีย ลูกสาวของหมอบรัดเลย์ มิชชั่นนารีชื่อดังในประวัติเมืองสยาม

สิ่งที่ได้ความรู้เพิ่มเติมจากเดิมคือ ประวัติของหมอแมคกิลวารีกับคริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ ถ่ายรูปมาเยอะพอควร อยู่ที่สุสานในช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 2 กพ.

หวังว่าจะได้กลับไปแบ่งปันที่เชียงใหม่อีก น้องๆ ที่ YFC ชอบฟังเรื่องสมาคมลับ ที่มาอยู่ในเมืองไทย และเกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างเหลือเชื่อว่าเป็นจริง!

แสดงหนังเรื่อง "นางไม้"

ในภาพ "ต้อม เป็นเอก" อยู่ซ้ายมือ ผมอยู่ในชุดเจ้าหน้าที่ป่าไม้
พี่ฟลิ้นแสดงเป็นผู้ใหญ่บ้านชื่อ "แดง"
เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2008 ได้ไปแสดงหนังเรื่อง "นางไม้" ซึ่งกำกับการแสดงโดย "เป็นเอก รัตนเรือง"

ยอมรับว่าห่างเหินการแสดงมานานกว่า 10 ปี นึกไม่ถึงเลยว่าวันแรกที่แสดงจะเกร็งมา และเล่นแข็งโป๊ก ในเรื่องแสดงเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชื่อ "หมวดต้อย" ซึ่งแสดงร่วมกับ "พี่ฟลิ้น" ซึ่งมารู้ทีหลังว่าพี่เค้าเป็นนักโฆษณาระดับพระกาฬ และมีเสียงหล่อๆ ฝากไว้ในวงการหลายชิ้น และอีกคนที่เป็นตัวเอกของเรื่องก็คือ "กิ๊บซี่" ซึ่งก็เคยได้ยินมาว่าเป็นนักร้องวง "เกริลลี่ เบอร์รี่" ยอมรับว่าไม่เคยฟังเพลงของน้องเค้าเลย อาจเป็นเพราะสูงอายุ เพลงสมัยนี้เลยไม่ได้ฟัง

หนังเรื่องนี้น่าสนใจที่ว่าเป็นหนังดรามาครอบครัวคนรุ่นนี้ แต่มีปนผีหรือเรื่องของวิญญาณตรงที่มี "นางไม้" เข้ามาเกี่ยว โดยส่วนตัวชอบพล็อตเรื่อง แปลกดี เลยตามไปดูหนัง "เป็นเอก" ที่ผ่านมาอย่าง "พลอย" หรือ "คำพิพากษาของมหาสมุทร" ยอมรับว่าดูยากในช่วงแรกๆ แต่หลังๆ ก็เขาใจ อาจเป็นเพราะเคยเรียนการแสดงที่ช่อง 3 มา เลยดูแบบตั้งใจว่าผู้สร้างหนังต้องการจะสื่ออะไรกับคนดู

ประสบการณ์ทุกอย่างส่งผลกับการเป็นนักเขียน การมีบันทึกแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ลืมเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพราะนับวันจะอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ความทรงจำมากมายเหลือคณา เลยต้องบันทึกเอาไว้

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

ที่มาของ SophiaBooks

Shophia เป็นภาษากรีก แปลว่า "ความรู้"

ชาวกรีกเป็นผู้ริเริ่มค้นคว้าวิทยาการใหม่ๆ และตั้งทฤษฎีขึ้นมามากมาย ซึ่งเราในยุคปัจจุบันได้รับผลประโยชน์จากความรู้เหล่านั้น

และคำว่า "ปราชญ์" หรือ "ปรัชญา" ในภาษาอังกฤษเรียก "Philo-sophy" นักปรัชญา" เรียก "Philo-sopher" ก็คือคำที่มาจากภาษากรีกโดยตรง คือคำว่า "Philos" หมายถึง "ความรัก" เมื่อมาผสมกับคำว่า "Sophia" จึงมีความหมายว่า "ความรักในความรู้"

ชื่อนี้จึงเกิดขึ้นตามแรงปรารถนาของผู้จัดตั้ง สำนักพิมพ์ "โซเฟีย บุ๊คส์" และมีสโลแกนว่า "คลังปัญญาของผู้กล้าแห่งอนาคต"

สัญลักษณ์ของสำนักพิมพ์ มาจากภาพ กล่องใส่ม้วนหนังสือโบราณ ที่เรียกว่า "Scroll Box"


สำนักพิมพ์โซเฟีย บุ๊คส์ เริ่มต้นขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ ปี 1995 โดยเริ่มผลิตนิตยสาร และตามด้วยหนังสือคู่มือต่างๆ (เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิค) จนภายหลังหันมาผลิตพ็อคเก็ตบุ๊คส์ประเภทสารคดี และนิยาย จนถึงปัจจุบันได้ 14 ปี ผลิตหนังสือทั้งภายในและแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ มากกว่า 50 เรื่อง




มีนักเขียนไทยหลายคนที่ได้มีผลงานเป็นของตนเองในนามของโซเฟียบุ๊คส์หลายเล่ม

ปัจจุบัน โซเฟีย บุ๊คส์ ยังแตกแขนงออกเป็นสำนักพิมพ์เฉพาะกิจอีก คือ e.magic club และ RePenthouse


 

เรายังมีแผนกผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ และดูแลการผลิตต้นฉบับ ให้แก่ผู้ต้องการประสานงานด้านกราฟฟิค หรือจัดทำอาร์ตเวิร์ค ในนามของ SonPrint Graphic

และล่าสุดเรายังรับดูแลการผลิตงานเขียน สำหรับผู้เริ่มต้น และมีผลงานด้านการเขียนเป็นของตนเองในรูปแบบของหนังสือ คือเราสามารถติดต่อประสานงานกับโรงพิมพ์ และสายส่ง แบบครบวงจร เพียงแต่ท่านมีต้นฉบับเท่านั้น..

ปัจจุบันแปรเปลี่ยนมาทำสื่อในรูปแบบ DVD และ ช่องใน youtube ในนาม SophiaMedia



วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

เขาพระวิหารยังอยู่นอกเขตอิสราเอล

พื้นที่ด้านล่างเขตสีเหลืองคือเขตปกครองของอิสราเอล
เขตเมืองเก่าจึงยังอยู่นอกเขตของอิสราเอล

แม้อิสราเอลจะก่อตั้งเป็นรัฐชาติได้เมื่อปี 1948 แต่บริเวณที่ตั้งเมืองเก่าสมัยกษัตริย์ดาวิดสร้างเมืองบนเนินไซออน (ศิโยน) ยังอยู่นอกเขตปกครองของอิสราเอล

ความหวังที่จะสร้างพระวิหารหลังที่ 3 จึงยังคงเป็นแค่ความหวัง แม้จะมีความเคลื่อนไหวในช่วงปี 2001-2003 โดยชาวยิวก็ตาม หรือแม้แต่ชาวคริสต์บางกลุ่มที่เชื่อในคำพยากรณ์ว่าจะต้องมีการสร้างพระวิหารขึ้นมา หลังจากที่อิสราเอลคืนเป็นชาติอีกครั้ง

การโจมตีฉนวนกาซาของอิสราเอลดูจะมีเงื่อนงำที่น่าจับตา เพราะการทำเช่นนี้ อิสราเอลจะถูกประณามจากนานาประเทศ และมีการเสนอภาพเป็นทางลบ แต่ทำไมยังคงมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ

สงครามด้วยยอาวุธในพื้นที่นี้ จะลุกลามใหญ่โตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเสนอข่าวในเชิงยั่วยุ และแสวงหาพรรคพวก โดยธรรมชาติของมนุษย์ย่อมรู้สึกเห็นใจผู้ที่มีกำลังน้อยกว่าเสมอ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวกว่า 6 ล้านคนถูกสังหารโหดโดยพวกนาซี สร้างความเห็นอกเห็นใจให้กับชาวยิว และคราวนี้จะเป็นเช่นไรกับชาวปาเลสไตน์ในกาซา

พื้นที่เขาพระวิหารจะเกี่ยวข้องหรือไม่ ต้องดูกันต่อไป..

พระวิหารหลังแรกที่สร้างบนเนินโมริยาห์ สมัยกษัตริย์ซาโลมอน
ในสมัยที่รัฐชาติอิสราเอลรุ่งเรืองถึงขีดสุด

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

โหราศาสตร์ คำพยากรณ์ และปฏิทินมายัน

เรื่องราวเกี่ยวกับคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ตามทัศนะของคนยิวนั้น มักจะเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ที่จะมาปลดปล่อยชนชาติออกจากการเป็นทาส หรือจากการถูกข่มเหงรังแกจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า

“เพราะฉะนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง ดูเถิด หญิงสาว (ในฉบับเสปตัวยินต์ คือฉบับกรีกโบราณใช้คำที่แปลว่า สาวพรหมจารีได้) คนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล (แปลว่า พระเจ้าทรงสถิตกับเราทั้งหลาย)” อิสยาห์ 7:14

จากคำพยากรณ์นี้ใช้เวลานานถึง 800 ปี กว่าสิ่งที่กล่าวไว้จะเกิดขึ้นจริง แน่นอนว่า คนยิวจำนวนมากลืมเลือนกับคำพยากรณ์นี้ เพราะระยะเวลาที่เนิ่นนาน ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคมของพวกเขา
จนกระทั่งมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินทางมายังเยรูซาเล็ม พร้อมกับวิชาโหราศาสตร์ ได้ติดตามดวงดาวเพื่อค้นหากษัตริย์ที่กำลังจะมาบังเกิดพร้อมกับการเคลื่อนที่ของดาวประหลาดดวงหนึ่ง

“...ภายหลังมีพวกโหราจารย์จากทิศตะวันออกมายังกรุงเยรูซาเล็ม ถามว่า “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” มัทธิว 2:1-2

พวกเขาเป็นชาวต่างชาติ ไม่ใช่ยิว ดังนั้นวิชาโหราศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่มีพวกเขาได้ใช้ในการค้นหาความหมายของความเป็นไปในโลกใบนี้

พวกยิวขอเห็นหมายสำคัญ และพวกกรีกเสาะหาปัญญา” 1 โครินธ์ 1:22

ข้อพระคัมภีร์นี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนะหรืออัตลักษณ์ประจำชนชาติ พวกต่างชาติใช้สติปัญญาตามวิชาของพวกเขา พวกโหราจารย์ เป็นพวกที่มีความรู้ดาราศาสตร์และโหราศาสตร์จากเปอร์เซีย ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของปาเลสไตน์ พวกเขาคงมีความรู้ทางพระคัมภีร์เดิมที่ได้จากเชลยชาวยิวในบาบิโลนและเปอร์เซียเกี่ยวกับคำพยากรณ์ที่ว่าจะมีดาวออกมาจากยาโคบ (กดว.24:17) พระเจ้าทรงใช้ความรู้เหล่านี้เปิดเผยถึงการประสูติของพระเยซู

เผ่ามายัน อีกชนเผ่าหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของชาวยิว แต่ในปัจจุบันมีนักวิชาการมากมายโดยเฉพาะแวดวงดาราศาสตร์ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องวันสิ้นสุดปีปฏิทินมายัน ซึ่งจารึกโบราณได้ระบุว่า วันที่ 21 ธันวาคม ปี 2012 เป็นวันสิ้นสุดระบบปฏิทินของมายัน

ความชำนาญในเรื่องดาราศาสตร์ของชนเผ่านี้น่าทึ่งมาก เพราะสามารถทำนายการเกิดสุริยคราสได้อย่างแม่นยำ ในภาพยนตร์เรื่อง “Apocalypto” ของเมล กิ๊บสัน ได้สื่อเรื่องราวของชนเผ่านี้

ภาพยนตร์อีกเรื่องของเมล กิ๊บสัน
ที่กำลังสื่ออะไรบางอย่างให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงความสามารถทางดาราศาสตร์ของพวกมายัน

การทำนายการเกิดสุริยคราสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ก็ทำให้ชื่อเสียงของพระองค์ปรากฏไปทั่วยุโรปถึงความสามารถของชาวสยาม จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งวิทยาศาสตร์”

เกิดสุริยคราสเต็มดวงที่ตำบลหว้ากอ รัชกาลที่ 4 สามารถทำนายการเกิดปรากฏการณ์นี้ ด้วยวิชาโหราศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ จนทำให้ชาวต่างชาติทึ่ง

หลักโหราศาสตร์ที่แท้จริงก็คือหลักสถิติโดยมีดวงดาวเป็นตัวกำหนด สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สนใจเรื่องวันสิ้นสุดของปฏิทินมายันก็คือ ในวันนั้น “ระบบสุริยจักรวาล” จะมาบรรจบพบกับ “ทางช้างเผือก” จนเกิดปรากฏการณ์ที่เกินคำบรรยายเกิดขึ้นนั่นคือ
• ระบบอิเล็กโทรนิคจำนวนมากจะทำงานผิดปกติ (ระบบขีปนาวุธ ,computer)
• การอพยพของฝูงสัตว์ เช่น นก หรือปลาวาฬ ทำให้สูญเสียทิศทางและอื่นๆ
• ระบบภูมิคุ้มกันโรคในบรรดาสัตว์รวมถึงมนุษย์จะทำให้อ่อนแออย่างมาก (ลูกา 21:11)
• ทำให้ภูเขาไฟเพิ่มขึ้น, เกิดการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก แผ่นดินไหว และแผ่นดินถล่ม (วิวรณ์ 16:18)
• สนามแม่แหล็กโลก (Magnetosphere) จะอ่อนแอลง และการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์จะเพิ่มปริมาณถึงระดับอันตราย ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังตามมา ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ (วิวรณ์ 16:9)
• กลุ่มวัตถุในอวกาศมากมายจะเฉียดเข้าใกล้โลกได้ง่ายขึ้น (มัทธิว 24:29)
• แรงดึงดูดของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (1 เธสะโลนิกา 4:17-18)


จากข้อมูลที่เป็นเหมือนคำพยากรณ์และการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ที่เอ่ยถึงปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นนั้นดูจะสอดคล้องกับข้อพระคัมภีร์หลายตอนที่เอ่ยถึงเหตุการณ์ในช่วงวันสิ้นยุค หนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง “แรงดึงดูดของโลก”

“...หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่ จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์ เหตุฉะนั้นจงปลอบใจกันด้วยถ้อยคำเหล่านี้เถิด” 1 เธสะโลนิกา 4:17-18

การถูกรับขึ้น (Rapture) เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย

ถ้าเรื่องนี้มีเค้าความจริง ก็น่าจับตาว่า ระหว่างช่วงเวลาจากวันนี้จนไปถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2012 จะมีเหตุการณ์อะไรบ้าง ซึ่งนับเวลาดูก็ประมาณอีก 4 ปี ก็ต้องติดตามกันต่อไป

ตารางเวลาที่น่าสนใจนี้กำลังบอกอะไรกับเรา?

การสร้างพระวิหารหลังที่ 3


การสร้างพระวิหารหลังที่ 3 สัญญาณเริ่มต้นของยุคสุดท้ายในช่วงปี 2000 ที่ผ่านมา ผู้คนในโลกต่างหวาดกลัวถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของยุคพันปี เพราะข้อมูลและคำทำนาย รวมไปถึงคำพยากรณ์จากพระคัมภีร์เล็งถึงวันนั้นคำว่า “วันสิ้นโลก” จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และการคำนวณถึงวันเวลาดังกล่าวก็ตามมาด้วยเช่นกัน แน่นอนว่า “ปี ค.ศ. 2000” จึงถูกระบุว่าเป็น “วันสิ้นโลก” ของหลายๆ ผู้ทำนาย รวมไปถึงคริสเตียนบางกลุ่มที่เชื่อเรื่องนี้ด้วยแต่โลกก็ผ่านมาแล้วถึง 9 ปี (2009) เรื่อง “วันสิ้นโลก” ก็ถูกปลุกกระแสอีกครั้ง เมื่อพม่าประสบภัยพิบัติพายุถล่มเมืองย่างกุ้งเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม มีชาวบ้านเสียชีวิตมากมาย และต่อมาอีก 10 วันก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองจีน ในวันที่ 12 พฤษภาคม คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 80,000 คน ทั้งสองเหตุการณ์ได้ปลุกกระแสวันสิ้นโลกอีกครั้งในพระคัมภีร์เองได้ระบุถึงวันเปลี่ยนแปลงโลกเอาไว้เช่นกัน แต่ไม่ได้กล่าวว่าเป็นวันสิ้นโลกแต่อย่างใด แต่กล่าวว่าเป็น “วันสิ้นยุค”

“...แต่จงเข้าใจข้อนี้ คือว่าในสมัยจะสิ้นยุคนั้น จะเกิดเหตุการณ์กลียุค...” 2 ทิโมธี 3:1

กลียุค คือยุคแห่งความวุ่นวายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยพิบัติต่างๆ อย่างเช่นแผ่นดินไหว น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนภูมิศาสตร์โลกเปลี่ยนไป อีกทั้งระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังปั่นป่วน หุ้นตก บริษัทยักษ์ใหญ่ล่มสลาย รวมไปถึงปัญหาการเมืองทั้งภายในและนอกประเทศที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ราวกับว่าเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้กำลังส่งสัญญาณเตือนเราเป็นระยะๆ

แล้วอะไรกันแน่ที่จะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของ “ยุคสุดท้าย” ว่ามันได้เริ่มขึ้นแล้ว

พวกสาวกมาเฝ้าส่วนตัวกราบทูลว่า “ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบว่า เหตุการณ์เหล่านี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อไรสิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และยุคเก่าจะสิ้นสุดลง” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านให้หลง ด้วยว่าจะมีหลายคนมา ต่างอ้างนามของเราว่าตัวเขาเป็นพระคริสต์ เขาจะให้คนเป็นอันมากหลงไป ท่านทั้งหลายจะได้ยินเสียงสงคราม และข่าวลือเรื่องสงคราม คอยระวังอย่าตื่นตระหนกเลย ด้วยว่าบรรดาสิ่งเหล่านี้จำต้องบังเกิดขึ้น แต่ที่สุดปลายยุคยังไม่มาถึง เพราะประชาชาติต่อประชาชาติ ราชอาณาจักรต่อราชอาณาจักรจะต่อสู้กัน ทั้งจะเกิดกันดารอาหารและแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ เหตุการณ์ทั้งปวงนี้เป็นขั้นแรกแห่งความทุกข์ลำบาก ซึ่งต้องมีมาก่อนกำเนิดยุคใหม่..” มัทธิว 24:3-8

แม้ในพระคัมภีร์จะได้กล่าวเตือนไว้หลายประการถึงสัญญาณต่างๆ แต่หลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ว่าจะมี พระคริสต์เทียมเท็จ สงคราม การกันดารอาหาร หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งจะต้องมีก่อนยุคใหม่

...ท่านผู้หนึ่งจึงเอาไม้อ้อท่อนหนึ่งให้ข้าพเจ้ารูปร่างเหมือนไม้วัด แล้วสั่งข้าพเจ้าว่า “จงลุกขึ้นไปวัดพระวิหารของพระเจ้า และแท่นบูชาและคำนวณคนทั้งหลายซึ่งนมัสการในนั้น แต่ไม่ต้องวัดลานชั้นนอกพระวิหารนั้น เพราะว่าที่นั่นได้มอบให้แก่คนต่างชาติแล้ว และเขาจะเหยียบย่ำวิสุทธนคร ตลอดสี่สิบสองเดือน..” วิวรณ์ 11:1-2

42 เดือน เท่ากับ 3 ปีครึ่ง จากพระคัมภีร์ใหม่ตอนนี้ไปสอดคล้องกับพระคัมภีร์เดิมอีกตอนหนึ่ง ..ที่สุดปลายของมันจะมาถึงด้วยน้ำท่วม จนกระทั่งที่สุดจะมีสงคราม มีความวิบัติกำหนดไว้ มันจะทำพันธสัญญาเข้มแข็งกับคนเป็นอัน มากอยู่หนึ่งสัปตะ ท่านจะกระทำให้การถวายสัตวบูชา และเครื่องบูชาอื่นๆ หยุดไปครึ่งสัปตะ... ดาเนียล 9:26-27

1 สัปตะ เท่ากับ 7 ปี ครึ่งสัปตะ จึงเท่ากับ 3 ปีครึ่ง

จากพระธรรมทั้งสองข้อที่สอดคล้องกันนี้ ทำให้เราทราบแบบคร่าวๆ ว่า จะต้องมีการสร้างพระวิหารขึ้นมา ภายใน 7 ปี และมีการหยุดพักครึ่งทาง คือ 3 ปีครึ่ง

ดังนั้น การสร้างพระวิหารหลังที่ 3 จึงกลายเป็นสัญญาณเตือนให้เราทราบถึงกำหนดของยุคสุดท้าย เพราะหลังจากปี ค.ศ. 2000 ที่ผ่านมาได้มีการเคลื่อนไหวมากมายเกี่ยวกับการสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ในอิสราเอล มีการแห่ก้อนศิลาสำหรับทำพระวิหารในเยรูซาเล็ม

อีกทั้งยังมีกลุ่มสมาคมลับกลุ่มหนึ่งซึ่งเคยอ้างว่าจะสร้างพระวิหารเมื่อปี ค.ศ. 1909 และจะครบกำหนด 100 ปี ในปี 2009 นั่นคือ “สมาคมฟรีเมสัน (FREE MASON)”

สมาคมนี้เป็นสมาคมเกี่ยวกับช่างก่อสร้าง และอ้างว่าพวกเขาได้ค้นพบแปลนพระวิหารตั้งแต่สมัยสงครามครูเสดโดยกลุ่มอัศวินเทมปลาร์ (Knight Templar) จึงมีเป้าหมายที่จะสร้างพระวิหารมาตลอด และสมาคมนี้ยกย่อง ฮีราม (Hiram) หรือ หุราม ให้เป็นดังศาสดาของพวกเขา ฮีรามคือช่างฝีมือในยุคของโซโลมอนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพระวิหารหลังแรก